<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>75166</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2020 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2020 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สร้างเศรษฐกิจด้วยการแพทย์ ศัลยกรรมความงาม แม่เหล็กช่วยชาติหลังวิกฤติโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ตั้งแต่เปิดให้บริการหลังมาตรการคลายล็อค ลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นคนไทยในประเทศ และคนไทยที่มาจากต่างประเทศ เพราะลูกค้าต่างชาติจริงๆ การเดินทางเข้ามาใช้บริการปัจจุบันต้องดำเนินการทำเอกสารหลายขั้นหลายตอน ทำให้เกิดความไม่สะดวก ซึ่งหากรัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ควรเร่งดำเนินการปรับลดขั้นตอนดังกล่าว เช่น การใช้วิธี Fast Tract&amp;nbsp;เป็นต้น ปัจจุบันการแพทย์ไทยมีศักยภาพเป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว แต่ยังขาดการส่งเสริมสนับสนุนให้เติบโตและสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างจริงจัง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ที่ท้าทายครั้งนี้ แม้จะทำให้ประเทศไทยบอบช้ำ ระบบเศรษฐกิจเสียหายรุนแรง ด้วยระบบสาธารณสุขของประเทศไทยที่สามารถรับมือและควบคุมการแพร่ระบาดกับโควิด-19 ได้ดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่า สามารถรับมือและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก จนคาดการณ์กันว่าหลังจบโควิด-19 ไทยจะกลายเป็นประเทศเป้าหมายของบรรดานักธุรกิจและมหาเศรษฐีจากทั่วโลก!!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และยังส่งผลให้กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุข ทั้งการรักษาโรค สุขภาพและศัลยกรรมความงาม ได้รับการยกระดับเป็นกลุ่มธุรกิจ &amp;ldquo;แม่เหล็ก&amp;rdquo; เพื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาโดยเร็วที่สุด&amp;nbsp;นายแพทย์ชลธิศ สินรัชตานันท์ นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งอาเซียน และอดีตนายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;เปิดเผยว่า ด้วยความสามารถในการควบคุมโรคของไทย ทำให้ได้รับการยอมรับ และเมื่อมาตรการคลายล็อกระยะที่ 6 ซึ่งเริ่มผ่อนปรนให้กลุ่มชาวต่างชาติสามารถเดินทางเข้ามารับการรักษาโรค (Medical Wellness) การดูแลสุขภาพและศัลยกรรมเพื่อความสวยงามได้ ตามมาตรการกักตัว (Quarantine) 14&amp;nbsp;วัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จะส่งผลดีกับธุรกิจสุขภาพและศัลยกรรมความงามมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ธุรกิจศัลยกรรมของไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2560 มีมูลค่าราว 30,000 ล้านบาท ปี 2561 เพิ่มขึ้นเป็น 36,000 ล้านบาท ปี 2562 เพิ่มขึ้นอีก 39,600-43,000 ล้านบาท ส่วนในปี 2563 ก่อนมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 45,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ โดยที่ผ่านมานั้น ลูกค้าชาวต่างชาติที่เข้ามารับบริการทำศัลยกรรมความงามในประเทศไทย กลุ่มใหญ่คือ กัมพูชา ตามด้วย ออสเตรเลีย ลาว และพม่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ไทยสามารถรับมือและควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจจากต่างชาติมากขึ้น ซึ่งการที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับธุรกิจศัลยกรรมความงาม และยกระดับให้เป็นธุรกิจแม่เหล็กของประเทศ เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปีที่ผมอยู่ในวงการนี้มาเลยครับ ในฐานะนายกสมาคมฯ ผมการันตีได้ว่า ศัลยกรรมความงามของประเทศไทยดีที่สุดในโลก ประเทศเราสามารถทำศัลยกรรมให้กับสาวประเภทสอง จนประกวดได้ตำแหน่งสาวประเภทสองที่สวยที่สุดในโลก ศัลยแพทย์ฝีมือดีที่สุดในการทำศัลยกรรมความงามให้กับกลุ่มคนผิวเหลือง ไม่รวมกลุ่มคนตะวันตก เพราะโครงหน้าและลักษณะของอวัยวะส่วนต่างๆ แตกต่างกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับเกาหลี ผมเคยพูดมาหลายปีแล้วว่า แพทย์ไทยพัฒนาฝีมือไกลกว่าเกาหลีมาก แต่ที่เราสู้ไม่ได้คือ การประชาสัมพันธ์และการสนับสนุนจากภาคส่วนต่างๆ ที่ต้องร่วมมือกันสร้างกระแสความนิยม ความเป็นไทยให้เป็นที่ยอมรับกับทั่วโลก นำเสนอความสวย-หล่อแบบไทยๆ ดาราไทยให้เป็นเอกลักษณ์จนใครๆ ก็อยากมาประเทศไทย อยากสวย-หล่อเหมือนกับคนไทย โดยเฉพาะความสวยของผู้หญิงไทย ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก รับตำแหน่งนางงามจักรวาลมาแล้วถึง 2 คน&amp;quot; นายแพทย์ชลธิศ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแพทย์ชลธิศ กล่าวถึงการคลายล็อกของรัฐบาลนั้น เห็นด้วยอย่างมาก เพราะศัลยกรรมความงามเป็นธุรกิจที่สร้างมูลค่าการตลาดให้กับอุตสาหกรรมการแพทย์สูงมาก เนื่องจากการทำหัตถการต้องอาศัยทั้งประสบการณ์และความชำนาญเฉพาะทางของแพทย์ ขณะเดียวกันผู้รับบริการส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการจับจ่ายสูง ที่ผ่านมาจะเข้าพักในโรงแรมหรู รับประทานอาหารแพงๆ ช็อปปิ้งในห้างดัง ทำให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่กลุ่มธุรกิจต่างๆ อีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นการคลายล็อกธุรกิจนี้จึงเป็นการเริ่มต้นกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถูกต้อง ถูกจุด และเหมาะสมกับเวลามากที่สุด พร้อมกันนี้ได้เสนอมาตรการกักตัว (Quarantine) จาก 14 วัน เป็น 7+7 โดยกักตัวจากประเทศต้นทาง 7 วัน (ที่เชื่อถือได้) และในประเทศไทย 7 วัน รวมเป็น 14 &amp;nbsp;วัน พร้อมแนะหาวิธีลดขั้นตอนการทำเอกสาร เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เข้ามารับบริการ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการติดต่อให้น้อยที่สุดเพื่อลดการแพร่ระบาด และยังสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้ามาติดต่อได้อีกด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ต้องเน้นย้ำว่า ความปลอดภัยต้องมีเป็นอันดับแรก สำหรับแพทย์ โรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลผู้ให้บริการ มีขั้นตอนการตรวจรับที่เข้มข้นอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นบุคลากรที่อยู่ในกลุ่มสาธารณสุข และต้องมีความมั่นใจในความปลอดภัยทั้งจากผู้เข้ามารับบริการ และการบริหารจัดการของประเทศต้นทางเท่านั้นจึงกล้าที่จะเปิดรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนการปรับตัวของสถานพยาบาล หรือคลินิกต่างๆ ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 นี้ นอกจากนี้การเพิ่มมาตรการคัดกรองผู้เข้ามาใช้บริการ ตามแนวทางของ ศบค.แล้ว การรักษาความสะอาดพื้นที่ทุกตารางนิ้ว รวมถึงในอากาศให้ปราศจากเชื้อโรคเป็นข้อตระหนักสำคัญที่ทุกสถานพยาบาลและคลินิกต่างๆ ดำเนินการอย่างเคร่งครัดอยู่แล้ว นอกจากนี้ผู้เข้ารับบริการส่วนใหญ่ในปัจจุบันก็คุ้นชินกับการใช้ชีวิตแบบวิถีใหม่ หรือ New Normal ทั้งสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือ และ Social distancing
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตั้งแต่เปิดให้บริการหลังมาตรการคลายล็อก ลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นคนไทยในประเทศ และคนไทยที่มาจากต่างประเทศ เพราะลูกค้าต่างชาติจริงๆ การเดินทางเข้ามาใช้บริการปัจจุบันต้องดำเนินการทำเอกสารหลายขั้นหลายตอน ทำให้เกิดความไม่สะดวก ซึ่งหากรัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ควรเร่งดำเนินการปรับลดขั้นตอนดังกล่าว เช่น การใช้วิธี Fast Tract เป็นต้น ปัจจุบันการแพทย์ไทยมีศักยภาพเป็นที่ยอมรับอยู่แล้ว แต่ยังขาดการส่งเสริมสนับสนุนให้เติบโตและสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างจริงจัง&amp;quot; นายแพทย์ชลธิศกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายแพทย์ชลธิศกล่าวย้ำว่า &amp;quot;เราสามารถสร้างเศรษฐกิจด้วยการแพทย์ เนื่องจากประเทศไทยมีระบบการแพทย์ที่ดี มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งเป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติมานาน แต่ขาดการส่งเสริมด้านการตลาด ในการเป็นธุรกิจเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น Medica hub, Surgery hub, Medical tourism หรือ Heath &amp;amp; wellness ฯลฯ โดยควรพัฒนาควบคู่ไปกับการสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์ (Medical technology industrial) อุตสาหกรรมยา เวชภัณฑ์ อาหารเสริม รวมถึงเครื่องสำอาง เพื่อเป็นการสร้าง &amp;lsquo;อุตสาหกรรมการแพทย์อย่างครบวงจร&amp;rsquo; ลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศแล้ว ในอนาคตยังสามารถส่งออกสินค้าเหล่านี้เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศอีกทางด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นการส่งเสริมสนับสนุนให้ไทยเป็น Medical Hub ในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงธุรกิจด้านสุขภาพและศัลยกรรมความงามอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว และการสร้างผลิตภัณฑ์สินค้าไทยที่มีศักยภาพสูง จำหน่ายให้กับชาวต่างชาติกลุ่มนี้ จะเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยเติบโตอย่างมหาศาลอย่างแน่นอน&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/75166</URL_LINK>
                <HASHTAG>social distancing, อีโคโฟกัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200821/image_big_5f3fca97c0735.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69692</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2020 14:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2020 14:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘อ๊อด บัณฑิต’รับออกกองแบบ‘social distancing’ไม่ง่าย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถึงแม้อะไรๆจะเริ่มคลี่คลายลงแล้ว แต่ทุกคนก็ต้องอย่าการ์ดตก เพราะไวรัสโควิด-19 อาจกลับมาได้อีก ฉะนั้นทุกๆอาชีพจึงต้องทำงานด้วยการเว้นระยะห่างกับบุคคลอื่นและควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่อไปในที่ชุมชนหรือมีคนเยอะ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านผู้กำกับชื่อดัง อ๊อด-บัณฑิต ทองดี ก็ยังคงรักษามาตรการดังกล่าว โดยล่าสุดเจ้าตัวโพสต์ยอมรับว่าการทำงานในกองถ่ายมีความลำบากมากขึ้น แต่ก็ตนและทีมงานทุกๆคนรวมถึงดารานักแสดงก็พยายามกันอย่างถึงที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;รีวิวการออกองครั้งแรกแบบ Full scale แม้ว่าจะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ร่วมร่างมาตราการสาธารณะสุขในการออกกองถ่ายเเละร่วมเรียกร้องให้ปลดล็อคชาวกองถ่ายจนสำเร็จ แต่ก็คงไม่ยุติธรรมถ้าจะรีวิวการออกองของตัวเองแบบสร้างภาพและไม่ตรงไปตรงมา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพิ่งได้ออกกองด้วยตัวเองครั้งแรก หลังการปลดล็อคกองถ่าย ทำให้รู้เลยว่าการทำ social distancing มันไม่ง่ายเลย การใส่หน้ากากตลอดเวลาในภาวะที่ต้องบรีฟทั้งนักแสดงและทีมงานมันทำไม่ได้เลยเพราะหน้าที่ผู้กำกับต้องบล็อคกิ้ง ออกท่าทางและพูดให้ชัด ทุกอย่างต้องใช้พลังงานในการทำงานอย่างสูง เมื่อมีหน้ากากก็จะทำให้หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย ที่สำคัญคือพูดคุยสั่งงานกันไม่รู้เรื่อง ปกติผมก็พูดภาษาคนไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่แล้ว ยิ่งมีทั้งหน้ากากและพูดผ่านวอ.ไม่ต้องถามหาเนื้อหาเลย ไม่รู้เรื่องแน่ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สารภาพว่า ต้องถอดๆใส่ๆเพราะต้องสื่อสารกันตลอด ทีมกล้องทีมไฟใช้พลังงานเยอะกว่าคนอื่นยิ่งลำบาก สิ่งที่ยังพอทำได้ดีคือพยายามห่างกันและล้างมือบ่อยๆ กินข้าวแยกกัน #ไม่ได้อยากการ์ดตกแต่ความดันกำลังจะตก จบการรีวิวแบบเอาชีวิตเข้าแลก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งหลังจากที่ผู้กำกับชื่อดังโพสต์รีวิวการทำงานในกองถ่ายในช่วงโควิด-19 ก็มีเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆและคนเบื้องหลังเข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของการใช้ชีวิตในช่วงการเว้นระยะห่างอย่าง social distancing กันมากมาย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากเฟซบุ๊ก บัณฑิต ทองดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69692</URL_LINK>
                <HASHTAG>social distancing, กองถ่าย, บัณฑิต ทองดี, ผู้กำกับ, อ๊อด-บัณฑิต ทองดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200625/image_big_5ef44a13ec72c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64105</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2020 11:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ล็อกดาวน์ทำลายเงินในกระเป๋าทุกวัน!โฆษกพท.จี้คลายล็อกหยุดฆ่าตัวตายรายวัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 เม.ย.63 - นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวรัฐบาลเตรียมขยายพ.ร.ก.ฉุกเฉินและเคอร์ฟิวออกไปไม่ต่ำกว่า 1 เดือน ว่า ระหว่างสถานการณ์การติดเชื้อโควิดกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ลามถึงปากท้องความอยู่รอดของประชาชน อย่างไหนหนักกว่ากัน ในขณะเฝ้าติดตามยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่จะกลายเป็นศูนย์เมื่อไหร่ สถิติการฆ่าตัวตายรายวันจากการล็อกดาวน์อาจพุ่งแซงผู้ติดเชื้อรายใหม่ก็ได้ ไม่ใช่ทุกอาชีพสามารถเวิร์คฟอร์มโฮม ทำงานจากที่บ้านได้ทั้งหมด แม้แต่เคอร์ฟิวก็เกิดปัญหาในการบังคับใช้ มาตรฐานในการตั้งด่านเคอร์ฟิวแต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัดก็ไม่เหมือนกัน มีหลายกรณีสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ต้องผ่านด่านเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บางด่านมีการใช้อำนาจเกินความจำเป็น อย่างเช่นกรณีจับรถขนผักที่จะมาตลาดสี่มุมเมือง หรือ กรณีฉีกใบอนุญาตคนงานก่อสร้าง บางพื้นที่บอกว่าหนังสือขออนุญาตผ่านด่านเคอร์ฟิวต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือฝ่ายปกครองลงนาม แต่บางพื้นที่ให้ต้นสังกัดลงนามก็ใช้ได้ ประเด็นเหล่านี้ เป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน เพราะลำพังแค่การต้องรีบกลับก่อน 4 ทุ่ม ก็กระทบมากอยู่แล้ว เช่น กลุ่มแท็กซี ยังต้องมาเจอปัญหาการบังคับใช้ มาตรฐานที่แตกต่างกันของเจ้าหน้าที่อีก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจอยู่อีกเป็นปี แต่ถ้าคลายล็อกอย่างปลอดภัย ร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รักษา Social Distancing ใส่หน้ากาก ใช้เจลล้างมือ ฆ่าเชื้อทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัส เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภทดำเนินต่อไปได้ โดยเฉพาะการคลายล็อกให้กับประเภทธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับผู้มีรายได้น้อยและไม่สุ่มเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;โควิด-19 ทำลายปอด แต่ล็อกดาวน์ ทำลายเงินในกระเป๋าสตางค์ทุกวัน ความทุกข์ของประชาชนรอไม่ได้ รัฐบาลต้องคลายล็อก อย่างปลอดภัย ประชาชนจะได้กลับไปทำมาหากิน อย่างมีศักดิ์ศรี ปลอดโรค ปลอดภัย&amp;rdquo; นายอนุสรณ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64105</URL_LINK>
                <HASHTAG>social distancing, การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19, คลายล็อกดาวน์, นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด, เคอร์ฟิว</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200302/image_big_5e5c8f21e2164.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64082</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/04/2020 07:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/04/2020 07:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอยง&#039;เผยผลพลอยได้โควิด-19ช่วยลดคนไข้เข้ารักษาที่ไม่จำเป็นน้อยลงกว่า30%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 เม.ย.63 - ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โควิด 19 ช่วยลดโรคติดเชื้อ คนเข้าไปรักษาในโรงพยาบาล และอุบัติเหตุ ในประเทศไทย
อย่างที่ทราบกันดีว่าเมื่อเรามีมาตรการต่างๆ&amp;nbsp; กึ่งปิดบ้านปิดเมือง social distancing กินร้อน ช้อนส่วนตัวอยู่ห่างคนอื่น ปิดสถานบันเทิง งดเหล้ายา&amp;nbsp; ทำให้โรคทางเดินหายใจ โรคทางเดินหายใจ อุบัติเหตุต่างๆคนไข้ลดน้อยลงอย่างมาก
คนไข้ในโรงพยาบาลต่างๆ ลดลงมากกว่า 30% &amp;nbsp;
คนไข้เจ็บป่วยเล็กน้อยที่สมัยก่อนจะวิ่งเข้าหาโรงพยาบาล เพราะรักษาฟรี ก็ไม่มีใครอยากไปโรงพยาบาล
ผลพลอยได้ของโรงพยาบาลคือมีคนไข้มารับการรักษาที่ไม่จำเป็น น้อยลง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องการ
ค่าใช้จ่ายทางด้านการรักษา การนอนโรงพยาบาล ในช่วงนี้จะลดน้อยลงอย่างมาก นับเป็น 10-10% แน่ๆ
แต่มาตรการดังกล่าว ทำให้รายได้ต่างๆของคนทั่วไปลดลง ไม่มีจะกิน
คนไม่มีจะกิน ไปเอาข้าวอาหารบนศาลพระภูมิกิน เขาตอบว่าดีกว่าไปขโมย ไปจี้ ปล้น
รัฐบาลจึงจำเป็นต้องหา งบประมาณจากส่วนต่างๆ ของกรม กระทรวง พร้อมทั้งกู้เงิน มากกว่า 1 ล้านล้าน และจะต้องใช้เงินถึง 2 ล้านล้าน มาดูแลรักษาโรค และช่วยเหลือผู้ว่างงาน
การดึงเงินงบประมาณจากส่วนต่างๆ จึงสมเหตุสมผล ที่จะดึงมาใช้ในกิจการดังกล่าว
เมื่อคนไข้โรงพยาบาลลดลง คนไข้ไม่จำเป็นก็ลดลง โรคต่างๆก็ลดลง ค่าใช้จ่ายจะต้องลดลงอย่างแน่นอน เป็นประโยชน์ที่ได้จากการกระทำ แต่ก็มีผู้เสียผลประโยชน์จากการกระทำเช่นเดียวกัน กำลังลำบากมาก &amp;nbsp;
งบประมาณ รายจ่ายรายหัวของปีนี้ จะถูกตัดไป 1% ก็ควรจะทำได้
เพื่อช่วยเหลือคนที่ไม่มีจะกิน จากผลของการกระทำดังกล่าว ที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ และการใช้จ่ายด้านสุขภาพลดลง แพทย์ทุกคนที่ดูแลคนไข้ เข้าใจแน่นอน
คนที่ได้รับผลกระทบจากการป้องกันโรค มีเป็นจำนวนมาก
ทุกองค์กรก็ช่วยเหลือกัน แต่องค์กรที่ได้ประโยชน์ ก็น่าจะยอมเสียสละร่วมด้วย
สภากาชาด ยังยอมลดงบประมาณเกือบร้อยล้าน เพื่อให้รัฐบาลสู้ โควิด 19
งบรักษา โควิด 19 ก็สามารถเบิกจากงบกลางได้ ถือว่า เป็นกรณีไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ ก็ไม่มีใครว่า
ทุกอย่างต้องพูดด้วยเหตุผล ข้อมูลความเป็นจริง ไม่ใช่ความรู้สึก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64082</URL_LINK>
                <HASHTAG>social distancing, การแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19, ปิดเมือง, ศ.นพ.ยง ภู่วรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200320/image_big_5e74056de27f5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63390</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2020 06:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2020 06:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คนไทยเตรียมรับ&#039;เกมส์ยาว&#039;หรือยัง&#039;พี่เอ้&#039;ลำดับกระบวนการต่อสู้กับไวรัสโควิด-19มั่นใจเราจะชนะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17 เม.ย.63 -ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง&amp;nbsp; คนไทยเตรียมรับ &amp;quot;เกมส์ยาว&amp;quot; หรือยัง? มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การต่อสู้ไวรัสโควิด-19 ของแต่ละประเทศได้เข้าสู่ระบบ หรือตรรกะความคิดเดียวกัน แทบทุกประเทศแล้ว...
เพราะทุกคนได้เห็นประสบการณ์ การต่อสู้ทั้งของคนอื่น และทั้งของตนเอง ลองผิดลองถูก อย่างไม่เจตนา เพราะไม่เคยมีใครเจออภิมหาไวรัสแบบนี้มาก่อนในช่วงชีวิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งยังมียอดผู้ติดเชื้อเกินสองล้านคนไปแล้ว ทำให้มีกรณีศึกษาจำนวนมากมหาศาล ได้รู้ ได้เห็น ข้อถูก ข้อผิด ไม่น้อย
พี่เอ้ขอลำดับ กระบวนการต่อสู้ของมนุษย์โลกกับไวรัสโควิด-19 ที่เรียนรู้กันมาต่อเนื่อง ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. รู้ว่า...โควิดติดต่อจากคน-สู่-คน ได้รวดเร็ว ทางการสัมผัส ใกล้ชิด จึงต้องสู้โดย &amp;quot;Social Distancing&amp;quot; ไม่ให้เจอกัน ไม่อยู่ใกล้กัน ปิดห้างร้านที่มีคนจอแจ ปิดที่ทำงาน ให้คนทำงานที่บ้าน &amp;quot;Work from Home&amp;quot; เมื่อคนไม่เจอคน ความเสี่ยงลด อัตราการติดเชื้อก็น่าจะลด... ใช่ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.รู้ว่า...โควิดเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ทำลายปอด ยิ่งคนติดเชื้อมาก ป่วยมาก เครื่องมือดูแลช่วยชีวิต เช่น เครื่องช่วยหายใจ ในยามฉุกเฉิน หากคนป่วยมากเกินกำลัง โดยเฉพาะในต่างจังหวัด จึงต้องสู้โดย &amp;quot;ยกระดับศักยภาพทางการแพทย์&amp;quot; จึงมีนวัตกรรมเครื่องช่วยหายใจฉุกเฉินขนาดเล็ก ใช้ยามฉุกเฉิน เมื่อมีความจำเป็น โดยมันสมองคนไทย ที่คนไทยสนับสนุน เพื่อช่วยชีวิตคนไทย... ใช่ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. รู้ว่า...บุคลากรทางการแพทย์ นักรบแนวหน้า เสี่ยง หากเป็นอะไรไป ขาดกำลังพล ยิ่งยุ่ง จึงต้องสู้โดย &amp;quot;มีอุปกรณ์ป้องกันให้ครบ&amp;quot; ทั้งหน้ากากอนามัย ทั้งหน้ากาก N95 ทั้งชุดป้องกัน PPE หรือ Personel Protective Equipment ทุกคนช่วยกันจัดหาสนับสนุน... ใช่ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. รู้ว่า...ผู้ติดเชื้อจำนวนไม่น้อย ไม่แสดงอาการป่วย หรือกว่าจะแสดงอาการ ก็ผ่านไปหลายวัน ยุ่งละสิ เพราะไม่รู้ว่าเอาเชื้อ ไปติดใครบ้าง ไปทำงาน ก็แพร่ที่ทำงาน ยิ่งอยู่บ้าน ก็ติดคนในครอบครัว แบบนี้ Social Distancing หรือ Work from Home ก็ไม่ได้ผลกับกลุ่มนี้ ก็ต้องสู้โดย &amp;quot;การตรวจเชื้อ&amp;quot; ให้มากที่สุดในกลุ่มเสี่ยง แต่เดี๋ยวนี้ก็แทบไม่รู้แล้ว ว่าคือใครคือกลุ่มเสี่ยง? จึงต้องมีชุดตรวจออกมาให้มาก มีแล็ปตรวจให้เยอะ ช่วยได้ ...ใช่ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. รู้ว่า... การตรวจคนจำนวนมาก บุคคลากรทางการแพทย์ ก็เสี่ยงมาก จึงต้องมีระบบป้องกันที่สมบูรณ์ ชุดปกติมันป้องกันไม่เพียงพอ ขาดแคลนด้วย จึงต้องสู้ โดยสร้าง &amp;quot;ห้องความดันบวก&amp;quot; ครอบคนตรวจ เชื้อไม่เข้ามา เวลาตรวจโรคในพื้นที่นอกอาคาร ที่โล่งแจ้ง คนตรวจปลอดภัย
และสร้าง &amp;quot;ห้องความดันลบ&amp;quot; กรณีพื้นที่ปิดในโรงพยาบาล ครอบผู้มีความเสี่ยง กักเชื้อไม่ให้ออกมา แล้วทำลายเชื้อ คนตรวจก็ปลอดภัย... ใช่ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. รู้(แล้ว)ว่า....ไม่กล้าพูด ไวรัสโควิด-19 ไม่จบง่ายๆ ตราบใดที่ยังไม่มี &amp;quot;วัคซีน&amp;quot; และการทำวัคซีนที่ได้ผลจริงๆ อาจใช้เวลาเป็นสิบปีก็ได้ แม้จะลดขั้นตอน ช่วยกันทำงานแบบขนาน แบ่งงานกัน ไม่มีใครกั๊กความรู้ ไม่มีใครเห็นแก่ตัว&amp;nbsp; ไม่เก็บไว้ทำคนเดียว ก็ยังต้องใช้เวลาร่วมปี.... ใช่ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ข้อ 1 ถึง 5 เราคนไทยช่วยกันทำแล้วครับ ทำเต็มที่ด้วย เช่น ที่ศูนย์นวัตกรรมสู้โควิด-19 พระจอมเกล้าลาดกระบัง ภายใต้การสนับสนุนจากพี่น้องประชาชน ก็ทำเต็มที่ สุดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่...ข้อ 6 เพื่อนพี่เอ้ที่ฮาร์วาร์ด และ MIT ที่กำลังร่วมกันทำวัคซีน ป้องกันโควิด กระซิบมาว่า &amp;quot;ไม่ง่าย&amp;quot; &amp;quot;ไม่เร็ว&amp;quot;
แบบนี้ เกมส์ยาว สิครับ ห้ามประมาท ห้ามเบื่อ ห้ามท้อ ห้ามเลิก ต้องช่วยกัน ต่อเนื่องนะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พี่เอ้มั่นใจ เราจะชนะเกมส์ยาวนี้ ต้องอดทนสู้ แล้วรอดไปด้วยกันครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63390</URL_LINK>
                <HASHTAG>social distancing, การระบาดของไวรัสโควิด-19, ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200327/image_big_5e7dc2c6ab9a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62815</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2020 12:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2020 12:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรุงไทยชวนทำบุญสุขใจ ปีใหม่ไทย ไร้โควิด  ผ่าน songkran2563.com </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ธนาคารกรุงไทย ร่วมอนุรักษ์และสืบสานประเพณีขึ้นปีใหม่ไทย และสนับสนุนการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing &amp;nbsp;โดยจัดทำเว็บไซต์พิเศษ ภายใต้แนวคิด ทำบุญสุขใจ ปีใหม่ไทย ไร้โควิด&amp;nbsp; เชิญชวนลูกค้าและประชาชนร่วมต้อนรับปีใหม่ไทย 2563 ผ่าน songkran2563.com &amp;nbsp;&amp;nbsp;ใน 3 กิจกรรม ได้แก่&amp;nbsp; &amp;ldquo;ทำบุญ&amp;rdquo; สรงน้ำพระ ไหว้พระพุทธสิหิงค์ อธิษฐานขอพร เพื่อเป็นสิริมงคลให้กับตนเองและครอบครัว &amp;nbsp;&amp;ldquo;บริจาค&amp;rdquo; ให้กับ 7 โรงพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยกรุงไทย E-donation &amp;nbsp;และ &amp;quot;แชร์ภาพ&amp;quot; ของตนเองเป็นที่ระลึก เพื่อแบ่งปันความสุขให้กับผู้อื่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทำบุญสุขใจ ปีใหม่ไทย ไร้โควิด&amp;nbsp; เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ร่วมรณรงค์การอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ&amp;nbsp; ซึ่งขณะนี้ทุกคนต่างตระหนักถึงความสำคัญ เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด- 19 และธนาคารกรุงไทย ขอบคุณที่ห่ า ง กัน &amp;nbsp;โดยพร้อมเคียงข้างคนไทย และขอส่งกำลังใจให้ประชาชนร่วมผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62815</URL_LINK>
                <HASHTAG>social distancing, ทำบุญสุขใจ ปีใหม่ไทย ไร้โควิด, ธนาคารกรุงไทย, ปีใหม่ไทย, สืบสานประเพณี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200411/image_big_5e9152ae84091.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61701</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/04/2020 14:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/04/2020 14:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;WHO&#039;ว่างจัดเลิกใช้&#039;Social distancing&#039;ให้ใช้&#039;Physical distancing&#039;แทน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 เม.ย.2563 - &amp;nbsp;ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;Social distancing กับ Physical distancing...&amp;rdquo; ระบุว่า ตอนนี้ WHO เปลี่ยนคำพูดใหม่จากคำว่า การเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ social distancing เป็น การเว้นระยะห่างทางกายภาพ หรือ physical distancing ซึ่งนักวิชาการด้านระบาดวิทยาเห็นด้วยว่าเป็นคำที่ถูกต้องมากกว่า เพราะ การเว้นระยะห่างทางสังคมนั้น มีความหมายกว้างขวางคลุมแม้กระทั่งเรื่องของจิตใจ ไม่ให้ใกล้ชิดกันทางใจ ซึ่งไม่ใช่ในเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เรื่องของจิตใจนั้น ไม่ใช่เรื่องป้องกันการระบาด แต่เป็นเรื่องของความรู้สึก ไม่ควรให้เกิดความรู้สึกว่าห่างกัน ไม่ห่วงกัน เพียงแต่ในทางกายภาพเท่านั้นที่ต้องห่างกันสองเมตรหรือหกฟุต เพื่อให้พ้นจากระยะไอจามที่มีเชื้อไวรัสติดออกมาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเขียนเรื่อง ระยะห่างทางสังคม หรือ social distancing มานานหลายปีเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เพราะเป็นเรื่องของสังคมจริงๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมบอกว่า ผู้ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ต้องรักษาระยะห่างกับเพื่อนสังคมออนไลน์พอสมควร ไม่เช่นนั้นจะตกอยู่ในจริตที่อินไปกับเรื่องดราม่า ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องจริง การรักษาระยะห่างทางสังคมออนไลน์จะทำให้เรามีสติ ไม่บ้าบอคอแตกตาม แชร์เรื่องที่โพสต์หรือแชร์กันต่อๆโดยขาดสติ ซึ่งอาจมีผลให้ต้องรับโทษในความผิดหรือแม้กระทั่งเกิดปัญหาหมิ่นประมาทถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ทั้งๆที่ตนเองไม่ได้ก่อให้เกิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่จริงผมก็พูดเรื่องการเว้นระยะห่างทางกายภาพ หรือ physical distancing เช่นกัน เพราะพวกที่ศึกษาทางด้านพฤติกรรมศาสตร์เห็นและตั้งข้อสังเกตุมานานแล้ว เช่นคนที่สนิทกันอาจพูดคุยแบบใกล้ชิดติดหูกระซิบกระซาบ แต่ถ้าไม่สนิทพอก็จะยืนห่างกันออกไป และยิ่งกับคนที่รู้จักผิวเผินก็จะยิ่งอยู่ห่างกันเป็นเมตร ระยะห่างนี้ถือเป็นภาษากาย หรือ body language ที่บอกอะไรได้หลายอย่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำใหม่คือ ระยะห่างทางกายภาพ หรือ physical distancing จะมาทดแทนคำว่าระยะห่างทางสังคม (social distancing) ได้หรือไม่ ก็คงต้องรอดูกันต่อไป....
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61701</URL_LINK>
                <HASHTAG>Physical distancing, Social distancing, WHO, การเว้น ระยะห่างทางกายภาพ, การเว้นระยะห่างทางสังคม, ดร.เฉลิมพล ไวทยางกูร, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200401/image_big_5e8447b0ae4ab.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
