<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>86059</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/12/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/12/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>RCEP ความสำเร็จของภูมิภาคเหนือความแตกต่างหลากหลาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;อะไรคือ RCEP Agreement :&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership : RCEP) เป็นข้อตกลงระหว่างอาเซียนกับคู่เจรจา อันได้แก่ ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์ เป็นเขตการค้าเสรีที่ทุกฝ่ายได้ผลประโยชน์ภายใต้กติกาที่เปิดเผยโปร่งใส&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัจจุบัน RCEP ครอบคลุมจีดีพี 30% และประชากร 1 ใน 3 ของโลก ส่งเสริมพหุภาคีนิยม เพิ่มโอกาสการค้าการลงทุนในหมู่ชาติสมาชิก ในเบื้องต้นคาดว่าจะลดภาษี 92% ของสินค้าที่ค้าขายระหว่างกัน ให้มาตรการที่มิใช่ภาษี (Non - Tariff Measures : NTMs) โปร่งใสมากขึ้น ส่งเสริมการค้าชายแดน อีคอมเมิร์ซ ระบบการจัดส่งสินค้ายุคดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;ประวัติการจัดตั้ง RCEP :&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การเจรจาจัดตั้ง RCEP เริ่มต้นเมื่อปี 2012 ประกอบด้วยชาติสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ กับอีก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ สังเกตว่าหลายประเทศมีข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างกันอยู่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในมุมมองอาเซียนแนวคิด RCEP เป็นไปตามวัตถุประสงค์การสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่บูรณาการเศรษฐกิจในหมู่สมาชิก ยกชูรักษาบทบาทอาเซียนในการเป็นแกนกลางขับเคลื่อนการรวมกลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แนวคิดตั้งแต่แรกไม่ได้มุ่งหวังว่า RCEP จะเป็นเขตการค้าเสรีตามอุดมคติขั้นสูง หวังเพียงช่วยลดกำแพงภาษี ส่งเสริมการลงทุน ยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ตระหนักว่าระบบและการพัฒนาเศรษฐกิจของสมาชิกนั้นหลากหลาย RCEP คือความร่วมมือบนพื้นฐานเหล่านี้ ข้อตกลงระบุชัดว่าบางประเทศ เช่น กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ได้รับสิทธิพิเศษ ข้อตกลงมีความยืดหยุ่นสามารถเลือกปฏิบัติ (หรือไม่ปฏิบัติ) บางข้อตามความพร้อม สอดคล้องกับความเป็นอาเซียนโดยแท้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;วิเคราะห์ RCEP :&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการแรก เน้นอยู่ใกล้กัน อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป้าหมาย RCEP ไม่ใช่ความร่วมมือระดับโลกหรือเปิดโอกาสให้ทุกประเทศเข้าร่วม แต่เน้น &amp;ldquo;การอยู่ใกล้กัน&amp;rdquo; ในภูมิภาคเดียวกัน สมาชิกจึงประกอบด้วยชาติสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ กับอีก 5 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เป็นความร่วมมือของกลุ่มประเทศในเอเชียแปซิฟิก (แต่เดิมตั้งใจรวมอินเดียด้วย แต่ถอนตัวก่อน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการที่ 2 ความสำเร็จเหนือการเมืองระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในแง่การเมืองระหว่างประเทศต้องถือว่าเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ เพราะคือความร่วมมือของหลากหลายการเมืองการปกครอง บางประเทศเป็นปรปักษ์ทางการเมืองและความมั่นคงทางทหาร โดยเฉพาะกรณีจีนกับญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ต่างฝ่ายต่างพยายามรักษาผลประโยชน์ของตน มีประเด็นต้องขบคิดมาก เหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้การเจรจากินเวลาหลายปี และอินเดียถอนตัวในตอนท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รัฐบาลสหรัฐมองว่า RCEP อยู่ใต้อิทธิพลจีน ถ้าคิดตามกรอบนี้จะตีความว่าญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ที่เป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐอยู่ใต้อิทธิพลจีนด้วยหรือไม่ ซึ่งไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น ในแง่ความมั่นคงทางทหารญี่ปุ่นยังมองจีนเป็นภัยคุกคามอันดับต้นเช่นเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ไม่ว่าจะวิเคราะห์ด้วยมุมมองใดเป็นหลักฐานอีกชิ้นว่า&amp;nbsp; ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความขัดแย้งคู่ความร่วมมือเสมอ การขัดแย้งในด้านใดด้านหนึ่งไม่เป็นเหตุให้ร่วมมือกันไม่ได้เลย แท้จริงแล้วทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ต่างมีจีนเป็นคู่ค้าสำคัญ RCEP จะกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้ใกล้ชิดกว่าเดิม มีผู้ประเมินว่าเมื่อถึงปี 2030 RCEP จะช่วยเพิ่มยอดการค้าโลกอีก 500,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยเฉพาะจะเพิ่มการค้าการลงทุนระหว่างจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้าพูดให้ครบถ้วนกว่านั้น สหรัฐไม่ว่าจะรัฐบาลชุดก่อนชุดปัจจุบันยังคงค้าขายกับจีน แม้จะเห็นจีนเป็นความท้าทายสำคัญหรือเป็นปรปักษ์ ใช้ยุทธศาสตร์ปิดล้อม นักลงทุนอเมริกันจำนวนมากยังคงทำธุรกิจในจีนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางครั้งถ้อยคำจากปากนักการเมืองอาจไม่ตรงความจริง บางครั้งเป็นเรื่องของการหาเสียงมากกว่า หวังให้ชนะเลือกตั้งก่อนเป็นพอ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; RCEP เป็นหลักฐานที่บอกว่าประเทศในภูมิภาคจะไม่ทำสงครามใหญ่ต่อกัน ยิ่งใกล้ชิดกันมากเพียงไร ยิ่งสัมพันธ์กันมาก โอกาสทำสงครามใหญ่ยิ่งน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการที่ 3 เขตการค้าที่ส่งเสริมกันและกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้มีสมาชิกเพียง 15 ประเทศ RCEP คือเขตการค้าเสรีใหญ่ที่สุดในขณะนี้ มีขนาดเท่ากับ 30% ของจีดีพีโลก (รองลงมาคือเขตการค้าอเมริกาเหนือ (NAFTA) ที่มีขนาด 28% ของจีดีพีโลก อียู 17%) ข้อตกลงครั้งนี้จะเพิ่มพูนการค้าการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เดิมมากอยู่แล้วจะมากขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักวิชาการหลายคนชี้ว่าศตวรรษที่ 21 เป็นปีทองของเอเชียแปซิฟิก RCEP คืออีกกลไกที่เชิดชูความโชติช่วงของภูมิภาคนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการที่ 4 สัมพันธ์ใกล้ชิดกับ BRI&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้ามองจากมุมจีน RCEP ส่งเสริมข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative : BRI) อย่างชัดเจน&amp;nbsp; สมาชิก RCEP หลายประเทศมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ BRI อยู่แล้ว (โดยเฉพาะอาเซียน) ทั้ง 2 กรอบสนับสนุนซึ่งกันและกัน ประเทศอย่างญี่ปุ่นที่ไม่อยู่ใน BRI จะได้ประโยชน์ผ่านการค้าการลงทุนในกรอบ RCEP ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุกประเทศจะได้ประโยชน์จากการเชื่อมโยงทวีปเอเชีย-ยุโรป-แอฟริกา ภายใต้ BRI&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สี จิ้นผิง ผู้นำจีนชี้ว่า RCEP คือชัยชนะของพหุภาคีนิยม การค้าเสรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการที่ 5 ในแง่ของอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาเซียนเป็นการรวมตัวของประเทศในภูมิภาคเดียวกันเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างกัน ประสานพลังในโลกที่ปลาใหญ่มักกินปลาเล็ก ตั้งแต่เริ่มเจรจาประกาศชัดว่าอาเซียนคือศูนย์กลางของคู่เจรจา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ที่สามารถนำชาติเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่และเป็นคู่ค้าสำคัญให้ทำมาค้าขายภายใต้กติกาเดียวกัน ร่วมกันเขียนตั้งแต่ต้น เสริมการค้าเสรีเดิมที่มีอยู่แล้วในกลุ่มประเทศเหล่านี้ อาจตีความว่า RCEP คือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่ขยายตัวเป็น AEC-Plus รัฐบาลกับประชาชนในกลุ่มนี้ใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประการที่ 6 มีทั้งได้กับเสีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถ้ามองแง่บวก RCEP ส่งเสริมการส่งออก ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าหลากหลายมากขึ้น ถ้ามองในแง่ลบการลดกำแพงภาษีเท่ากับเปิดทางให้สินค้าคู่แข่งจากสมาชิก RCEP มากขึ้น เป็นอีกเหตุผลที่อินเดียถอนตัว (มีผู้ประเมินว่าหากอินเดียเข้า RCEP จะกระทบอุตสาหกรรมอินเดีย การจ้างงานในประเทศ โดยเฉพาะพวกสิ่งทอ เกษตร หมวดอาหาร เนื่องจากประสิทธิภาพการผลิตต่ำกว่าจีน ทำนองสหรัฐขาดดุลจีน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การค้าเสรีอาจส่งเสริมการอยู่ดีกินดีในภาพรวม แต่อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานมากต้องปรับตัว เพราะการแข่งขันจะรุนแรงขึ้น เขตการค้าเสรีใช่ว่าจะมีแต่ได้ ทุกภาคส่วนจำต้องผลักดันตัวเองให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของโลกยุคโลกาภิวัตน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในอดีตเมื่อพูดถึงการค้าเสรีจะนึกถึงชาติตะวันตก ประเทศประชาธิปไตย RCEP เป็นการริเริ่มของหลากหลายวัฒนธรรม หลากหลายการเมืองการปกครอง ระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาเร็วช้าต่างกัน บางประเทศเป็นคู่ขัดแย้งด้วยซ้ำ เป็นวิถีความร่วมมือบนความแตกต่างที่น่าสนใจและน่าจับตาว่าจะพัฒนาไปข้างหน้าอย่างไร ส่งผลต่อภูมิภาคและโลกอย่างไร. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;-------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0cm&quot;&gt;เครดิต : https://www.facebook.com/AusEmbMyr/photos/&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86059</URL_LINK>
                <HASHTAG>RCEP, RCEP ความสำเร็จของภูมิภาคเหนือความแตกต่างหลากหลาย, ชาญชัย คุ้มปัญญา, สถานการณ์โลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191229/image_big_5e089f896a7c6.jpg </PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84349</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2020 10:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2020 10:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯปลื้มลงนามRCEPสำเร็จสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่การค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19​ พ.ย.นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยินดีกับความสำเร็จที่สามารถมีการลงนามในความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา หลังใช้เวลาในการเจรจากว่า 7 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ความตกลง RCEP จะเป็นความตกลงการค้าเสรีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประกอบด้วยสมาชิก 15 ประเทศ คือสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และประเทศคู่เจรจาอาเซียนอีก 5 ประเทศ ได้แก่ &amp;nbsp;ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และนิวซีแลนด์ ซึ่งถือว่าเป็นความตกลงความร่วมมือทางการค้าที่มีตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ได้เคยลงนามกัน ประเทศที่เข้าร่วมตกลงกันทั้ง 15 ประเทศมีประชากรรวมคิดเป็น 30% ของประชากรโลก (เกือบ 2,252 ล้านคน) และมี GDP รวมกันคิดเป็น 30% ของ GDP โลก (กว่า 26.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 817.7 ล้านล้านบาท) มีมูลค่าการค้ารวมคิดเป็น 27.4% ของมูลค่าการค้าโลก (กว่า 10.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 326 ล้านล้านบาท)
ซึ่งการลงนามครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จจากความพยายามของประเทศไทยในการเจรจาในวาระที่ไทยเป็นประธานการประชุมสุดยอดอาเซียน เมื่อปี 2562 ซึ่งความตกลง RCEP นี้ มีการเจรจากันมาอย่างยาวนานตั้งแต่การประกาศให้มีการเริ่มเจรจาจัดทำความตกลง RCEP อย่างเป็นทางการในปี 2556&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป็นความภูมิใจ ที่รัฐบาลจะเพิ่มโอกาส และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้แก่สินค้าไทย ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมเมื่อเปรียบเทียบกับ FTA ที่ไทยมีอยู่เนื่องจากมีการเปิดตลาดยกเว้นภาษีใน RCEP เพิ่มมากขึ้น โดยข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมระดับภูมิภาค (RCEP)นี้ เป็นข้อตกลงที่จะขยายและกระชับความผูกพันของอาเซียนกับออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และนิวซีแลนด์ ซึ่งวัตถุประสงค์ของข้อตกลง RCEP คือการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ทันสมัย ครอบคลุม คุณภาพสูงและเป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจะเอื้อต่อการขยายตัวของการค้าและการลงทุนในภูมิภาคและสนับสนุนการเติบโตและการพัฒนาทางเศรษฐกิจของโลก &amp;nbsp;ดังนั้นจะนำมาซึ่งโอกาสทางการตลาดและการจ้างงานให้กับธุรกิจ และผู้คนในภูมิภาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้ง ข้อตกลง RCEP เป็นข้อตกลงที่ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อวันนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นข้อตกลงสำหรับวันพรุ่งนี้ด้วย &amp;nbsp;เป็นการปรับปรุงความครอบคลุมของเขตการค้าเสรีอาเซียนบวกหนึ่งที่มีอยู่ (FTA ของอาเซียนกับคู่เจรจา 5 ประเทศ) และคำนึงถึงความเป็นจริงทางการค้าที่เปลี่ยนแปลง และเกิดขึ้นใหม่ ร วมถึงยุคของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ศักยภาพของวิสาหกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดย่อม การขยายตัวของภูมิภาค ห่วงโซ่คุณค่า และความซับซ้อนของการแข่งขันในตลาด &amp;nbsp;นอกจากนี้ ข้อตกลง RCEP นี้เป็นการปรับปรุงและเสริมข้อตกลงที่มีอยู่แล้วในบทบัญญัติขององค์การการค้าโลก (WTO) อีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84349</URL_LINK>
                <HASHTAG>RCEP, ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, อนุชา บูรพชัยศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201110/image_big_5faaa56c78091.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> RCEPบรรลุใหญ่สุดในโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฯ ประชุมอาเซียน-ยูเอ็น ครั้งที่ 11 ชง 3 แนวทางขับเคลื่อนพัฒนายั่งยืน จับมือสู้โควิดสร้างวัคซีนสาธารณะ ไทยผนึก 14 ประเทศลงนามอาร์เซ็ป ปลื้มเอฟทีเอฉบับประวัติศาสตร์ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดประตูส่งออกสินค้าเกษตร-อุตฯ-บริการสู่ตลาดโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน เวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้ร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหประชาชาติ ครั้งที่ 11 ผ่านระบบการประชุมทางไกล โดยผู้นำและผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียนจากทั้ง 10 ประเทศ และนายอันโตนิอู กูแตเรซ เลขาธิการสหประชาชาติ เข้าร่วมหารือ ภายหลังเสร็จสิ้น&amp;nbsp; นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเหวียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีเวียดนาม กล่าวว่า การประชุมนี้จัดขึ้นเพื่อรับทราบความคืบหน้าและทบทวนความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหประชาชาติ รวมทั้งการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ 5 ปี ดำเนินการตามปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนที่ครอบคลุมระหว่างอาเซียนกับสหประชาชาติ ปี ค.ศ. 2016-2020 และรับทราบแผนปฏิบัติการฯ ฉบับใหม่ ปี ค.ศ. 2021-2025
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวถึงการต่อสู้กับโควิด-19 การรักษาสภาพอากาศ และการต่อสู้กับความท้าทายใหม่ๆ ผู้นำต้องร่วมมือกันเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ในส่วนของวัคซีนโควิด-19 หวังว่าจะเข้าถึงอย่างทั่วถึง ขอเรียกร้องให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ลดความขัดแย้งในโลก ทั้งนี้ เพื่อเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ สหประชาชาติ (ยูเอ็น) พร้อมเคียงข้างกับอาเซียนในทุกมิติ และขอบคุณอาเซียนที่มุ่งมั่นสนับสนุนการทำงานของยูเอ็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในโอกาสนี้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สหประชาชาติเป็นเสาหลักในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ ส่งเสริมการพัฒนาของประเทศต่างๆ&amp;nbsp; และดูแลแก้ไขปัญหานานัปการ พร้อมชื่นชมบทบาทในการปฏิรูปสหประชาชาติให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะการผลักดันให้วัคซีนและยารักษาโควิด-19 เป็นสินค้าสาธารณะระดับโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายกฯ ได้เสนอแนวทางเพื่อให้สานต่อและขับเคลื่อนการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 3 ประการ คือ 1.การปรับแนวทางการดำเนินการ ด้วยการจัดลำดับสาขาความร่วมมือระหว่างกันใหม่ โดยเน้นการเสริมสร้างความมั่นคงของมนุษย์ ให้อาเซียนสามารถยืนหยัดและรับมือกับภาวะฉุกเฉินและความท้าทายต่างๆ 2.การเปิดโอกาสในการส่งเสริมงานอาสาสมัครภายในประชาคมอาเซียน โดยสามารถแบ่งปันและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านความร่วมมือใต้-ใต้ และความร่วมมือไตรภาคี และ 3.การพัฒนาหุ้นส่วนด้วยการสนับสนุนความเป็นหุ้นส่วนที่เข้มแข็งและมีความรับผิดชอบร่วมกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทั้ง 3 ประการ จะสนับสนุนการดำเนินการตามกรอบแผนฟื้นฟูอาเซียนที่ครอบคลุมและข้อเสนอแนะตามรายงานสรุปเชิงนโยบายของเลขาธิการสหประชาชาติเกี่ยวกับผลกระทบของโควิด-19 ต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และช่วยขับเคลื่อนข้อริเริ่มความเกื้อกูลระหว่างวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ.2025 กับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 ของสหประชาชาติ พร้อมเสนอการร่วมมือระหว่างกัน โดยผ่านกิจกรรมของศูนย์อาเซียนเพื่อการศึกษาและการหารือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ได้ย้ำการยึดมั่นในระบบพหุภาคีนิยม หลักค่านิยมสากล การส่งเสริมความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศ และความตั้งใจของไทยที่จะทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและสหประชาชาติอย่างใกล้ชิดและแข็งขันต่อไป
หนุนวัคซีนโควิดสาธารณะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นในช่วงท้าย เลขาธิการยูเอ็นได้ย้ำถึงสนับสนุนยุทธศาสตร์การฟื้นฟูของอาเซียน การสนับสนุนให้วัคซีนโควิด-19 เป็นสินค้าสาธารณะ การยึดมั่นในความร่วมมือในการรักษาสันติภาพ เพื่อความมั่นคง ตลอดจนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจจะสนับสนุนในสาขาที่เป็นยุทธศาสตร์ และการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ในโอกาสนี้ ยังกล่าวสนับสนุนมาตรการของไทยในด้านความร่วมมือใต้-ใต้ และนโยบายไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การร่วมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมทั้งการบริหารจัดการอย่างรอบด้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา?เวลา 10.30 น. นายกฯ ได้ร่วมการประชุมสุดยอดความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค ครั้งที่ 4 (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) ซึ่งเป็นหนึ่งในการประชุมนอกเหนือจากการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 37 ผ่านระบบประชุมทางไกล ภายหลังการประชุมเสร็จสิ้น&amp;nbsp; โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปผลการประชุมดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีไทยได้กล่าวถ้อยแถลงว่า มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่การประชุมครั้งนี้ สามารถสรุปผลการเจรจาร่วมกันได้ และจะได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม RCEP ซึ่งถือเป็นความตกลงการค้าเสรีฉบับประวัติศาสตร์ โดยทราบดีว่าประเทศสมาชิกต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย เนื่องจากความแตกต่างของระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และความอ่อนไหวที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ และล่าสุดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์เน้นย้ำว่า ความตกลง RCEP เป็นความตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีคุณภาพ มาตรฐานสูง และมีนัยสำคัญต่อการยกระดับความสามารถในการแข่งขันและผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ของทุกประเทศ พร้อมเชื่อว่า การรวมตัวกันของประเทศสมาชิกจะเสริมสร้างให้ภูมิภาค RCEP มีสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยและดึงดูดการค้าการลงทุนจากทั่วโลก ทำให้ประเทศสมาชิกมีความสามารถและความยืดหยุ่นในการรับมือกับปัญหาความท้าทายทางเศรษฐกิจได้มากขึ้นในอนาคต รวมทั้งจะเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปสู่การค้าที่เสรีมากขึ้น ส่งผลให้ภูมิภาคและประชาชนของพวกเราได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมและยั่งยืนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้น นายกฯ ได้เข้าร่วมพิธีลงนามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) โดยผู้แทนจาก 15 ประเทศ ในส่วนของไทย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ลงนาม และนายกรัฐมนตรีเป็นสักขีพยานในการลงนาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายจุรินทร์ให้สัมภาษณ์ก่อนร่วมการประชุมผู้นำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคว่า ในการประชุม จะมีผู้หารือประกอบด้วย กลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ และมีประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ อีก 5 ประเทศเป็นกลุ่มการตกลงทางการค้าการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะมีมูลค่าการค้า หรือจีดีพี ถึงหนึ่งในสามของโลก และตลอดเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ได้มีความพยายามทำให้การเจรจาประสบผลความสำเร็จทั้ง 20 ข้อบท เมื่อปี 2562 ที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน สำหรับประเทศอินเดีย ที่ไม่ได้เข้าร่วมในครั้งนี้ ในอนาคตเมื่อประเมินสถานการณ์เห็นว่ามีความเหมาะสมแล้ว ก็สามารถเข้าร่วมหารือได้ และทั้ง 15 ประเทศ ก็ยินดีต้อนรับให้เข้าร่วมในโอกาสต่อไป อย่างไรก็ตาม ทั้ง 15 ประเทศ ที่มีอยู่ถือเป็นตลาดใหญ่มากแล้วควบคุมทั้งจีดีพีและมีประชากรถึงหนึ่งในสามของโลกแล้ว
เปิดประตูตลาดใหญ่โลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับในการลงนามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจฯ คือเราจะเปิดตลาดการค้าการลงทุนได้ในอีก 14 ประเทศ ในการส่งออกสินค้าและบริการ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา แป้งมันสำปะหลัง สับปะรดสินค้าประมง อาหารแปรรูป น้ำส้ม น้ำมะพร้าว รวมถึงหมวดสินค้าอุตสาหกรรม เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้าพลาสติก เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ รถจักรยานยนต์ และหมวดบริการ ได้แก่ การก่อสร้าง ธุรกิจสุขภาพ ภาพยนตร์ แอนิเมชัน เป็นต้น&amp;quot; รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในช่วงเวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้เข้าร่วมพิธีปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 37 โดยในพิธี นายกรัฐมนตรีเวียดนามได้กล่าวถ้อยแถลง และส่งมอบค้อนประธานอาเซียนให้แก่เอกอัครราชทูตบรูไนประจำเวียดนาม และสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบรูไน ทรงกล่าวถ้อยแถลงตอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายบรรสาน บุนนาค รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 37 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้องของนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 12-15 พ.ย.2563 ทั้ง 14 การประชุมในกรอบอาเซียน และ 2 การประชุมในกรอบอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เป็นประโยชน์ต่อประชาชนไทย ดังนี้&amp;nbsp; 1.ปลอดภัยจากโควิด-19 มีความเข้มแข็งด้านสาธารณสุข และมีภูมิคุ้มกันจากโรคระบาดในอนาคตมากขึ้น? โดยอาเซียนจัดตั้งคลังสำรองอุปกรณ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ การจัดตั้งศูนย์อาเซียนด้านโรคติดต่อและโรคอุบัติใหม่ ซึ่งญี่ปุ่นประกาศให้เงินสนับสนุน 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ออสเตรเลีย อินเดีย และสหรัฐอเมริกา ประกาศให้เงินสนับสนุนกองทุนอาเซียนเพื่อรับมือกับโควิด-19 ประเทศละ 1 ล้านเหรียญฯ นอกจากนี้ ทุกประเทศ รวมทั้งสหประชาชาติได้ยืนยันที่จะร่วมมือกับอาเซียนในด้านการวิจัยและพัฒนาวัคซีน โดยให้ไทยและประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าถึงวัคซีนเป็นประเทศแรกๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.บรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากโควิด-19 และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น? ผ่านกรอบการฟื้นตัวอย่างครอบคลุมของอาเซียน ซึ่งนายกฯ เน้นการให้ความช่วยเหลือ SME กลุ่มเปราะบาง และเศรษฐกิจฐานรากให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุน 3.สร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยและภูมิภาคในระยะยาว? การลงนาม RCEP ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก 4.ช่วยแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนไทย? โดยสหประชาชาติ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ จะให้ความร่วมมือในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดการภัยพิบัติ ในขณะที่ไทย สหรัฐและจีนจะร่วมกันจัดการสัมมนาออนไลน์เพื่อร่วมกันรณรงค์แก้ไขปัญหาขยะทะเล? 5.เยาวชนไทยจะเข้าถึงโอกาสในการศึกษามากขึ้น?โดยประเทศคู่เจรจา ทั้งสหรัฐ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ แสดงความพร้อมที่จะให้ทุนการศึกษา และฝึกอบรมในด้านต่างๆ และ 6.คนไทยจะมีความมั่นคงและปลอดภัยมากขึ้น? โดยเฉพาะการเสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯ ขอขอบคุณข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์อย่างมากจากเอกอัครราชทูต 5 ประเทศ ประกอบด้วย เอกอัครราชทูตออสเตรเลีย, เอกอัครราชทูตอังกฤษ, เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น, เอกอัครราชทูตเยอรมนี และเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ที่เสนอในเวทีเสวนาผ่านสื่อมวลชน ทุกข้อเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศจากผลกระทบโควิด-19 อีกทั้งยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้ดำเนินการอยู่ ทุกเรื่องจะรับไปพิจารณา และมีหลายเรื่องที่ได้ดำเนินการแล้ว ซึ่งจะพัฒนาให้ดีขึ้นอีก เพื่อครอบคลุมภาคส่วนต่างๆ ให้มากขึ้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83944</URL_LINK>
                <HASHTAG>RCEP, จับมือสู้โควิด, ประชุมอาเซียน, สร้างวัคซีนสาธารณะ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาเซียน-ยูเอ็น, เอฟทีเอฉบับประวัติศาสตร์, เอฟทีเอฉบับประวัติศาสตร์ใหญ่ที่สุดในโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201115/image_big_5fb13c3c81b14.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
