<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117026</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2021 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดีป้า - จังหวัดอุบลราชธานี ปักหมุดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล สร้างระบบนิเวศกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล พัฒนากำลังคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;17 กันยายน 2564, อุบลราชธานี &amp;ndash; ดีป้า จับมือ จังหวัดอุบลราชธานี เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ปักหมุดพื้นที่ศาลากลางจังหวัด จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สาขาภาคอีสานตอนล่าง และศูนย์ ASEAN Smart Cities Network Center หวังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาระบบนิเวศด้านดิจิทัล รวมถึงศูนย์สั่งการและบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ ช่วยยกระดับเมืองด้วยฐานของข้อมูลที่เป็นประโยชน์ กระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล และพัฒนากำลังคนดิจิทัลในพื้นที่ คาดพร้อมให้บริการหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไปปลายปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า พร้อมผู้บริหารและพนักงาน ร่วมพิธีเปิดป้ายอาคารสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สาขาภาคอีสานตอนล่าง และศูนย์ ASEAN Smart Cities Network Center บนพื้นที่ 3 ไร่ บริเวณศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี โดยได้รับเกียรติจาก นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธาน ซึ่งมีคณะผู้บริหาร รวมถึงพนักงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิธีกันโดยพร้อมเพรียง โดยทั้งหมดปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;โดย นายสฤษดิ์ กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีสำหรับการปักหลักของ ดีป้า และศูนย์ ASEAN Smart Cities Network Center ในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ณ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นหมุดหมายสำคัญในการเชื่อมโยงและส่งเสริมเส้นทางเพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของอุบลราชธานี และกลุ่มจังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียง และขอแสดงความยินดีกับ ดีป้า ภายใต้การนำของ ดร.ณัฐพล รวมไปถึงคณะเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกท่าน อีกทั้งขออำนวยพรให้การดำเนินการก่อสร้างอาคารสำนักงานสาขาฯ ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และสามารถดำเนินภารกิจอันเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ด้าน ดร.ณัฐพล กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดีป้า บูรณาการการทำงานกับจังหวัดอุบลราชธานีอย่างต่อเนื่องในการสำรวจและวางแผนความร่วมมือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล โดยมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อนอุบลราชธานีสู่การเป็นศูนย์กลางการให้บริการด้านดิจิทัลในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่าง ก่อนพัฒนาไปสู่การเป็น ASEAN Digital Hub ในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;อาคารสำนักงาน ดีป้า สาขาภาคอีสานตอนล่าง และศูนย์ ASEAN Smart Cities Network Center จะเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล พร้อมมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในการพัฒนาระบบนิเวศด้านดิจิทัล (Digital Ecosystem) ที่กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล โดยตั้งใจให้เป็นพื้นที่ที่ประชาชนเข้าใช้งานได้อย่างสะดวก เหมาะกับการคิดค้นสิ่งใหม่ต่อยอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล มี Co-working Space รองรับการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และการประชุม เป็นศูนย์สั่งการและบริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ (City Data Platform) ที่จะช่วยยกระดับการพัฒนาเมืองด้วยฐานของข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สามารถให้บริการภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป รวมถึงชาวต่างชาติ อีกทั้งมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัล ควบคู่ไปกับการพัฒนากำลังคนดิจิทัลในพื้นที่ โดยคาดว่า การก่อสร้างจะแล้วเสร็จและพร้อมเปิดให้บริการช่วงปลายปี 2565&amp;rdquo; ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;นอกจากนี้ ดีป้า และ จังหวัดอุบลราชธานี เตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนเมืองเศรษฐกิจอัจฉริยะต้นแบบ (Smart Economy Showcase) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในภาคอุตสาหกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารในจังหวัดอุบลราชธานี และพื้นที่ใกล้เคียงที่สนใจสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีคุณภาพจากเครือข่ายดิจิทัลสตาร์ทอัพสัญชาติไทย ซึ่งผู้ประกอบการที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการจัดกิจกรรม Smart Economy Showcase ได้ทาง Facebook Page: depa Thailand&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117026</URL_LINK>
                <HASHTAG>ASEAN Digital Hub, City Data Platform, co-working space, Smart City, Smart Economy Showcase, ขับเคลื่อนเมืองเศรษฐกิจอัจฉริยะต้นแบบ, จังหวัดอุบลราชธานี, ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์, ดีป้า, นายสฤษดิ์ วิฑูรย์, บริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ, ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี, ศูนย์ ASEAN Smart Cities Network Center, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, อุบลราชธานี, เมืองอัจฉริยะ, โครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210917/image_big_6144528f49379.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111814</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/08/2021 12:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/08/2021 12:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MEA ครบรอบ 63 ปี Stay Strong เข้มแข็ง แล้วไปต่อด้วยกัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA เปิดเผยว่า ในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาการไฟฟ้านครหลวง ครบ 63 ปี วันที่ 1 สิงหาคม 2564 นี้ MEA มีภารกิจที่สำคัญในการขับเคลื่อนพลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร พร้อมสนับสนุนทุกภาคส่วนรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ในทุกมิติ ภายใต้แนวทาง &amp;ldquo;63 Year MEA Stay Strong เข้มแข็ง&amp;hellip;แล้วไปต่อด้วยกัน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวต่อไปว่า MEA เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจประเภทสาธารณูปโภคสังกัดกระทรวงมหาดไทย ที่ได้รับการสถาปนาขึ้นในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2501 ถือเป็นการไฟฟ้าแห่งแรกในประเทศไทย ดูแลรับผิดชอบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ โดยในปีที่ 63 นี้ MEA พร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องให้มีความเพียงพอ มั่นคงปลอดภัย สอดรับกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของเมืองมหานคร ทั้งภารกิจการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Metro Grid) ขับเคลื่อนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ส่งเสริมโครงการ Solar Rooftop รวมถึงพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมที่ทันสมัยในอนาคตรองรับการเป็นมหานครอัจฉริยะ &amp;quot;Smart Metro&amp;quot; สู่การเป็น Smart City ตามนโยบายรัฐบาล อีกทั้ง ยังให้ความสำคัญกับวิกฤตการณ์ COVID-19 โดยมีภารกิจเร่งด่วนออกแบบติดตั้งจัดการระบบไฟฟ้าให้เพียงพอต่อการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในโรงพยาบาลสนาม ทั้งในด้านระบบแสงสว่าง ระบบปรับอากาศ ระบบปั๊มน้ำและอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ และแผนรองรับการจ่ายไฟฟ้าในอนาคตอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการให้กับโรงพยาบาลสนามต่าง ๆ เช่น รพ.สนามศูนย์กีฬาบางกอกอารีนา (เอราวัณ 2) รพ.สนามพลังแผ่นดิน รพ.สนามสมุทรปราการรวมใจ 5 (WHA) รพ.สนามราชพิพัฒน์ ศูนย์พักคอยตันปัน เป็นต้น นอกจากนี้ MEA ได้ให้ความช่วยเหลือแก่ทุกภาคส่วนโดยสนับสนุนงบประมาณการบริหารจัดการพลังไฟฟ้าให้กับ รพ.บุษราคัม ส่งมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์และสิ่งของจำเป็นให้กับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสนามในพื้นที่ต่าง ๆ ส่งมอบอาหารกล่องจำนวน 100,000 กล่อง ในโครงการ Food For Fighters รวมถึงการเร่งลงพื้นที่ส่งมอบถุงยังชีพและหน้ากากอนามัยจำนวนกว่า 300,000 ชิ้น ให้แก่ชุมชนในพื้นที่บริการ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ขณะเดียวกัน MEA ยังพร้อมสนับสนุนหน่วยงานฯ โรงพยาบาลสนามทุกแห่ง โดยเฉพาะในด้านระบบไฟฟ้า พร้อมจัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและให้บริการแก้ไขไฟฟ้าขัดข้องตลอด 24 ชั่วโมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าจากผลกระทบ COVID-19 นั้น ล่าสุด MEA ได้ดำเนินการตามมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานสำหรับประชาชน ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 13 กรกฎาคม 2564 โดยให้ส่วนลดค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม และสิงหาคม 2564 สำหรับบ้านอยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก (ไม่รวมส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ) ซึ่งผู้ใช้ไฟฟ้าจะได้รับส่วนลดโดยอัตโนมัติ โดยสามารถตรวจสอบค่าไฟฟ้าและสิทธิ์ส่วนลดในแต่ละรอบเดือนได้ในใบแจ้งค่าไฟฟ้า MEA Smart Life Application หรือผ่าน Line : MEA Connect อีกทั้ง ยังมีมาตรการขยายระยะเวลายกเว้นการเรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุด (Minimum Charge) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 3 -7 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ถึงเดือนธันวาคม 2564 อีกด้วย นอกจากนี้ MEA มีมาตรการผัดชำระค่าไฟฟ้าโดยขอให้ผู้ใช้ไฟฟ้าติดต่อเพื่อแจ้งความประสงค์ อีกทั้ง อำนวยความสะดวกให้ชำระค่าไฟฟ้าบางบิลผ่านระบบออนไลน์ผ่านช่องทาง MEA Smart Life Application หรือช่องทาง MEA e-Service เว็บไซต์ https://eservice.mea.or.th โดยนำรหัส QR Code/Barcode ไปชำระผ่านระบบ Internet Banking (ไม่จำกัดวงเงิน) หรือ ชำระได้ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้าน 7-Eleven (จำกัดวงเงินไม่เกิน 30,000 บาท)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในด้านงานบริการ MEA มุ่งมั่นพัฒนานำเทคโนโลยี มาปรับใช้ในการทำงานทั้งภายใน และให้บริการภายนอกแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องด้วย MEA Smart Service โดยพัฒนาเว็บไซต์ www.mea.or.th รวมถึงแอปพลิเคชันต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ไม่ว่าจะเป็น MEA Smart Life Application หรือ Line MEA Connect ที่สามารถตรวจสอบและชำระค่าไฟ แจ้งไฟฟ้าขัดข้อง อีกทั้งยังมีบริการด้านไฟฟ้าออนไลน์ ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยระบบ MEASY รวมทุกบริการทั้งขอติดตั้งไฟฟ้าใหม่ ขอติดตั้งไฟฟ้าเพิ่มชั่วคราว ขอเพิ่ม-ลดขนาดเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า ตลอดจนการของดการใช้ไฟฟ้าชั่วคราวก็สามารถรับบริการได้ง่ายยิ่งขึ้น ที่สำคัญได้พัฒนาระบบให้เป็นช่องทางในการขอคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าที่สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัยในช่วงสถานการณ์ COVID-19 อีกด้วย นอกจากนี้ MEA ยังได้ปรับเปลี่ยนงานบริการต่าง ๆ เพื่อให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงในเชิงเศรษฐกิจ และสังคมในรูปแบบ New Normal ทั้งในด้านการยกระดับคุณภาพงานบริการต่าง ๆ ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสกระดาษ โดยเฉพาะบริการ MEA e-Bill ให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารับเอกสารในรูปแบบออนไลน์ ผ่านทาง SMS หรือ Email เพื่อลดการใช้กระดาษ พร้อมช่องทางการติดต่อ ผ่านโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ได้แก่ Facebook : การไฟฟ้านครหลวง MEA, Line : MEA Connect, Twitter : @mea_news, Instagram : meafanclub และศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้าการไฟฟ้านครหลวง MEA Call Center 1130 ตลอด 24 ชั่วโมง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ใช้ไฟฟ้ายุคใหม่อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในด้านความมั่นคงระบบไฟฟ้า MEA มีหน่วยพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสะสม ปี 2564 เท่ากับ 50,558.43 ล้านหน่วย (คาดการณ์ ณ เดือน ก.ค. 2564) โดย MEA ได้ดำเนินการตามแผนปรับปรุงและขยายระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้าให้เหมาะสมกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น สามารถให้บริการครอบคลุมพื้นที่ร้อยละ 100 มีสถิติความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุด (Maximum Demand) ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2562 จำนวน 9,525.93&amp;nbsp;เมกะวัตต์ และได้พัฒนาระบบจำหน่ายพลังไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเสริมความมั่นคงและความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า ส่งผลให้มีจำนวนครั้งที่ไฟฟ้าขัดข้องเฉลี่ย (SAIFI) เท่ากับ 0.414 ครั้ง/ผู้ใช้ไฟฟ้า 1 ราย/6 เดือน และระยะเวลาที่ไฟฟ้าขัดข้องเฉลี่ย (SAIDI) เท่ากับ 13.349 นาที/ผู้ใช้ไฟฟ้า 1 ราย/6 เดือน (ข้อมูลสะสมถึงเดือน มิถุนายน 2564) นอกจากนี้ MEA ยังคงเดินหน้าโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินในพื้นที่สำคัญทางเศรษฐกิจตามแผนงาน โดยมีโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ รวมทั้งสิ้น 29 โครงการ ระยะทางรวม 187.5 กิโลเมตร ตัวอย่างเช่น โครงการตามแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน-เหลือง-ส้ม-เขียว-ชมพู-ม่วง ถนนพระรามที่ 3 ถนนรัชดาภิเษก ถนนวิทยุ ถนนพหลโยธิน ถนนลาดพร้าว ถนนรามคำแหง ถนนสุขุมวิท ถนนเพชรบุรี ถนนอรุณอมรินทร์ ถนนพรานนก ถนนบรมราชนนี ถนนวงศ์สว่าง และถนนนครอินทร์ เป็นต้น เพื่อเพิ่มความมั่นคงของระบบไฟฟ้า รองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต เพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอันเนื่องมาจากรถชน/เกี่ยวเสาไฟฟ้าล้ม หรือจากภัยธรรมชาติ พร้อมทั้งปรับปรุงทัศนียภาพให้เกิดความเป็นระเบียบ เรียบร้อยและสวยงาม อีกทั้ง ล่าสุด MEA ได้เปิดใช้งานสถานีต้นทางบางซื่อ พร้อมส่งจ่ายพลังงานไฟฟ้ารองรับสถานีกลางบางซื่อและโครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) รวมถึงรองรับการใช้ไฟฟ้าพื้นที่เมืองมหานครในอนาคต เพื่อร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รับเทรนด์การเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดปัญหาการปล่อยมลพิษทางอากาศ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนการพัฒนาระบบไฟฟ้าไปสู่การเป็นมหานครอัจฉริยะนั้น MEA ได้ดำเนินโครงการ Smart Metro Grid ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะสำหรับเมืองมหานคร ซึ่งเป็นโครงข่ายสำหรับการส่งข้อมูลการใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะแบบดิจิทัลครบวงจร โดยใช้เทคโนโลยีสมาร์ทมิเตอร์วัดพารามิเตอร์ด้านไฟฟ้าที่จ่ายให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าและหม้อแปลงจำหน่าย ร่วมกับระบบบริหารจัดการที่มีการรับส่งข้อมูลได้แบบสองทาง (Two-way Communication) มีคุณสมบัติในการ Monitor และแสดงผลได้ทันที (Real-time) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ไฟฟ้าในภาวะวิกฤตด้านพลังงาน และเป็นเครื่องมือสนับสนุนการวิเคราะห์บริเวณที่เกิดเหตุไฟฟ้าขัดข้องเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าแก้ไขได้อย่างตรงจุดและรวดเร็วมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนการขับเคลื่อนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นในประเทศ รวมถึงการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด นั้น ล่าสุด MEA ได้ดำเนินการส่งมอบเครื่องอัดประจุไฟฟ้า MEA EV Chargerในโครงการศึกษาวิจัย MEA EV Smart Charging System จำนวน 50 เครื่อง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายให้กับผู้ผ่านการคัดเลือกในเขตพื้นที่ให้บริการ โดยปัจจุบันได้ดำเนินการติดตั้งพร้อมใช้งานให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, MBK CENTER, CP Tower และ Riverine Place Condominium เป็นต้น รวมถึงมีความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด หรือ EA ในการพัฒนาระบบการให้บริการและขยายแผนการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) ในพื้นที่ของ บริษัท บิ๊กซีซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสามารถชาร์จผ่าน QR Code ที่สถานีฯ หรือผ่าน MEA EV Application ได้ทันที นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับ วิจิตรา ดิเวลลอปเม้นท์ ให้บริการออกแบบติดตั้งระบบไฟฟ้าใต้ดินโครงการ เธอ ลาดพร้าว 93 เป็นการให้บริการในรูปแบบเบ็ดเสร็จในจุดเดียว (One-Stop Service) รวมถึงติดตั้ง EV Charging Station ในโครงการฯ เพื่อยกระดับความมั่นคง ปลอดภัย ระบบไฟฟ้าหมู่บ้านจัดสรรแบบครบวงจร ซึ่งผู้ประกอบการหมู่บ้านจัดสรรที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลและรับบริการในรูปแบบดังกล่าวได้&amp;nbsp; สำหรับด้านพลังงานสะอาด MEA พร้อมขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐ ส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ภายในบ้านอยู่อาศัย อาคารหรือสถานประกอบการ ในเขตพื้นที่ให้บริการ ซึ่งหากต้องการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าต้องขออนุญาตเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าและติดตั้งอุปกรณ์ตามมาตรฐานของ MEA เพื่อความปลอดภัย ขณะเดียวกัน MEA ยังมีโครงการช่างไฟฟ้ามืออาชีพ ซึ่งผู้ที่ผ่านการอบรมยังมีโอกาสได้รับการอบรมการติดตั้งระบบชาร์จไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า EV Charger รวมถึงร่วมให้บริการด้านไฟฟ้าแบบครบวงจรผ่าน Application MEA e-Fix เสริมสร้างรายได้เป็นเครือข่ายตัวแทน MEA ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในด้านการบริหารองค์กร MEA ได้รับรางวัล Asia Pacific Enterprise Awards (APEA) 2021 Regional Edition ในสาขา Master Entrepreneur Award ในฐานะผู้นำองค์กรที่มีความมุ่งมั่นและสามารถสร้างความเติบโตทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และสาขา Inspirational Brand Award ที่มอบให้กับองค์กรชั้นนำที่มีความโดดเด่นในด้านการบริหารงานอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมจนได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคเอเชีย นอกจากนี้ MEA ยังได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กร ระดับ AAA แนวโน้มอันดับเครดิต Stable ซึ่งเป็นระดับที่ดีที่สุดอย่างต่อเนื่องโดยทริสเรทติ้ง สะท้อนถึงบทบาทที่สำคัญในฐานะรัฐวิสาหกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงนโยบายทางการเงินที่รอบคอบ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ รวมถึงได้รับรางวัลสำนักงานสีเขียว (Green Office) ระดับประเทศ ตามโครงการส่งเสริมสำนักงานสีเขียว (Green Office) ประจำปี 2563 ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ MEA ได้รับต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ซึ่งตอกย้ำความสำเร็จในการดำเนินงานที่คำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันนี้ MEA ยังคงมุ่งมั่นภารกิจสร้างสรรค์นวัตกรรม ขับเคลื่อนระบบพลังงานอัจฉริยะเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนของเทคโนโลยีในปัจจุบันและอนาคต ด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เพียงพอ มั่นคง และปลอดภัย ซึ่ง MEA มีความพร้อมที่จะรับมือ และสนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ ตลอดจนประชาชนทุกคนให้สามารถผ่านวิกฤตการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในครั้งนี้ โดย MEA พร้อมที่จะให้บริการผู้ใช้ไฟฟ้าด้วยความสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพื่อมุ่งตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้า ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Energy for city life, Energize smart living&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111814</URL_LINK>
                <HASHTAG>63 Year MEA Stay Strong เข้มแข็ง…แล้วไปต่อด้วยกัน, Asia Pacific Enterprise Awards (APEA) 2021 Regional Edition, Energize smart living, Energy for city life, EV Charging Station, Green Office, Maximum Demand, MEA, MEA EV Charger, MEA EV Smart Charging System, MEA Smart Life Application, MEA Smart Service, Minimum Charge, Smart City, Smart Metro, Smart Metro Grid, การไฟฟ้านครหลวง, ขับเคลื่อนพลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร, ครบ 63 ปี, นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์, พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร, พลังไฟฟ้าสูงสุด, ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ, รางวัลสำนักงานสีเขียว, วันคล้ายวันสถาปนาการไฟฟ้านครหลวง, สถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า, สาขา Inspirational Brand Award, สาขา Master Entrepreneur Award, องค์กรที่มีความมุ่งมั่นและสามารถสร้างความเติบโตทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง, อัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุด, โครงการ Food For Fighters, โครงการ Solar Rooftop</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210801/image_big_610628f0d1155.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54120</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/01/2020 18:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/01/2020 18:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มธ.จับมือ&#039;ฮาร์วาร์ด&#039;ผนึกกำลังเอกชนปั้น&#039;รังสิต-นวนคร&#039;สู่ SMART CITY เต็มรูปแบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับ 3 บริษัทเอกชนชั้นนำ ประกอบด้วย บริษัท นวนคร จำกัด (มหาชน) บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และบริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที 8 มกราคม 2563 เพื่อร่วมกันศึกษาแนวทางการพัฒนาพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมนวนคร ตลอดจนพื้นที่ข้างเคียง เพื่อส่งเสริมให้เป็นเมืองอัจฉริยะเต็มรูปแบบ หรือ &amp;ldquo;Thammasat &amp;ndash; Nava Nakorn Smart City&amp;rdquo; โดยคาดว่าต้นแบบจะแล้วเสร็จภายในกลางปี ๒๕๖๓&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายในงานเดียวกันนี้ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตนา (LOI) ร่วมกับ Graduate School of Design ของ Harvard University เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ และจัด Option Studio สำหรับนักศึกษานานาชาติระดับปริญญาโทจากสาขาสถาปัตยกรรม ภูมิสถาปัตยกรรม และการออกแบบเมือง ซึ่งจะศึกษาและเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินกิจกรรมในโครงการนี้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ. เกศินี วิทูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเป้าหมายการพัฒนาสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชนและความยั่งยืน โดยที่ผ่านมาได้ร่วมกับภาคเอกชนและเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย ตลอดจนร่วมกันสร้างองค์ความรู้ที่บูรณาการสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน ดังนั้นการลงนามใน MOU ฉบับนี้ จึงสอดคล้องกับเป้าหมายของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เราตั้งใจที่จะสร้างเมืองอัจฉริยะให้เกิดขึ้นจริง เป็นต้นแบบของประเทศไทย ซึ่งความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากภาคการเมืองด้วย ฉะนั้นหลังจากนี้ธรรมศาสตร์จะประสานความร่วมมือไปยังรัฐบาล เชิญรัฐมนตรีกระทรวงที่เกี่ยวข้องและเห็นความสำคัญโครงการนี้มาพูดคุยกัน เพื่อประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง&amp;rdquo; รศ. เกศินี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิพิฐ อรุณวงษ์ ณ อยุธยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นวนคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นวนครและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปรียบเสมือนเพื่อนบ้านที่อยู่ร่วมกันมานาน ซึ่งโครงการ &amp;ldquo;Thammasat &amp;ndash; Nava Nakorn Smart City&amp;rdquo; ถือเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ในการร่วมกันพัฒนาพื้นที่ในระดับชุมชนเมือง ภายใต้เงื่อนไขและแผนพัฒนาที่สอดคล้องและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในการเข้าร่วมโครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะประเทศไทย (Thailand Smart City) ของภาครัฐ โดยนวนครและทั้งพันธมิตร ได้แก่ ราช กรุ๊ป และ เอแอลที เทเลคอม ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนข้อมูล การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ตลอดจนทุนจำนวน 2.26 ล้านบาท ในการศึกษาโครงการดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในฐานะที่ผมเป็นสถาปนิกคนหนึ่งและมีความฝันในเรื่องนี้ ผมพูดได้ว่าเราไม่มีพื้นที่ใดที่มีองค์ประกอบเหมาะสมเท่านี้อีกแล้ว เรามีทั้งชุมชน สถาบันการศึกษา หน่วยงานนวัตกรรม ตลอดจนภาคการผลิต เราสามารถสร้างศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนา (R&amp;amp;D) และอื่นๆ อีกมากมาย ฉะนั้นเราจะนำเทคโนโลยีและศักยภาพทั้งหมดที่เรามี มาใช้ในการพัฒนาเพื่อสร้างเมืองต้นแบบให้กับประเทศของเรา&amp;rdquo; นายนิพิฐ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ. อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การศึกษาโครงการดังกล่าวจะเป็นส่วนหนึ่งของวิชาหลัก จาก 5 สาขาวิชา ได้แก่ สาขาสถาปัตยกรรม ภูมิสถาปัตยกรรม การผังเมือง การออกแบบและพัฒนาชุมชนเมือง และการจัดการออกแบบ ธุรกิจ และเทคโนโลยี เพื่อให้ได้มุมมองการพัฒนาและตัวอย่างผลลัพธ์ในเชิงการออกแบบวางผัง และนวัตกรรมที่นำไปสู่ความเป็นเมืองอัจฉริยะในหลากหลายมิติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการดำเนินการศึกษาดังกล่าว จะเป็นการทำงานร่วมกันของนักศึกษาในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และผู้ช่วยวิจัย ผ่านการแนะนำโดยคณาจารย์ประจำ และเชี่ยวชาญต่างประเทศของคณะที่มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในหลากหลายด้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงการดังกล่าวจะดำเนินการเสร็จสิ้นในกลางปี 63 และมุ่งหวังที่จะเป็นอีกตัวอย่างในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญไม่เพียงสนับสนุนนโยบายภาครัฐ แต่ยังช่วยสร้างความตระหนักรู้แก่ให้กับสังคมในการให้ความสำคัญกับการพัฒนาชุมชนและภูมิทัศน์เมืองอีกด้วย&amp;rdquo; ผศ.อาสาฬห์ ระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54120</URL_LINK>
                <HASHTAG>SMART CITY, มธ., ฮาร์วาร์ด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200108/image_big_5e15c26d776b9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27349</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/01/2019 20:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/01/2019 20:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) จับมือ กนอ. ทีโอที ขับเคลื่อนระบบโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานอัจฉริยะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) พร้อมด้วย ดร.สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (ทีโอที) และนายมงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบดิจิทัลและสื่อสารโทรคมนาคมอัจฉริยะ (Smart Digital/Telecommunication) และบันทึกความร่วมมือโครงการพัฒนาพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) ในนิคมอุตสาหกรรม โดยในครั้งนี้ ผู้ว่าการ กฟน. ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการพัฒนาพลังงานอัจฉริยะ ในนิคมอุตสาหกรรม กับผู้ว่าการ กนอ. และ ลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางไฟฟ้าและการสื่อสาร เพื่อนำไปสู่เมืองอัจฉริยะ (Smart City) กับ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที ณ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง เปิดเผยว่า การไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน. ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาล โดยการเดินหน้าพลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร มุ่งเน้นการจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และประชาชน โดยพิธีลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ กฟน. ถือเป็นส่วนสำคัญ ในโครงการเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารโทรคมนาคมอัจฉริยะ และโครงการพัฒนาพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) ในนิคมอุตสาหกรรม ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (ทีโอที) &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ซึ่งบทบาทของ กฟน. จากพิธีลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ คือ การพัฒนาพลังงานอัจฉริยะร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พัฒนาพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) ในนิคมอุตสาหกรรม โดยศึกษาและพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่เกี่ยวข้องด้านพลังงานอัจฉริยะ (Smart Energy) พลังงานทดแทน (Renewable Energy) การบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ (Energy Efficiency) อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการนำไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรม ทั่วประเทศ มุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) โครงการนิคมอุตสาหกรรม Smart Park ตามแนวนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งจะส่งเสริมให้นิคมอุตสาหกรรมมีความทันสมัย ชุมชนในนิคมอุตสาหกรรมมีคุณภาพชีวิตที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ในด้านของความร่วมมือกับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) นั้น เป็นการร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางไฟฟ้าและการสื่อสาร เพื่อนำไปสู่เมืองอัจฉริยะ (Smart City) อันจะเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐในการจัดสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางไฟฟ้าและการสื่อสารสำหรับการนิคมอุตสาหกรรม เพื่อลดการลงทุนซ้ำซ้อน และปรับปรุงภูมิทัศน์ภายในนิคมอุตสาหกรรมให้สวยงาม เป็นระเบียบ จากความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการสื่อสาร และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อประเทศได้อย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;#พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;Energy for city life, Energize smart living&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27349</URL_LINK>
                <HASHTAG>Smart City, กนอ., การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.), ทีโอที, นายกีรพัฒน์ เจียมเศรษฐ์, บันทึกความร่วมมือ, พลังงานอัจฉริยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190123/image_big_5c4863936e86b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
