<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>50048</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2019 20:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจไทยทำไม เติบโต &#039;ต่ำกว่าศักยภาพ&#039;?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เศรษฐกิจไทยปีนี้อ่อนแรงลงไปไม่น้อย &amp;ldquo;ดัชนีความเชื่อมั่น&amp;rdquo; ปรับลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 แม้รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีหน้าจะเป็นปีตัดสินว่ามาตรการต่างๆ ที่ใช้ทั้งนโยบายการเงินและการคลังที่เราเห็นอยู่ขณะนี้จะนำไปสู่การกระตุ้นให้เกิดการฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดดอกเบี้ยอีกรอบ เป็นครั้งที่สองของปีนี้มีเหตุผลจากกรรมการ 5 ท่านที่เห็นด้วยกับ 2 ท่านที่คิดว่าควรจะรักษาอัตราดอกเบี้ยไว้น่าสนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมอ่านเจอรายงานที่อ้างถึงการแถลงข่าวของคุณทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ กนง. แล้วน่าจะนำมาเล่าต่อให้ได้อ่านกันเพื่อจะได้เข้าใจเหตุผลของการตัดสินใจลดดอกเบี้ยร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณทิตนันทิ์อธิบายว่า ในการตัดสินนโยบาย คณะกรรมการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้และต่ำกว่าศักยภาพมากขึ้น จากการส่งออกที่ลดลง ซึ่งส่งผลไปสู่การจ้างงานและอุปสงค์ในประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งยังมีประเด็นว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ ภาวะการเงินโดยรวมยังผ่อนคลาย เสถียรภาพระบบการเงินได้รับการดูแลไปแล้วบางส่วน แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ทำให้กรรมการส่วนใหญ่เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและเอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับสู่กรอบเป้าหมาย จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณทิตนันทิ์บอกด้วยว่า กรรมการ 2 ท่านที่เห็นว่าไม่ควรจะลดดอกเบี้ยนโยบายขณะนี้มองว่าภาวะปัจจุบันที่นโยบายการเงินอยู่ในระดับผ่อนคลายอยู่แล้ว การลดอัตราดอกเบี้ยอาจไม่ช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มได้มากนัก เมื่อเทียบกับความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินที่อาจเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งยังจำเป็นต้องรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัด เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกประเด็นหนึ่งคุณทิตนันทิ์บอกว่า คณะกรรมการวิเคราะห์ว่าการส่งออกสินค้าหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ และจะมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวทางวิเคราะห์นี้เห็นว่า ปริมาณการค้าโลกชะลอลงจากสภาวะการกีดกันทางการค้า ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง สำหรับด้านอุปสงค์ในประเทศ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอลงตามรายได้ของครัวเรือนและการจ้างงานที่ปรับลดลงเร็ว โดยเฉพาะในภาคการผลิตเพื่อส่งออก รวมถึงแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง แม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เลขานุการ กนง.บอกว่า ปัจจัยทางด้านบวกก็พอมี เช่น การย้ายฐานการผลิตมายังไทยและโครงการร่วมลงทุนของรัฐและเอกชนในโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยสนับสนุนการลงทุนในระยะต่อไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งจากการเลื่อนการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ คณะกรรมการเห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากสภาวะการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนและประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลมาสู่อุปสงค์ในประเทศ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ คณะกรรมการจะติดตามผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและการใช้จ่ายของภาครัฐ ตลอดจนความคืบหน้าของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและผลต่อเนื่องไปยังการลงทุนภาคเอกชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2562 และปี 2563 มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่ต่ำกว่าคาดตามเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มชะลอลงตามแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่ปรับลดลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คณะกรรมการเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง อาทิ ผลกระทบจากการขยายตัวของธุรกิจ e-commerce การแข่งขันด้านราคาที่สูงขึ้น รวมถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นได้ช้ากว่าในอดีต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยังต้องจับตาดูปัจจัยในและต่างประเทศในไตรมาสที่ 4 ซึ่งยังผันผวนปรวนแปรได้ตลอดเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความสามารถของรัฐบาลในการบริหารความไม่แน่นอนจะได้รับการพิสูจน์อย่างเข้มข้นแน่นอน! ที่ว่าเติบโต &amp;ldquo;ต่ำกว่าศักยภาพ&amp;rdquo; นั้นแปลว่าเราควรจะทำได้ดีกว่านี้...ไฉนจึงทำไม่ได้...เป็นประเด็นที่ต้องวิเคราะห์และหาทางออกกันอย่างเร่งด่วนก่อนที่สถานการณ์จะทรุดกว่านี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50048</URL_LINK>
                <HASHTAG>e-commerce, policy space, กาแฟดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
