<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>15286</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2018 12:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2018 12:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วงเสวนาซัด&#039;ปฎิรูปตร.&#039;หมกเม็ดเขียนกม.แบบซ่อนกล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค.-เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ(คป.ตร.) Police Watch และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน จัดเสวนา หัวข้อ &amp;quot;ร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และ พ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญา จะแก้ปัญหาความอยุติธรรมในสังคมไทยได้แค่ไหน?&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบรรเจิด สิงคะเนติ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวตอนหนึ่งว่า สิ่งที่ยังไม่เห็นในร่างพ.ร.บ. การสอบสวนคดีอาญา คือ 1.ไม่มีหลักความอิสระของพนักงานสอบสวนทั้งในร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และร่างพ.ร.บ. การสอบสวนคดีอาญา 2. เขียนกฎหมายแบบซ่อนกล ไม่เปิดโอกาสให้พนักงานอัยการเข้าร่วมสอบสวนคดีตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อกำหนดทิศทางแสวงหาข้อเท็จจริง &amp;nbsp;เพราะกฎหมายเขียนว่าให้อัยการเข้ามาร่วมต่อเมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเท่านั้น ดังนั้นหากไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา อัยการก็ไม่มีสิทธิเข้ามาถ่วงดุล จะทำให้กระบวนการยุติธรรมหายไป 3.คดีอาญาเชื่อมโยงประชาชน โดยให้ตั้งคณะกรรมการจริยธรรมการสอบสวนอย่างในต่างประเทศ เพราะหากพบว่ามีการสอบสวนที่ไม่ชอบก็สามารถร้องเรียนไปยังคณะกรรมการดังกล่าวนี้ได้ เพราะจากเดิมตำรวจมีช่องทางร้องเรียนเฉพาะเรื่องทั่วไปเท่านั้น จึงอยากเสนอให้มีช่องทางร้องเรียนเฉพาะเรื่องการสอบสวน โดยตรง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ 4. สร้างหลักประกันให้ผู้เสียหาย กำหนดให้มีการฟ้องร้องสามารถมอบสำนวนให้ผู้เสียหายไปฟ้องร้องเองได้ &amp;nbsp; 5. เรื่องอายุความ ควรให้มีการแสดงความรับผิดชอบของภาครัฐ เพราะที่ผ่านมาเมื่อใกล้หมดายุความ จะโยนภาระให้ศาลซึ่งบางครั้งสำนวนอาจจะยังไม่สมบูรณ์ จึงถือว่ากระทบต่อการตัดสินคดีของประชาชน 6. อัยการสามารถเข้ามาสอบสวนร่วมกับตำรวจได้ หาผู้เสียหายร้องขอเมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการสอบสวน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายบรรเจิด กล่าวว่า การจัดโครงสร้างตำรวจไปรวมกับโครงสร้างราชการจังหวัด &amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัด ควรมีอำนาจสั่งการสั่งการตำรวจในจังหวัดในพื้นที่ได้ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายที่มีอำนาจสั่งการ กรณี 13 หมูป่า ติดถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ ไม่มีการแยกแยะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจที่จะเข้าไปบริหารความยุติธรรมให้กับประชาชนแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายน้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัด สำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิ์และช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดี จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า สิ่งที่กฎหมายไม่มีคือ ตำรวจกลัวที่สุดคือให้อัยการเข้ามาเห็นพยานหลักฐานตั้งแต่แรก เนื่องจากเกรงว่าจะเห็นเรื่องหวยใต้ดิน ยาเสพติด โสเภณี อาวุธสงคราม เพราะจะทำให้ตำรวจไม่อาจจะสามารถบิดเบือนคดีได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ต้องหาไม่สามารถใช้เงินและตำรวจในท้องที่นั้นก็จะไม่มีความหมาย ไม่มีการซื้อตำแหน่ง และระบบผลประโยชน์หายไป ดังนั้นจึงเป็นเหตุไม่อยากให้หน่วยงานอื่นๆ เข้ามาร่วมในการสอบสวนด้วยตั้งแต่ต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ การปฏิรูปตำรวจสภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวว่า สิ่งที่ไม่ได้เห็นใน &amp;nbsp;พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ คือ การโอนตำรวจไปให้หน่วยงานอื่นที่รับผิดชอบ โดยในร่างกฎหมายดังกล่าวมีการโอนแค่ผิวเผิน เช่น ยุบตำรวจรถไฟ ตำรวจป่าไม้ ขณะที่ตำรวจจราจร กทม. และเทศบาลนคร จะโอนภายใน 5 ปี ตนไม่เข้าใจว่าตำรวจชอบอ้างว่างานเยอะ แต่เหตุใดไม่ยอมโอนภารกิจ &amp;nbsp;ดังนั้นหากมีการโอนตำรวจก็จะทำให้ภารกิจและงานต่างๆ ของตำรวจลดลง รวมทั้งยังไม่มีการประกันความอิสระของตำรวจ &amp;nbsp;มีแต่คำว่าอิสระที่เป็นเพียงคำพูดที่สวยหรูเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนพ.ร.บ.การสอบสวนคดีอาญานั้น &amp;nbsp;ไม่เปิดช่องให้อัยการเข้ามาสอบสวนได้ แต่มีการเขียนที่อยากนิยามว่า ไร้เดียงสา ขี้หมูราขี้หมาแห้ง และหมกเม็ดเพราะแม้ให้อัยการเข้ามาร่วมสอบสวนก็ต่อเมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหาเท่านั้น &amp;nbsp;เช่น คดีการฆ่าตัดตอนคดียาเสพติดกว่า 3,000 ศพ อัยการก็ไม่เคยเข้ามาร่วมสอบสวน เพราะพนักงานสอบสวนไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา ทั้งนี้ตนเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวมีการปฏิรูปแค่30%เท่านั้น&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15286</URL_LINK>
                <HASHTAG>Police Watch, ตำรวจ, นักวิชาการ, นายมีชัย ฤชุพันธุ์, ปฎิรูปตำรวจ, สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน, เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ(คป.ตร.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180813/image_big_5b711a2d36b2c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11838</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2018 15:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2018 15:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประณามตร.จับผู้ถูกกล่าวหาโดยมิชอบเสนอให้อัยการเห็นชอบออกหมายเรียก-หมายจับ    </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21มิ.ย.61- เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) Police&amp;nbsp; Watch ออกแถลงการณ์ประณามการจับกุมนายสุกิจ พูนศรีเกษม ประกอบวิชาชีพเป็นทนายความ ที่อยู่ระหว่างการพาลูกความไปแจ้งความที่สถานีตำรวจแห่งหนึ่ง ว่า เป็นการปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาคดีอาญาโดยมิชอบ พร้อมกับเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี กำชับและควบคุมการปฏิบัติของตำรวจ มิให้เลือกปฏิบัติต่อประชาชนในการออกหมายเรียกผู้ต้องหาและเสนอศาลออกหมายจับโดยไม่มีความจำเป็นและไม่มีมาตรฐานเดียวกัน และให้เร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้วยการให้พนักงานอัยการตรวจพยานหลักฐานให้ความเห็นชอบการออกหมายเรียกและเสนอศาลออกหมายจับของตำรวจทุกคดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกับยกตัวอย่างว่าหลายคดีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มีพฤติการณ์หลบหนีแต่ตำรวจเสนออกหมายจับโดยอ้างเพียงว่าสามารถทำได้เป็นคดีที่มีโทษจำคุกเกินสามปี ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ขัดรัฐธรรมนูญและป.วิอาญา และละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่กลับเลือกปฏิบัติในคดีที่โทษจำคุกสูงเกินสามปีกับตำรวจบางนายโดยไม่มีการเสนอศาลออกหมายจับแม้กระทั่งออกหมายเรียกเป็นผู้ต้องหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-----&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถลงการณ์เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) Police&amp;nbsp; Watch
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฉบับที่ 11/ 2561
&amp;nbsp;
เรื่อง&amp;nbsp; ประณามการกระทำของตำรวจที่ปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาคดีอาญาโดยมิชอบ&amp;nbsp; และขอให้นายกรัฐมนตรีเร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้วยการให้พนักงานอัยการตรวจพยานหลักฐานให้ความเห็นชอบการออกหมายเรียกและเสนอศาลออกหมายจับ
&amp;nbsp;
เนื่องจากได้เกิดเหตุการณ์การดำเนินคดีอาญาที่นำไปสู่การเสนอศาลออกหมายจับบุคคลหลายกรณี ที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา 28 อยู่เสมอๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ว่าจะเป็นการออกหมายจับครูจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร และครูปรีชา ใคร่ครวญ ในกรณีการสอบสวนคดีหวย 30 ล้าน โดยกล่าวหาว่าแจ้งความเท็จ การจับกุมตัวนายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที พิธีกรช่องนิวส์วัน ข้อหาหมิ่นประมาทและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ&amp;nbsp; โดยอ้างว่าไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มีพฤติการณ์หลบหนี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การออกหมายจับและใช้กำลังตำรวจล้อมบ้านจับตัว พ.ต.ท.สันธนะ&amp;nbsp; ประยูรรัตน์&amp;nbsp; โดยกล่าวหาว่าร่วมกันกรรโชกทรัพย์&amp;nbsp; การออกหมายจับและจับตัวอดีตพระพุทธะอิสระ โดยตำรวจพังกุฏิเข้าไปจับขณะนอนหลับ รวมทั้งพระเถระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปในช่วงที่ผ่านมา และกรณีล่าสุดคือการออกหมายจับ แล้วจับกุมนายสุกิจ พูนศรีเกษม ทนายความ โดยการใช้กำลังบังคับกดคอลงกับพื้นบนสถานีตำรวจ ขณะพาผู้เสียหายไปใช้สิทธิตามกฎหมายในการแจ้งความร้องทุกข์
&amp;nbsp;
ทั้งนี้ ไม่ว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคดีจะเป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ข้อเท็จจริงก็เป็นที่ทราบกันดีว่า&amp;nbsp; บุคคลเหล่านี้ไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนี&amp;nbsp; ทุกคนยังใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ&amp;nbsp; ซ้ำส่วนใหญ่ยังพร้อมจะเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้รัฐพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนอีกด้วย&amp;nbsp; แต่ตำรวจกลับไม่ยอมรับรู้ถึงการพร้อมเข้ารับทราบข้อกล่าวหาดังกล่าว&amp;nbsp; และได้เสนอศาลออกหมายจับ&amp;nbsp; โดยอ้างเพียงว่าสามารถกระทำได้&amp;nbsp; เนื่องจากเป็นคดีที่มีโทษจำคุกเกินสามปีตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา&amp;nbsp; 66 (1) ไม่จำเป็นต้องออกหมายเรียกก่อนแต่อย่างใด
&amp;nbsp;
ในขณะเดียวกันหลายคดีที่มีโทษจำคุกสูงเกินสามปี แต่ตำรวจก็ไม่ได้เสนอศาลออกหมายจับ เช่น คดีผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ มีโทษจำคุกถึงสิบปี&amp;nbsp; คดีอดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย ฉ้อโกงประชาชน (ตำรวจ 192 นาย) และอีกหลายคดีที่ตำรวจไม่ได้เสนอศาลออกหมายจับ หรือแม้กระทั่งออกหมายเรียกเป็นผู้ต้องหา&amp;nbsp; แต่กลับใช้วิธีแจ้งให้มารับทราบข้อหาและไม่ต้องมีการประกันตัวเหมือนประชาชนทั่วไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บทบัญญัติมาตรา 66 (1) นี้ได้กลายเป็นจุดอ่อนให้ตำรวจสามารถเลือกปฏิบัติต่อประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม โดยใช้เป็นเหตุในการเสนอศาลออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาทุกคนได้ง่าย&amp;nbsp; แม้กระทั่งบางคดีบุคคลนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดเลย&amp;nbsp; และไม่มีโอกาสรู้ด้วยซ้ำว่าได้มีใครไปกล่าวหาตนในเรื่องอะไรที่ใด ศาลได้ออกหมายจับตนแต่เมื่อใด
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
เมื่อศาลออกหมายจับแล้ว&amp;nbsp; ตำรวจก็สามารถนำไปใช้จับผู้ถูกกล่าวหาด้วยวิธีการต่างๆ บางกรณีก็เป็นการแกล้งให้บุคคลเดือดร้อนได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นการบุกเข้าไปจับในบ้านพักอาศัยโดยแจ้งให้สื่อไปทำข่าว&amp;nbsp; การจับในสาธารณสถาน หรือสถานศึกษาต่อหน้านักเรียน เช่น กรณี ครูปรีชา ใคร่ครวญ หรือแม้กระทั่งสัญจรอยู่ตามทางสาธารณะยามวิกาล ควบคุมตัวไปยังสถานีตำรวจที่เสนอศาลออกหมาย ซึ่งอาจเป็นต่างจังหวัดที่ต้องใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมง&amp;nbsp; สร้างความเดือดร้อนหวาดกลัวให้เกิดกับประชาชนทั้งคนไทยและชาวต่างชาติอย่างยิ่ง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;การกระทำดังกล่าว ไม่ว่าในที่สุดผู้ถูกออกหมายจับจะเป็นผู้กระทำผิดจริงหรือไม่&amp;nbsp; แต่ไม่ได้เป็นไปตามตัวบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา&amp;nbsp; 29 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;ให้สันนิษฐานว่า&amp;nbsp; ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด&amp;nbsp; และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าบุคคลใดกระทำความผิด&amp;nbsp; จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น&amp;nbsp; ในการจับ&amp;nbsp; ตำรวจก็มักไม่ได้ปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 83 ในเรื่องการแจ้งสิทธิ์แก่ผู้ถูกกล่าวหาในการแจ้งให้ญาติพี่น้องทราบถึงการถูกจับทันทีอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง&amp;nbsp; วิธีการควบคุมตัวที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสาม และ&amp;nbsp; ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 86&amp;nbsp; บัญญัติว่า &amp;ldquo;ให้กระทำเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนีเท่านั้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หลายกรณีกลับมีการใช้กำลังบังคับ และใช้เครื่องพันธนาการ ทั้งที่ผู้ถูกจับไม่ได้มีพฤติการณ์หลบหนีแต่อย่างใด&amp;nbsp; ก่อให้เกิดความเสียหาย ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่เป็นธรรมต่อประชาชนอย่างยิ่ง อีกทั้งยังทำให้นานาชาติมองว่า ไทยเป็นประเทศที่ล้าหลัง เพราะกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไม่มีความเป็นมาตรฐานสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงขอเรียกร้องมายัง พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดผู้รับผิดชอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; 1. สั่งกำชับและควบคุมการปฏิบัติของตำรวจ มิให้เลือกปฏิบัติต่อประชาชนในการออกหมายเรียกผู้ต้องหาและเสนอศาลออกหมายจับโดยไม่มีความจำเป็นและไม่มีมาตรฐานเดียวกัน&amp;nbsp; รวมทั้งวิธีการจับในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิเสรีภาพและชื่อเสียงของบุคคลโดยมิชอบด้วยกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2.เร่งปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอาญาของประเทศให้มีมาตรฐานสากล ด้วยการให้พนักงานอัยการตรวจสอบพยานหลักฐานให้ความเห็นชอบการออกหมายเรียกผู้ต้องหา และเสนอศาลออกหมายจับของตำรวจทุกคดี เช่นเดียวกับการปฏิบัติในนานาอารยประเทศทั่วโลกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.) Police&amp;nbsp; Watch
&amp;nbsp;21 มิถุนายน 2561&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11838</URL_LINK>
                <HASHTAG>Police  Watch, ครูจอมทรัพย์, ครูปรีชา, นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที, พ.ต.ท.สันธนะ  ประยูรรัตน์, พนักงานสอบสวน, พนักงานอัยการ, พระพุทธะอิสระ, สภาทนายความ, สุกิจ พูนศรีเกษม, หมายจับ, หมายเรียก, เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180621/image_big_5b2b61f9603d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11312</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2018 13:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2018 21:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>Police Watch จี้&#039;มีชัย&#039;ยกเลิกลงโทษวินัยตำรวจแบบทหารชี้เป็นเหตุให้ตร.กลัวนาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13&amp;nbsp;มิ.ย.61 - เมื่อเวลา 16.00น.ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นางสมศรี หาญอนันทสุข ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ &amp;nbsp;(คป.ตร.)หรือ Police Watch &amp;nbsp;ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ผ่านผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการฯ&amp;nbsp;ขอให้ปฏิรูประบบการลงโทษวินัยตำรวจ และกำหนดให้กองบังคับการตำรวจจังหวัดเป็นราชการส่วนภูมิภาคอยู่ภายใต้การตรวจสอบ และการบังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจดหมายเปิดผนึกมีเนื้อหาสรุปว่า องค์กรตำรวจไทยถูกกำหนดให้มีชั้นยศและวินัยแบบทหาร แม้กระทั่งผู้ปฏิบัติงานสอบสวน&amp;nbsp;ทำให้ผู้บังคับบัญชาตำรวจสามารถใช้อำนาจสอบสวนและลงโทษทางวินัยผู้ปฏิบัติงานทุกคนเช่นเดียวกับทหารได้ง่ายและไร้ขอบเขต เป็นสาเหตุให้ตำรวจทุกคนเกิดความเกรงกลัวไม่กล้าปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างแท้จริงหรือต้องจำยอมปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง จึงควรแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการกำหนดให้ &amp;ldquo;พนักงานสอบสวน&amp;rdquo; และตำรวจในสายงานสอบสวนเป็นข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศ และอยู่ในระบบวินัยข้าราชการพลเรือนลักษณะเดียวกับพนักงานอัยการ ส่วนการเรียกชื่อตำแหน่งพนักงานสอบสวนระดับต่างๆ ก็ไม่ควรใช้คำว่า &amp;ldquo;ผู้บัญชาการ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ผู้บังคับการ&amp;rdquo; และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในจังหวัดได้ทุกระดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;----&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ / Police Watch&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ คป.ตร. &amp;nbsp;020/2561 &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;13 มิถุนายน 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอให้ปฏิรูประบบการลงโทษวินัยตำรวจ และกำหนดให้กองบังคับการตำรวจจังหวัดเป็นราชการส่วนภูมิภาคอยู่ภายใต้การตรวจสอบ และการบังคับบัญชาของผู้ว่าราชการจังหวัด
เรียน &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจารย์ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ ซึ่งติดตามการดำเนินงานของคณะกรรมการมาโดยตลอด เห็นว่า แนวทางปฏิรูปที่แถลงต่อสื่อมวลชนดูจะมีความคืบหน้าเป็นลำดับ และมีแนวโน้มที่ดียิ่ง โดยเฉพาะการจะแก้ไขพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ โดยแยกงานสอบสวนออกจากตำรวจฝ่ายป้องกันอาชญากรรมโดยให้ &amp;ldquo;หัวหน้างานสอบสวน&amp;rdquo; เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนแทนหัวหน้าสถานีตำรวจ การแต่งตั้งโยกย้ายจะสามารถกระทำได้เมื่อหัวหน้างานสอบสวนเห็นชอบ ซึ่งจะทำให้ระบบงานสอบสวนมีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ระดับหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การที่องค์กรตำรวจไทยได้ถูกกำหนดให้มีชั้นยศและระบบวินัยแบบทหารแม้กระทั่งผู้ปฏิบัติงานสอบสวนในปัจจุบัน ยังเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ตำรวจทุกฝ่ายโดยเฉพาะ &amp;ldquo;พนักงานสอบสวน&amp;rdquo; ไม่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง เนื่องจากระบบวินัยแบบทหารที่ถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติมาตรา 78 (3) &amp;ldquo;ต้องรักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ ผู้น้อย&amp;rdquo; ซึ่งหมายถึง &amp;ldquo;ผู้มียศต่ำต้องทำความเคารพผู้มียศสูงกว่า&amp;rdquo; รวมถึงใน (12) &amp;ldquo;ไม่ใช้กริยาวาจาหรือประพฤติตนในลักษณะที่ไม่สมควร&amp;rdquo; และ (15) &amp;ldquo;ไม่กระทำหรือละเว้นการกระทำที่เป็นเหตุให้เสียระเบียบแบบแผนของตำรวจ&amp;rdquo; ทำให้ผู้บังคับบัญชาตำรวจสามารถใช้อำนาจสอบสวนและลงโทษทางวินัยผู้ปฏิบัติงานทุกคนตั้งแต่ &amp;ldquo;ภาคทัณฑ์&amp;rdquo; &amp;ldquo;ทัณฑกรรม&amp;rdquo; &amp;ldquo;กักยาม&amp;rdquo; &amp;ldquo;กักขัง&amp;rdquo; เช่นเดียวกับทหารตามมาตรา 82 ได้ง่ายและไร้ขอบเขต เป็นสาเหตุให้ตำรวจทุกคนเกิดความเกรงกลัวไม่กล้าปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างแท้จริง หรือแม้กระทั่งต้องจำยอมปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ขัดต่อกฎหมายบ้านเมืองดังที่เป็นปัญหาอยู่ขณะนี้ จึงควรแก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยการกำหนดให้ &amp;ldquo;พนักงานสอบสวน&amp;rdquo; และตำรวจในสายงานสอบสวนเป็นข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศ และอยู่ในระบบวินัยข้าราชการพลเรือนลักษณะเดียวกับพนักงานอัยการ เพื่อจะได้มีฐานะเป็นเจ้าพนักงานกระบวนการยุติธรรมเป็นการปฏิรูประบบงานสอบสวนให้มีความเป็นสากลเช่นเดียวกับนานาอารยประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการเรียกชื่อตำแหน่งพนักงานสอบสวนระดับต่างๆ ก็ไม่ควรใช้คำว่า &amp;ldquo;ผู้บัญชาการ&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ผู้บังคับการ&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการเรียกตำแหน่งหัวหน้าหน่วยทหารผู้ทำหน้าที่บัญชาการหรือบังคับการรบ ขัดต่อลักษณะงานสอบสวนและภาพลักษณ์ของเจ้าพนักงานกระบวนการยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้น ควรกำหนดให้กองบังคับการตำรวจจังหวัดมีฐานะเป็น &amp;ldquo;ราชการส่วนภูมิภาค&amp;rdquo; ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในจังหวัดได้ทุกระดับเมื่อผ่านความเห็นชอบของ &amp;ldquo;คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจจังหวัด&amp;rdquo; (กต.ตร.จังหวัด) ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในปัจจุบัน ซึ่งอาจเปลี่ยนชื่อเป็น &amp;ldquo;คณะกรรมการกิจการตำรวจจังหวัด&amp;rdquo; มีตัวแทนภาคประชาชน และวิชาการ เช่น อธิการบดี หรือผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา สื่อมวลชนในจังหวัด ตัวแทน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรสาธารณประโยชน์ และองค์กรภาคประชาสังคมร่วมเป็นกรรมการ เพิ่มบทบาทของประชาชนในการตรวจสอบและประเมินผลการทำงานของตำรวจในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสามารถกระทำได้ง่ายด้วยการแก้ไขระเบียบคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ตช.) เกี่ยวกับองค์ประกอบ และกำหนดอำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ผลการดำเนินการเป็นประการใด ขอได้โปรดแจ้งให้ทราบด้วย เพื่อจะได้แจ้งให้สื่อมวลชนและพี่น้องประชาชนทราบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขอแสดงความนับถือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางสมศรี หาญอนันทสุข
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร.)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ: แฟ้มภาพ เมื่อวันที่ 20เม.ย.61&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11312</URL_LINK>
                <HASHTAG>Police Watch, กักยาม, นางสมศรี หาญอนันทสุข, นายมีชัย ฤชุพันธุ์, ปฏิรูปตำรวจ, ปฏิรูปตำรวจชุดมีชัย, พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ, พนักงานสอบสวน, ภาคทัณฑ์, ราชการส่วนภูมิภาค, เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180420/image_big_5ad9efb4db0d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8309</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2018 22:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปฏิรูปเลิกกตช. วางเกณฑ์เข้ม แต่งตั้งตำรวจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรรมการปฏิรูปตำรวจชุดมีชัยยกเลิกก.ต.ช.เหลือแค่ &amp;quot;ก.ตร.&amp;quot; พร้อมวางหลักเกณฑ์เข้มแต่งโยกย้ายตำรวจ หากแตกแถวมีโทษถึงอาญา 157 ขณะที่เครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจหนุน แต่ติงสัดส่วน ก.ตร.นายตำรวจเยอะเกินไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการฯ พิจารณาในประเด็นองค์ประกอบของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) และหลักเกณฑ์พื้นฐานของการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจในทุกระดับ โดยเบื้องต้นเห็นควรให้ยกเลิกคณะกรรมการนโยบายตํารวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และโอนภารกิจทั้งหมดมาให้ ก.ตร.ปฏิบัติแทน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณกล่าวว่า สำหรับองค์ประกอบใหม่ของ ก.ตร. มี 15 คน ดังนี้ กรรมการโดยตำแหน่ง 7 คน ได้แก่ 1.นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรัฐบาลเป็นประธาน โดยจะกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาประชุมด้วยตนเอง 2.ผบ.ตร. 3.รอง ผบ.ตร. 2 คนที่มาจากแท่งสืบสวนสอบสวน และแท่งป้องกันปราบปราม และจเรตร. 1 คน 4.อัยการสูงสุด 5.เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม นอกจากนี้ จะมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการเลือกโดยข้าราชการตำรวจทั่วประเทศโดยตรงและเป็นการลับ 8 คน ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิที่เคยเป็นข้าราชการตำรวจ 5 คน, ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่เคยเป็นข้าราชการตำรวจ 3 คน โดยเลือกจากรายชื่อที่เสนอโดยนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา และประธานศาลฎีกา ฝ่ายละ 3 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณกล่าวอีกว่า ที่สำคัญ อำนาจหน้าที่ของ ก.ตร.จะปรับเปลี่ยนไปโดยพื้นฐาน จากองค์กรที่ทำหน้าที่แต่งตั้งโยกย้ายเป็นหลัก มาเป็นองค์กรกำหนดนโยบายและกฎเกณฑ์ต่างๆ และกำกับควบคุมการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ โดยจะยังคงอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งโยกย้ายเฉพาะตำแหน่ง ผบ.ตร.เท่านั้น และอาจจะรวมถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสูงอีกบางตำแหน่งที่จะได้พิจารณากันในโอกาสต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กฎเกณฑ์ในการแต่งตั้งโยกย้าย จะเขียนระบุไว้ให้ชัดเจนในกฎหมายหลัก ไม่ใช่กฎหมายลำดับรอง และห้ามแก้ไขยกเว้น เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นสุดวิสัย&amp;rdquo; นายคำนูณกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายคำนูณกล่าวต่อว่า ในเบื้องต้นนี้กำหนดให้มีการจัดทำบัญชีรายชื่อข้าราชการตำรวจที่จะได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายไว้ล่วงหน้า โดยข้าราชการตำรวจแต่ละคนจะได้รับคะแนนเฉพาะตัวจากเกณฑ์ 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.อาวุโส 2.ผลงานเป็นที่ประจักษ์ชัด มีหลักฐานและมีดัชนีชี้วัดชัดเจน และ 3.ความพึงพอใจของประชาชน โดยคะแนนที่แต่ละคนจะได้รับ ทิ้งน้ำหนักที่องค์ประกอบที่หนึ่ง 50% องค์ประกอบที่สอง 30% และองค์ประกอบที่สาม 20% เกณฑ์ทั้ง 3 ประการนี้ จะเขียนรายละเอียดไว้ในกฎหมายหลัก ทั้งความหมาย ตัวชี้วัด กรรมการผู้ให้คะแนน ระบบการให้คะแนน การปรับคะแนนรวมถึงกลไกที่สามารถให้ข้าราชการตำรวจทุกคนสามารถตรวจสอบและมีสิทธิโต้แย้งคะแนนที่ตนเองได้รับ ทั้งนี้ หากมีการแต่งตั้งโยกย้ายผิดหลักเกณฑ์เกิดขึ้น และศาลปกครองวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำผิด ให้ถือว่าการแต่งตั้งโยกย้ายนั้นเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตรองผู้บังคับการจเรตำรวจ และเป็นสมาชิกเครือข่ายติดตามการปฏิรูปตำรวจ (Police Watch) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการตำรวจชุดของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เผยผลถึงพิจารณาถึงยกเลิก ก.ต.ช.เหลือแต่ ก.ตร. พร้อมวางหลักเกณฑ์การโยกย้ายตำรวจหากผิดมีโทษอาญา 157 ว่า โดยหลักการมันก็ดีอยู่บ้าง นายกฯ มานั่งเป็นประธานกก.ตร.เอง และบังคับให้เข้าประชุมด้วยตัวเอง ส่วนนี้ยอมรับว่าดีมาก มีข้อติติงอยู่คือสัดส่วนของคณะกรรมการ ก.ตร. มีตำรวจมากไปหน่อย 15 คน เป็นตำรวจถึง 9 คนแล้ว มากไปหน่อย ตำรวจไม่ควรเกิน 5 คน ทั้งราชการและนอกราชการก็ว่าไป ส่วนสัดส่วนของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกน่าจะมากกว่านี้ ลดสัดส่วนของตำรวจให้ภาคประชาชนเข้าไปส่วนร่วม โดยส่วนรวมก็ถือว่าดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายให้น้ำหนักด้วยกัน 3 ส่วน คืออาวุโส ถ้า 100 ส่วนอาวุโสก็ได้ไป 50 &amp;nbsp;คะแนนอาวุโส ผลการปฏิบัติงาน และความพอใจของประชาชน หลักการมันดี แต่ปัญหาตัวชี้วัดหรือเกณฑ์วัดผลการปฏิบัติงานยังไม่เป็นรูปธรรม มันต้องมีความชัดเจน โดยหลักการดีที่นายกฯ ลงมาดูแลเอง แต่ที่สำคัญ สำนักงาน ก.ตร.เป็นหน่วยงานธุรการของ ก.ตร. ควรจะไปสังกัดสำนักนายกฯ เพราะทุกวันนี้การประชุม ก.ตร.นายกฯ ไม่ควรมาประชุมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายกฯ ควรจะเป็นประธานนั่งประชุม ก.ตร.ที่ทำเนียบฯ นายกฯ อยู่ที่ไหน คณะกรรมการ ก.ตร.ต้องไปประชุมที่นั่น มันจะทำให้นายกฯ มีพลังมากขึ้น ที่สำคัญหน่วยทางธุรการจัดเรื่องจัดราวก็ควรจะสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะนายกฯ เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวต่อว่า นายกฯ จะต้องมีมือไม้ความจริงคือปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยคณะกรรมการ ก.ตร. ต้องเพิ่มปลัดสำนักนายกฯ เข้าไปด้วย จะได้เป็นเลขานุการ ทำหน้าที่เลขานุการ การประชุมต้องไปประชุมที่ทำเนียบฯ เช่น ถ้าเป็นปลัดกระทรวงแล้วจะต้องมาประชุมที่ ตร.ทำไม ปลัดกระทรวงต้องไปประชุมที่กระทรวง แต่ที่ผ่านมานายกฯ ต้องมาประชุมที่ ตร. นายกฯ ก็ไม่อยากมา ได้มอบหมายให้รองนายกฯ มาแทน และอีกอย่าง ปลัดกระทรวงมหาดไทยไม่มีบทบาทตรงนี้ เพราะโดยหลักการการทำงานของตำรวจต้องเกี่ยวพันกับกระทรวงมหาดไทย ต้องลดสัดส่วน ตร.เอาปลัดมหาดไทยใส่แทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ปรึกษาเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (Police Watch) กล่าวด้วยว่า ส่วนข้อพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้าย ถ้ามีการทำผิดอาจถูกลงโทษคดีอาญา 157 นั้น เป็นเรื่องที่ดี ถ้าศาลปกครองเพิกถอนและมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 157 ส่วนจะแก้ไขได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพราะการแต่งตั้งชอบไม่ชอบมันก็ชอบตามที่หลักเกณฑ์ที่กำหนด เพราะเวลาแต่งตั้งเขาไม่ไปทำผิดหลักเกณฑ์ แต่เกณฑ์มันยืดหยุ่นอย่างเช่นความรู้ความสามารถเอาอะไรไปฟ้อง จะต้องมีกระบวนการรายละเอียดล็อกผลการปฏิบัติงานในสเต็ปแรก 1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน รวมคะแนน เหมือนการชกมวย ต้องรวมคะแนนทุกยก ไม่ใช่ 5 ยกแล้วมารวมคะแนนมันมั่วได้ ทั้งหลายทั้งปวงหลักการดี แต่ยังไม่เห็นรายละเอียดว่าจะกำหนดหลักเกณฑ์ที่เป็นรูปธรรมอย่างไร.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8309</URL_LINK>
                <HASHTAG>Police Watch, ก.ต.ช., ก.ตร., คำนูณ สิทธิสมาน, ทำเนียบฯ, พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร, มีชัย ฤชุพันธุ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae886fd430ef.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7515</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2018 21:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2018 21:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ตามบี้ปฏิรูปตำรวจ Police Watch จี้&#039;มีชัย&#039;เร่งปฏิรูปโครงสร้างและงานสอบสวน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 เม.ย. 61- &amp;nbsp;เมื่อเวลา 16.30น.ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ถนนพระอาทิตย์ &amp;nbsp;คณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ &amp;nbsp;เป็นประธานฯ ได้มีการประชุมนัดแรก &amp;nbsp;เพื่อพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม(ตำรวจ) ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานฯภายหลังที่ได้นำเสนอแนวทางปฏิรูปตำรวจต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนการประชุมนางสมศรี หาญอนันทสุข ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปตำรวจ (คป.ตร) หรือ &amp;nbsp;Police Watch ได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายมีชัย ฤชุพันธุ์ รวมทั้งกรรมการชุดดังกล่าวด้วย เพื่อขอให้ปฏิรูปโครงสร้างตำรวจและระบบงานสอบสวนเป็นอิสระเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง &amp;nbsp;พร้อมกับแนบแถลงการณ์ &amp;ldquo;ผลการตรวจการบ้าน 1 ปี ปฏิรูปตำรวจ&amp;rdquo;ที่เครือข่ายประชาชนมีความเห็นร่วมกันว่าการปฏิรูปตำรวจของคณะกรรมการฯที่มีพล.อ.บุญสร้างเป็นประธานฯไม่สามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยนางสมศรี กล่าวกับนายมีชัยว่า ขอฝากประเด็นสำคัญต่อกรรมการบางท่านที่เข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนว่าการปฏิรูปตำรวจ ควรจะมีแนวทางทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะต้องทำ การปฏิรูปให้ได้ในระดับโครงสร้างให้มีการแยกการสอบสวนออกให้เป็นอิสระจากตำรวจและให้มีการกระจายอำนาจ ลงสู่จังหวัด &amp;nbsp;ขณะเดียวกันให้ยุบกองบัญชาการบัญชาการภาค 9 ภาค ตามที่ภาคประชาสังคมได้เคยพูดกันมาตลอด1 ปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางด้านนายมีชัย กล่าวตอบว่า จะทำตามความสามารถ ขณะที่พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ตอนนี้บทบาทการปฏิรูปตำรวจอยู่กับคณะกรรมการชุดนายมีชัยหากมีข้อเสนออะไรนำเสนอต่อนายมีชัยได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับเนื้อหาหนังสือดังกล่าวสรุปว่า ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ที่คณะกรรมการปฏิรูปตำรวจที่มีพล.อ.บุญสร้าง เป็นประธาน ได้เสนอเพื่อพิจารณาดำเนินการ ซึ่งอาจารย์มีชัยได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่ายังไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริงนั้น เครือข่ายประชาชนฯ มีความเห็นพ้องกับท่านว่าร่างกฎหมายดังกล่าวเน้นแต่การเพิ่มอำนาจและสิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่ตำรวจเป็นส่วนใหญ่ &amp;nbsp;เช่น การเพิ่มเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรมต่อข้าราชการฝ่ายอื่น หรือการเกณฑ์คนมาเป็นตำรวจซึ่งเป็นการเอาเปรียบประชาชนและขัดต่อรัฐธรรมนูญ &amp;nbsp;ไม่ได้เป็นการปฏิรูปโครงสร้างองค์กร, ระบบงานตำรวจและการสอบสวนที่จะสามารถสร้างหลักประกันความยุติธรรมทางอาญาต่อประชาชนแต่อย่างใด &amp;nbsp; และบางเรื่องที่เป็นการปฏิรูปที่แท้จริง เช่น การโอนตำรวจ 11 &amp;nbsp;หน่วยไปให้กระทรวงทบวงกรมที่มีหน้าที่ตามกฎหมายไปรับผิดชอบ &amp;nbsp; ก็ไม่มีแผนดำเนินการที่เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เครือข่ายประชาชน จึงเรียนมายังท่านเพื่อโปรดทราบและขอให้คณะกรรมการพิจารณาดำเนินการทั้งในส่วนที่เป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงตามรายละเอียดในแถลงการณ์ที่แนบมานี้และในส่วนที่เกี่ยวข้องซึ่งสามารถเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อสั่งการ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7515</URL_LINK>
                <HASHTAG>Police Watch, นางสมศรี หาญอนันทสุข, นายมีชัย ฤชุพันธุ์, ปฏิรูปตำรวจ, พนักงานสอบสวน, พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180420/image_big_5ad9efb4db0d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
