<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112831</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 14:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 14:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GC และ Cargill ตอกย้ำผู้นำด้านความยั่งยืนระดับโลก  สนับสนุนโมเดล BCG Economy สร้างโรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจรแห่งใหม่ในประเทศไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;10 สิงหาคม 2564 : กรุงเทพมหานคร - บริษัท GC International Corporation บริษัทย่อยของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (จำกัด) มหาชน (GC) และ บริษัท Cargill Incorporated (Cargill) ในฐานะผู้ถือหุ้นสัดส่วนร้อยละ 50 ในบริษัท NatureWorks LLC (NatureWorks) ประกาศเดินหน้าสร้างโรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจรแห่งใหม่ในประเทศไทย ตอบสนองความต้องการใช้วัสดุที่ยั่งยืนให้ตลาดโลก ภายหลังได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมแสดงความยินดีผ่านระบบเสมือนจริง ซึ่งโครงการดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในโครงการที่สนับสนุนโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ BCG Economy Model (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (SDGs) ตามเป้าหมายที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) กล่าวว่า &amp;ldquo;บริษัทฯ ในฐานะผู้นำธุรกิจเคมีภัณฑ์ของประเทศไทยและผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอันดับหนึ่งของโลก มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืนและหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อสร้างสมดุลและการเติบโตไปข้างหน้าร่วมกัน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม โดยขับเคลื่อนบนกรอบของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก (SDGs) ในวันนี้ GC และ Cargill ในฐานะผู้ถือหุ้นของ NatureWorks ผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพ PLA อันดับหนึ่งของโลก พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจเคมีภัณฑ์ชีวภาพเพื่อสิ่งแวดล้อม หลังจากที่ BOI ได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนให้กับ NatureWorks &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจรแห่งใหม่นี้ ใช้เทคโนโลยีพลาสติกชีวภาพอันดับหนึ่งของโลกและใช้น้ำตาลจากอ้อยจากเกษตรกรในประเทศไทยเป็นวัตถุดิบ &amp;nbsp;ซึ่งจะช่วยขยายฐานพันธมิตรในตลาด Bio-Polymer รวมถึงการผลิตและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการใช้วัสดุที่ยั่งยืน โครงการนี้มีมูลค่าการลงทุนมากกว่า 20,000 ล้านบาท โดยโรงงานจะตั้งอยู่ที่นครสวรรค์ไบโอ&amp;nbsp; คอมเพล็กซ์ (NBC) จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นโครงการแห่งแรกของประเทศไทยที่สอดคล้องกับโมเดล BCG Economy ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและขยายโอกาสทางการค้าร่วมกับพันธมิตรต่าง ๆ ในเวทีโลก และสนับสนุนให้ประเทศไทยมีเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นางสาว คอลลีน เมย์ President บริษัท Cargill&amp;rsquo;s Bioindustrial Group กล่าวว่า &amp;quot;คาร์กิลรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ก้าวไปข้างหน้าร่วมกับ GC เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจของ NatureWorks ด้วยการสร้างฐานการผลิตแห่งที่ 2 ซึ่งการลงทุนในครั้งนี้นับเป็นการตอกย้ำที่สำคัญถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของเราในการลงทุนเพื่อพัฒนาโซลูชันที่ยั่งยืนสำหรับลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมชีวภาพทั่วโลก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจรแห่งใหม่ในประเทศไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โรงงานแห่งใหม่นี้เป็นโรงงานพลาสติกชีวภาพโพลีแลคติก แอซิด (Polylactic Acid : PLA) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp; แห่งที่ 2 ภายใต้ชื่อทางการค้า Ingeo&amp;trade; และส่งเสริมการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มกับวัตถุดิบทางการเกษตรของประเทศไทย ตอบสนองการขยายตัวของตลาด ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ภายใน ปี 2567 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;Ingeo&amp;trade; PLA เป็นโพลิเมอร์ชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้ มีคาร์บอนฟุตปริ้นท์ต่ำ สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายประเภท เช่น นำไปผลิตเป็นถุงชา แคปซูลกาแฟ บรรจุภัณฑ์อาหาร เส้นใยใช้ในงานพิมพ์ชิ้นงานสามมิติ เส้นใยที่นำมาใช้ผลิตผ้าอ้อม ผ้าเช็ดทำความสะอาด หน้ากากอนามัย รวมถึงอุปกรณ์ใช้ภายในบ้าน เป็นต้น โดยโรงงานนี้จะใช้น้ำตาลจากอ้อยจากเกษตรกรในประเทศไทยเป็นวัตถุดิบ ปีละประมาณ 110,000 ตัน นำไปผลิตเป็นกรดแลคติก (Lactic Acid) แลคไทด์ (Lactide) และโพลิเมอร์ (Polymer) จนได้เป็นโพลิแลคไทด์ (Polylactide) ส่งผลให้โรงงานนี้เป็นโรงงานผลิตโพลิแลคไทด์แบบครบวงจรแห่งแรกของโลก โดยมีกำลังการผลิตโพลิเมอร์ชีวภาพอยู่ที่ 75,000 ตันต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นับว่าโรงงานนี้เป็นโรงงานแห่งแรกของโลกที่ออกแบบมาให้บูรณาการร่วมกันอย่างสมบูรณ์ ด้วยกระบวนการผลิตและการใช้พลังงานที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับพลาสติกชีวภาพ Ingeo&amp;trade; ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการสำหรับวัสดุที่ยั่งยืนให้กับตลาดโลก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0in; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:.5in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;เกี่ยวกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เป็นผู้ดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นครบวงจรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นบริษัทชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทั้งในด้านขนาด ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ในการผลิตผลิตภัณฑ์ขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นปลาย ใน 8 กลุ่มธุรกิจหลัก ปัจจุบันมีกำลังการผลิตปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์มากกว่า 12.79 ล้านตันต่อปี มีกำลังการกลั่นน้ำมันดิบและคอนเดนเสทรวม 280,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับ 1 ใน 10 ด้านความสามารถในการผลิตเอทิลีนในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเป็นผู้ผลิตพลาสติกชีวภาพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอันดับ 1 ของโลก นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความเป็นผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์ โดยการรวมนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เสริมสร้างความเป็นอยู่ของผู้คนให้ดีขึ้นต่อไป บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง ด้วยศักยภาพทางการแข่งขันและความโดดเด่นในอุตสาหกรรม รวมถึงการลงทุนในประเทศต่างๆ ที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 ของโลกในกลุ่มดัชนี Dow Jones Sustainability Indices หรือ DJSI ปี 2020 ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2 ปีซ้อน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;www.pttgcgroup.co&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112831</URL_LINK>
                <HASHTAG>BCG Economy, BCG Economy Model, Bio-Circular-Green Economy :BCG, Bio-Polymer, BOI, Cargill, Circular Economy, GC, PLA, SD Symposium 2020 “Circular Economy: Actions for Sustainable Future, SDGs, กระทรวงพลังงาน, ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง, ธุรกิจเคมีภัณฑ์, นครสวรรค์ไบโอ  คอมเพล็กซ์, นายกรัฐมนตรี, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, บริษัท Cargill Incorporated, บริษัท GC International Corporation, บริษัท NatureWorks LLC (NatureWorks), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (จำกัด) มหาชน, พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, วัสดุที่ยั่งยืนให้ตลาดโลก, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน, หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน, โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน, โรงงานพลาสติกชีวภาพแบบครบวงจร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_611226570dc22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65496</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/05/2020 22:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2020 09:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นวัตกรรม&quot;จุลินทรีย์&quot;ล้างพิษสะสมตกค้างในดิน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ความพยายามในไทยเรื่องการผลักดันลดการปนเปื้อนสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อมมีอย่างต่อเนื่อง เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรมและกอบกู้ชีวิตจมสารเคมีของเกษตรกรและผู้บริโภค มีงานวิจัยออกมาหลายชิ้นเกี่ยวกับการลดตกค้างสารเคมีเกษตรในสิ่งแวดล้อม โดยภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการพัฒนาจุลินทรีย์สามารถย่อยสลายสารพิษจากยาฆ่าหญ้าและยาฆ่าแมลงที่ปนเปื้อนสู่ดิน&amp;nbsp; ช่วยถอนพิษร้ายในผืนดินเสื่อมโทรม อีกทั้งเหมาะกับพื้นที่ต้องการเปลี่ยนระบบเป็นเกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจุฬาฯ นำเสนองานวิจัยนี้ในโอกาสการประกาศผลจัดอันดับมหาวิทยาลัยของ&amp;nbsp;The Times Higher Education University Impact Rankings 2020&amp;nbsp;จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่หนึ่งของประเทศไทย และเป็นที่&amp;nbsp;45&amp;nbsp;ของโลก ในการพัฒนาระบบนิเวศทางบกอย่างยั่งยืน หนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ&amp;nbsp;SDG&amp;nbsp;ขององค์การสหประชาชาติ (UNESCO) จุฬาฯ มีผลงานตามเป้าในชื่อ&amp;rdquo;ชีวิตบนผืนดิน&amp;rdquo; ผ่านงานวิจัยต่างๆ รวมถึงการวางแผนเชิงนโยบาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ศ.ดร.อลิสา วังใน&amp;nbsp;ภาควิชาชีวเคมี จุฬาฯ &amp;nbsp;เป็นผู้พัฒนาโครงการลดมลพิษสิ่งแวดล้อมนี้ กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม &amp;nbsp;เรามีปัญหาสารเคมีทางการเกษตรปนเปื้อนในดินและน้ำ นำมาสู่การพัฒนาหัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายสารพิษ ใช้ฉีดพ่นทั่วพื้นที่ปนเปื้อน เช่น นาข้าว&amp;nbsp; สวนผัก สวนผลไม้ และสวนดอกไม้ จุลินทรีย์จะย่อยสลายสารเคมีในยาฆ่าหญ้า หลังฉีดพ่นปริมาณสารตกค้างลดลงในปริมาณที่ไม่สามารถตรวจพบได้ &amp;nbsp;เป็นนวัตกรรมที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และสามารถเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เกษตรมีรายได้ที่มากขึ้น&amp;nbsp; อีกทั้งช่วยสร้างระบบห่วงโซ่อาหารที่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค มีเกษตรกรรายหนึ่งหมดเงินไปราวสามหมื่นบาทกับการฟื้นฟูดิน แต่ไม่ได้ผล&amp;nbsp; เมื่อมาอบรมเชิงปฏิบัติและใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์นี้ พบว่า ใช้งานได้ดี และสนใจจะใช้แนวทางนี้แทน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; จุฬาฯ มีเครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาคที่อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน เข้าไปช่วยฟื้นฟูพื้นดิน เพราะชาวบ้านทำเกษตรกรเชิงเดี่ยวอย่างต่อเนื่อง มีการใช้ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลงปริมาณมาก ปนเปื้อนสู่ดินและแหล่งน้ำสาธารณะ&amp;nbsp; เมื่อทดลองในแปลงนาข้าว นอกจากลดสารตกค้างแล้ว พบว่า ข้าวแตกรวงดีขึ้นต่อไร่ &amp;nbsp;ปริมาณและคุณภาพเมล็ดข้าวดีขึ้น &amp;nbsp;1.75&amp;nbsp;เท่า ส่วน แปลงผักสลัดผลผลิตออกมาสวย ต้นงาม แข็งแรง &amp;nbsp;ในละแวกนั้นเกษตรกรนิยมเพาะปลูกดอกดาวเรือง เมื่อใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ฟื้นฟูดิน ดาวเรืองมีดอกใหญ่ขนาดจัมโบ้ ขนาดใหญ่ &amp;nbsp;สีเหลืองสด และสมบูรณ์มากขึ้น เก็บผลผลิตขายได้มากกว่าเดิม&amp;nbsp;2.75 &amp;nbsp;เท่า แถมราคาดี ส่วนสลัดคอสที่ใส่จุลินทรีย์ ผักไม่มีโรค ใบสะอาด รสชาติดี กรอบ ไม่ขม ใบเขียวกว่า &amp;nbsp;นักวิจัยตั้งชื่อ&amp;rdquo;จุลินทรีย์คึกคัก&amp;rdquo; ศ.ดร.อลิสา กล่าวถึงงานวิจัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;ผลผลิตสลัดคอสที่ใส่จุลินทรีย์คึกคัก ไร้โรค ใบสะอาด สีเขียวกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; จุลินทรีย์คึกคัก &amp;rdquo; ของจุฬาฯ ยังมีจุดเด่นใช้เวลาไม่นานสลายสารพิษตกค้าง นักชีวเคมี บอกว่า ปกติการเปลี่ยนพื้นที่เกษตรเคมีเป็นเกษตรอินทรีย์ ต้องรอให้สารพิษสลาย&amp;nbsp;3-5&amp;nbsp;ปี แต่จากการทดสอบหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่พัฒนา เมื่อฉีดพ่นในพื้นที่ปนเปื้อน ประกอบกับกระบวนการไถพรวนและปลูกปอเทืองบำรุงดินควบคู่ไปด้วย ทิ้งไว้&amp;nbsp;8&amp;nbsp;เดือน&amp;nbsp;-1&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp; ผืนดินกลับมามีชีวิตอีกครั้ง&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพขึ้นกับประวัติพื้นที่ใช้สารเคมีเกษตรมาต่อเนื่องแค่ไหน บางพื้นที่สภาพดินแข็งกระด้างมาก พืชไม่สามารถแทงรากดูดซึมธาตุอาหารในดินได้ จะแนะนำเกษตรกรใส่จุลินทรีย์ถี่ขึ้น ทุก&amp;nbsp;2&amp;nbsp;สัปดาห์ จากปกติเดือนละครั้ง งานวิจัยนี้บูรณาการร่วมกับ ผศ.ดร.จิตรตรา เพียภูเขียว ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อให้งานวิจัยฟื้นฟูพื้นที่เกษตรตอบโจทย์ที่สุด นวัตกรรมนี้นอกจากเหมาะกับการเปลี่ยนพื้นที่สู่เกษตรอินทรีย์ ยังรวมถึงเกษตรเคมีที่ต้องการฟื้นฟูดิน และพื้นที่เกษตรอินทรีย์ พืชดูดสารอาหารในดินระหว่างการเพาะปลูกไปแล้ว เกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพอยู่แล้ว แต่ใช้จุลินทรีย์คึกคักร่วมด้วยช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดิน ส่งผลให้พืชเจริญงอกงามดีขึ้น งานวิจัยเชิงลึกยังพัฒนาตัวเร่งชีวภาพใช้ในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร เนื่องจากมีภาคเอกชนสนใจเพื่อให้ขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์กับเกษตรกรในเครือข่าย ก่อนสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19&amp;nbsp;จัดโครงการฝึกอบรม เกษตรกร บุคลากรทางการเกษตรที่สนใจเรื่องนวัตกรรมเพิ่มผลผลิต และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมปลอดภัยต่อเนื่อง ปัจจุบันเลื่อนกิจกรรมไปไม่มีกำหนดจนกว่าสภาวการณ์ปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาใหญ่ระดับชาติที่นักวิจัยจุฬาฯ กังวล เป็นเรื่องการตกค้างของยาฆ่าแมลงบนผักผลไม้ ซึ่งคนไทยกำลังตายผ่อนส่งจากปัญหานี้ &amp;nbsp;นำมาสู่งานวิจัยพัฒนาเอนไซม์จากจุลินทรีย์เพื่อสลายสารปราบศัตรูพืชตกค้าง เรียกง่ายๆ จุลินทรีย์ล้างผักนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.ดร.อลิสา กล่าวว่า ด้วยความเป็นนักชีวเคมีจึงสกัดเอมไซม์จากจุลินทรีย์อีกชนิดใช้ล้างผัก ผลไม้ ลดสารพิษ มีสูตรที่เป็นเอกลักษณ์ &amp;nbsp;เพราะเกษตรกรพ่นยาฆ่าแมลงระหว่างการเพาะปลูก และก่อนการเก็บเกี่ยว ป้องกันแมลงทำลายผลผลิต ยาฆ่าแมลงหรือสารพิษตกค้างในผัก ทำให้เกิดโรค &amp;nbsp;ทำลายระบบประสาท&amp;nbsp; รวมถึงทารกในครรภ์เกิดความผิดปกติ เป็นความสูญค่ารักษาพยาบาล และกระทบธุรกิจผักผลไม้ส่งออก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; เอนไซม์นี้มีประสิทธิภาพกำจัดยาฆ่าแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตตกค้างบนผักผลไม้สูงถึง&amp;nbsp;80-98%&amp;nbsp;และลดความเป็นพิษของสารตกค้าง&amp;nbsp; เป็นสูตรผสมสารเคลือบอินทรีย์ สามารถยืดอายุผักผลไม้ได้นานขึ้นมากขึ้นอย่างน้อย&amp;nbsp;14&amp;nbsp;วัน&amp;nbsp; ปราศจากสารเคมีตกค้างอันตราย ปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม สำหรับธุรกิจเกษตร ประหยัดน้ำล้างในกระบวนการล้างได้&amp;nbsp;2-3&amp;nbsp;เท่า เทียบกับล้างด้วยน้ำไหล ผลิตผลจากเกษตรยุคใหม่ ใช้เอนไซม์ล้างลดสารพิษ เพิ่มมูลค่าผลผลิตปลอดภัย &amp;ldquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ศ.ดร.อลิสา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;การพัฒนาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ฟื้นฟูดิน น้ำ ป่า สร้างอาชีพ โดยใช้องค์ความรู้นักวิชาการจุฬาฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะเป็นมหาวิทยาลัยที่มีแคมปัสหลักอยู่กลางกรุงเทพมหานคร และเดินหน้าสู่มหาวิทยาลัยสีเขียว ผลิตงานวิจัยไม่ขึ้นหิ้ง &amp;nbsp;จุฬาฯ ยังมีศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้เพื่อภูมิภาคที่อ.แก่งคอย จ.สระบุรี และที่อ.เวียงสา จ.น่าน เป็นกำลังหลักในการสร้างองค์ความรู้และแสดงบทบาทเพื่อการพัฒนาระบบนิเวศทางปฐพีอย่างยั่งยืน ที่สระบุรี ทางจุฬาฯ ได้พัฒนาที่ดินตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2532&amp;nbsp;แต่งตั้งคณะทำงานสำรวจสิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ กายภาพ ประเมินสถานภาพทางนิเวศวิทยา โดยเชื่อมโยงโครงการในพื้นที่ด้วยกันกับโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ศูนย์เครือข่ายนี้มีบทบาทสำคัญฟื้นฟูป่า โดยใช้องค์ความรู้จากนักวิชาการของจุฬาฯ อีกทั้งยังสร้างการมีส่วนร่วมและช่วยเหลือชุมชน มีการให้นิสิตเข้าไปเรียนรู้วิถีและความต้องการของชุมชนพื้นบ้าน ตลอดจนการเรียนรู้การสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ โครงการการปลูกหญ้าแฝกและพืชอื่นเพื่อป้องกันภัยดินถล่ม ตลอดจนโครงการใช้ราไมคอร์ไรซาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการฟื้นฟูป่าไม้ในไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการก่อตั้งสถานีวิจัยและปฏิบัติการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ท้องถิ่นในท้องที่อำเภอเวียงสา &amp;nbsp;ตั้งแต่ปี&amp;nbsp;2549&amp;nbsp;ช่วยดูแลฟื้นฟูพื้นดินเนื่องจากชาวบ้านในละแวกนั้นมีการทำเกษตรกรรมพืชเดี่ยวอย่างต่อเนื่อง มีการใช้ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลงเป็นปริมาณมาก จนมีการปนเปื้อนสู่ดินและแหล่งน้ำ มี&amp;ldquo;โครงการรักษ์ป่าน่าน&amp;rdquo; ซึ่งจุฬาฯ ได้ริเริ่มร่วมกับธนาคารกสิกรไทย หรือ&amp;nbsp;KBank&amp;nbsp;และองค์กรต่างๆ&amp;nbsp; สร้างชุมชนเกษตรกรรมที่เปลี่ยนแปลงวิถีเกษตรกรรมแบบเดิม ปลอดสารเคมีและลดการปนเปื้อน รวมถึงพัฒนาอาชีพ ส่งเสริมเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำโครงการจัดการภัยพิบัติ การรับมือกับน้ำท่วมเพื่อลดความสูญเสียและผลกระทบระบบนิเวศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 8pt; text-align:start; -webkit-text-stroke-width:0px&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65496</URL_LINK>
                <HASHTAG>SDGs, การพัฒนาระบบนิเวศทางบกอย่างยั่งยืน, จุลินทรีย์คึกคัก, ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ, ศ.ดร.อลิสา วังใน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200509/image_big_5eb6cbc1b593c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25261</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2018 21:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2018 21:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คืบร่างแผนขยะพลาสติก เล็งเลิกใช้ 7 ชนิด ปี 68 ลดมลพิษ  ปีหน้าห้าม&#039;ไมโครบีด&#039; ส่วนกล่องโฟมปี 65</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 27 ธ.ค.นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติก เปิดเผยว่า การประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติก ครั้งที่ 3/2561 เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ได้ประชุมพิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก 20 ปี (พ.ศ.2561 &amp;ndash; 2580) พิจารณากำหนดการลด และเลิกใช้ ผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง(Single-use Plastic) ที่พบมากในขยะทะเลของประเทศไทยและก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม โดยพลาสติกที่อยู่ในข่ายถูกลดและเลิกใช้รวม 7 ชนิด ประกอบด้วย 1) พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม(cap seal) 2) ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่มีส่วนผสมของสารประเภทอ็อกโซ่(oxo) 3) ไมโครบีดจากพลาสติก(Microbead) เลิกใช้ปี 2562 4) ถุงพลาสติกหูหิ้วขนาดความหนาน้อยกว่า 36 ไมครอน 5) กล่องโฟมบรรจุอาหาร เลิกใช้ปี 2565 6) แก้วน้ำพลาสติก(ใช้ครั้งเดียว) และ 7) หลอดพลาสติก เลิกใช้ปี 2568 โดยมีเป้าหมายรวมในการลดการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง 70 % ในปี พ.ศ.2580 ด้วยการใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อลดมลพิษจากขยะพลาสติกซึ่งเป็นปัญหาระดับโลกที่ต้องได้รับการแก้ไขให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 &amp;ndash; 2580) ของประเทศ และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ปี พ.ศ. 2573 เพื่อสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี ลดมลพิษ และลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและระบบนิเวศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิจารย์ กล่าวว่า คณะอนุกรรมการฯ ขอความร่วมมือในการรณรงค์การลด และคัดแยกขยะอย่างต่อเนื่อง และการนำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์เพื่อลดพลาสติกที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและทะเล โครงการ &amp;ldquo;ลดวันละถุง คุณทำได้&amp;rdquo; ปฏิเสธถุงได้บุญด้วยการบริจาคให้สาธารณกุศล ของ บริษัท ซีพี ออลล์จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้ผลตอบรับด้วยดี โดยระยะแรกบริจาคให้กับโรงพยาบาลศิริราช เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2561 &amp;ndash; 28 กุมภาพันธ์ 2562 ข้อมูล ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2561 สามารถลดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วได้จำนวนทั้งสิ้น 155,500,000 ใบ รวมคิดเป็นยอดเงินบริจาค 10,287,956 บาท ระยะที่ 2 บริจาคให้กับโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ระยะที่ 3 บริจาคให้กับโรงพยาบาลที่ขาดแคลนอุปกรณ์ และผู้ยากไร้ และกิจกรรม &amp;ldquo;ทำความดีด้วยหัวใจลดรับลดให้ ลดใช้ถุงพลาสติก&amp;rdquo; ของ ทส. ประกอบด้วยกิจกรรมรณรงค์ลดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วในตลาดสดทั่วประเทศ และกิจกรรมลดใช้ถุงพลาสติกร่วมกับภาคีความร่วมมือภาคธุรกิจเอกชน สามารถลดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วได้จำนวน 344,672,263 ใบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายวิจารย์ กล่าวว่า ในส่วนภาครัฐ มีการขับเคลื่อนการลดการใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งในหน่วยงานภาครัฐ ภายใต้โครงการ &amp;ldquo;ทำความดีด้วยหัวใจ ลดภัยสิ่งแวดล้อม&amp;rdquo; ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ก.ค.2561 กำหนดให้ทุกหน่วยงานราชการต้องดำเนินกิจกรรมการลด คัดแยกขยะมูลฝอยภายในหน่วยงาน และกำหนดให้เป็นตัวชี้วัดประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 สำหรับประเมินผู้บริหารองค์การ มีเป้าหมายให้หน่วยงานภาครัฐลดการทิ้งพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง ทั้งถุงพลาสติกหูหิ้วและแก้วพลาสติกของหน่วยงาน ร้อยละ 10 และงดใช้โฟมบรรจุอาหารในหน่วยงานรัฐ &amp;nbsp;โดยเริ่มประเมินผลการดำเนินงานตามตัวชี้วัด ในวันที่ 1 ม.ค. 2562 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25261</URL_LINK>
                <HASHTAG>SDGs, กรมควบคุมมลพิษ, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ขยะทะเล, ลดวันละถุงคุณทำได้, วิจารย์ สิมาฉายา, แผนจัดการขยะพลาสติก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181227/image_big_5c24e5a60ae0f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
