<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 17:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีอีซี สมาร์ทกริด รองรับอุตสาหกรรมอย่างมีเสถียรภาพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อีอีซี สมาร์ทกริด จะช่วยให้สามารถเห็นพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของประชาชน &amp;nbsp;เพราะในอนาคตนั้นทุกคนมีการผลิตไฟไว้ใช้เอง มีอีวีคาร์ ถ้ามีการใช้เยอะจะจัดการการใช้พลังงานอย่างไร ดังนั้นเราต้องปรับระบบการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งขณะนี้โครงการใกล้แล้วเสร็จจำนวน 114,000 เครื่อง จากนั้นจะขยายไปในพื้นที่อีอีซีจำนวน 2 ล้านเครื่อง ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ที่มีการใช้ไฟฟ้าที่หลากหลายทั้งประเภทพลังงานและเชื้อเพลิง ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อม เพื่อสนับสนุนให้ไฟฟ้าในพื้นที่อีอีซีมีความมั่นคง และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมได้อย่างมีเสถียรภาพ&amp;quot; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าการไฟฟ้าและเทคโนโลยีใหม่ๆ &amp;nbsp;เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA ในฐานะผู้ให้บริการพลังงานไฟฟ้า และดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าให้เกิดความพึงพอใจทั้งด้านคุณภาพและการบริการ โดยการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และเป็นองค์กรชั้นนำที่ทันสมัยในระดับภูภาค มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมอย่างยั่งยืน ให้บริการพลังงานไฟฟ้าที่มั่นคง ปลอดภัย และมุ่งมั่นให้ประชาชนเข้าถึงไฟฟ้าได้ทุกครัวเรือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สมพงษ์ ปรีเปรม)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้น จึงต้องเตรียมพร้อมและพัฒนาตัวเองเพื่อรองรับยุคดิจิทัล ซึ่ง นายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA เปิดเผยว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล &amp;nbsp; PEA จะต้องพลิกองค์กรสู่การเป็น &amp;ldquo;ดิจิทัลยูทิลิตี้ (Digital Utility)&amp;rdquo; เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป เนื่องจากปัจจัยทางเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์ กล่าวว่า PEA ในฐานะผู้ให้บริการด้านพลังงานไฟฟ้าต้องเผชิญกับความท้าทายหลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น การเติบโตของการใช้งานด้านผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี และ IoT ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฮม อุปกรณ์สมาร์ทดีไวส์ และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงยานยนต์ไฟฟ้า อันจะทำให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่มากขึ้นในอนาคต ที่สำคัญการเกิดขึ้นของผู้ใช้บริการไฟฟ้า ผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งภาคครัวเรือน และเอกชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน และภาคอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สร้างความท้าทายในการจ่ายพลังงานไฟฟ้าในอนาคตอย่างมาก เพราะแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าเหล่านี้ไม่ใช่แหล่งพลังงานที่ให้กำลังไฟฟ้าที่แน่นอน จึงจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่สามารถควบคุม และคาดการณ์แนวโน้มการใช้พลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ เพื่อให้ PEA สามารถบริหารจัดงานการจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้ประชาชนใช้ได้อย่างครอบคลุม มีคุณภาพตามมาตรฐานการให้บริการ และเพียงพอ ในช่วงเวลาวิกฤติต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ภารกิจหลักของ PEA คือ ทุกพื้นที่ต้องมีไฟฟ้าใช้ จึงจำเป็นที่จะต้องขยายขอบเขตการให้บริการไฟฟ้าเพื่อครอบคลุมในทุกพื้นที่ 74 จังหวัด สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป รวมถึงผู้ใช้ไฟฟ้าด้านอุตสาหกรรมด้วย เนื่องจากผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอุตสาหกรรมต้องการไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและมีปริมาณที่สูง บนพื้นฐานของความมั่นคงและความปลอดภัย พร้อมกับโครงการที่รองรับการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตและเศรษฐกิจของไทยต่อไปในระยะยาว&amp;quot; นายสมพงษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น PEA จึงต้องยกระดับระบบไฟฟ้าด้วยดิจิทัล เชื่อมโยงลูกค้าด้วยเทคโนโลยี ปรับเปลี่ยนสู่องค์กรทันสมัย เสริมสร้างบุคลากรแห่งอนาคต และพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล ขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อความเจริญทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ให้บริการไฟฟ้าที่มั่นคง ปลอดภัย มุ่งมั่นให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้ 100% &amp;ldquo;สว่างทั่วทิศ สร้างคุณภาพชีวิตทั่วไทย&amp;rdquo; Brightness for Life Quality&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นำร่องสมาร์ทกริดพัทยา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมพงษ์ กล่าวว่า แผนการลงทุน 5 ปี (63-67) ของ PEA คาดจะใช้เงินลงทุนรวมราว 2 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนพัฒนาระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้า และการลงทุนพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน โดยโครงการสำคัญที่จะมีการดำเนินงานในปี 2563-65 ซึ่งเป็นโครงการสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ทำให้ระบบมีเสถียรภาพและปลอดภัย เช่นโครงการระบบส่งและจำหน่ายระยะที่ 2 เน้นการก่อสร้างระบบไฟฟ้า สายส่ง แรงดัน เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2563-67 ขณะเดียวกันก็ยังให้ความสำคัญกับประชาชนในเขตรับผิดชอบของการไฟฟ้า จะมีผู้ใช้ไฟรายใหม่เกิดขึ้นปีละ 4 แสนราย และในจำนวนนี้จะมีประมาณ 4 หมื่นรายที่อยู่นอกแนวเสา หรือระบบจำหน่าย ดังนั้นจึงมีการขยายเขตไฟฟ้าให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหม่ โดยการไฟฟ้าจะลงทุนให้ทุกบาทรายละไม่ต่ำกว่า 75,000 บาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่เริ่มดำเนินการไปแล้วอย่าง โครงการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ที่ดำเนินการติดตั้งสามาร์ทมิเตอร์ (Smart Meter) ที่พัฒนาจากมิเตอร์ฟ้าแบบจานหมุนปกติ มาเป็นสมาร์ทมิเตอร์ ซึ่งนอกจากทำหน้าที่ในการวัดปริมาณการใช้ไฟฟ้าแล้ว ยังสามารถควบคุมและสั่งการผ่านตัวสมาร์ทมิเตอร์ไปยังศูนย์ควบคุมของ PEA ทำให้สามารถตรวจสอบพฤติกรรมการใช้ไฟได้อย่างเป็นรูปธรรม และจะนำไปสู่นโยบายการประหยัดพลังงาน และควบคุมการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว ที่สำคัญผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้ประโยชน์สูงสุด แต่ปัญหาคือโครงการนี้จะใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง คาดว่าแล้วเสร็จในเวลาปี 64
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม หลังจากจากดำเนินการที่พัทยาแล้วเสร็จ ก็จะขยายโครงการไปยังเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เนื่องจากเป็นพื้นที่มีศักยภาพ และจะพัฒนาเป็นสมาร์ทซิตี้ในอนาคต ซึ่งขณะนี้ PEA อยู่ระหว่างศึกษาโครงการสมาร์ทกริดในอีอีซี คาดจะต้องเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าจากแบบเดิมเป็นสมาร์ทมิเตอร์ รวมแล้วประมาณ 2 ล้านเครื่อง อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาได้ดำเนินการไปแล้ว จะไปทำสมาร์ทกริดที่จังหวัดขนาดใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต เกาะสมุย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อีอีซี สมาร์ทกริด จะช่วยให้สามารถเห็นพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของประชาชน &amp;nbsp;เพราะในอนาคตนั้นทุกคนมีการผลิตไฟไว้ใช้เอง มีอีวีคาร์ &amp;nbsp;ถ้ามีการใช้เยอะจะจัดการการใช้พลังงานอย่างไร ดังนั้นเราต้องปรับระบบการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ขณะนี้โครงการใกล้แล้วเสร็จ จำนวน 114,000 เครื่อง จากนั้นจะขยายไปในพื้นที่อีอีซี จำนวน 2 ล้านเครื่อง ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสสาหกรรม ที่มีการใช้ไฟฟ้าที่หลากหลายทั้งประเภทและเชื้อเพลิง ดังนั้นเราต้องเตรียมพร้อม เพื่อสนับสนุนใหไฟฟ้าในพื้นที่อีอีซีมีความมั่นคง และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมได้อย่างมีเสถียรภาพ&amp;quot; นายสมพงษ์กล่าว
ปรับองค์กรสู่ดิจิทัลยูทิลิตี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัลลภ กิตติวิวัฒน์ รองผู้ว่าการปฏิบัติการและบำรุงรักษา PEA กล่าวว่า การเข้ามาของเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้า PEA ได้กําหนดยุทธศาสตร์ให้มุ่งสู่การเป็นดิจิทัลยูทิลิตี้ภายในปี พ.ศ.2565 เป็นการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ ทั้งในด้านเครือข่ายระบบไฟฟ้า การให้บริการลูกค้า กระบวนการภายใน ทรัพยากรบุคคล และเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ความสำเร็จของดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน (Digital Transformation) จำเป็นต้องมีการบูรณาการระบบงาน และกระบวนการต่างๆ ให้มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งโครงสร้างองค์กร และรูปแบบในการดำเนินงานจะปรับให้มีความคล่องตัว โดยมีหน่วยงานด้านธุรกิจ และหน่วยสนับสนุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล จำเป็นต้องมีการประสานการทำงานร่วมกัน (Collaboration) ในการพัฒนาองค์กรให้เป็นดิจิทัลยูทิลิตี้ (Digital Utility) รวมทั้งบุคลากรของ PEA จำเป็นต้องมีความรู้ ความสามารถ เพียงพอและเหมาะสมในการรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงรองรับรูปแบบของการดำเนินธุรกิจเพื่อรองรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การขับเคลื่อนสู่ดิจิทัลของ PEA มีการดำเนินการไปพร้อมๆ กันหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการเดินทางไปสู่ &amp;ldquo;สมาร์ทกริด&amp;rdquo; จะเป็นส่วนสำคัญและเป็นมิติใหม่ของการให้บริการด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการดำเนินการด้านการแก้ไขกระแสไฟฟ้าขัดข้อง พร้อมความสามารถในการควบคุม สั่งการการพยากรณ์และวิเคราะห์การใช้พลังงานของผู้ใช้ไฟฟ้าได้ด้วย เพื่อเสถียรภาพพลังงานของประเทศ&amp;quot; นายวัลลภกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัลลภกล่าวว่า สำหรับเทคโนโลยีดิจิทัลเกี่ยวกับงานควบคุมสั่งการจ่ายไฟฟ้า PEA จะนำมาใช้ คือ EcoStruxure&amp;trade; ADMS (Advanced Distribution Management System) &amp;nbsp;จากชไนเดอร์ อิเล็กทริก เป็นแพลตฟอร์มที่จะช่วยให้ระบบควบคุมการจ่ายไฟฟ้าของ PEA ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในเรื่องสมาร์ทกริดที่สามารถตรวจพบข้อผิดพลาดเพื่อแก้ไขได้อย่างทันท่วงที และบริหารจัดการพลังงานให้มีความต่อเนื่องในทุกพื้นที่อย่างเพียงพอแก่การใช้งานอย่างแท้จริง แม้ในช่วงที่เกิดปัญหาวิกฤติ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมทั้งมีโซลูชั่นสำหรับการบริหารจัดการแหล่งพลังงานแบบกระจายตัว (Distributed Energy Resource Management System: DERMS) โดยสามารถมองเห็นการเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของ PEA ได้ทั้งระบบ สามารถทำงานร่วมกับระบบเดิม หรืออุปกรณ์หลากหลายแบรนด์ได้อย่างราบรื่น สร้างความเสถียรของเครือข่ายที่มากขึ้น ปรับปรุงประสิทธิภาพและลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน และที่สำคัญที่สุดคือสามารถคาดการณ์แนวโน้มการใช้ไฟในอนาคต ช่วยให้ กฟภ.สามารถบริหารจัดการแหล่งพลังงานรูปแบบต่างๆ ที่เข้ามาเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายของ กฟภ.ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัลลภกล่าวว่า &amp;ldquo;EcoStruxure ADMS จากชไนเดอร์ อิเล็กทริก นับเป็นการอัพเกรด และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบศูนย์สั่งการจ่ายไฟฟ้าเพื่อให้สามารถควบคุม สั่งการและวิเคราะห์จ่ายไฟฟ้าให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมไฟฟ้ารูปแบบใหม่ให้ดียิ่งขึ้น ภายใต้ &amp;lsquo;โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบศูนย์สั่งการจ่ายไฟ (คปศ.) ซึ่งทาง กฟภ.มีความคาดหวังว่าทั้งภาคประชาชน และภาคธุรกิจพลังงาน จะได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวของ กฟภ. เมื่อระบบงานต่างๆ ทุกอย่างแล้วเสร็จสมบูรณ์ตามแผนยุทธศาสตร์ที่เราได้วางเอาไว้ เพื่อเดินหน้าประเทศไทยสู่ดิจิทัลด้านพลังงานอย่างแท้จริง&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77409</URL_LINK>
                <HASHTAG>PEA, สมพงษ์ ปรีเปรม, สมาร์ทกริด, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200914/image_big_5f5f440100ecf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2019 18:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2019 17:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟน. ร่วม PEA และภาคีเครือข่าย ลงพื้นที่เปลี่ยนอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าให้ผู้ประสบอุทกภัยชาวอุบลฯ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)&amp;nbsp; พล.อ.อ. ชาญฤทธิ์ พลิกานนท์ กรรมการการไฟฟ้านครหลวง นายเดชบุญ มาประเสริฐ กรรมการการไฟฟ้านครหลวง พร้อมด้วยผู้บริหาร พนักงานอาสาสมัคร กฟน. ภายใต้สังกัดกระทรวงมหาดไทย และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้านครหลวง (สภฟ.) ร่วมกับ ดร.มงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้อำนวยการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเขต 2 (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) จังหวัดอุบลราชธานี การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) เจ้าหน้าที่ PEA กองทัพอากาศ โดยกองบิน 21 และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมจัดกิจกรรม MEA Volunteer ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ตั้งแต่วันที่ 5 - 8 ตุลาคม 2562&amp;nbsp; ณ บ้านหาดคูเดื่อ ต.แจระแม อ.เมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวว่า กฟน. ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลระบบไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ได้ร่วมกับ PEA ซึ่งรับผิดชอบดูแลระบบไฟฟ้าในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ของประเทศไทย รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากกองทัพอากาศ ในการนำเครื่องบิน C-130 สำหรับลำเลียงสิ่งของและอุปกรณ์บรรเทาทุกข์ รวมถึงคณะอาสาสมัครการไฟฟ้านครหลวง เดินทางไปยังกองบิน 21จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมกันนี้กองบิน 21 ได้จัดชุดแพทย์เคลื่อนที่ เพื่อลงพื้นที่ช่วยเหลือฟื้นฟูและให้บริการทางการแพทย์ให้กับผู้ประสบอุทกภัย ณ บ้านหาดคูเดื่อที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยอย่างรุนแรงตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา มีจำนวนประชาชนราว 250 ครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันระดับน้ำเข้าสู่สภาวะปกติ และมีประชาชนกลับเข้าสู่ชุมชน แต่พบว่ามีอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้านที่ชำรุดเสียหาย ดังนั้น การลงพื้นที่ในครั้งนี้ กฟน. จึงเร่งให้ความช่วยเหลือในด้านการเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น ปลั๊กไฟ สวิตช์ไฟ และไฟส่องสว่าง ซึ่งจะช่วยป้องกันอันตรายจากกระแสไฟฟ้ารั่ว และผลกระทบต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ ภายในบ้านอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับข้อแนะนำสำหรับประชาชนในการปฏิบัติเพื่อป้องกันอันตรายจากระบบไฟฟ้าหลังน้ำลดนั้น ควรมีการตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟฟ้าภายในบ้านว่ามีการชำรุดเสียหายหรือไม่ แต่ทั้งนี้จะต้องสวมถุงมือและรองเท้ายาง เพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้ารั่ว ปิดระบบไฟฟ้าด้วยการปลดคัตเอาท์หรืออุปกรณ์ป้องกันภายในบ้าน แล้วจึงตรวจสอบสวิตช์หรือปลั๊กไฟที่ถูกน้ำท่วม ทำความสะอาด ทิ้งไว้ให้แห้งหรือทำให้แห้ง ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกน้ำท่วม ห้ามใช้งานทันที ควรเรียกช่างไฟฟ้าที่มีความรู้ความชำนาญช่วยตรวจสอบ หลังจากนั้นเมื่อมั่นใจว่ามีความปลอดภัยแล้วจึงยกคัตเอาท์เพื่อใช้ไฟฟ้า แต่หากยังมีความชื้น เปียกที่อุปกรณ์ไฟฟ้า หรือฟิวส์ขาด ให้ปล่อยทิ้งไว้ 1 วัน ให้ความชื้นระเหยออก และหากยังพบว่ามีการชำรุดให้ช่างไฟฟ้าดำเนินการแก้ไข ทั้งนี้ให้คำนึงเสมอว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่ถูกน้ำท่วมไม่มีความปลอดภัยทั้งสิ้นและหากพื้นที่ที่ติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้ายังไม่แห้งสนิท มีความเปียกชื้นหรือมีน้ำท่วมขัง ห้ามยืนแช่น้ำในขณะติดตั้งอุปกรณ์หรือตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้า เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47392</URL_LINK>
                <HASHTAG>PEA, การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), กีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์, ระบบไฟฟ้ามั่นคง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191005/image_big_5d9877853d69b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43925</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2019 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2019 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;ร้องปปช.ฟันกรมศิลป์-ธนารักษ์ทุจริตหน้าที่22ส.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค. 62 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า มีชาวบ้านในพื้นที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา และใน จ.พระนครศรีอยุธยา ร้องเรียนมายังสมาคมฯ เพื่อขอให้เป็นธุระในการร้องเรียนกล่าวโทษผู้บริหารกรมธนารักษ์ และกรมศิลปากรใน 2 กรณีดังนี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
กรณีที่ 1 ตามที่เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารทั้งแถบในที่ดินราชพัสดุในเขตเทศบาลเมืองปัก อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2554 จนเสียหายทั้งหมด ต่อมาธนารักษ์พื้นที่นครราชสีมาและเทศบาลเมืองปัก ได้เห็นชอบให้มีการจัดทำผังและก่อสร้างอาคารขึ้นมาใหม่ทดแทน เพื่อให้ชาวบ้านรายเดิมได้ใช้สิทธิเช่าอาศัยกันต่อไป แต่ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงผังและแบบก่อสร้างใหม่ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้เช่าบางรายที่ไม่ได้ดำเนินการตามระเบียบที่กรมธนารักษ์กำหนด โดยไม่ได้มีการยกเลิกผังเดิมที่ได้รับความเห็นชอบตามกฎหมายแล้ว จนทำให้ผู้เช่าเดิมเดือดร้อนและเสียหาย กลายเป็นข้อขัดแย้งกันมาอย่างยาวนานกว่า 8 ปีจวบจนปัจจุบัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
กรณีดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การกระทำของธนารักษ์พื้นที่นครราชสีมาและเทศบาลเมืองปัก อาจเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ โดยใช้กลไกของอำนาจรัฐที่อยู่เหนือประชาชนคนยากคนจน กระทำการเปลี่ยนแปลงผังแบบแปลนการก่อสร้างอาคารใหม่ไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และอาจเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนบางราย ขัดต่อพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ 2562 และ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 โดยชัดแจ้ง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
กรณีที่ 2 ตามที่กรมศิลปากรได้ว่าจ้างการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) โดยให้ผู้รับเหมาดำเนินโครงการขุดวางแนวสายเคเบิลเพื่อวางระบบไฟฟ้าส่องสว่าง ที่วัดไชยวัฒนาราม ต.บ้านป้อม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นโบราณสถานมีอายุกว่า 400 ปี เป็นเหตุให้อิฐและกำแพงโบราณถูกทำลาย เพื่อเปิดทางในการวางสายเคเบิ้ล-สายไฟฟ้าลงดิน แทนที่จะขุดเป็นอุโมงค์ลอด จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศในขณะนี้นั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
แม้กรณีดังกล่าว รองอธิบดีกรมศิลปากรจะอ้างว่าเป็นอิฐกำแพงใหม่เมื่อดำเนินการวางสายเคเบิ้ลเสร็จแล้ว จะทำการก่อซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเดิมได้ แต่จากสภาพความเสียหายของกำแพงและอิฐแต่ละก้อนที่แตกเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นอิฐเก่าหรือไม่ต้องถือว่าเป็นการทำลายโบราณสถาน ซึ่งชี้ให้เห็นว่ากรมศิลปากรไม่ได้ใช้หลักวิชาการทางโบราณคดีมาปรับปรุงซ่อมแซมโบราณสถาน ไม่มีมาตรการควบคุมตามกฎหมายแต่อย่างใด หากแต่ปล่อยให้ผู้รับเหมากระทำการซ่อมแซมไปเสียอย่างไรก็ได้ แต่เมื่อถูกสังคมจับได้มักจะออกมากล่าวอ้างแบบเอาสีข้างเข้าถูไม่สมกับเป็นหน่วยงานด้านการอนุรักษ์โบราณสถานแต่อย่างใด ซึ่งกรณีดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า กลไกการบูรณะปรับปรุงซ่อมแซมโบราณสถานวัดไชยวัฒนาราม อาจไม่เป็นไปตาม มาตรา 10 มาตรา 10 ทวิ ประกอบ มาตรา 32 และ มาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ.โบราณสถานฯ 2504 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 และ มาตรา 360 ทวิ ซึ่งอธิบดีกรมศิลปากร PEA และ ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา จะปฏิเสธความรับผิดชอบไปไม่ได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ด้วยเหตุดังกล่าวสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย พร้อมชาวบ้านทั้ง 2 จังหวัดจะนำความพร้อมพยานหลักฐานไปยื่นร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเอาผิดธนารักษ์พื้นที่โคราช เทศบาลเมืองปัก อธิบดีกรมศิลปากร PEA และ ผอ.อุทยานฯอยุธยาต่อไป โดยจะเดินทางไปยื่นคำร้องในวันพฤหัสที่ 22 ส.ค. 2562 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงาน ป.ป.ช. ถนนสนามบินน้ำ นนทบุรี&amp;rdquo; นายศรีสุวรรณ ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43925</URL_LINK>
                <HASHTAG>PEA, กรมธนารักษ์, กรมศิลปากร, นครราชสีมา, ป.ป.ช., ศรีสุวรรณ, อยุธยา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190812/image_big_5d50bcf68cc9f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43007</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2019 15:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2019 15:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3 การไฟฟ้า เอาจริง! เร่งดำเนินคดีกับมิจฉาชีพตัดต่อภาพแอบอ้างโฆษณาชวนเชื่อ ยืนยันอุปกรณ์ช่วยลดค่าไฟฟ้าภายในบ้านไม่มีอยู่จริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;วันนี้ (8 สิงหาคม 2562) นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในฐานะโฆษก กฟน. พร้อมด้วย นายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน ผู้ช่วยว่าการยุทธศาสตร์องค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ นายกิตติศักดิ์ วรรณแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) นำเจ้าหน้าที่พร้อมผู้เสียหาย จำนวน 4 คน เข้าแจ้งความดำเนินคดี หลังพบว่า มีมิจฉาชีพโฆษณาหลอกขายอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าอ้างว่าลดค่าไฟได้ ผ่านช่องทาง Facebook Fanpage : Expert Electric อีกทั้งยังละเมิดแอบอ้างหน่วยงานรัฐหรือผู้มีชื่อเสียงต่าง ๆ หรือนำภาพข่าวของ 3 การไฟฟ้า มาตัดต่อโฆษณาชวนเชื่อหลอกลวงประชาชน ณ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก. ปอท.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายจาตุรงค์ เปิดเผยว่า กฟน. กฟผ. และ PEA มีความห่วงใยประชาชนที่ถูกหลอกลวงดังกล่าวอย่างยิ่ง จึงได้แจ้งดำเนินคดีทางกฎหมายกับมิจฉาชีพผู้แอบอ้างหลอกลวงประชาชนอย่างถึงที่สุด เนื่องจากพบว่ามีการละเมิดนำภาพตราสัญลักษณ์ของหน่วยงานทั้ง 3 การไฟฟ้า มาตัดต่อ แอบอ้างหลอกจำหน่ายอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้า รวมถึงแอบอ้างหน่วยงานภาครัฐหรือผู้มีชื่อเสียงผู้นำมาโฆษณาชวนเชื่อสร้างความน่าเชื่อถือในช่องทางสื่อสารโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง ทำให้มีประชาชนหลงเชื่อถูกหลอกลวงเสียทรัพย์จำนวนมาก โดยวันนี้ได้นำหลักฐานพร้อมเชิญผู้เสียหายมาแจ้งความดำเนินคดีกับ บก.ปอท. รวมถึงเชิญสื่อมวลชนมาร่วมทำข่าวเพื่อสื่อสารถึงประชาชนให้ระมัดระวังไม่ให้กลุ่มมิจฉาชีพมาหลอกลวงได้อีก ทั้งนี้ กฟน. กฟผ. และ PEA ยืนยันว่าอุปกรณ์ช่วยประหยัดไฟฟ้าหรือช่วยลดค่าไฟฟ้าภายในบ้านนั้นไม่มีอยู่จริง สำหรับอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าที่มีการนำมาแอบอ้างหลอกลวงจำหน่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์นั้น อาจเข้าข่ายหลอกหลวงผู้บริโภค โดย 3 การไฟฟ้าตรวจสอบแล้ว พบว่ามี 3 ลักษณะคือ 1) เป็นกล่องหรือตู้ที่มีสายไฟสำหรับเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้า ส่วนใหญ่ภายในเป็นเพียงตัวเก็บประจุ และประเภทที่ภายในไม่มีส่วนที่เป็นวงจรไฟฟ้าเลย มีเพียงวัสดุสำหรับถ่วงน้ำหนักบรรจุไว้เท่านั้น 2) เป็นอุปกรณ์สำหรับเสียบเข้ากับเต้ารับไฟฟ้าโดยตรง และ 3) เป็นบัตรสำหรับติด หรือแปะกับตู้จ่ายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า จึงขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ เนื่องจากอุปกรณ์ดังกล่าวไม่สามารถประหยัดไฟฟ้าได้จริง และอาจส่งผลให้ระบบไฟฟ้าผิดปกติ หรือกระทบต่อระบบจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งหากนำมาใช้อาจมีความผิดตามกฎหมายได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำวิธีการประหยัดไฟฟ้าที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าโดยเปิดใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเฉพาะเวลาที่ต้องการใช้งานและปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าในเวลาที่ไม่ได้ใช้งาน เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทก่อนเปิดเครื่องปรับอากาศ รวมถึงการปรับตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศ ไม่ควรต่ำกว่า 26 องศาเซลเซียส เนื่องจากอุณหภูมิที่ต่ำเกินไปจะทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักใช้ไฟฟ้ามากขึ้น การเปิดพัดลมช่วยให้อากาศมีการเคลื่อนที่ทำให้รู้สึกเย็นเพิ่มขึ้นได้ และไม่แช่อาหารร้อนในตู้เย็น รวมถึงไม่ควรเปิด-ปิด ตู้เย็นบ่อยครั้งจะส่งผลให้สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้ามากขึ้นด้วย อีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยประหยัดไฟฟ้าได้คือ การเปลี่ยนไปใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น หลอดไฟฟ้าชนิด LED เลือกใช้เครื่องปรับอากาศชนิดอินเวอร์เตอร์ ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้รับฉลากอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน เป็นต้น ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการขอคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถติดต่อผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของ 3 การไฟฟ้า หรือติดต่อผ่าน MEA Call Center โทร. 1130 หรือ PEA Call Center 1129 หรือศูนย์บริการข้อมูล กฟผ. โทร. 1416 ที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ด้าน พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผกก.3 บก.ปอท. กล่าวว่า รูปแบบการหลอกลวงดังกล่าวผมได้บ่อย เนื่องจากเป็นการหลอกลวงจำนวนเงินไม่มาก ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่าย ซึ่งในกรณีดังกล่าวจะดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริงอย่างละเอียดอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนที่ซื้ออุปกรณ์ในลักษณะที่เข้าข่ายการหลอกลวงเหมือนในกรณีนี้ เข้าแจ้งความเพิ่มเติมที่ บก.ปอท. เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43007</URL_LINK>
                <HASHTAG>PEA, การโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง, การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), จาตุรงค์ สุริยาศศิน, ประหยัดไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190808/image_big_5d4bdc757174a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
