<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101540</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพ้ภูมิตัวเอง (SLE) &quot;โรคร้าย&quot; ปัญหาระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) ถือเป็นโรคร้ายอีกโรคหนึ่งที่ยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ แต่มีข้อบ่งชี้แสดงอาการป่วยของร่างกายในหลายๆ อวัยวะร่วมกันโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน หรือต่างช่วงเวลาก็ได้ มีอาการเป็นๆ หายๆ ของแต่ละอาการเป็นระยะ และอาการรุนแรงของโรคที่แตกต่างกัน อาจมีข้อบ่งชี้โรคแพ้ภูมิตัวเอง SLE ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พญ.กัลยกร เชาว์วิศิษฐ แพทย์อายุรศาสตร์โรคข้อและรูมาติสซั่ม โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือ SLE (Systemic Lupus Erythematosus) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โดยภูมิคุ้มกันของคนคนนั้นทำลายเนื้อเยื่อภายในร่างกายของตัวเองจนเกิดการอักเสบและสามารถทำให้เกิดความผิดปกติกับอวัยวะได้ทั่วร่างกาย พบได้ในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยร่วมอื่นๆ เพิ่มเติมที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคได้ เช่น กรรมพันธุ์ (อาจจะมีสารพันธุกรรมบางชนิดที่สัมพันธ์กับการเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง) ส่วนปัจจัยที่กระตุ้นให้โรคกำเริบมากขึ้นได้แก่ การติดเชื้อภายในร่างกาย และแสงแดด เป็นต้น ในโรคนี้ร่างกายของผู้ป่วยมีการสร้างโปรตีนชนิดหนึ่งขึ้นมา ชื่อว่า Antinuclear antibody ที่ใช้ในการวินิจฉัยโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาการของโรคจะแสดงความผิดปกติในร่างกายในหนึ่งอวัยวะหรือหลายอวัยวะ ที่พบได้บ่อยคือ ปวดข้อ เป็นไข้ตั้งแต่ไข้ต่ำๆ จนถึงไข้สูง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เกิดผื่นผิวหนังตามใบหน้า แขน ขา ที่อยู่บริเวณนอกเสื้อผ้า ผมร่วง มีสภาวะเลือดจาง เม็ดเลือดขาวต่ำ มีเกล็ดเลือดต่ำ ถ้าโรครุนแรงอาจมีเม็ดเลือดแดงแตก ปอดอักเสบ ไตอักเสบ การวินิจฉัยต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญของแพทย์ที่ทำการรักษาเป็นสำคัญ ส่วนใหญ่แพทย์จะวินิจฉัยจากประวัติของผู้ป่วย การตรวจร่างกายพบรอยโรคร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด ปัสสาวะ การเอกซเรย์หัวใจและปอด เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; SLE เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องมีการติดตามการรักษาสม่ำเสมอ เพราะการรักษาอย่างสม่ำเสมอสามารถทำให้โรคสงบได้ โดยเริ่มจากประเมินความรุนแรงของอาการที่ผู้ป่วยเป็นว่ามากน้อยแค่ไหน เพราะอาการของแต่ละคนจะมีความรุนแรงของโรคไม่เท่ากัน หลังจากนั้นจึงจะวางแผนการรักษาและการให้ยา ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมากและเกิดการอักเสบของร่างกายในหลายระบบ แพทย์อาจพิจารณาการใช้ยาสเตียรอยด์หรือยากดภูมิเพื่อคุมโรค ดังนั้นผู้ป่วยแต่ละคนจึงได้ยาแตกต่างกันตามความรุนแรงของโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยมีข้อควรปฏิบัติของผู้ป่วยคือ ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการออกแดด ลดและหลีกเลี่ยงการติดเชื้อโดยการทานอาหารที่สะอาด รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ไม่ลดหรือเพิ่มยาเอง มาตรวจหรือพบแพทย์ตามนัดอย่าให้ขาด การพบแพทย์และได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101540</URL_LINK>
                <HASHTAG>SLE, คุณภาพชีวิต, แพ้ภูมิตัวเอง (SLE) &quot;โรคร้าย&quot; ปัญหาระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210502/image_big_608ea82b5ef35.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
