<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115656</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/09/2021 12:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/09/2021 12:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จับตา’ฝน’ 3 เดือน! เปลี่ยนท่วมเป็นทุนสู้แล้งหน้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปีนี้เข้าเดือนกันยายนฝนตกหนัก หลังทิ้งช่วงมานาน มีหลายจังหวัดฝนตกติดต่อกัน จนเกิดน้ำท่วมรุนแรง โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรปราการ ฝนถล่ม4 ชั่วโมงใน 4 อำเภอ เมื่อวันที่ 28-29 ส.ค.ที่ผ่านมา วัดปริมาณน้ำฝนได้ถึง 120 มิลิเมตร ทำให้น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่ง การระบายน้ำล่าช้าจากเมืองที่เติบโตและสิ่งปลูกสร้างกีดขวางทางระบายน้ำ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;พื้นที่ลุ่มต่ำอย่างนิคมอุตสาหกรรมบางปูเสียหายหนัก ทั้งเครื่องจักรโรงงาน รถจมน้ำมิดคัน ไม่พูดถึงบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เดือดร้อนสาหัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปริมาณฝนที่เทกระหน่ำอย่างหนัก ยังมีอีกหลายจังหวัดที่น้ำท่วม อย่าง จ.ระยอง และเขตเมืองพัทยา จ.ชลบุรี จมบาดาล น้ำทะลักเข้าบ้าน รถลอยน้ำ &amp;nbsp;ทำให้ต้องจับตาและเกาะติดสถานการณ์ฝนปีนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้นำมาวางแผนการจัดการน้ำ ให้รอดพ้นจากวิกฤตน้ำท่วม รวมถึง เก็บเกี่ยวหาโอกาสเก็บน้ำฝนที่มีมากในช่วงนี้สำรองไว้เยียวยายาภัยแล้งที่จะมาถึงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า &amp;nbsp; มาไล่เรียงประเด็นกันชัดๆ ผ่านเวทีพูดคุยออนไลน์&amp;rdquo;ชี้ช่องแก้จน เปลี่ยนฝนเป็นทุน&amp;rdquo; จัดโดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. และ SCG เมื่อวันก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุทัศน์ วีสกุล ผอ.สสน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สุทัศน์ วีสกุล ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) กล่าวว่า ปี 2564 ผ่านมาแล้ว 8 เดือน ภาพรวมฝนตกน้อยในบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่เหนือเขื่อนภูมิพลและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จึงทำให้พื้นที่ภาคกลาง มีปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคและบริโภค ขณะเดียวกันลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหลักของประเทศ มีการปลูกข้าวนาปีมาตั้งแต่ต้นฤดูฝน เมื่อฝนทิ้งช่วง ส่งผลกระทบกับชาวนา เฉพาะเดือนสิงหาคมประเทศไทยมีฝนน้อยกว่าค่าปกติ 32%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ฝนน้อย ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนน้อยลง น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีแค่ 1,643 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเมื่อสิ้นสุดฤดูฝนแล้วควรจะมีปริมาณน้ำ ถึง 8,000-12,000 ล้าน ลบ.ม. แต่จริงๆมีแค่1,600 ล้าน ลบ.ม.ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเท่านั้น ถือว่าน้อย เมื่อเทียบกับปี 63 ที่มีปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลัก 5,700 ล้าน ลบ.ม. และแนวโน้มน้ำในเขื่อนจะลดระดับลงอีก เพราะต้องนำไปใช้รักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม และเพื่ออุปโภคบริโภค เป็นหลัก จากรายงานประเทศไทยเคยแล้งที่สุดปี 2558 มีปริมาณน้ำ 1,839 ล้าน ลบ.ม.

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; กล่าวได้ว่า ปีนี้ปริมาณน้ำใช้การมีน้อยที่สุด ทุบสถิติปี 58 ปีที่แล้งที่สุด อีกทั้งยังมีสถานการณ์ที่ต้องจับตา ผอ.สสน. กล่าวว่า สสน. คาดการณ์ฤดูฝนตั้งแต่เดือนกันยายน-ตุลาคมนี้ ประเทศไทยตอนบนจะมีแนวโน้มฝนเพิ่มมากขึ้นและตกมากกว่าปกติ จะทำให้เกิดอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มต่ำบางพื้นที่ และคาดว่าช่วงเดือนนี้จะมีแนวโน้มพายุพัดเข้ามาประเทศไทย 1 ลูก ส่วนราชการต้องเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก แต่ก็เป็นโอกาสดีส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเครือข่ายชุมชน เกษตรกร สามารถกักเก็บน้ำ ในแหล่งน้ำท้องถิ่น ขุดสระ ในพื้นที่การเกษตรเก็บน้ำให้มากที่สุด ช่วยลดน้ำท่วมและมีน้ำไว้ใช้ฤดูแล้งหน้า พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เก็บน้ำสร้างอาชีพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนเดือนพฤศจิกายน ผอ.สสน. กล่าวเตือนว่า มีแนวโน้มสูง ที่มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะมีกำลังแรง อาจมีหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวเข้าสู่อ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้ภาคใต้มีฝนตกหนักจนเกิดน้ำท่วมภาคใต้ พื้นที่เสี่ยงอุทกภัย มีตั้งแต่นครศรีธรรมราช เป็นต้นมา พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา หน่วยงานรัฐและประชาชนควรเตรียมความพร้อมรับมือและเก็บน้ำไว้ใช้เช่นเดียวกัน เพราะจะมีน้ำเพิ่มเข้ามา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; 8 เดือนที่ผ่านมา ไทยมีฝนตกแบบกระจุกตัว ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก และภาคใต้ แต่เป็นการตกแบบกระจุกตัวเฉพาะพื้นที่ จะเห็นฝนตกหนักน้ำท่วมหนักบางจุดเท่านั้น เช่น จังหวัดปราจีนบุรี นครราชสีมา ชลบุรี สมุทรปราการ พังงา กระบี่ เป็นต้น&amp;quot;สุทัศน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; น้ำท่วมนิคมอุสาหกรรมบางปู ระดับน้ำสูงมากกว่า 1 เมตร เมื่อวันที่ 28-29 ส.ค.ที่ผ่านมานั้น สสน. ชี้ว่าเป็นตัวอย่างของ&amp;quot;ฝนกระจุกตัว &amp;quot; ตกหนักเฉพาะจุด โดยฝนตกสะสม 24 ชั่วโมง ได้ปริมาณฝน 115.8 มิลลิเมตร และมีความเข้มข้นฝนสูง 100 มิลลิเมตร ภายใน 3 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ตั้งนิคมอุตสาหรรมบางปู เป็นพื้นที่แอ่งท้องกระทะ มีถนนขวางเส้นทางระบายน้ำ ขณะที่คลองลำสลัด ที่ใช้ระบายน้ำมีขนาดเล็ก แคบและถูกบุกรุก เมื่อระบายน้ำออกจากนิคมลงคลองชายทะเล ไม่มีทางออกทะเลโดยตรง ต้องสูบผ่านสถานีสูบน้ำตำหรุ และสถานีสูบน้ำสุวรรณภูมิ ก่อนหน้านี้ มีการคาดการณ์ล่วงหน้า 3 วัน จะฝนตกหนัก อย่างไรก็ตาม การระบายน้ำใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน จึงจะแห้ง ถ้าไม่มีฝนสะสม
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้ฝนตกมาก แต่ปริมาณน้ำในเขื่อนมีน้อย ดร.รอยล จิตรดอล ประธานกรรมการ สสน. กล่าวว่า ปีนี้ฝนตกมาก แต่น้ำไม่ลงเขื่อน พื้นที่เขื่อนใหญ่ๆ ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกมาก แต่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเวลาฝนมา จะฝนตกหนักและทิ้งช่วงหายไปยาว ถ้าไม่มีพื้นที่เก็บกักน้ำ โอกาสจะประสบปัญหาการเกษตรหนักมาก การบริหารจัดการน้ำต้องทำเป็นเครือข่าย ปัจจุบัน สสน. ทำงานร่วมกับเครือข่าย 1,700 หมู่บ้าน ขับเคลื่อนการจัดการน้ำ ต่อยอดสู่การจัดการเกษตร การจัดการเงินและการตลาด

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; แต่สิ่งที่ไม่อยากเห็นเที่ยวนี้ ในช่วงที่เกิดโควิด คนไม่มีงานทำขาดรายได้กลับบ้าน 4-5 ล้านคน มีเกษตรกรในพื้นที่อยู่แล้ว 5-6 ล้านครัวเรือน เกษตรกรจะกลายเป็นสมาชิกส่วนใหญ่ของประเทศ เราไม่อยากเห็นภาพเหมือนปี 2542 พอเศรษฐกิจฟื้น คนแห่กลับเข้าเมือง ซึ่งในสภาวะแวดล้อมแบบนี้ โรคระบาดจะกลับมาได้อีก ฉะนั้น ทำอย่างไรจะพัฒนาอาชีพอคนที่ยู่ในพื้นที่ได้เลย เรามีตัวอย่างความสำเร็จกระจายทุกภูมิภาค ซึ่งพร้อมจะเป็นพี่เลี้ยง น้ำคือ ทุน และจุดเริ่มต้น &amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประธาน สสน. ได้ยกตัวอย่าง จ.แพร่ เป็นจังหวัดที่จนติดอันดับ 2 ของภาคเหนือ แต่เมื่อได้พัฒนาศูนย์น้ำจังหวัด แก้ไขปัญหาการบริหารอ่าง เกิดการจัดการน้ำระดับจังหวัด โดยสำรวจพื้นที่มีอ่างเก็บน้ำ 163 อ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ค่อยๆ ทยอยฟื้นอ่าง บริหารจัดการน้ำ นำมาสู่การบริหารการผลิต และบริหารการขาย ทำให้ชาวบ้านฐานะดีขึ้น จังหวัดแพร่เจอวิกฤตแล้งปี 2558 2562 และ 2563 หลังเริ่มบริหารน้ำ ไม่ใช่สร้าง คำว่า&amp;rdquo; ท่วม&amp;rdquo; และ&amp;rdquo;แล้ง&amp;rdquo; แทบจะหายไปเลย ส่วนเขาหัวโล้นฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ อ่างเก็บน้ำสลอยความจุ 7 แสน ลบ.ม. ปรับใหม่ได้เพิ่มมาเป็น 1.2 ล้าน ลบ.ม. ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ถ้าสร้างเครือข่ายจัดการน้ำชุมชตามแนวพระราชดำริในหลวง ร.9 จะทำให้มีน้ำทำเกษตรตลอดปี แก้ท่วม แล้ง

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า น้ำในเขื่อนแปรปรวนมาก ประชาชนจะพึ่งน้ำในเขื่อนอย่างเดียวไมได้ ปีหน้ายังมีโอกาสเผชิญน้ำแล้งอีก ควรสำรองน้ำในพื้นที่เกษตรของตัวเอง ดักน้ำหลากเข้าเก็บในแหล่งน้ำ&amp;rdquo; ดร.รอยลย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ฝนตกหนักติดต่อกันส่งผลน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมบางปู และ4 อำเภอ จ.สมุทรปราการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงสอนให้พอมี พอกิน อีกประการหนึ่งโควิดให้บทเรียน เศรษฐกิจทรุดตัว คนหลายล้านกลับถิ่นฐาน อยู่บ้านจะมีกินมั้ย เวลานี้ดินทุกกระเบียดนิ้วต้องทำประโยชน์ได้ พื้นที่เล็กๆ หลังบ้านอย่าปล่อยปละละเลย ปลูกผัก ทำบ่อขนาดเล็ก ผลิตอาหารเพื่อตัวเอง เศรษฐกิจพอเพียงเป็นกระบวนการความคิด สอนให้คิดมีน้ำเท่านี้ จะใช้น้ำอย่างไร ชุมชนต้องประเมินต้นทุนน้ำ วางแผนเพาะปลูกแต่ละแปลงก่อนทำการเกษตร ปรับตามสภาพ จะเจอความสุขในชีวิตไม่ใช่ความสนุก

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; บ้าน ชุมชน มีบ่อหรือสระอยู่แล้ว ให้เก็บน้ำมากที่สุด ให้บริหารน้ำเหมือนเงินเดือน เงินออกแล้ว แต่ต้องใช้ไปอีก 29 วัน ฝนที่จะมาใน 3 เดือนนี้ ต้องพร้อมเก็บ เพื่อให้พอใช้อีก 9 เดือนข้างหน้า ก่อนเข้าฤดูฝนปีหน้า เป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน ประโยชน์จะเกิดขึ้น &amp;ldquo; ดร.สุเมธ บอก

&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สุเมธ กล่าวว่า ภูมิคุ้มกันที่ ร.9 ทรงฝากไว้ในเศรษฐกิจพอเพียง คือ การเตรียมพร้อมเผชิญสิ่งต่างๆ โดยมีเรามีชีวิตรอด และเผื่อแผ่ไปสู่คนรุ่นลูกหลาน ถ้าทำได้จะเกิดความยั่งยืน ฝากคนกลับถิ่นให้สนใจและลองทำการเพาะปลูกพืชเกษตรโตเร็ว เช่น ไผ่ ซึ่งรองรับการเติบโตของประชากรที่เพิ่มขึ้น ก่อนวางแผนระยะกลาง และระยะยาว ทฤษฎีใหม่ในหลวงทรงวางไว้ 3 ขั้นตอน เหลือกินใช้ นำไปขาย และขยับสู่วิสาหกิจชุมชนที่เป็นเศรษฐีได้ อย่าเข้าใจด้วนๆ แล้วหยุด ขอให้แสวงหาโอกาส &amp;ldquo;&amp;nbsp;ดร.สุเมธ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากสถานการณ์น้ำที่น่ากังวล ปัจจุบันโรคระบาดโควิดยังไม่คลี่คลาย คนจำนวนมากกลับคืนถิ่นด้วยฤทธิ์โควิด หันมาทำเกษตรที่บ้าน เรียนรู้และลงมือจัดการน้ำ เอาตัวรอดจากวิกฤต ล่าสุด พวกเขามาชี้ช่องแก้จน เปลี่ยนฝนเป็นทัน สื่อสารถึงการสร้างโอกาสเก็บน้ำฝนในช่วง 3 เดือนนี้ ไว้เป็นทุนรับมือกับภัยแล้งปีหน้า

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ยศวัจน์ ผาติพนมรัตน์ กลับบ้านเกิด อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี เมื่อ 5 ปีก่อน หาทางแก้หนี้หลักล้าน จนพบทางออกใช้น้ำเป็นทุนขุดบ่อเลี้ยงปลา แปรรูปเป็นปลาส้ม สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ทำให้สามารถจัดการหนี้เดิมหมดแล้ว และขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้นจัดตั้งวิสาหกิจวังธรรม

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;&amp;nbsp;ผมขุดบ่อรอบบ้าน จับปลาจากบ่อและอีกส่วนซื้อจากตลาดนำมาแปรรูปเป็นสินค้าปลาส้ม ได้ผลตอบแทนเร็วมาก มีทั้งสูตรโบราณและสูตรที่พัฒนาใหม่ ปัจจุบันวางขาย 2 อำเภอ 4 จุดบริการ รายได้จุดละ 1,000 บาทต่อวัน หนี้่ผมไม่มีแล้ว ส่วนวิสาหกิจวังธรรม วางแผนการใช้น้ำอย่างเหมาะสม เลี้ยงอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด เพิ่มช่องทางขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ปัจจุบันมีสมาชิก 3 ตำบล ขุดบ่อเลี้ยงปลา ผลประกอบการส่งต่อมอบทุนการศึกษาในลูกหลานในชุมชนเกิดเป็นภูมิคุ้มกัน &amp;quot;ยศวัจน์เล่า

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เกษตรกรหญิง อลิสสา อุ่นเมือง อดีตพนักงานห้างดังในเมืองกรุง ปัจจุบันร่วมเครือข่ายการจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ ต.ขุนควร อ.บ่ง จ.พะเยา บอกว่า เจอโควิดมารอบ 3 ตัดสินใจกลับบ้าน มาช่วยแม่เก็บมะขามขาย แต่เก็บได้ปีละครั้ง ก็คิดหาทางมีรายได้ตลอดปี แต่เรามีต้นทุนทางเกษตร ที่ดิน และสระน้ำที่ชุมชนเก็บน้ำฤดูฝนไว้ใช้หน้าแล้ง จึงเกิดความคิดปลูกผักระยะสั้น ใช้น้ำน้อย เช่น แตงกวา แตงไท มะเขือเทศ พริก มะเขือพวง มีรายได้ 5,000 บาทต่อวัน พออยู่พอกิน ไม่มีค่าใช้จ่าย โควิดทำให้เราคิดได้ว่า บ้านเกิดเป็นที่พักพิงและจุดเริ่มต้นไม่รู้จบ ตอนนี้ยังต่อยอดขายผักท้องถิ่นผ่านออนไลน์ เช่น ผักหวานป่า หาทางถนอมอาหาร ทุกวันนี้หาทางเก็บน้ำฝนให้มากที่สุด เพราะนี่คือทุนของชีวิตที่ไม่ต้องลงทุน

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จันทร์สุดา กุศลสอนนาม แรงงานก่อสร้าง ผู้กระทบจากโควิดปิดแคมป์ ตัดสินใจกลับขอนแก่นหันมาทำเกษตร กล่าวว่า หนีโควิดกลับบ้าน ได้มาเรียนรู้ทำเกษตรกับเครือข่ายจัดการน้ำชุมชนป่าภูถ้ำกับพ่อเข็ม เดชศรี ได้รับความช่วยเหลือพ่อเข็มแบ่งที่นา 5 ไร่ และบ่อเลี้ยงปลา 1 บ่อ เพื่อทำกิน ปัจจุบันเลี้ยงปลาหมอ ปลูกพริก มะเขือ ชุมชนนี้มีต้นทุนน้ำ จากการเก็บน้ำตั้งแต่ปี 60 ก็ใช้น้ำแบบประหยัด ใช้น้ำมือสองเหลือจากบ่อปลา ตอนนี้ฝนตกเริ่มเก็บในแหล่งน้ำ เพื่อหาทุนไว้สู้ในอนาคตอีก 3-4 ปี พ่อเข็มสอนให้วางแผนบริหารจัดการที่ดินและน้ำ จะมีน้ำพอใจ คนจะลำบากน้อยลง ปุ๋ยจากขี้วัว เป็ด ไก่ มาใส่พืชผล ไม่ใช้สารเคมี

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; เป็นคนงานก่อสร้างที่กรุงเทพฯ มา 20ปี ค่าแรงวันละ 500 บาท เคยถูกโกงค่าแรง ก่อนกลับขอนแก่นนายจ้างโกงค่าแรงเกือบ30,000 บาท แต่มาทำเกษตร รายจ่ายลดลง ไม่ต้องซื้อผักปลา ปลูกผักกินเอง แล้วยังรับจ้างต่อเติมบ้าน ก่อสร้างในพื้นที่ด้วย ไม่คิดกลับกรุงเทพฯ อีกแล้ว อยู่นี่มีอยู่มีกิน ฝนที่จะตกใน2 เดือนนี้ ต้องช่วยกันเก็บ &amp;ldquo; เสียงจากจันทร์สุดา คนคืนถิ่น ชวนคนไทยเปลี่ยนฝนเป็นทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115656</URL_LINK>
                <HASHTAG>SCG, น้ำท่วมสมุทรปราการ, น้ำท่วมเมืองพัทยา, มูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210905/image_big_6134503744359.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114286</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 20:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 19:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MEA ร่วมสนับสนุน กทท. เปิดรพ.สนาม และศูนย์แยกกักตัวในชุมชน Community Isolation รองรับผู้ป่วย COVID-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;วันนี้ (23 สิงหาคม 2564) เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) นายวิลาศ เฉลยสัตย์ รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ร่วมพิธีเปิดโรงพยาบาลสนามและศูนย์แยกกักตัวในชุมชน (Community Isolation : CI) ที่โกดังสเตเดียมของ กทท. เพื่อรองรับผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา&amp;nbsp; (COVID-19)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองผู้ว่าการ MEA กล่าวว่า MEA ในฐานะรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ดูแลระบบจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ได้ยกระดับความสำคัญของการจ่ายไฟฟ้าให้กับโรงพยาบาลสนามและศูนย์พักคอย เพื่อให้ระบบไฟฟ้ามีความมั่นคง ปลอดภัย ซึ่งประกอบด้วยการดำเนินงานต่าง ๆ เช่น การตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์บนเสาไฟฟ้าให้จ่ายไฟฟ้าได้อย่างมั่นคง ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ชำรุดเสื่อมสภาพ เตรียมพร้อมระบบไฟส่องสว่างฉุกเฉินภายในโรงพยาบาลสนาม ตลอดจนการเตรียมพร้อมระบบการจ่ายไฟฟ้าสำรอง และการดำเนินงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาด เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับศูนย์ CI ของ กทท. แห่งนี้ เกิดจากความร่วมมือระหว่าง กทท. โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ โรงพยาบาลนวเวช SCG PTTOR สำนักงานเขตคลองเตย และ MEA อยู่บนพื้นที่ 15 ไร่ของโกดังสเตเดียม กทท. เพื่อใช้เป็นโรงพยาบาลสนาม และเป็นศูนย์แยกกักตัวสำหรับชาวชุมชนที่ตรวจพบเชื้อ COVID-19 ที่เป็นผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว และผู้ป่วยกลุ่มสีเหลือง ที่มีอาการไม่รุนแรงมาก รวมจำนวนรองรับผู้ป่วยได้ 300 เตียง ซึ่งจะช่วยควบคุมการแพร่ระบาดและลดปัญหาการติดเชื้อของสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้น รวมทั้งเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้เข้าสู่กระบวนการรักษาโดยเร็ว อันจะเป็นการลดโอกาสที่ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ MEA มีความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือแก่โรงพยาบาลสนามทุกแห่ง ทั้งด้านการออกแบบ และการติดตั้งระบบไฟฟ้า พร้อมจัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าและให้บริการแก้ไขไฟฟ้าขัดข้อง ตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Energy for city life, Energize smart living&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;


	Facebook : https://www.facebook.com/497340003626475/posts/4935970776430020/
	Website : https://mea.or.th/content/detail/87/6060
	Twitter : https://twitter.com/mea_news/status/1429770366419816451?s=21
	Gnews : https://gnews.apps.go.th/news?news=90632
	Line OA : https://timeline.line.me/post/_dQn9zGwXj83CxqzRN98kNgtqOGsCdIGLMSbrTR8/1162971853001062423
	Instagram : https://www.instagram.com/p/CS6mP3DBftL/?utm_medium=copy_link

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114286</URL_LINK>
                <HASHTAG>Community Isolation : CI, Energize smart living, Energy for city life, MEA, PTTOR, SCG, กทท., กระทรวงมหาดไทย, การท่าเรือแห่งประเทศไทย, การไฟฟ้านครหลวง, นายวิลาศ เฉลยสัตย์, พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร, ระบบไฟฟ้า, ศูนย์ CI, สำนักงานเขตคลองเตย, เรือโท กมลศักดิ์ พรหมประยูร, โรงพยาบาลนวเวช, โรงพยาบาลสนามและศูนย์แยกกักตัวในชุมชน, โรงพยาบาลเกษมราษฎร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_61239bae16ccb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99853</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2021 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2021 17:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปรับให้“บ้านเย็น”รับหน้าร้อน ประหยัดพลังงาน ค่าไฟไม่บาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ย่างก้าวเข้าสู่ฤดูร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยก็สูงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งพื้นที่ไหนมีปัญหา &amp;ldquo;บ้านร้อน&amp;rdquo; แทนที่บ้านจะเป็นพื้นที่สร้างความผ่อนคลาย ก็อาจทำให้สมาชิกภายในบ้านหงุดหงิดอยู่ไม่ติดบ้าน แต่กลับต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศเปิดกันทั้งคืนทั้งวันให้บ้านเย็นฉ่ำ และคงต้องผวากับค่าไฟที่แพงขึ้น วันนี้มีแนวทางและนวัตกรรมดีๆ ที่น่าสนใจในการปรับปรุงให้ &amp;ldquo;บ้านเย็น&amp;rdquo; ซึ่งทั้งประหยัดพลังงาน ประหยัดเงินค่าไฟ และรักษาสิ่งแวดล้อมมาแนะนำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความร้อนในบ้านส่วนใหญ่มักมาจากแสงแดดที่ส่งผ่านมาทางหลังคาและฝ้าเพดาน ตลอดจนผนังบ้าน การลดความร้อนให้บ้านอาจเริ่มด้วยวิธีง่ายๆ อย่างเช่น การติดตั้ง &amp;ldquo;ฉนวนกันความร้อน&amp;rdquo; ป้องกันความร้อนที่ส่งผ่านเข้ามาในบ้าน รวมถึงช่วยสะท้อนรังสีความร้อนออกไปด้วย ซึ่งการติดตั้งฉนวนบริเวณโถงหลังคาจะช่วยลดความร้อนได้มากกว่าส่วนอื่น เพราะความร้อนกว่า 70% จะเข้าสู่ตัวบ้านจากหลังคา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หากต้องการตัวช่วยระบายภายในบ้าน เนื่องจากเจอปัญหาบ้านร้อนอบอ้าวอยู่ตลอดเวลา การแก้ปัญหาที่ตรงจุดต้องใช้หลักการถ่ายเทอากาศที่เย็นกว่าจากภายนอก เพื่อระบายอากาศร้อนในบ้านออกจากหลังคา ซึ่งแก้ปัญหาได้ด้วยการติดตั้งนวัตกรรมการะบายอากาศ &amp;ldquo;SCG Active AIRflow&amp;trade; System&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นวัตกรรมที่ถูกคิคค้นมาเพื่อแก้ปัญหาบ้านอย่างตรงจุดและครบวงจร ที่จะทำให้ผู้อยู่อาศัยลืมปัญหาบ้านร้อนอบอ้าวไปได้เลย ตอบโจทย์ทั้งแนวคิดบ้านเย็นและบ้านประหยัดพลังงาน แถมยังช่วยลดการสะสมเชื้อโรคและความอับชื้น ลดความเสี่ยงของอาการภูมิแพ้อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวใจสำคัญของ &amp;ldquo;SCG Active AIRflow&amp;trade; System&amp;rdquo; คือการสร้างสภาวะอยู่สบายภายในบ้านผ่านการทำงานโดยระบบอัตโนมัติ จาก 3 อุปกรณ์ที่ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย ช่องเติมอากาศติดผนัง (Intake Air Grille), ชุดระบายอากาศฝ้าเพดาน (Ceiling Ventilator หรือ CV) และชุดกระเบื้องระบายความร้อนในโถงหลังคา (Solar Roof Tile Ventilator หรือ SRTV)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การติดตั้งระบบหลังคา โซลาร์ เอสซีจี (SCG Solar Roof Solutions) นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการทำบ้านเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่อยู่กันเป็นครอบครัวที่มีการใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดค่าไฟได้ถึง 60% แล้ว ยังอาจเป็นช่องทางในการเพิ่มรายได้อีกด้วย สามารถเช็กลิสต์ได้ง่ายๆ เพื่อตรวจสอบว่าบ้านเหมาะสำหรับการติดตั้ง SCG Solar Roof หรือไม่ ดังนี้ ใช้ไฟช่วงกลางวันมากกว่ากลางคืน และค่าไฟฟ้าต่อเดือนสูงกว่า 3,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเช็กลิสต์ผ่านทั้งสองข้อ ขั้นตอนถัดไปเป็นหน้าที่ของทีมผู้เชี่ยวชาญจากเอสซีจีในการตรวจเช็กสภาพหลังคา และโครงสร้างก่อนการออกแบบและติดตั้งอย่างละเอียด เพื่อประเมินความเหมาะสม มั่นใจในประสิทธิภาพตลอดอายุการใช้งาน เพื่อให้เหมาะสมกับโครงสร้างหลังคา ส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างสูงสุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การติดตั้งระบบหลังคา โซลาร์ เอสซีจี ไม่เพียงช่วยให้ประหยัดค่าไฟ แต่ยังเป็นตัวช่วยสำคัญที่สามารถนำพลังงานจากธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด เพราะเหมาะกับการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ในตอนกลางวันและใช้งานเองเป็นหลัก แต่หากมีส่วนที่ใช้เหลือก็สามารถขายคืนได้ โดยการไฟฟ้าฯ จะรับซื้อคืนที่ 2.20 บาท/หน่วย แถมยังช่วยให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น เนื่องจากสามารถดูยอดเงินที่ประหยัดได้แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน SCG Solar Solutions เพื่อติดตามผลการผลิตไฟฟ้าและแสดงผลเป็นยอดเงินได้แบบรายวัน รายเดือน และรายปี เพื่อให้แน่ใจว่าระบบโซลาร์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียกได้ว่าลงทุนครั้งเดียว แต่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้หลายอย่างเลยทีเดียว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99853</URL_LINK>
                <HASHTAG>SCG, บ้านร้น, โซลาร์ เอสซีจี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607c047fdea09.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27952</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/01/2019 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/01/2019 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เอสซีจีโวยอดขายปี 61 โต 6% แต่กำไรวูบ 19%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ม.ค. 2562 นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่าปี 2561 บริษัทมีผลประกอบการปี 2561 มีรายได้จากการขาย 478,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6% ซึ่งเป็นยอดขาย สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม 184,965 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 5% ต่อปีก่อน คิดเป็น 39% ของยอดขายรวม ขณะที่ทำกำไรสำหรับปีนี้ได้ 44,748 ล้านบาท ลดลง 19% เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกทั้งสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ผันผวน และการแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบต่อภาพรวมผลประกอบการของเอสซีจี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในปี 2562 บริษัทมีแผนลงทุน 60,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 46,000 ล้านบาท มีกระแสเงินสด 57,000 ล้านบาท มีหุ้นกู้ครบกำหนดออกทดแทน 15,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในต่างประเทศในโครงการที่มีศักยภาพและคุ้มค่าการลงทุน รวมถึงการลงทุนในส่วนของสตาร์ตอัพชั้นนำที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิตอลประมาณ​ 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนมีสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 10-15% และเน้นการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาให้มากขึ้นจากปีก่อนอยู่ที่ 4,700 ล้านบาท รวมถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน ตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2562 เติบโต 5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยคาดปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศปีนี้น่าจะเติบโตได้ 3-5% จากปีก่อนโต 3% โดยประเมินความต้องการใช้ปูนจะขยายตัวในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ต่อเนื่องจากครึ่งหลังของปีที่ผ่านมาสามารถเติบโตได้ดีซึ่งต้องติดตามแนวโน้มการลงทุนครึ่งหลังของปีนี้อีกครั้งว่าจะมีทิศทางอย่างไร ส่วนการเมืองในประเทศจะมีผลต่อธุรกิจมากน้อยแค่ไหนนั้น ยังเร็วเกินไปที่จะประเมิน ต้องรอผลเลือกตั้งให้มีความชัดเจนอีกครั้ง&amp;rdquo;นายรุ่งโรจน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปี 2562 เอสซีจียังคงเน้น 2 กลยุทธ์หลัก คือ การสร้างเสถียรภาพทางการเงินเพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของเอสซีจีในปีที่ผ่านมาโต 9% ซึ่งถือว่าแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับผลประกอบการของอุตสาหกรรมในภาพรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลยุทธ์ที่สอง คือการบริหารจัดการการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว โดยเน้นการพัฒนานวัตกรรมโมเดลธุรกิจใหม่ๆ เช่น การให้บริการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำสำหรับผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ การขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนด้วยการออกแบบบรรรจุภัณฑ์รวมกับลูกค้า การให้บริการสำรวจความเสียหายโครงสร้างอาคารด้วยอุปกรณ์ทางวิศวกรรมที่แม่นยำ เป็นต้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคมและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในระยะยาว เอสซีจีจะเดินหน้าขยายโอกาสส่งออกนวัตกรรมสินค้าและบริการตามทิศทางตลาดโลกเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และเร่งเดินหน้าโครงการลงทุนที่จะช่วยสร้างการเติบโตให้ธุรกิจได้ในอนาคตทั้งตลาดอาเซียนที่ขยายตัวต่อเนื่องรวมถึงตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและเติบโตรวดเร็วเช่น การส่งออกสินค้าเคมีภัณฑ์ไปยังตลาดจีน และการรุกธุรกิจค้าปลีกและโลจิสติกส์ในภูมิภาคต่างๆ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27952</URL_LINK>
                <HASHTAG>SCG, กำไรลด, บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย, ผลประกอบการปี 61, ยอดขายพุ่ง, แผนลงทุน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180529/image_big_5b0c37e1e36f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18377</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2018 09:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2018 09:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟท.ชงเคาะประมูลที่ดินเชิงพาณิชย์สถานีบางซื่อ SCG-Central รอชิงเค้ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รฟท.ชงสคร.เคาะประมูลที่ดินบางซื่อหมื่นล้าน SCG-Central รอชิงเค้ก เร่งเคลียร์บ.ลูกรับสายสีแดง แจงค่าโดยสาร 14-45 บาท ปักหมุด &amp;lsquo;รังสิต&amp;rsquo; เป็น &amp;nbsp;Interchange station พร้อมแจงแผนลงทุนทางคู่เฟส 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการจัดตั้งบริษัทลูกด้านทรัพย์สินนั้นขณะนี้อยู่ในขั้นตอนจัดตั้งบริษัทภายในปีหน้า ส่วนการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์สถานีกลางบางซื่อนั้นจะเริ่มจากแปลงเอ พื้นที่ 32 ไร่วงเงิน 1.1 หมื่นล้านบาทนั้นจะมีการประชุมคณะกรรมการร่วมทุนตามมาตรา 35 ในวันนี้ 26 ต.ค.นี้หากได้รับอนุมัติจะส่งเรื่องไปกระทรวงคมนาคมและสคร.ต่อไป คาดว่าจะสามารถเปิดประมูลได้ในช่วงไตรมาสแรก 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวแจ้งว่าพื้นที่แปลงเอจะเป็นแห่งแรกในสถานีกลางบางซื่อที่จะเปิดประมูล โดยกายภาพนั้นจะมีรางรถไฟตัดผ่านกลางพื้นที่ดังนั้นจึงแบ่งพื้นที่เชิงพาณิชย์เป็นสองฝั่งโดยอาจจะทยอยพัฒนาทีละฝั่งแต่คงต้องเปิดให้บริการภายในต้นปี 2564 เมื่อเปิดเดินรถไฟชานเมืองสายสีแดง ทั้งนี้ล่าสุดบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCC และ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด (Central Group) แสดงความสนใจ เนื่องจากเป็นพื้นที่ใกล้กับจุดยุทธศาสตร์เชิงที่ตั้งของทั้งสองบริษัท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวุฒิ กล่าวต่อว่าส่วนความคืบหน้าการก่อตั้งบริษัทลูกด้านเดินรถนั้นต้องชะลอการก่อตั้งออกไปก่อนเป็นปี 2562 เพราะต้องรอปรับโครงสร้างบริษัทลูก รฟฟท. ที่ต้องบริหารแอร์พอร์ตลิงก์ต่ออีก 2 ปีภายหลังลงนามสัญญาโครงการสามสนามบิน ดังนั้นช่วงปลายปีหน้า-2563 จะเร่งฝึกอบรมบุคลากรจำนวนมากเพื่อเปิดบริการรถไฟสายสีแดงช่วงรังสิต-บางซื่อ ในเดือน ม.ค. 2564 เบื้องต้นคาดว่าปริมาณผู้โดยสารจะสามารถถึงจุดคุ้มทุน(Breakeven) ได้ตั้งแต่ปีแรกคือ 8 หมื่นคน/วัน ส่วนด้านราคานั้นคงอิงจากราคารถไฟฟ้าเป็นเกณฑ์มีราคาเฉลี่ยที่ 34 บาทต่อการเดินทางหนึ่งครั้ง โดยราคาเริ่มต้นที่ 14-15 บาทและราคาสูงสุดไม่เกิน 45 บาท ส่วนสถานีที่รฟท.เชื่อว่าจะมีผู้โดยสารจำนวนมากจนต้องพัฒนาเป็นสถานีหลักที่มีจุดเชื่อมต่อการเดินทางกับระบบขนส่งมวลชนอื่นคือสถานีรังสิต ทั้งนี้เชื่อว่าปริมาณผู้โดยสารจะมากกว่ารถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรวุฒิ กล่าวอีกว่าความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่ เฟส 2 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ขณะนี้กระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างเสนอโครงการให้สภาพัฒน์พิจารณาความเหมาะสมในการลงทุน เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถเสนอเข้าสู่ ครม. ได้ภายในปลายปีนี้ก่อนทยอยเปิดราคาในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าเป็นรายเส้นทางไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพัฒน์ว่าจะเลือกเส้นไหนบ้าง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเบื้องต้นจากการพิจารณาในมุมของ รฟท.นั้นพบว่าเส้นทางที่มีศักยภาพควรลงทุนนั้นส่วนใหญ่เน้นทางภาคอีสานเพราะสามารถขนส่งได้ทั้งผู้โดยสารและสินค้าเชื่อมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษไทย-สปป.ลาวและเชื่อมต่อกับเส้นทางโลจิสติกส์กลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง(GMS) เช่น ไทย-สปป.ลาว-จีน อาทิ รถไฟทางคู่ ช่วงขอนแก่น-หนองคาย ระยะทาง 174 กม. วงเงิน 2.6 หมื่นล้านบาท &amp;nbsp;รถไฟทางคู่ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 309 กม.วงเงิน 3.7 หมื่นล้านบาทและรถไฟทางคู่สายใหม่บ้านไผ่-นครพนม ส่วนภาคใต้นั้นเน้นลงทุนต่อขยายเส้นทางเพื่อเพิ่มขีดการรองรับผู้โดยสารสนับสนุนการท่องเที่ยว อาทิ รถไฟทางคู่ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 167 กม. วงเงิน 2.4 หมื่นล้านบาท และรถไฟทางคู่ ช่วงสุราษฎร์ธานี-สงขลา ระยะทาง 324 กม. วงเงิน 5.7 หมื่นล้านบาทเป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18377</URL_LINK>
                <HASHTAG>Central, SCG, การรถไฟแห่งประเทศไทย, จัดตั้งบริษัทลูกด้านทรัพย์สิน, วรวุฒิ มาลา, สถานีกลางบางซื่อ, เปิดประมูลที่ดินเชิงพาณิชย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180925/image_big_5ba999941aa56.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8938</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย  ใส่ใจพลัดตกหกล้ม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีการเสวนาเรื่อง &amp;ldquo;ก้าวสู่สังคมผู้สูงวัย ใส่ใจพลัดตกหกล้ม&amp;rdquo; ภายในงานรณรงค์ป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ เตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ในปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 11 ล้านคน บางจังหวัดมีผู้สูงอายุมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งในภาพรวมของประเทศนั้น เราพบว่ามีผู้สูงอายุที่พลัดตกหกล้มประมาณปีละ 1-2 พันคน หรือเฉลี่ยวันละ 3 คน ส่วนใหญ่มาจากการลื่นสะดุดหรือก้าวพลาดบนพื้นระดับเดียวกันมากถึงร้อยละ 62 และร้อยละ 6 เกิดจากการตกหรือล้มจากบันได ซึ่งผู้สูงอายุเกินครึ่งยังมีความจำเป็นต้องขึ้น-ลงบันได ซึ่งการพลัดตกหกล้มก็มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งปัญหาที่พบนั้นก็จะทำให้เกิดปัญหากระดูกหักจนทำให้เป็นผู้ป่วยติดเตียง กลายเป็นภาระของคนในครอบครัวหรือบุตรหลานในการเฝ้าดูแล หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต ดังนั้นสิ่งสำคัญจึงต้องมีการให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้เกิดการหกล้ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.อัษฎางค์กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ จากข้อมูลของสถานการณ์พลัดตกหกล้มนั้นมี 2 ส่วนคือ 1.ส่วนใหญ่จะพลัดตกหกล้มนอกบ้านประมาณ 60% ดังนั้นในการแก้ปัญหาคือ จะต้องมีสภาพของพื้นรองเท้าที่เหมาะสม สวมใส่ง่าย พื้นมีดอกยาง ไม่ลื่น ไม่ใช่รองเท้าสายคีบ หรือหากสายตาไม่ดีต้องแก้ปัญหาที่สายตา หรือหากมีการทรงตัวไม่ดีอาจจะต้องมีการออกกำลังกายเรื่องของกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น หรือใช้ไม้เท้าในการช่วยพยุง อย่าคิดว่าจะเป็นปมด้อย เพราะนั่นจะเป็นส่วนที่ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา และ 2.พลัดตกหกล้มนอกบ้าน 40% ซึ่งสิ่งสำคัญก็ควรมีการปรับสภาพพื้นที่ในบ้านให้มีราวจับตามทางต่างๆ เช่น ห้องน้ำ มีแสงสว่างเพียงพอ ซึ่งเรื่องนี้การเคหะแห่งชาติมีคำแนะนำของสถาปนิก ยกตัวอย่างเช่น SCG ที่มาร่วมจัดการรณรงค์ในครั้งนี้ ก็ได้มีการออกแบบว่าควรมีการปรับสภาพในบ้านอย่างไรให้มีความเหมาสม ซึ่งกันไว้ดีกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากยังไม่มีการแก้ปัญหา คิดว่าในการที่สังคมไทยจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ จะเกิดความสูญเสียทั้งในเชิงสังคมที่แต่ละบ้านจะต้องสูญเสียบุคคลในครอบครัวไป และในแต่ละปีมีการสูญเสียงบประมาณทางด้านสาธารณสุขในการดูแลผู้ป่วยพลัดตกหกล้ม โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ติดเตียงหลังจากเกิดเหตุการณ์ปีละหลายพันล้าน ก็จะส่งผลให้มีงบประมาณเพิ่มขึ้นไปอีก ดังนั้นก็ขอฝากลูกหลานให้มีการเห็นความสำคัญในการปรับสภาพในบ้าน เป็นการป้องกัน ซึ่งใช้งบประมาณลงทุนไม่มาก คุ้มกว่าการรักษา ซึ่งเชื่อว่าทุกคนมีความใกล้ชิดกับโลกออนไลน์ ดังนั้นก็ขอให้เข้าไปดูแบบบ้านของ SCG ได้&amp;rdquo; นพ.อัษฎางค์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า หากผู้สูงอายุที่อยู่ในครอบครัวยากไร้หรืออยู่กันตามลำพัง ไม่มีงบประมาณในการปรับสภาพบ้าน จะมีหน่วยงานรับผิดชอบหรือไม่ นพ.อัษฎางค์กล่าวว่า แต่ละจังหวัดจะมีการร่วมมือกันดูแลในเรื่องนี้อยู่ ทั้ง สธ. กรมกิจการผู้สูงอายุ และสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พมจ.) ซึ่งหากมีปัญหาก็สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ในแต่ละพื้นที่ อีกทั้งในการดูแลผู้สูงอายุที่อยู่กันลำพัง เราก็มีลักษณะที่ช่วยกันดูแลในชุมชม และเราก็มีทีม อสม.ในแต่ละหมู่บ้านเป็นผู้ดูแลอยู่ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8938</URL_LINK>
                <HASHTAG>SCG, กรมควบคุมโรค, คุณภาพชีวิต, งานรณรงค์ป้องกันการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ, นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ, ผู้สูงอายุ, สวนลุมพินี, แบบบ้านของ SCG, โลกวัยเกษียณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180510/image_big_5af433f23e377.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6763</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2026 10:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2018 17:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลเอกประยุทธ์ เปิดโครงการ “สานพลังประชารัฐ-พัฒนาบึงบางซื่อ” พื้นที่ 61 ไร่  สร้างบ้านมั่นคง  197 หลัง-พัฒนาบึงให้เป็นปอดใหม่ของกรุงเทพฯใช้งบ 600 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เขตบางซื่อ / พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; เป็นประธานเปิดโครงการ &amp;ldquo;สานพลังประชารัฐ&amp;nbsp; พัฒนาบึงบางซื่อ&amp;rdquo; ซึ่งเป็นความร่วมมือทั้งภาคเอกชนและรัฐ&amp;nbsp; โดย SCG. มอบที่ดิน&amp;nbsp; 10 ไร่&amp;nbsp; เพื่อสร้างบ้านมั่นคงให้ชาวชุมชนแออัดที่อาศัยอยู่รอบบึง 197 ครอบครัว&amp;nbsp; และพัฒนาพื้นที่รอบบึง 51 ไร่ให้เป็นสถานที่พักผ่อน&amp;nbsp; พื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; เป็นปอดใหม่ของกรุงเทพฯ&amp;nbsp; โดยใช้งบประมาณทั้งหมด 600 ล้านบาท&amp;nbsp; เริ่มโครงการกลางปีนี้และจะแล้วเสร็จภายในปี 2563&amp;nbsp;


แทงบอลออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พื้นที่บึงบางซื่อมีเนื้อที่ทั้งหมด 61 ไร่&amp;nbsp; เป็นที่ดินของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCG. ขุดดินเอาไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปูนซิเมนต์&amp;nbsp; จนกลายเป็นบึงหรือบ่อน้ำขนาดใหญ่&amp;nbsp; ส่วนพื้นที่รอบบ่อ&amp;nbsp; บริษัทฯ&amp;nbsp; สร้างบ้านให้พนักงานอยู่อาศัย&amp;nbsp; ต่อมามีการขยายครอบครัว&amp;nbsp;


แทงสล็อต &amp;nbsp;รวมทั้งคนจากภายนอกบุกรุกเข้ามาปลูกบ้านเรือนเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; บ้านเรือนทรุดโทรม&amp;nbsp; บริษัท SCG ในฐานะเจ้าของที่ดินจึงมีแผนงานพัฒนาบึงบางซื่อขึ้นมา&amp;nbsp; โดยร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; เฟสแรก&amp;nbsp; จำนวน 45 ครัวเรือน&amp;nbsp; แล้วเสร็จในปี 2558 และจะดำเนินการอีก 197 ครัวเรือน&amp;nbsp; พร้อมทั้งพัฒนาบึงบางซื่อให้เป็นพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; โดยความร่วมือของหลายหน่วยงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ล่าสุดวันนี้ (9 เมษายน)&amp;nbsp; เวลา 15.00 &amp;nbsp;น. พลเอกประยุทธ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; จันทร์โอชา&amp;nbsp; นายกรัฐมนตรี&amp;nbsp; นายสมคิด&amp;nbsp; จาตุศรีพิทักษ์&amp;nbsp; รองนายกฯ และคณะ&amp;nbsp; ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ &amp;ldquo;สานพลังประชารัฐ&amp;nbsp;&amp;nbsp; การพัฒนาบึงบางซื่อ&amp;rdquo;&amp;nbsp; ที่บริเวณบึงบางซื่อ&amp;nbsp; เขตจตุจักร&amp;nbsp; โดยมีพลเอกอนันตพร&amp;nbsp; กาญจนรัตน์&amp;nbsp; รมว.พม.&amp;nbsp; พล.ต.อ.อัศวิน&amp;nbsp; ขวัญเมือง&amp;nbsp; ผู้ว่าฯ กทม.&amp;nbsp; พลเอกอภิรัชต์&amp;nbsp; คงสมพงษ์&amp;nbsp; ประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล&amp;nbsp; นายรุ่งโรจน์&amp;nbsp; รังสิโยภาส&amp;nbsp; กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท SCG.&amp;nbsp; นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผอ.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;ให้การต้อนรับ&amp;nbsp; โดยมีชาวบ้านรอบบึงบางซื่อและเครือข่ายบ้านมั่นคงเข้าร่วมงานประมาณ&amp;nbsp; 400 คน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกฯ กล่าวว่า โครงการสานพลังประชารัฐ-การพัฒนาพื้นที่บึงบางซื่อเป็นความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน &amp;nbsp;และชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม &amp;nbsp;ช่วยนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด &amp;nbsp;ซึ่งมีปัญหาทั้งในเรื่องของสุขอนามัย ความปลอดภัย &amp;nbsp;รวมถึงการเข้าถึงระบบบริการของภาครัฐก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก &amp;nbsp;เนื่องจากไม่มีทะเบียนราษฏร์ &amp;nbsp;รัฐบาลจึงเห็นความสำคัญที่จะเข้ามาจัดระเบียบเพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน &amp;nbsp;โครงการนี้จึงถือเป็นต้นแบบที่เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนการดำเนินงานตามโครงการประชารัฐ &amp;nbsp;พร้อมสนับสนุนการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนฐานราก รวมทั้งการส่งเสริมด้านอาชีพและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้เกิดขึ้นในชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้พลเอกประยุทธ์ยังกล่าวถึง การพัฒนาคลองที่มีปัญหาน้ำเน่าเสีย &amp;nbsp;คลองอุดตัน &amp;nbsp;ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม &amp;nbsp;ซึ่งขณะนี้เริ่มทำในคลองลาดพร้าว &amp;nbsp;ซึ่งมีประชาชนปลูกสร้างบ้านเรือนบุกรุกคลองเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งรัฐบาลก็มีความเข้าใจว่าเป็นคนจน&amp;nbsp; ไม่อยากไล่รื้อ &amp;nbsp;แต่รัฐบาลก็ต้องทำตามกฏหมาย &amp;nbsp;ซึ่งจะต้องมีการขยายคลองและจัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่ประชาชน &amp;nbsp;แต่ก็ยังมีประชาที่ยังไม่ให้ความร่วมมือ&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp; ต่อไปรัฐบาลก็จะต้องทำที่คลองเปรมประชากรด้วย &amp;nbsp;แต่ถ้าไม่ร่วมมือกันก็ทำไม่ได้&amp;nbsp;


แทงหวยออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นายรุ่งโรจน์&amp;nbsp; รังสิโยภาส&amp;nbsp; กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท SCG.&amp;nbsp; กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่บริษัท SCG หรือบริษัทปูนซิเมนต์ไทย&amp;nbsp; ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; พัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนรอบบึงบางซื่อ&amp;nbsp; และพัฒนาบึงบางซื่อให้เป็นปอดใหม่ของชาวกรุงเทพฯ&amp;nbsp; โดยชุมชนรอบบึงบางซื่อมีทั้งหมด 5 ชุมชน&amp;nbsp; 250 ครอบครัว&amp;nbsp; ประชากรประมาณ&amp;nbsp; 1,300&amp;nbsp; คน&amp;nbsp; ที่ผ่านมา SCG&amp;nbsp; ได้ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; ทำโครงการบ้านมั่นคงไปแล้วตั้งแต่ปี 2556&amp;nbsp; รวม 45 ครัวเรือน&amp;nbsp; รูปแบบเป็นบ้านแบบทาวน์เฮ้าส์&amp;nbsp; ส่วนโครงการที่กำลังดำเนินการนี้&amp;nbsp; จะสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มอีก 197 &amp;nbsp;ครัวเรือน&amp;nbsp; โดย SCG มอบที่ดิน 2 แปลงเนื้อที่ 10 ไร่ให้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวชุมชน&amp;nbsp; โดยมอบให้กรมธนารักษ์ดูแลที่ดิน&amp;nbsp; และให้ประชาชนเช่าระยะยาวในราคาถูก&amp;nbsp;


เครดิตฟรีทดลองเล่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานอื่นๆ&amp;nbsp; ร่วมโครงการ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การรถไฟมอบสัญญาเช่าที่ดินให้ SCG &amp;nbsp;เพื่อใช้เป็นทางเข้า-ออกของชุมชน&amp;nbsp; เนื่องจากสภาพเดิมพื้นที่ที่ชุมชนตั้งอยู่เป็นพื้นที่ตาบอด&amp;nbsp; โดยใช้พื้นที่ของการรถไฟเป็นเส้นทางเข้า-ออกชุมชน&amp;nbsp; พอช.มอบสัญญาสินเชื่อและงบอุดหนุนก่อสร้างที่อยู่อาศัยให้ชุมชนรวม&amp;nbsp; 48 &amp;nbsp;ล้านบาท&amp;nbsp; สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมอบเงิน 200 ล้านบาทเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาบึงฯ&amp;nbsp; กรุงเทพมหานครร่วมพัฒนาพื้นที่บึงฯ&amp;nbsp; ม.ศรีปทุมร่วมออกแบบโครงการ&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;SCG. มีนโยบายว่า&amp;nbsp; SCG&amp;nbsp; ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินบึงบางซื่อมามากพอแล้ว&amp;nbsp;&amp;nbsp; ควรมอบที่ดินคืนเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมต่อไป&amp;nbsp; โดยมีแนวคิดการพัฒนาเป็น 2 ส่วน&amp;nbsp; คือ&amp;nbsp; 1.พื้นที่ที่เป็นที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เนื้อที่&amp;nbsp; 10 ไร่&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;2.พื้นที่บึงสาธารณะ&amp;nbsp; เนื้อที่ 51 ไร่&amp;nbsp; เพื่อปรับปรุงและพัฒนาให้เป็นสถานที่พักผ่อนและออกกำลังกายของประชาชน&amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาให้เป็นแหล่งทำมาหากินของชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; การเลี้ยงปลา&amp;nbsp; รวมทั้งส่งเสริมอาชีพต่างๆ เพื่อให้ชาวชุมชนมีรายได้ เช่น&amp;nbsp; การเพาะเห็ด&amp;nbsp; การคัดแยกขยะรีไซเคิ้ลขาย&amp;nbsp; การนวดแผนไทย&amp;rdquo;&amp;nbsp; กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG. กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;พลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พม. ร่วมพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;นายสมชาติ &amp;nbsp;ภาระสุวรรณ &amp;nbsp;ผอ.สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ มอบสินเชื่อให้ชุมชนบึงบางซื่อ 48 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;นายสมภพ&amp;nbsp; พร้อมพอชื่นบุญ&amp;nbsp; ที่ปรึกษาโครงการ &amp;lsquo;สานพลังประชารัฐ - การพัฒนาบึงบางซื่อ&amp;rsquo;&amp;nbsp; กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ที่ผ่านมา SCG. ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปทำงานร่วมกับชุมชน&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; มีการประชุมชี้แจงโครงการตั้งแต่ปลายปี 2559&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีการจัดตั้งคณะกรรมการในชุมชนต่างๆ เพื่อดำเนินงาน&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลชุมชนเพื่อนำมาวางแผนการพัฒนา&amp;nbsp;&amp;nbsp; จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการพัฒนาที่อยู่อาศัยและอาชีพ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร่วมกันออกแบบที่อยู่อาศัยให้ตรงกับความต้องการ&amp;nbsp; วิถีชีวิต&amp;nbsp; และอาชีพของชาวชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้ชาวชุมชนที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีคุณสมบัติต่างๆ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น&amp;nbsp; ต้องเป็นผู้เดือดร้อนจริง&amp;nbsp; อยู่อาศัยในพื้นที่ SCG&amp;nbsp; ไม่ต่ำกว่า 5 ปี&amp;nbsp; ต้องเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์หรือสหกรณ์ฯ&amp;nbsp; ต้องเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; จึงได้ผู้เดือดร้อนและมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการรวมทั้งหมด 197&amp;nbsp; ครัวเรือน&amp;nbsp; (ไม่รวม 45&amp;nbsp;&amp;nbsp; ครัวเรือนที่ทำโครงการบ้านมั่นคงไปก่อนหน้านี้แล้ว)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;โดยแบ่งการก่อสร้างเป็น&amp;nbsp; 1.บ้านแถวหรือทาวน์เฮ้าส์ 2 ชั้น&amp;nbsp; จำนวน 60&amp;nbsp; ห้อง&amp;nbsp; ขนาดห้องละ 56&amp;nbsp; ตร.ม.&amp;nbsp; ราคา 481,750&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; 2.อาคารชุด&amp;nbsp; 4 ชั้น&amp;nbsp; 3 อาคาร&amp;nbsp; รวม 133&amp;nbsp; ห้อง&amp;nbsp; ขนาด 31.5-38 ตร.ม.&amp;nbsp; ราคา700,182-844,664&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; และ 3.บ้านสำหรับผู้สูงอายุ&amp;nbsp; ไม่มีรายได้&amp;nbsp; จำนวน 4 ห้อง&amp;nbsp; ขนาด 12-15 &amp;nbsp;ตร.ม.&amp;nbsp; รวมทั้งหมด&amp;nbsp; 197 หลัง&amp;nbsp; ใช้งบประมาณทั้งหมด 129 ล้านบาท&amp;nbsp; โดยสำนักงานสลากกินแบ่งฯ สมทบเงินจำนวน&amp;nbsp; 71 ล้านบาท&amp;nbsp; ชุมชนสมทบจากเงินออมหลังละ 30,000 บาท&amp;nbsp; รวม&amp;nbsp; 5.7 ล้านบาทเศษ&amp;nbsp; และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนให้สินเชื่อรวม 48 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ส่วนการพัฒนาบึงบางซื่อเนื้อที่ 51 ไร่&amp;nbsp; ให้เป็นสถานที่พักผ่อน&amp;nbsp; เป็นพื้นที่สีเขียว&amp;nbsp; เป็นพื้นที่แก้มลิงเพื่อรองรับน้ำและเป็นปอดใหม่ของกรุงเทพฯ&amp;nbsp; จะดำเนินการไปพร้อมกับการสร้างที่อยู่อาศัย&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยจะต้องใช้งบประมาณรวมทั้งหมดประมาณ&amp;nbsp; 600 ล้านบาท&amp;nbsp; ตามแผนงานโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาบึงบางซื่อจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างประมาณเดือนพฤษภาคมนี้&amp;nbsp; และจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในปี 2563 &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;นายสมชาติ&amp;nbsp; ภาระสุวรรณ&amp;nbsp; ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กล่าวว่า&amp;nbsp; การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนบึงบางซื่อ&amp;nbsp; พอช.ได้ร่วมสนับสนุนการพัฒนาที่อยู่อาศัยในระยะแรกตั้งแต่ปี 2556 รวมทั้งหมด&amp;nbsp; 45 ครัวเรือน&amp;nbsp; ส่วนโครงการใหม่นี้มีทั้งหมด 197 ครัวเรือน&amp;nbsp; โดย พอช.ให้งบอุดหนุนจำนวน 20,000 บาทต่อหลัง&amp;nbsp; และสินเชื่อชุมชนหลังละ 250,000 บาท&amp;nbsp; รวม &amp;nbsp;48 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;โครงการสานพลังประชารัฐครั้งนี้&amp;nbsp; ทำให้ชาวชุมชนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง&amp;nbsp; รวมทั้งมีงบประมาณสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน&amp;nbsp; ทำให้ชาวชุมชนมีภาระในการก่อสร้างบ้านน้อยลง&amp;nbsp; รวมแล้วชาวชุมชนจะต้องผ่อนส่งต่อครัวเรือนละ 300,000 บาท&amp;nbsp; หรือผ่อนเดือนละ&amp;nbsp; 2,247&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระยะเวลา 15 ปี&amp;nbsp; ส่วนกรรรมสิทธิ์ที่ดิน SCG มอบให้กรมธนารักษ์ดูแล&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยกรมธนารักษ์จะให้ชาวชุมชนเช่าระยะยาว&amp;nbsp; อัตราตารางวาละ 4 บาทต่อเดือน&amp;rdquo;&amp;nbsp; นายสมชาติกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ผอ.พอช.กล่าวด้วยว่า&amp;nbsp; โครงการสานพลังประชารัฐพัฒนาบึงบางซื่อ&amp;nbsp; ถือเป็นตัวอย่างและเป็นทิศทางสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย&amp;nbsp; โดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย &amp;nbsp;ทั้งภาครัฐและเอกชน&amp;nbsp; และเป็นการพัฒนาทุกมิติ&amp;nbsp; ไม่ใช่เฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว&amp;nbsp; แต่ยังมีการพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;nbsp; พัฒนาเด็กและเยาวชน&amp;nbsp; ผู้สูงอายุ&amp;nbsp; คนพิการ&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; ส่งเสริมอาชีพและรายได้&amp;nbsp; ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;nbsp; และเป็นแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมซึ่งเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;พอช.มีแผนแม่บทระยะ 20 ปี&amp;nbsp; (พ.ศ.2560-2579) สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนทั้งในเมืองและชนบททั่วประเทศ&amp;nbsp; จำนวน 1,053,702 ครัวเรือน&amp;nbsp; โดย พอช.จะนำแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยร่วมกันทั้งเมืองและทุกมิติไปขับเคลื่อนให้เห็นผลต่อไป&amp;rdquo;&amp;nbsp; ผอ.พอช.กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6763</URL_LINK>
                <HASHTAG>SCG, นายกรัฐมนตรี, บางซื่อ, ปูนซิเมนต์ไทย, พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, สานพลังประชารัฐ-พัฒนาบึงบางซื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb3a5988ec2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
