<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115816</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> รวบพรานป่าโหด ล่าสัตว์คุ้มครอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี นำกำลังชุด SMART Patrol กวาดล้างขบวนการล่าสัตว์ป่า บุกรวบ 3 พรานป่าใจทมิฬกลางอุทยาน ค้นพบซากสัตว์ป่าคุ้มครองหลายชนิด พร้อมอาวุธปืนยาว 2 กระบอกและกระสุนจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 6 ก.ย.64 นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้ดำเนินการปราบปรามขั้นเด็ดขาดกับผู้ลักลอบล่าและค้าสัตว์ป่าอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ นายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี นำกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม ชุด SMART Patrol พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 1 ภาคกลาง (สปป.1) รวมจำนวน 15 นาย เข้าปฏิบัติการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับกฎหมายการป่าไม้ บริเวณพื้นที่ป่าบ้านทิพุเย หมู่ที่ 3 ตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลม เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จนกระทั่งพบกลุ่มพรานป่าชายจำนวน 3 คน เดินสะพายอาวุธปืนยาว 2 กระบอก พร้อมสัมภาระถุงปุ๋ยออกมาจากป่าในบริเวณดังกล่าว คณะเจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวพร้อมเข้าทำการจับกุมชายทั้ง 3 คน ประกอบด้วย นายลายคุโพ่ ไม่มีนามสกุล สัญชาติกะเหรี่ยง อายุ 24 ปี, นายสุวัฒน์ ทองผาสุทธิ อายุ 31 ปี และนายสะจูโพ่ ไม่มีนามสกุล อายุ 27 ปี ทั้ง 3 คนอาศัยอยู่ ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดสัมภาระถุงปุ๋ยออกถึงกับผงะและสุดเศร้าใจ เนื่องจากพบซากสัตว์ป่าคุ้มครองหายากหลายชนิดที่ถูกพรานใจโหดล่ามา ประกอบด้วย กระรอกดง หรือพญากระรอก 2 ตัว นกเงือกใหญ่ หรือนกกาฮัง หรือนกกก 2 ตัว เม่นหางพวง จำนวน 2 ตัว ค่างชำแหละรมควันเป็นชิ้นๆ จำนวน 1 ตัว ลิงกังชำแหละเป็นชิ้น จำนวน 1 ตัว ตะพาบน้ำ 1 ตัว ตะกวด 1 ซาก &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมอุปกรณ์ในการล่าสัตว์ ดังนี้ ปืน CZ 452 .22 LR พร้อมกล้องเล็งติดปืน จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืน จำนวน 75 นัด และแมกกาซีนปืน จำนวน 1 ชุด ปืนไทยประดิษฐ์ .22 พร้อมกล้องเล็งติดปืน จำนวน 1 กระบอก, มีดปลายแหลม จำนวน 3 เล่ม, ไฟคาดหัว จำนวน 4 ดวง, ไฟฉาย จำนวน 1 อัน, หม้อสนาม จำนวน 4 ใบ, เปลนอน จำนวน 3 หลัง, ไฟแช็ก จำนวน 4 อัน, เตาแก๊สพร้อมแก๊สกระป๋อง จำนวน 1 ชุด และเป้สะพายหลัง จำนวน 1 ใบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะเจ้าหน้าที่เห็นว่าการกระทำของผู้ต้องหาทั้ง 3 คนมีความผิดดังนี้ 1.ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 มาตรา 12 ฐาน &amp;quot;ล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต&amp;quot; ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 17 ฐาน &amp;quot;ครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาต ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 2.ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มาตรา 19 (3) ฐาน &amp;quot;ล่อหรือนำสัตว์ป่าออกไปหรือกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่าด้วยประการใด ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ 3.ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน 2497 พระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7 ฐาน &amp;quot;ห้ามมิให้ผู้ใดทำ ซื้อ มีใช้ สั่ง หรือนำเข้าอาวุธปืนโดยมิได้รับอนุญาต ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2 พันบาทถึง 2 หมื่นบาท มาตรา 8 ทวิ ฐาน&amp;quot;ห้ามมิให้ผู้ใดพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะเจ้าหน้าที่จึงได้นำผู้ต้องหาทั้ง 3 คนพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.ทองผาภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115816</URL_LINK>
                <HASHTAG>SMART Patrol, กวาดล้างขบวนการล่าสัตว์ป่า, ขบวนการล่าสัตว์ป่า, ซากสัตว์ป่าคุ้มครอง, สังขละบุรี, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุทยานแห่งชาติเขาแหลม, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135fd2e95494.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2018 13:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/10/2018 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพิ่มดีกรีลาดตระเวนเชิงคุณภาพ &#039;ผู้พิทักษ์ป่า&#039;  ปกป้อง &#039;ต้นทุนสมบัติชาติ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าไม่มีการจัดการดูแลป่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ไม่มีเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณพิทักษ์ป่า&amp;nbsp; คิดว่าบ้านเราจะมีป่าเหลืออยู่หรือไม่ และถ้าไม่มีป่าเราคงไม่มีน้ำกินน้ำใช้&amp;nbsp; ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนกว่า 60ล้านทั้งประเทศได้&amp;nbsp; เพราะทั้งป่าและน้ำคือพื้นฐานการดำรงอยู่ของชีวิตไม่ว่าคน พืช สัตว์ทุกชนิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การทำงานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่อุทยาน เป็นเหมือนอาชีพเฝ้าสินค้าสงวน&amp;nbsp; เหมือนคนดูแลสมบัติส่วนรวมของชาติ ที่เป็นสินค้าสาธารณะ&amp;nbsp; ถ้าไม่มีใครดูแล ใครๆก็จะมาตักตวง มือยาวสาวได้ สาวเอา แราก็เป็นคนเฝ้าให้ เพราะถ้าไม่มีคนดูแล ก็คงจะถูกทำลายหมด ซึ่งเราจะปล่อยไปไม่ได้ เพราะต้นทุนของชาติอยู่ตรงนี้่ &amp;quot;เลิศ เอื้อทวีกุล ผู้อำนวการฝึกอบรมที่5(ตาก )สังกัดกรมอุททยานแห่งชาติ&amp;nbsp; กระทรวงทรัพยากรทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าว ถึงบทบาทเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่า ทั้งที่เป็นข้าราชการและลูกจ้างลาดตระเวณ ในโครงการอบรมเสริมทักษะให้แก่เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ และอุทยานแห่งชาติคลองลาน จำนวน 39 คน ด้วยการฝึกอบรมการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrol) หลักสูตรเทคนิคการลาดตระเวน ภายใต้ &amp;ldquo;โครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์และอุทยานแห่งชาติคลองลาน จ.นครสวรรค์ และ&amp;nbsp; จ.กำแพงเพชรขึ้นที่จัดจึ้นเมื่อต้นเดือนตุลาคา ภายใต้การร่วมมือระหว่าง บริษัท บี.กริม และ WWF-ประเทศไทย และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมาWWF ประเทศไทย ได้จัดทำโครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งในป่าไทยมาเป็นเวลานานหลายปี&amp;nbsp; สำหรับพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงศ์และอุทยานแห่งชาติคลองลาน&amp;nbsp; WWF-ประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนจากบริษัท บีกริม&amp;nbsp; ซึ่งเห็นว่าประชากรของเสือโคร่งเป็นตัวบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของป่า&amp;nbsp; แต่ปัจจุบันประชากรเสือโคร่งในประเทศไทย ลดลงกว่าร้อยละ 97 มีสาเหตุหลักมาจากการถูกล่าเพื่อความเชื่อและนำอวัยวะใช้ทำยา&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงสัตว์ที่เป็นอาหารของเสือโคร่งก็ถูกล่าเช่นเดียวกัน&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าที่ส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของผืนป่า ทั้งหมดจึงเป็นที่มาของการสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ลาดตระเวณทั้งสองอุทยานได้มีทักษะในการทำงานอย่างถูกต้อง การปฎิบัติหน้าที่และรู้จักวิธีการทำให้ตนเองปลอดภัย เมื่อต้องเผชิญกับผู้ล่าสัตว์หรือบุกรุกทำลายป่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดร.รุ้งนภา พูลจำปา ผู้จัดการโครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง อุทยานแห่งชาติแม่วงก์และอุทยานแห่งชาติคลองลาน กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF-ประเทศไทย) กล่าวว่า เสือโคร่งเป็นสัตว์ผู้ล่าที่คอยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ หากป่าแห่งใด มีเสือโคร่งแสดงว่าป่านั้นมีความอุดมสมบูรณ์ เพราะเสือโคร่งเป็นสัตว์ที่อยู่สูงสุดบนห่วงโซ่อาหาร หากเสือโคร่งอยู่ได้ สัตว์ชนิดอื่น ๆ ก็อยู่ได้ การอนุรักษ์เสือโคร่งจึงเปรียบได้กับการอนุรักษ์สัตว์ป่าชนิดอื่น ๆ และอนุรักษ์ระบบนิเวศไปด้วยพร้อม ๆ กัน ปัจจุบัน ประชากรเสือโคร่งมีจำนวนลดลงจากในอดีต เหลือประมาณ 3,890 ตัว จาก 13 ประเทศทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันประเทศไทย มีประชากรเสือโคร่งอยู่ประมาณ 150 - 200 ตัว การนำเทคนิคลาดตระเวนเชิงคุณภาพมาอบรมแก่เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า โดยช่วยให้เจ้าหน้าที่มีความรู้ ความมั่นใจในการการปฏิบัติงานซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งสุดท้ายจะสามารถช่วยในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดต่อทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า โดยเฉพาะเสือโคร่งซึ่งถือป็นสัตว์ที่ถูกคุกคามและมีประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo; ดร.รุ้งนภา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่รู้กันว่า การลาดตระเวณของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามีความเสี่ยงมากกว่าแต่ก่อน&amp;nbsp; และเป็นความเสี่ยงที่มีความรุนแรงมากกว่าสมัยก่อนๆ เนื่องจาก ผู้กระทำความผิด ได้มีการพัฒนาวิธีการ ที่แปลกใหม่และมีอายุธที่ทันสมัย มีความรุนแรงมากขึ้น กว่าเดิมมาก ในการลักลอบฆ่าสัตว์หรือหาประโยชน์จากป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุระชัย โภคะมณี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติคลองลาน&amp;nbsp; กล่าวว่า นโยบายกรมอุทยานแห่งชาติ ปัจจุบันก็คือการ ให้ความสำคัญกับการลาดตระเวณของเจ้าหน้าที่&amp;nbsp; งบบางส่วน ก็ลงมาที่การลาดตระเวณมากขึ้น พร้อมกับการออกกฎการลาดตระเวณทุกอุทยานว่า เจ้าหน้าที่ต้องเดินลาดตระเวณเดือนละไม่ต่ำกว่า 15 วัน&amp;nbsp; ซึ่งวิธีการดังกล่าว จะทำให้การลาดตระเวณครอบคลุมพื้นที่แต่ละอุทยานได้ปีละไม่ต่ำกว่า 70% ของพื้นที่&amp;nbsp; ส่วนที่คลองลานมีพื้นที่ประมาณ2 .6 แสนไร่&amp;nbsp; ซึ่งการลาดตระเวณ&amp;nbsp; จะทำให้มีโอกาสพบผู้กระทำความผิด หรือป้องกันให้ชาวบ้านเข้ามาในพื้นที่อนุรักษ์ได้ดีกว่า&amp;nbsp; ซึ่งทั้งที่ ห้วยขาแข้ง แม่วงก์ คลองลาน เองก็ต้องทำการลาดตระเวณ&amp;nbsp; ตามระบบที่วางไว้ หลังจากนั้นจะมีการรวบรวมข้อมูลเป็นระดับภูมิภาค และส่งข้อมูลให้ทางกรมอุทยานฯ&amp;nbsp; เพื่อติดตามข้อมูลผลการลาดตระเวณ&amp;nbsp; ซึ่งนโยบายดังกล่าว กรมอุทยานให้ความสำคัญจริงจังอย่างมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าอุทยานฯคลองลาน กล่าวอีกว่า ส่วนอบรมเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณอย่างน้อยปีละ2ครั้ง เพราะมีข้อจำกัดงบประมาณ มีครูฝึกที่เป็นตำรวจ มาสอนเรื่องระเบียบวินัยการใช้อาวุธ การรบ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ปะทะ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ความเสี่ยง และความสูญเสีย&amp;nbsp; ส่วนเนื้อหาการฝีก เป็นการฝึกประเมินลักษณะความผิด ว่ามาแบบไหนมาล่าสัตว์ หรือมาตัดไม้ มีอาวุธแบบไหน&amp;nbsp; การประเมินความเสี่ยงว่าหนักหรือร้ายแรงมั๊ย เพื่อจะได้วางแผนเข้าไปจับกุมได้ และการฝึกการสังเกตุ ก็จะเป็นการทบทวนส่วนหนึ่ง และการฝึกยังจำเป็นมากสำหรับเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาใหม่ ถ้าไม่ฝึก จะเกิดความผิดพลาดได้ ยิ่งฝึกมากยิ่งดี ถ้าฝึกได้ปีละ4-5ครั้งจะดีมาก ความผิดพลาดก็จะน้อยลง แต่มีข้อจำกัดงบประมาณ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เจ้าหน้าที่แต่ละอุทยานไม่เท่ากัน ถ้าอุทยานใหญ่ก็จะมีเจ้าหน้าที่มาก อย่างที่อุทยานคลองลานมีเจ้าหน้าที่ประมาณ 100คน แต่ทำงานด้านลาดตระเวณโดยเฉพาะประมาณ 40 คน งานด้านอื่น พื้นที่ของคลองลานมีประมาณ1ใน 9ของ&amp;nbsp; ห้วยขาแข้งที่มี1.7ล้านไร่&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัญหาหลักๆ ของที่นี่คือชาวบ้านรอบ ๆพึ่งพิงทรัพยากรจากป่ามาหาของป่า มาตัดไม้ และล่าสัตว์ แต่แม้ปัญหาจะลดลง แต่ก็มีเข้ามาเรื่อยๆ&amp;nbsp; ทำให้ต้องมีการลาดตระเวณ&amp;nbsp; เพราะเราต้องการให้เกิดการหยุดยั้งไม่มีการเข้ามาทำลายป่า &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุระชัยกล่าวอีกว่า การเข้ามาพรานป่า และผู้บุกรุก&amp;nbsp; มักมีอาวุธ&amp;nbsp; ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องหาเทคนิคใหม่ๆ เข้าไปจับกุม ใช้ระบบการลาดตระเวณ ใช้จีพัเอส อุปกรณ์ต่างๆ เพื่อรวบรวมข้อมูล&amp;nbsp; และนำไปวางแผนในการลาดตระเวณพื้นที่ เพื่อป้องกันได้ถูกจุดและเพิ่มความถี่ในการลาดลาดตระเวณบางพื้นที่ ส่วนทีมลาดตระเวณของคลองลาน จะมี 4ชุด แต่ละชุดใช้เวลาลาดตระเวณไม่ต่ำกว่า เดือนละ15วัน บางเดือนเยอะกว่านั้น แล้วแต่ว่าเราจะได้ข่าวมาจะมีการทำผิดเกิดขึ้น แต่ปกติเจ้าหน้าที่จะออกลาดตระเวณครั้งละ4-5วัน แล้วกลับมาพัก2-3วันแล้วออกไปใหม่ เดือนละ4รอบ แต่บางทีมีข่าวว่ามีการจะล่าสัตว์มีนายพรานเข้าไป ก็จะต้องเข้าไปใหม่ แม้จะเพิ่งออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่คลองลานประกาศ เป็นอุทยานฯ เมื่อปี 2525 เดิมข้างบนมีชาวเขาพวกม้ง กระเหรี่ยง&amp;nbsp; ลีซอ แต่อพยพลงมาตั้งแต่จัดตั้งที่นี่เป็นอุทยาน&amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้จะไม่มีชาวบ้านอยู่&amp;nbsp; แต่เราก็ต้องเฝ้าระวัง ของทุกอุทยานทุกที่&amp;nbsp; เพราะ ในป่ามีทรัพยากรที่มีค่า คือ มีไม้สัก ไม้ประดูต่างๆ&amp;nbsp; คนบางกลุ่มคิดว่าทรัพยากรพวกนี้หาประโยชน์ได้ง่าย ไม่ต้องลงแรงปลูก หรือไปล่าสัตว์ก็ไม่ต้องลงทุนเลี้ยง&amp;nbsp; ถึงเวลาก็มาตัดไม้ มาหาสัตว์ป่า&amp;nbsp; แม้ที่คลองลาน คดีต่างๆแทบจะไม่มีเลย ปีละ 2รายเท่านั้น&amp;nbsp; แต่ก็ต้องมาดูแลตลอด&amp;nbsp; เพราะคงไม่สามารถปล่อยไว้ได้เลย ถ้าไม่มีกฎหมายไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลป่า&amp;nbsp; นโยบายไม่มี เจ้าหน้าที่อ่อนแอ เราคงไม่สามารถคุ้่มครองผืนป่าตะวันตก เพราะคลองลานก็เป็นส่วนหนึ่งเชื่อมต่อแม่วงก์ ห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวร&amp;nbsp; ยาวตั้งแต่เมืองกาญจนบุรี เป็นป่าใหญ่พื้นที่ 7ล้านไร่ ทุกหน่วยทั้งคลองลาน แม่วงก์ ห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่ ก็จะมีหน่วยของตัวเอง แต่ละหน่วยก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี&amp;nbsp; หาวิธีที่ดีที่สุดในการดูแล ป่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ก็มีบ้างพวกแอบมาตัดไม้ แต่จับไม่ได้ ก็มีเพราะป่าเป็นแสนไร่ อย่างห้วยขาแข้งเป็นล้านไร่ เจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ 300-400 คน ยังไม่สามารถคุมตลอดแนวเขตได้ทั้งหมด เราจึงใช้วิธีหลายรูปแบบ ทั้งลาดตระเวณและป้องกัน และรณรงค์ประชาสัมพันธ์&amp;nbsp; เข้่าถึงชุมชน โรงเรียนต่างๆ และชูเรื่องการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งนำร่อง เพราะถ้ามีสัตว์ป่าก็เท่ากับเราคุ้มครองป่าไว้ได้&amp;nbsp; &amp;quot;หัวหน้าอุทยานคลองลานกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ดร.รุ้งนภา เสริมว่า การรณรงค์ ที่ใช้เสือโคร่งเป็นจุดขาย เน้นเข้าถึงชุมชน และโรงเรียนต่างๆ ที่ติดกับชายขอบพื้นที่อุทยาน เนื่องพื้นที่ตะวันออกอุทยานใกล้แนวชุมชนทั้งหมด ส่วนทิศตะวันตก ก็ติดกับพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ โดยwwf และทางอุทยานได้ร่วมมือกัน ดำเนินการมา 8ปี&amp;nbsp; อย่างเด็กที่อบรมรุ่นแรกๆ อายุ10 ขวบ ตอนนี้โตอายุ17-18แล้ว&amp;nbsp; ก็มีความซึมซับเรื่องการอนุรักษ์&amp;nbsp; เราก็ให้เด็กๆที่ผ่านการอบรมและเข้าในเรื่องนี้ มาเป็นผู้นำการรณรงค์ อนุรักษ์ในชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งงานหลักๆของเรามี 3อย่าง คือ สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่การลาดตระเวณ&amp;nbsp; การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณ 3. ให้อุปกรณืเครื่องมือต่างๆ เช่น จีพีเอส ยูนิฟอร์ม เต๊นท์ ที่ใช้ในการลาดตระเวณ&amp;nbsp; เพราะเราเชื่อว่า ถ้าเจ้่าหน้าที่ได้รับการสนับสนุน การทำงานปกป้องดูแลป่าก็จะไปได้เร็วขึ้น รวมทั้งงานประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ กับเครือข่ายคนในชุมชน และการทำงานวิจัย 2ประเเด็นคือ&amp;nbsp; ผลจากการลาดตระเวณ ของเจ้าหน้าที่ และการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมการอนุรักษ์ ได้ผลหรือไม่&amp;nbsp; ซึ่งทั้งหมดนี้ ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรเสือ โคร่งอย่างไร เพราะถ้าเหยื่อของเสือเช่น เก้ง กวาง กระทิง ถ้ามีน้ำท่าสมบูรณ์ มีพืชผัก พวกมันก็อยู่ได้ เสือโคร่งก็อยู่ได้ จำนวนประชากรของเสือโคร่งจึงเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของป่า&amp;nbsp; เราจึงเห็นความสำคัญความเข้มแข็งของการลาดตระเวณของเจ้าหน้าที่&amp;nbsp; &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธานี วงษ์นาค หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้วยขาแข้ง&amp;nbsp; ที่เดินทางมาเป็นวิทยากรอบรม เรื่องกฎหมายที่ใช้ในการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ กล่าวว่า ได้มาให้ความรู้ภาคทฤษฎี เรื่องขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมายในการจับกุม&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณ คือ การทำหน้าที่เป็นเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน&amp;nbsp; ซึ่งต้องเข้าใจบทบาทตัวเอง&amp;nbsp; ภารกิจกาต้องการลาดตระเวณคือ ที่ปกป้องทรัพยกร&amp;nbsp; ภารกิจนี้ จำเป็นต้องรู้กฎหมาย เทคนิคทางกฎหมาย นอกเหนือจากการปฎิบัติเชิงยุทธวิธี การปิดล้อม การใช้อาวุธปืน การจัดวางกำลัง และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยการทำงาน&amp;nbsp; จีพีเอส มาร์กพิกัด การอ่านแผนที่เข็มทิศในการเดินป่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสำคัญความรู้ทางกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญมาก โดย ผอ.ธานี ชี้ว่า ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจะเป็นกลไกสำคัญ&amp;nbsp; ที่สามารถนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องรู้วิธีการจับว่าจับอย่างไรถึงอยู่ภายใต้กฎหมาย ดังนั้น หลักฐาน พยานต่างๆที่อยู่ในที่เกิดเหตุ จะต้องทำอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเจอความผิดแล้วต้องทำอย่างไรต่อ และก่อนเจอความผิดเราจะทำอย่างไร วิธีการ ทำให้เราจำเป็นต้องรู้เรื่องกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าเขตฯห้วยขาแข้งกล่าวอีกว่า&amp;nbsp; วิธีการทางกฎหมายของเราก็คือใช้การลาดตระเวณ&amp;nbsp; มันเหมือนการสืบสวนในพื้นที่เพื่อดูว่าเกิดเหตุอะไรมั๊ยในพื้นที่&amp;nbsp; ถ้าไม่มีเหตุระบบข้อมูลก็จะระบุว่าไม่มีเหตุ แต่ถ้าไปเจอร่องรอย ที่เป็นสัญญาณบอกว่าน่าจะมีเหตุผิดปกติ หรือมีการลักลอบเข้ามาในป่าเราก็ต้องพล็อตจุดไว้ แล้วมาดูว่าตรงนั้นมีปัจจัยหรือสิ่งของที่ใครอยากได้&amp;nbsp; ถ้าตรงนั้นมีไม้มีค่า มีต้นสักเยอะ ตรงนั้นชุดลาดตระเวณ ก็ต้องสแกน หัวหน้าอุทยานก็ต้องจัดกำลังเข้าไปตรวจสอบ เพิ่มความถี่เข้าไป ถือว่าเป็นพื้นที่ต้องดูเข้มข้น และถือว่าเป็นพื้นที่ต้องสงสัย&amp;nbsp; สิ่งที่เจ้าหน้าที่ลาดตระเวณต้องเรียนรู้คือ การนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้&amp;nbsp; ซึ่งต้องอาศัยพยานหลักฐาน มาสับสนุนการกระทำการกระทำผิดของเขา แต่บางอย่างพยานหลักฐานเชื่อมไปยาก&amp;nbsp; มันก็จะลำบาก&amp;nbsp; แต่บางครั้งเป็นการทำผิดซึ่งหน้า นาย ก. ตัดไม้ ล้มไม้&amp;nbsp; ชัดเจน จับนายก.ได้ทันที แต่ถ้าบางครั้งล้มแล้ว ไม่เจอตัวคนตัด เราจะทำอย่างไร ตามจับคนที่มาแแอบตัดอย่างไร นี่คือกระบวนการ ดังนั้น เราต้องมีนักสืบ เพื่อสืบสวนว่าใครทำอย่างไร มีพยานมั๊ย บทบาทของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ก็เหมือนตำรวจ เพียงแต่ว่าเราใช้อำนาจกฎหมาย&amp;nbsp; 4ฉบับ พรบ.ป่าไม้ 2584 พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 พรบ.อุทยานแห่งชาติ 2504 และพรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราทำหน้าที่เจ้าหน้าที่พิจารณาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา&amp;nbsp; &amp;nbsp; จับ ตรวจค้น&amp;nbsp; เมื่อจับแล้วต้องแจ้งสิทธิ์ให้เขาทราบ และทำตามขั้นตอนกม.ด้วยความชอบทางกม. ซึงต้องให้เจ้าหน้าที่ลาดตระเวณเรียนรู้เรื่องพวกนี้ไปด้วย เพราะเจ้าหน้าที่เป็นเด็กเข้ามาใหม่เยอะ &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.ท. บรรลือ มหศักดิ์ณรงค์ สารวัตรกองกำกับการปฎิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธร ภาค 3 ครูผู้ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณป่าไม้ มา21ปี กล่าวว่า&amp;nbsp; การฝึกอบรม เวลา 7วัน เป็นการฝึกขั้นพื้นฐาน แต่ถ้าระดับผู้นำก็ประมาณ 5วัน อย่างแรก คือการอบรมยุทธวิธีการจับกุมผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นยุทธซิธีของตำรวจ การเช็คความพร้อมของร่างกายและจิตใจก่อนการทำงาน การสอนวิธีการเข้าจับกุม&amp;nbsp; ยิ่งถ้าเป็นหน่วยลาดตระเวณขนาดเล็ก ทำอย่างไรเจ้าหน้าที่ถึงจะปลอดภัย ก็จะสอนวิธีการตรวจ การประเมินสถานการณ์ การใช้อาวุธ&amp;nbsp; ซึ่งตามกฎหมายเจ้าหน้าที่จะชักอาวุธ ยิงก่อนไม่ได้ จะใช้ได้ต่อเมื่อ ผู้กระทำความผิดจะมีการใช้อาวุธแล้ว ตรงนี้ จะเป็นจุดอ่อนหากมีการดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำผิด ก็จะมีการสอนเจ้าหน้าที่ว่าควรทำอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ตรงนี้ ขณะเดียวกันก็จะทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณปลอดภัยไปด้วยในเวลาเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาด้านการฝึก พ.ต.ท.บรรลือ กล่าวว่า การฝึกถ้าบางคนเป็นทหารมาก่อนเป็นเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณจะง่ายหน่อย แต่ถ้าพื้นฐานมาจากชาวบ้านธรรมดาก็จะยากเรื่องการใช้อาวุธ&amp;nbsp; และถ้าเป็นพวกคนในพื้นที่ก็จะมีปัญหาการสื่อสารเรื่องภาษา ต้องมีคนอธิบายซ้ำ แต่ด้วยความเร่งด่วนของปัญหาป่า ทำให้ไมสามารถคัดกรองคนมาทำงานให้มีคุณสมบัติที่ตรงความต้องการได้มากนัก&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางคนเจอฝึกหนัก&amp;nbsp; ถอดใจ เดินหนีออกไปเลยก็มี แต่ส่วนมากตั้งใจฝึกมาก หลังการฝึกจะมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ชาวบ้านที่มาเป็นเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณมีระเบียบวินัยมากขึ้น มีทักษะในการทำงานเป็นทีมมากขึ้น&amp;nbsp; ที่สำคัญเวลาไปเจอสถานการณ์ จะรู้ว่าคนที่เป็นหัวหน้า รู้ว่าต้องดูแลคนในทีมอย่างไร และคนในทีมจะต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไร นับว่าเป็นส่วนช่วยความมั่นใจในการทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้อาวุธที่เป็นเรื่องสำคัญมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เจ้าหน้าที่ลาดตระเวณบางพื้นที่เจอนายพราน ที่บางที่อาจจะไม่สู้ แต่บางพื้นที่นายพรานมีอาวุธดีกว่าเจ้าหน้าที่ เจอแล้วสู้ เราก็ต้องหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสีย&amp;nbsp; โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ชายแดน มีการใช้อาวุธสงครามร้ายแรงเพื่อล่าเสือ&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราจึงต้องมีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เราให้ปลอดภัย และไม่ใช้อาวุธเกินกว่าเหตุ หรือการใช้อาวุธเราทำได้ในระดับไหน และการควบคุมสถานการณ์อย่างไร เป็นสิ่งที่จะต้องเรียนรู้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณ นายวันเฉลิม ห่วงสูงเย็น นายตฤษณุ คำศรี จากอุทยานแห่งชาติคลองลาน ที่ร่วมฝึกครั้งนี้ บอกว่าฝึกมา 6ครั้ง ไม่เบื่อและครั้งนี้ก็สมัครมาเอง ด้วยเหตุผลต้องการทบทวน ได้ความรู้เพิ่มแน่นอน ถ้าได้ฝึกบ่อยๆ จะทำให้รู้สึกว่าการเข้าจับกุมแต่ละครั้งมีความมั่นใจขึ้น&amp;nbsp; เพราะถ้าไม่ได้ทบทวนก็อาจจะลืมวิธีปฎิบัติไปบ้าง ฝึกเทคนิคการลาดตระเวณเช่นจีพีเอส ถ้าไม่ค่อยได้ใช้ก็จะลืม&amp;nbsp; หรือการจดข้อมูล แต่ก่อนไม่ค่อยได้ฝึก เวลาจับกุมก็ไม่ค่อยรู้อะไร แต่ก่อนเคยเข้าดื้อๆ แต่การฝึกทำให้เรารู้การวางทีม เราควรจะอยู่ตรงไหน อยู่ในที่กำบัง ไม่บุ่มบ่ามเข้าไป หรือไม่ควรไปแสดงตัวก่อน เพื่อความปลอดภัยตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ลาดตระเวณอีกคน นายตฤษณุ คำศรี&amp;nbsp; จากอุทยานแห่งชาติแม่วงก์&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาฝึก 6ครั้งแล้วเช่นกัน จุดประสงค์หลักๆ ก็คือ เพื่อเพิ่มความชำนาญและเสริมสร้างความมั่นใจในการทำงาน เพราะที่แม่วงก์จะมีการจับกุมบ่อยกว่าที่คลองลาน&amp;nbsp; เพราะป่าแม่วงก์จะติดชุมชนมากกว่า ทำให้มีนายพรานเยอะกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราจะได้ทักษะการใช้อาวุธด้วยครับ ถ้าเจอพรานเราต้องประเมินสถานการณ์ว่า เขามีอาวุธร้ายแรงหรือเปล่า และถ้าคนเราไปน้อยกว่า เราจะเสี่ยงมั๊ย และควรดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งการฝึกตรงนี้จะรักษาได้ทั้งทรัพยากและรักษาชีวิตของเรา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลิศ เอื้อทวีผล ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมที่5 (ตาก)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุระชัยโภคะมณี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติคลองลาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธานี วงษ์นาค หัวหน้าเขตรักษาพันุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20361</URL_LINK>
                <HASHTAG>smart patrol, wwf-ประเทศไทย, ธานี วงษ์นาค หัวหน้าเขตรักษาพันุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง, บีกริม, ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณป่า, รุ้งนภา พูลจำปา, สุระชัยโภคะมณี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติคลองลาน, อุทยานแห่งชาติคลองลาน แม่วงก์, เพื่อนผู้พิทักษ์ป่า, เลิศ เอื้อทวีผล ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมที่5 (ตาก)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181021/image_big_5bcbdf34ed9dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
