<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>106607</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/06/2021 19:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/06/2021 19:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อเมริกันสังเวยโควิดเกิน600,000ศพ ผลศึกษาชี้ไวรัสโผล่สหรัฐตั้งแต่ธ.ค.62</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ข้อมูลอย่างเป็นทางการเผย สหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยโควิด-19 เสียชีวิตผ่านหลัก 600,000 คนเมื่อวันอังคารที่่ผ่านมา ขณะรัฐแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์กเริ่มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ส่วนใหญ่แล้วหลังการแพร่ระบาดลดลง ผลศึกษาล่าสุดตอกย้ำไวรัสโคโรนาโผล่ในสหรัฐตั้งแต่ปลายปี 2562 ไล่เลี่ยกับที่พบผู้ติดเชื้อในเมืองอู่ฮั่นของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สหรัฐมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เสียชีวิตรายแรกในประเทศเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 จากนั้น 4 เดือน สหรัฐมีผู้ป่วยโควิดเสียชีวิตถึง 100,000 คน แต่จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงฤดูหนาวปี 2563-2564 โดยใช้เวลาเพียงเดือนเศษสหรัฐก็มีผู้เสียชีวิตเพิ่มจาก 300,000 เป็น 400,000 คน ส่วนยอด 100,000 คนล่าสุดนี้ใช้เวลา 4 เดือนเช่นกัน จึงมีผู้เสียชีวิตเพิ่มจาก 500,000 เป็น 600,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่รวบรวมโดยมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ถึงวันพุธตามเวลาไทย สหรัฐมีผู้ป่วยโควิดเสียชีวิต 600,285 คน จากผู้ติดเชื้อมากกว่า 33.48 ล้านคน รายงานของสำนักข่าวเอพีกล่าวว่า จำนวนผู้เสียชีวิตเพราะโควิด-19 ในสหรัฐขณะนี้มีมากกว่าจำนวนของประชากรในเมืองบัลติมอร์ เมืองใหญ่สุดของรัฐแมริแลนด์ หรือมิลวอกี เมืองใหญ่ที่สุดของรัฐวิสคอนซิน และมากพอๆ กับจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในสหรัฐเมื่อปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยอดเสียชีวิตทะลุ 600,000 ศพเมื่อวันอังคารเกิดขึ้นในวันเดียวกับที่รัฐแคลิฟอร์เนียและนิวยอร์กยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ที่มีอยู่เกือบทั้งหมดแล้ว ตามรอยรัฐอื่นๆ ที่เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติทีละขั้น และอาจทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากใช้ชีวิตปกติได้ในช่วงฤดูร้อนปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่มีวัคซีนในช่วงกลางเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา จำนวนผู้เสียชีวิตเพราะโควิดในสหรัฐรายวันเหลือเฉลี่ยแค่วันละประมาณ 340 คน จากที่เคยสูงกว่า 3,400 คนในช่วงกลางเดือนมกราคม ส่วนผู้ติดเชื้อเหลือเฉลี่ยวันละประมาณ 14,000 คน จากที่เคยสูงถึงวันละ 250,000 คนในช่วงหน้าหนาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี เชื่อกันว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่แท้จริงในสหรัฐและทั่วโลกน่าจะสูงกว่ายอดอย่างเป็นทางการมาก เนื่องจากหลายกรณีไม่มีการรายงานหรือสำหรับในบางประเทศอาจถูกปกปิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่จีนพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่นเมื่อปลายปี 2562 ถึงขณะนี้จำนวนผู้เสียชีวิตทั่วโลกตามข้อมูลจากแหล่งทางการของจอห์นส์ฮอปกินส์อยู่ที่ 3,823,787 คน จากผู้ติดเชื้อมากกว่า 176.66 ล้านคน อินเดียและบราซิลมีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตมากเป็นอันดับ 2 และ 3 ของโลก ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวเมื่อวันจันทร์ ยอมรับว่าจำนวนผู้เสียชีวิตกำลังใกล้แตะ 600,000 คนในสหรัฐว่า ในขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่และยอดเสียชีวิตลดลงอย่างมากในสหรัฐ&amp;nbsp; แต่ยังคงมีหลายชีวิตที่สูญเสียและตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะปล่อยการ์ดตก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไบเดนตั้งเป้าหมายว่า จะต้องมีประชากรวัยผู้ใหญ่ในสหรัฐ 70% ฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสภายในวันชาติ 4 กรกฎาคม แต่หลายรัฐทางใต้ยังทำได้ไม่ถึงเป้า ถึงตอนนี้มีประชากรสหรัฐฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสแล้วแค่ 52% หรือ 174 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน เอเอฟพีรายงานว่า มีผลการศึกษาชิ้นใหม่ที่อิงจากการทดสอบแอนติบอดีจากตัวอย่างเลือดของอาสาสมัคร 24,000 รายทั่วสหรัฐ ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม ถึง 18 มีนาคม 2563 ที่พบหลักฐานเพิ่มเติมว่า ไวรัสโคโรนาก่อโรคโควิด-19 หรือ SARS-CoV-2 ปรากฏในสหรัฐตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 เป็นอย่างน้อย หรือหลายสัปดาห์ก่อนหน้าที่สหรัฐจะประกาศการพบผู้ติดเชื้อคนแรกในประเทศเมื่อ 21 มกราคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานผลการศึกษาของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (เอ็นไอเอช) เผยแพร่ในวารสารโรคติดเชื้อทางคลินิก กล่าวว่า แอนติบอดีของไวรัสชนิดนี้ตรวจพบในตัวอย่างของผู้ป่วย 9 ราย ผ่านการทดสอบทางวิทยาเซรุ่มแยกกัน 2 ครั้ง โดยตัวอย่างที่มีผลเป็นบวกชุดแรกมาจากผู้ร่วมการทดลองในรัฐอิลลินอยส์และรัฐแมสซาชูเซตส์เมื่อวันที่ 7 มกราคม และ 8 มกราคม 2563 ซึ่งชี้ว่าไวรัสนี้อยู่ในสองรัฐนี้มาตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2562.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106607</URL_LINK>
                <HASHTAG>SARS-CoV-2, มหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์, สถาบันสุขภาพแห่งชาติ, สหรัฐเสียชีวิตเกืน600000ศพ, แอนติบอดี, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210616/image_big_60c9e96306861.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66781</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2020 14:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2020 14:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;แล็บอู่ฮั่น&#039;รับมีไวรัสโคโรนาค้างคาว 3 สายพันธุ์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ผู้อำนวยการสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โทษว่าทำไวรัสโควิด-19 หลุดจนแพร่ไปทั่วโลก ยอมรับว่าในแล็บมีไวรัสโคโรนามีชีวิตที่พบในค้างคาว 3 สายพันธุ์ แต่ไม่มีสายพันธุ์ไหนที่ตรงกับไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ อาคารห้องปฏิบัติการทดลอง พี4 ที่สถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น ในเมืองอู่ฮั่นของจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งของโลกที่ศึกษาค้นคว้าวิจัยไวรัสที่เป็นเชื้ออันตรายในระดับ 4 (พี4) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่า SARS-CoV-2 หรือไวรัสที่ก่อโรคโควิด-19 ซึ่งพบติดเชื้อในมนุษย์ครั้งแรกที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ของจีน และขณะนี้ได้คร่าชีวิตผู้ป่วยแล้วมากกว่า 342,000 คน จากผู้ติดเชื้อมากกว่า 5.3 ล้านคนทั่วโลก มีต้นกำเนิดในค้างคาว และอาจแพร่เชื้อติดมนุษย์ผ่านสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีทฤษฎีสมคบคิดแพร่สะพัดทางออนไลน์มานานหลายเดือนเรื่องแล็บไวรัสในอู่ฮั่นทำให้ไวรัสนี้ปนเปื้อนสู่ภายนอก ทฤษฎีนี้เป็นข่าวครึกโครมในสื่อกระแสหลักเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ และไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ จับประเด็นมากล่าวโทษจีนอย่างเป็นจริงเป็นจังช่วยหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอ้างว่ามีหลักฐานว่าไวรัสนี้หลุดออกมาจากสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม 2563 กล่าวว่า หวัง เยี่ยนอี้ ผู้อำนวยการสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ซีจีทีเอ็นของทางการจีน ในบทสัมภาษณ์ที่ออกอากาศเมื่อคืนวันเสาร์ ตอบโต้ว่า คำกล่าวของทรัมป์และพวกที่บอกว่าไวรัสหลุดจากแล็บอู่ฮั่นนั้นเป็นการปั้นน้ำเป็นตัวโดยแท้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้อำนวยการหญิงรายนี้ยอมรับว่า ศูนย์นี้แยกและได้ไวรัสโคโรนาบางสายพันธุ์มาจากค้างคาว &amp;quot;ตอนนี้เรามีไวรัสที่มีชีวิตอยู่ 3 สายพันธุ์ แต่พวกมันมีความคล้ายคลึงกับ SARS-CoV-2 มากที่สุดแค่ 79.8%&amp;quot; เธอกล่าวในคำให้สัมภาษณ์ที่ถ่ายทำไว้เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทีมค้นคว้าวิจัยทีมหนึ่งของที่นี่ ซึ่งมีศาสตราจารย์จื้อ เจิ้งลี่ เป็นหัวหน้าทีม ทำการวิจัยไวรัสโคโรนาในค้างคาวมาตั้งแต่ปี 2547 โดยเน้นเรื่อง &amp;quot;การติดตามแหล่งกำเนิดของ SARS&amp;quot; ซึ่งเป็นไวรัสสายพันธุ์ที่ก่อโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส) เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน &amp;quot;เรารู้ว่าจีโนมทั้งหมดของ SARS-CoV-2 คล้ายกับจีโนมของ SARS แค่ 80% ซึ่งแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด&amp;quot; หวังกล่าว และว่า การวิจัยที่ผ่านมาของศาสตราจารย์จื้อจึงไม่ได้ให้ความสนใจมากนักกับไวรัสจำพวกนี้ ซึ่งคล้ายกับไวรัส SARS น้อยมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล็บไวรัสอู่ฮั่นกล่าวว่า พวกเขาได้รับตัวอย่างไวรัสซึ่งเวลานั้นยังไม่รู้จัก เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม และได้จัดลำดับจีโนมของไวรัสเมื่อวันที่ 2 มกราคม แล้วส่งข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อโรคนี้ต่อองค์การอนามัยโลกเมื่อวันที่ 11 มกราคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในคำให้สัมภาษณ์ หวังอ้างว่า ก่อนที่แล็บจะได้รับตัวอย่างไวรัสนี้เมื่อเดือนธันวาคม ทีมวิจัยไม่เคยเจอ หรือวิจัย หรือเก็บไวรัสชนิดนี้ไว้ &amp;quot;ที่จริงก็เหมือนกับทุกคน เราไม่เคยรู้มาก่อนด้วยว่าไวรัสชนิดนี้มีอยู่&amp;quot; เธอกล่าว &amp;quot;แล้วมันจะหลุดรอดออกจากแล็บของเราได้อย่างไรในเมื่อเราไม่เคยมีมัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การอนามัยโลกเคยกล่าวไว้เช่นกันว่า รัฐบาลสหรัฐไม่ได้แสดงหลักฐานเพื่อสนับสนุนคำกล่าวอ้างที่เป็นในเชิงทฤษฎี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จื้อเคยให้สัมภาษณ์กับวารสาร Scientific American ว่าลำดับจีโนมของ SARS-CoV-2 ไม่ตรงกับไวรัสโคโรนาค้างคาวสายพันธุ์ใดที่แล็บของเธอเคยรวบรวมและศึกษามาก่อน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66781</URL_LINK>
                <HASHTAG>SARS-CoV-2, สถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่น, แล็บอู่ฮั่น, โควิด-19, ไวรัสโคโรนา, ไวรัสโคโรนาในค้างคาว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200524/image_big_5eca1f54ed11b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65422</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2020 20:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2020 20:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิจัยจีนพบไวรัสโคโรนาในอสุจิผู้ป่วยโควิด ยังไม่ยืนยันติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คณะนักวิจัยของจีนตรวจพบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แฝงอยู่ในน้ำอสุจิของผู้ป่วยโควิด-19 บางราย แต่ย้ำว่ายังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าไวรัสนี้สามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักข่าวเอเอฟพีเปิดเผยว่า รายงานผลการศึกษาดังกล่าวตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางการแพทย์ JAMA Network Open เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยคณะนักวิจัยของจีนศึกษากับผู้ป่วยชายที่โรงพยาบาลเทศบาลซางฉิว มณฑลเหอหนาน รวม 38 ราย อายุระหว่าง 15 ถึงประมาณ 50 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลการตรวจพบสารพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาในอสุจิของผู้ป่วย 6 คน โดย 4 คนเป็นผู้ป่วยโควิด-19 ในระยะของการติดเชื้อเฉียบพลัน อีก 2 รายอยู่ในระยะฟื้นตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปรกติแล้วโรคโควิด-19 จะแพร่เชื้อได้ผ่านละอองฝอยจากระบบทางเดินหายใจหรือการสัมผัส แต่ก็ยังตรวจพบไวรัสนี้ในน้ำลาย, น้ำปัสสาวะ และอุจจาระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักวิจัยคณะนี้เตือนว่า ผลการศึกษาของพวกเขายังมีข้อจำกัดจากตัวอย่างที่มีจำนวนน้อย และจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อลงความเห็นว่าไวรัสนี้สามารถแพร่เชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากการศึกษาในอนาคตสามารถพิสูจน์ได้ว่าไวรัส SARS-CoV-2 สามารถส่งผ่านเชื้อได้ผ่านเพศสัมพันธ์ การแพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์อาจเป็นส่วนสำคัญของการป้องกันการแพร่เชื้อได้&amp;quot; รายงานฉบับนี้กล่าว และว่า การงดมีเพศสัมพันธ์หรือการใช้ถุงยางอนามัยอาจเป็นหนทางป้องกันสำหรับผู้ป่วยเหล่านี้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65422</URL_LINK>
                <HASHTAG>SARS-CoV-2, ติดต่อทางเพศสัมพันธ์, น้ำอสุจิ, โควิด-19, ไวรัสโคโรนา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200508/image_big_5eb55c286cbac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
