<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>53817</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลางร้ายรัฐบาลพลังเงียบวูบ แปรสภาพเป็นเสียงต่อต้าน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ลางร้ายของเสถียรภาพทางการเมืองและของรัฐบาล ซูเปอร์โพลเผยผลสำรวจ &amp;quot;พลังเงียบ&amp;quot; ลดฮวบ แบ่งฝ่าย สลายตัวไปอยู่ขั้วต้านรัฐบาลมากกว่าสนับสนุน กลุ่มทักษิณ-ธนาธรใช้โซเชียลเก่งกว่า ทำให้ฝ่ายการบริหารจัดการข้อมูลและการสื่อสารของรัฐบาลแพ้มาตลอด จนอยู่ในสถานะที่เรียกได้ว่า &amp;ldquo;ไม่ไหวแล้ว&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลการศึกษา เรื่อง ลางร้ายรัฐบาล กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่าน &amp;ldquo;เสียงประชาชนในโลกโซเชียล&amp;rdquo; (Social Media Voice) ด้วยระบบ Net Super Poll จำนวน 2,827 ตัวอย่าง และ &amp;ldquo;เสียงประชาชนในสังคมดั้งเดิม&amp;rdquo; (Traditional Voice) จำนวน 1,131 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1-3 มกราคม พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา พบว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวโน้มของกลุ่มพลังเงียบลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงหลังเลือกตั้งที่เคยอยู่สูงถึงร้อยละ 56.1 ในเดือนเมษายน 2562 ร้อยละ 55.5 ในเดือนกรกฎาคม ร้อยละ 46.0 ในเดือนกันยายน ร้อยละ 43.7 ในเดือนตุลาคม ขยับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ร้อยละ 49.0 ในเดือนพฤศจิกายน และตกฮวบลงมาอยู่ที่ร้อยละ 29.4 ในการสำรวจล่าสุดต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.นพดลกล่าวว่า นี่คือลางร้ายของเสถียรภาพทางการเมืองและของรัฐบาล เพราะกลุ่มพลังเงียบที่เสมือนเป็นกลุ่มสร้างความสมดุลในการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองของประชาชน กำลังกระจายตัวไปอยู่ในกลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 36.6 และกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลร้อยละ 34.0 ซึ่งมีสัดส่วนไม่แตกต่างกันมากนักอย่างน่าเป็นห่วงในเรื่องของการเผชิญหน้าห้ำหั่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ เหตุผลที่ประชาชนสนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นเพราะไม่เอาฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลโดยเด็ดขาด และได้รับประโยชน์จากมาตรการของรัฐบาล เช่น ชิมช้อปใช้ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ การช่วยให้ราคาพืชผลการเกษตร เช่น ราคาปาล์มเพิ่มสูงขึ้นด้วยนโยบายด้านพลังงาน น้ำมัน B10 และโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจรากหญ้า เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เหตุผลที่ประชาชนไม่สนับสนุนรัฐบาล คือ เบื่อรัฐบาล ไม่รู้ว่ารัฐบาลทำอะไร ไม่เห็นทำอะไรเลย รู้แต่ข่าวว่ารัฐบาลแย่ แก้เศรษฐกิจล้มเหลว เห็นแก่พวกพ้อง กลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม แย่งตำแหน่ง แย่งอำนาจ สืบทอดอำนาจ และประชาชนจำนวนมากมองด้วยว่ามาตรการรัฐบาลไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรมาก ไม่ยั่งยืน แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ วิตกกังวลต่อการเลิกกิจการ รัฐเข้มงวดมาตรการภาษีต่อธุรกิจขนาดกลางและย่อม และการไม่สนับสนุน ธุรกิจ SME จริงจัง กฎระเบียบของรัฐทำให้ประชาชนทำมาหากินขัดสน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดลกล่าวด้วยว่า ผลการสำรวจ &amp;ldquo;เสียงประชาชนในโลกโซเชียล&amp;rdquo; (Social Media Voice) ผ่านระบบ Net Super Poll พบว่า การสื่อสารของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เช่น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และกิจกรรมอื่นๆ เช่น วิ่งไล่ลุง เป็นต้น เข้าถึงคนในโลกโซเชียลมากถึง 7,278,575 คน และมีการพูดถึงกลุ่มเคลื่อนไหววิ่งไล่ลุง 146,962 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในขณะที่การสื่อสารของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับกิจกรรมวิ่งเพื่อแผ่นดิน เข้าถึงคนในโลกโซเชียลเพียง 589,224 คน และล่าสุดมีคนพูดถึงเพียง 1,410 คนเท่านั้น เส้นกราฟการตอบรับของคนในโลกโซเชียลต่อ กิจกรรมวิ่งไล่ลุง ล่าสุดเริ่มเชิดหัวสูงขึ้น ขณะที่เส้นกราฟกิจกรรมวิ่งเพื่อแผ่นดินเรี่ยๆ พื้นเงียบยาวเสมือนเส้นชีพจรที่อ่อนแรงอย่างน่าใจหาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าฝ่ายการบริหารจัดการข้อมูลและการสื่อสารของรัฐบาลแพ้มาตลอดจนอยู่ในสถานะที่เรียกได้ว่า &amp;ldquo;ไม่ไหวแล้ว&amp;rdquo; เพราะพลังของรัฐบาลที่ทำงานด้านข้อมูลและการสื่อสารอยู่ในสภาพ เส้นหวายแตกกันเป็นเส้นๆ กระจายตัวต่างคนต่างทำคล้ายๆ กับแต่ละคนพยายามโชว์ผลงานของใครของมัน ส่งผลให้ข้อมูลในโลกโซเชียลเกี่ยวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีแต่คำว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดดๆ มีคำว่า นายกรัฐมนตรี มีคำว่า รมว.กลาโหม ตัวโตๆ มีแต่เรื่องตำแหน่งและอำนาจ ขาดการเชื่อมโยงกับใจของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตรงกันข้ามเมื่อมาดูข้อมูลในโลโซเชียลของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กิจกรรมวิ่งไล่ลุง พบว่า มีพลังเป็นกลุ่มก้อนไม่โดดเดี่ยว พบคำ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คู่กับปิยบุตร แสงกนกกุล และพรรณิการ์ วานิช และยังพบคำสำคัญของธนาธรคือ กลัวที่ไหน ไม่ถอยไม่ทน และเมื่อสืบค้นการสื่อสารของอดีตนายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตร พบคำ รักพ่อที่สุดในโลก คิดถึงแล้ว และเคยพบคำว่า ยังแจ๋วนะจ๊ะ นอกจากนี้ เมื่อสืบค้นการสื่อสารกิจกรรมวิ่งไล่ลุง พบที่น่าสนใจขึ้นไปอีกคือวลีเด่นๆ ว่า ปรบมือสิ รออะไร เบื่อกันทั้งประเทศแล้ว เบื่อนายก เอาเลยฮะ ไม่ถอยไม่ทน และกลัวที่ไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การเมืองเป็นเรื่องของการบริหารอารมณ์ (Emotional Management) คือ ถ้าคุมอารมณ์คนได้ก็อยู่ได้ แต่จะเห็นได้ว่าข้อความสื่อสารของฝ่ายหนึ่งใช้กลยุทธ์ปลุกอารมณ์ปั่นความรู้สึกผลักดันให้เกิดพฤติกรรมหมู่ และมีทีมงานรับทอดขยายผลเป็นหนึ่งเดียวกันสอดคล้องกันในโลกโซเชียล ขณะที่ฝ่ายนายกรัฐมนตรีกับทีมงานเน้นที่ความเป็นเหตุผล (Rational Focus) เพราะคงคิดว่าเอาหลักตรรกะคุณงามความดีเป็นตัวนำ เอาความมุ่งมั่นตั้งใจของนายกรัฐมนตรีเป็นพระเอก แต่ตำราเกี่ยวกับการบริหารอารมณ์สาธารณชนชี้ให้เห็นว่า คนส่วนใหญ่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ก่อน ส่วนเหตุผลค่อยตามมาสร้างความชอบธรรมทีหลัง&amp;rdquo; ผศ.ดร.นพดลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.นพดลกล่าวส่งท้ายว่า ยิ่งไปดูที่พลังของทีมงานสื่อสารฝ่ายรัฐบาลแล้วจะพบว่า ต่างคนต่างเล่นคนละบท ขาดความเป็นหนึ่ง เหมือนเส้นหวายที่แยกออกเป็นเส้นๆ ไม่ได้รวบเป็นมัดๆ ทำให้ฟาดฟันอะไรไม่ได้ผล &amp;ldquo;ไม่ปัง&amp;rdquo; เงียบเป็นเป่าสาก เสมือนวันเปิดคือวันปิด ไม่มีทีมงานรองรับขยายผล ไม่มีการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นต้องใช้หลักวิเคราะห์จิต พิชิตใจ เข้าถึง และปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ทุกกลุ่มครอบคลุมเป้าหมาย ซึ่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจจะรู้จักเจ้าของหลักการนี้ดีและน่าจะใช้เขาเป็นตัวช่วย ไม่เช่นนั้นลางร้ายรัฐบาลที่ค้นพบครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นนับเวลาถอยหลังของรัฐบาลที่มาเร็วเกินคาดแล้วกระมัง.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53817</URL_LINK>
                <HASHTAG>Quantitative Research, SUPER POLL, การบริหารจัดการข้อมูลและการสื่อสารของรัฐบาล, ซูเปอร์โพล, พลังเงียบ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เสถียรภาพทางการเมือง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200104/image_big_5e1097cb12855.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50964</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลภาพลักษณ์ ‘บิ๊กตู่’มือสะอาด ‘3ป.’คุมอิทธิพล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ซูเปอร์โพลเปิดผลสำรวจ ภาพลักษณ์ ครม.ในใจประชาชน &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; มือสะอาดสุด ตามด้วย &amp;quot;บิ๊กป๊อก&amp;quot; ส่วนภาพลักษณ์ด้านผู้มีบารมีคุมผู้มีอิทธิพลได้ &amp;nbsp;&amp;quot;3 ป.&amp;quot; เข้าวิน &amp;nbsp;&amp;quot;ตู่-ป้อม-ป๊อก&amp;quot; เหนือรัฐมนตรีคนอื่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ภาพลักษณ์ ครม. ในใจประชาชน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,212 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 15-22 พฤศจิกายน พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พบว่า ภาพลักษณ์ ครม.ในใจประชาชนด้านทำงานหนัก กล้าคิด กล้าทำ ใน 5 อันดับแรก ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร้อยละ 43.5 รองลงมา อันดับที่สอง ได้แก่ นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ร้อยละ 34.4, อันดับที่สาม ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ร้อยละ 32.5, อันดับที่สี่ ได้แก่ นางมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ ร้อยละ 31.3 และอันดับห้า ได้แก่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ร้อยละ 30.8 ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ภาพลักษณ์ของ ครม.ด้านมือสะอาด ไม่ด่างพร้อย ใน 5 อันดับแรก ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 42.8, &amp;nbsp;อันดับที่สอง ได้แก่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ร้อยละ 35.9, อันดับสาม ได้แก่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ร้อยละ 32.7, อันดับสี่ ได้แก่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ &amp;nbsp;รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ร้อยละ 31.6 และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 30.2
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ภาพลักษณ์ด้านบริหารเก่ง เชี่ยวชาญธุรกิจ ใน 5 อันดับแรก ได้แก่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ร้อยละ 32.5, อันดับสอง ได้แก่ นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ร้อยละ 32.1, อันดับสาม ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ร้อยละ 30.6, อันดับสี่ ได้แก่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 28.8 และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง ร้อยละ 25.4
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ภาพลักษณ์ของคณะรัฐมนตรีด้านบารมีคุมผู้มีอิทธิพลได้ ใน 5 อันดับแรก ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ร้อยละ 47.1, อันดับสอง ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ร้อยละ 42.8, อันดับสาม ได้แก่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ร้อยละ 40.4, อันดับสี่ ได้แก่ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ร้อยละ 35.2 และอันดับห้า ได้แก่ นายวิษณุ เครืองาม ร้อยละ 31.9 ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เมื่อถามถึงภาพลักษณ์ด้านมีนโยบายช่วยเหลือคนรายได้น้อยใน 5 อันดับแรก พบว่า อันดับแรก ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร้อยละ 42.4, อันดับสองได้แก่ นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ร้อยละ 41.6, อันดับสาม ได้แก่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ร้อยละ 40.9 , อันดับสี่ ได้แก่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 36.7 และอันดับห้า ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 35.3 ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงความเหมาะสมกับตำแหน่งใน 5 อันดับแรก (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) ถ้าไม่นับรวมนายกรัฐมนตรี พบว่า อันดับแรกได้แก่ นายอุตตม สาวนายน พรรคพลังประชารัฐ ร้อยละ 37.9, &amp;nbsp;อันดับสอง ได้แก่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ พลังประชารัฐ ร้อยละ 36.5, อันดับสาม ได้แก่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 31.6, อันดับสี่ ได้แก่ นายวราวุธ ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา ร้อยละ 30.4 และนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 29.3 ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ การรับรู้ของประชาชนว่าหน่วยงานรัฐภาพลักษณ์ดี ส่งเงินเข้ารัฐ รักษาผลประโยชน์ชาติได้สูงสุด ใน 5 อันดับแรก ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ (กฟผ.) กระทรวงพลังงาน ร้อยละ 43.1, อันดับสอง ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กระทรวงพลังงาน ร้อยละ 42.9, อันดับสาม ได้แก่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กระทรวงการคลัง ร้อยละ 39.8, อันดับสี่ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรฯ กระทรวงการคลัง ร้อยละ 39.3, อันดับห้า ได้แก่ ธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง ร้อยละ 37.7
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ประชาชนจำนวนมากหรือร้อยละ 44.1 มีความเคลือบแคลงสงสัย ทำไมหน่วยงานรัฐของบางกระทรวงส่งเงินเข้ารัฐน้อย เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 55.9 ไม่สงสัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ผลโพลครั้งนี้ชี้ให้เห็นภาพลักษณ์ของรัฐมนตรีที่น่าสนใจหลายด้าน โดยเฉพาะด้านผู้มีบารมีคุมผู้มีอิทธิพลได้ พบว่า 3 ป. ของคณะรัฐมนตรีติด 3 อันดับแรกผู้ทรงอิทธิพล นอกจากนี้ยังมีด้านบริหารเก่งเชี่ยวชาญธุรกิจที่มีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน, นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุขติด 3 อันดับแรก แต่ถ้าพูดถึงความเหมาะสมกับตำแหน่งถ้าไม่นับรวมตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะพบว่าพรรคพลังประชารัฐในวันนี้ติดอันดับหนึ่งและสองคือ นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายวราวุธ ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา และนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ติดอันดับความเหมาะสมกับตำแหน่งใน ครม.เช่นกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดเผยว่า สำหรับปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ เครื่องจักรเศรษฐกิจที่จะสร้างการเติบโตให้กับประเทศวิกฤติหมดทั้ง 5 ด้าน สิ่งที่สร้างรายได้ให้กับประเทศชะลอตัวลงทุกรายการ โดยเครื่องจักรที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย 5 ด้าน ประกอบไปด้วย 1.การส่งออก มีการติดลบ จากภาคอุตสาหกรรมหดตัว ยอดคำสั่งซื้อลดลง โรงงานลดจำนวนเวลาทำงาน ลดโอที ปลดพนักงาน เลิกกิจการ เหตุจากเศรษฐกิจใน-ต่างประเทศชะลอตัว เงินบาทแข็งค่า รวมถึงราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ที่กระทบเกษตรกร ทำให้ผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.การบริโภคภายในประเทศ ปัจจุบันชะลอตัว คนจับจ่ายใช้สอยน้อยลง เงินเฟ้อหดตัว เงินเดือนไม่ปรับขึ้น เงินออมไม่กล้านำออกมาใช้, 3.การลงทุนภาครัฐ ขณะนี้หดตัว การลงทุนเมกะโปรเจ็กต์หลายโครงการเลื่อนออกไป หรือดำเนินการล่าช้า ไม่มีการลงทุนใหม่ๆ, 4.การลงทุนภาคเอกชน มีการลงทุนลดลง อันเกิดจากความไม่ชัดเจนของรัฐบาลในการเจรจาการลงทุนจากต่างประเทศ และความล่าช้าของงบประมาณ ทำให้ภาคเอกชนไม่กล้าลงทุน ดูได้จากตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ของสภาอุตสาหกรรม เทียบปีต่อปี หรือไตรมาสต่อไตรมาส รวมถึงตัวเลขคาดการณ์ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า และ 5.การท่องเที่ยว เมื่อดูรายประเทศ รายภูมิภาค นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง เหตุจากภาครัฐไม่มีมาตการระยะยาวในการทำโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวรองรับ ปัญหาเงินบาทแข็งค่า จนส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์กล่าวอีกว่า ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ จะไปหาความมั่นใจหรือความเชื่อมั่นจากที่ไหน เพราะขนาดในทีมเศรษฐกิจทีมเดียวกันเองยังโบ้ยความรับผิดชอบ ส่งสัญญาณคายฟันยาง ตัวใครตัวมัน สุดท้ายปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนก็ถูกทิ้งไว้โดยไม่สามารถแก้ไขอะไรได้.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50964</URL_LINK>
                <HASHTAG>Quantitative Research, SUPER POLL, ภาพลักษณ์ ครม., สำนักวิจัยซูเปอร์โพล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191123/image_big_5dd931c75431d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
