<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>67833</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทรัมป์มีสิทธิ์สั่งทหาร เข้าระงับเหตุในรัฐต่างๆ ไหม?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอเกิดกลียุคในอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าจะส่งทหารจากรัฐบาลกลางเข้าไประงับเหตุร้าย ก็มีเสียงต่อต้านจากผู้ว่าการรัฐหลายคนว่าประธานาธิบดีไม่มีสิทธิ์ที่จะสั่งโดยพลการ...จะต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ว่าการรัฐนั้นๆ ก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือต้องได้รับคำร้องขอจากรัฐ จึงจะส่งทหารเข้าไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นชัดเจนระหว่างทรัมป์กับผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กที่ชื่อ Andrew Cuomo
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์ขึ้นทวิตเตอร์ว่านิวยอร์กกำลังกลายเป็นรัฐกลียุคแล้ว ขอให้ผู้ว่าฯ ส่งทหารสำรองพิทักษ์มาตุภูมิ หรือ National Guard จากส่วนกลางโดยด่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ผู้ว่าฯ บอกว่าไม่จำเป็นต้องขอกำลังจากรัฐบาลกลาง เพราะได้เตรียมหน่วยสำรองเอาไว้แล้ว 13,000 คน หากจำเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เกิดคำถามว่า ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายของสหรัฐฯ นั้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถส่งทหารประจำการเข้าไปปฏิบัติการในรัฐต่างๆ หรือไม่?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำตอบก็คือ ทรัมป์สั่งทหารเข้าไปในรัฐต่างๆ ได้...แต่ภายใต้สถานการณ์บางอย่างเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงวันนี้มีทหารสำรอง National Guard หลายพันคนที่เป็นกองกำลังสำรองของกองทัพบกสหรัฐฯ ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่ในบางรัฐแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กว่า 20 รัฐที่กำลังพยายามจะระงับเหตุร้าย เมืองและรัฐเหล่านี้ได้ขอกำลัง National Guard แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่กฎหมายดั้งเดิมที่ออกมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ระบุว่ารัฐบาลกลางที่วอชิงตันสามารถจะ &amp;ldquo;แทรกแซง&amp;rdquo; อำนาจของรัฐได้ในกรณีใดบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายฉบับนี้เรียกว่า Insurrection Act หรือกฎหมายปราบจลาจล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กฎหมายฉบับนี้ระบุว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบล่วงหน้าจากผู้ว่าการรัฐเมื่อเขาพิจารณาแล้วเห็นว่าสถานการณ์ในรัฐนั้นเข้าสู่ &amp;ldquo;สภาวะที่ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้&amp;rdquo; หรือเมื่อ &amp;ldquo;สิทธิของพลเมืองถูกคุกคาม&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งสามารถตีความได้กว้างขวางหลากหลาย ขึ้นอยู่กับมิติมุมมองการเมืองในแต่ละจังหวะเวลาของสถานการณ์ตึงเครียด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เดิมกฎหมายเก่าแก่ฉบับนี้ (ผ่านโดยสภาคองเกรสในปี 1807) มุ่งจะให้อำนาจประธานาธิบดีของรัฐบาลกลางสั่งหน่วยติดอาวุธเข้าระงับเหตุอันเกิดจาก &amp;ldquo;การรุกรานจากศัตรูที่เป็นอินเดียน (แดง)&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมามีการเพิ่มมาตราในกฎหมายฉบับนี้เพื่อขยายอำนาจของประธานาธิบดีในการใช้กำลังทหารเพื่อความไม่สงบในประเทศและเพื่อปกป้องสิทธิพลเมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ขณะเดียวกันผู้รู้ด้านกฎหมายอเมริกันก็แย้งว่ากฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่ออกในปี 1878 กำหนดว่าการที่รัฐบาลกลางจะใช้กำลังทหารเพื่อปฏิบัติการในประเทศนั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอีกกลุ่มหนึ่งก็ตีความว่า กฎหมาย Insurrection Act ให้อำนาจทางกฎหมายเพียงพอสำหรับที่จะให้อำนาจประธานาธิบดีในการสั่งทหารประจำการเข้าควบคุมสถานการณ์ที่เข้าข่ายเป็นภัยคุกคามของความมั่นคงได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเด็นปัญหาจึงอยู่ที่การใช้ดุลพินิจว่าสถานการณ์ในสหรัฐฯ วันนี้เข้าข่ายที่ทรัมป์สามารถอ้างสิทธิในการส่งทหารเข้าปฏิบัติการในรัฐบางรัฐที่เขาเห็นว่าจะต้อง &amp;ldquo;จัดการอย่างเด็ดขาด&amp;rdquo; หรือยัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะทรัมป์เรียกตัวเองว่าเป็น Law and Order President แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีความหมายว่าเขาเป็นผู้นำที่ยึดมั่นในการรักษาความสงบเรียบร้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชัดเจนว่าทรัมป์พูดอย่างนี้เพื่อจะหาเสียงกับคนอเมริกันที่ต้องการให้การประท้วงสงบลงทันที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยเห็นว่าต้องแยกการประท้วงที่สันติเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ George Floyd และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอเมริกันอย่างจริงจังออกจากความรุนแรงที่เกิดจากคนกลุ่มเล็กๆ ที่ฉวยโอกาสสร้างความโกลาหลในความสับสน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนไม่น้อยกลัวว่าทรัมป์แยกสองเรื่องนี้ไม่ออก และจงใจจะสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเองด้วยการใช้อำนาจสั่งการทหารให้เข้าแทรกแซงกิจการของรัฐที่เขาสั่งการไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าอำนาจของประธานาธิบดีอย่างนี้เคยใช้มาก่อนหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เคยหลายครั้ง...แต่การใช้อำนาจเช่นนี้ของประธานาธิบดีครั้งล่าสุดเกิดขึ้นมาเกือบ 30 ปีแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นคือปี 1992 ตอนที่ประธานาธิบดีจอร์จ บุช ผู้พ่อสั่งการให้ทหารส่วนกลางเข้าระงับเหตุวุ่นวายที่ลอสแองเจลิส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนนั้นก็เกิดเหตุคนผิวดำชื่อ Rodney King ถูกตำรวจผิวขาวใช้กำลังเกินเหตุเช่นกัน...จนเกิดจลาจลในหลายๆ เมือง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็ยังไม่เคยมีกรณีทำนองนี้อีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์กำลังจะเขียนประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ใหม่ด้วยการท้าทายผู้ว่าการรัฐหลายแห่งที่ไม่ยอมฟังคำขู่ของตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิกฤติทับซ้อนวิกฤติวันนี้ของอเมริกายังไม่มีใครรู้ว่าจะจบลงอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือเรากำลังเห็นสัญญาณของ &amp;ldquo;สงครามกลางเมือง&amp;rdquo; แห่งปี 2020 ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายนนี้?.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67833</URL_LINK>
                <HASHTAG>Andrew Cuomo, Rodney King, กาแฟดำ, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
