<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>24100</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความเหลื่อมล้ำ : บทเรียนจากประท้วง เสื้อกั๊กสีเหลืองฝรั่งเศส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เหตุประท้วงรุนแรงที่กรุงปารีสของ &amp;quot;คนเสื้อกั๊กสีเหลือง&amp;quot; เป็นบทเรียนสำหรับคนทุกวงการ เพราะนี่ไม่ใช่การจัดตั้งของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ไม่ใช่การรวมตัวของนักเคลื่อนไหว และไม่ใช่ผลงานขององค์กรทางการเมืองหรือสังคมใดๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากแต่เป็นการแสดงความเห็นของชาวบ้านผ่าน Social Media ต่อสภาพความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นมากขึ้น เพราะนักการเมืองและชนชั้นนำเพิกเฉยต่อปัญหาของชนชั้นกลางและรากหญ้าที่ไม่ได้ประโยชน์จากแนวโน้ม &amp;quot;โลกาภิวัตน์&amp;quot; หรือ &amp;quot;การค้าเสรี&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป้าของคนต่อต้านคือ Elite และ Establishment
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำว่า Elite หมายถึงคนกลุ่มที่มีสิทธิพิเศษเหนือคนทั่วไป เป็นปัญญาชน นักธุรกิจ และนักการเมืองที่ได้เปรียบคนอื่นๆ เพราะมีอำนาจต่อรองมากกว่า มีโอกาสสร้างประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจมากกว่าคนอื่นๆ ส่วน Establishment หมายถึงสถาบันการเมืองและสังคมที่กุมอำนาจ กำหนดชะตากรรมของประเทศชาติ เป็นกลุ่มคนที่มีสิทธิพิเศษในระบอบการปกครองที่เป็นอยู่ เพราะการปฏิรูปที่แท้จริงเกิดขึ้นไม่ได้ตราบที่คนเหล่านี้ยังกำกับควบคุมกลไกของอำนาจรัฐ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประท้วงที่ฝรั่งเศสขยายตัวบานปลายไปในอีกหลายประเทศในยุโรป เช่น เบลเยียมและเนเธอร์แลนด์ รวมถึงประเทศอื่นๆ ในยุโรปเพราะมีพื้นฐานของปัญหาที่ละม้ายกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครงได้รับการเลือกตั้งมาเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสด้วยภาพลักษณ์ของนักการเมืองรุ่นใหม่ อายุน้อยที่สุดตั้งแต่นโปเลียน แต่เอาเข้าจริงๆ เขาก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของ &amp;nbsp;&amp;quot;สถาบันดั้งเดิม&amp;quot; อยู่ดี มาครงประกาศว่าเขากล้าที่จะทำในสิ่งที่ผู้นำฝรั่งเศสคนก่อนๆ ไม่กล้าคิดไม่กล้าทำ เช่นหนึ่งในโครงการลดโลกร้อนตาม Paris Agreement คือการเก็บภาษีคาร์บอนเพิ่มกับคนที่ปล่อยก๊าซคาร์บอน ซึ่งหมายถึงการเก็บภาษีน้ำมันเพิ่มขึ้นเพื่อลดการใช้รถยนต์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ประท้วงในฝรั่งเศสพ่นสีเขียนว่า &amp;quot;มาครง = หลุยส์ที่ 16&amp;quot; มีความหมายว่า มาครงต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลดภาษีบริษัทห้างร้าน อีกทั้งยังลดภาษีภาษีทรัพย์สิน จากเดิม 33% เหลือ 25% &amp;nbsp;เหตุผลของผู้นำคนนี้คือต้องการให้บริษัทหรือเจ้าของธุรกิจมีกำไรมากขึ้น จะได้รับคนทำงานเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ผู้ประท้วงโวยทันทีว่านี่คือนโยบายช่วยคนรวยชัดๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกด้านหนึ่งมาครงปฏิรูประบบเงินบำนาญผู้สูงอายุ อ้างว่าเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณลง 6 &amp;nbsp;หมื่นล้านยูโร ไม่ให้งบประมาณขาดดุลเกิน 3% ของจีดีพีตามแนวทางของสหภาพยุโรป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เท่านั้นแหละ ชนชั้นคนทำงานก็ตีความว่ามาครงต้องการจะ &amp;quot;ช่วยคนรวย เหยียบย่ำคนจน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลที่ตามมาก็คือค่าครองชีพในกรุงปารีสสูงอย่างน่ากลัว ชนชั้นรายได้ต่ำถึงปานกลางมีชีวิตรันทด &amp;nbsp;เป็นสาเหตุที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยอพยพจากปารีสไปอยู่ต่างจังหวัดเพื่อความอยู่รอดของตนเอง การมีชีวิตในจังหวัดนอกเมืองหลวงเมื่อไม่มีการขนส่งมวลชนสะดวกสบายเหมือนในปารีส ส่วนใหญ่จึงต้องใช้รถยนต์ส่วนตัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การใช้รถยนต์หมายถึงการต้องใช้น้ำมัน พอรัฐบาลขึ้นภาษีน้ำมันก็เท่ากับซ้ำเติมให้ผู้คนเดือดร้อนหนักยิ่งขึ้น พอคนใส่เสื้อกั๊กสีเหลืองประท้วงกันทั่วประเทศ รัฐบาลออกมากล่าวหาว่าเป็นฝีมือของมืออาชีพที่ต้องการก่อความไม่สงบและเกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินสาธารณะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยิ่งพูดอย่างนั้นยิ่งทำให้ผู้คนโกรธหนักขึ้น เพราะการประท้วงครั้งนี้ต้องถือว่าเป็นเรื่องชาวบ้านจริง ๆ ไม่มีประเด็นฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ไปๆ มาๆ เมื่อเหตุการณ์บานปลายกลายเป็นว่า คนจากพรรคฝ่ายซ้ายไม่ว่าจะพรรคคอมมิวนิสต์ สังคมนิยม พลังสาธารณรัฐและพลเมือง สีเขียวหรือจากฝ่ายขวา เช่นพรรครวมพลังมวลชน &amp;nbsp;พลังเพื่อฝรั่งเศส พลังสาธารณรัฐแห่งชาติ ฯลฯ ต่างก็รวมตัวกันออกมาประท้วงอย่างพร้อมเพรียงกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้มีคนเปรียบเทียบการประท้วงครั้งนี้กับการก่อหวอดครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติฝรั่งเศสครั้งประวัติศาสตร์เมื่อปี 1789 ที่จบลงด้วยการประหารพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระมเหสีมารี อังตัวแน็ต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือการประท้วงใหญ่ครั้งต่อมาในปี 1848 &amp;nbsp;และ 1968 อันเป็นการก่อหวอดของนักศึกษาที่ลามไปถึงคนทำงานและชาวไร่ชาวนา จนประธานาธิบดีชาร์ลส์ เดอ โกลล์ต้องขู่ว่าจะลาออกจึงสงบลง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ครั้งนี้ผู้ประท้วงไม่พอใจเพียงแค่ว่ารัฐบาลตกลงจะระงับการขึ้นภาษีน้ำมัน 6 เดือน เพราะกระแสเรียกร้องล่าสุดต้องการให้ประธานาธิบดีมาครงลงจากตำแหน่งด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือวิกฤติการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดของการเมืองยุคใหม่ที่กำลังลามในยุโรปอีกหลายประเทศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/24100</URL_LINK>
                <HASHTAG>Social Media, กาแฟดำ, มาครง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20848</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2018 11:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2018 09:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กประวิตรจวกคนหน้าโง่เอาน้ำมันไปดับไฟแรปกูมี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ต.ค.2561 - นายไพศาล พืชมงคล กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กในหัวข้อ &amp;ldquo;อานุภาพ Social Media!!!&amp;rdquo; ระบุว่า เพียงแค่สัปดาห์เดียว เพลงแรปประเทศกูมี ก็มีผู้เข้าถึงกว่า 9 ล้านวิวแล้ว เห็นหรือยังว่า อภินิหารโซเชียลมีเดีย มีพลานุภาพยิ่งกว่าอภินิหารทางกฎหมาย!
ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว นี่คือสัญญาณ ที่จะบอกว่าผลการเลือกตั้งครั้งหน้า ใครคุมหัวใจโซเชียลมีเดียได้ก็จะได้รับชัยชนะ แบบพลิกล็อกถล่มทลาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น่าเวทนา คนหน้าโง่ เอาน้ำมันไปดับไฟ นี่ก็ประเทศกูมีเหมือนกัน เมื่อจะเปิดเทศกาล ด่าประจานกันทั้งเมืองแล้ว ก็ขอวอน ให้ระวังสักหน่อยว่าอย่าด่ากันจนบ้านเมืองพังก็แล้วกัน ศัตรูภายนอกจ้องเขมือบอยู่นะครับ จะเย้าจะด่ากัน ก็ขอให้ถนอมใจกันไว้ คำนึงถึงความสามัคคีในชาติ รักษาบ้านรักษาเมืองไว้ให้มั่นคงด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20848</URL_LINK>
                <HASHTAG>Social Media, กรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี, ประเทศกูมี, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, เฟซบุ๊ก, แรป, โพสต์, ไพศาล พืชมงคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180617/image_big_5b25d56bc63fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9936</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยุคของสื่อออนไลน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ช่วงนี้เวลาพบปะเพื่อนฝูง มักจะเจอคำถามเดิมๆ ซ้ำๆ อยู่เสมอว่า &amp;quot;หนังสือพิมพ์เป็นยังไงบ้าง จะอยู่รอดไหม?&amp;quot; นี่คือคำถามของคนที่เขาหวังดี และแสดงความเป็นห่วงว่าอาชีพนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ จะสามารถทำมาหากินเลี้ยงชีพไปได้อีกนานแค่ไหน ในเมื่อถูกรบกวนด้วยสื่อดิจิทัลอย่างหนัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้วยสถานการณ์แบบนี้ จะตอบว่าธุรกิจยังดี หรือว่าเฟื่องฟู คงยากที่จะใครเชื่อ เพราะมีตัวอย่างให้เห็นมานักต่อนักแล้ว ที่เห็นมีการทยอยปิดบริษัท ปิดหัวหนังสือไปหลายเล่ม เพราะพิมพ์ไปก็ไม่คุ้ม มีแต่เข้าเนื้อ แถมรายได้จากโฆษณาบนสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งระบบก็ลดลงอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 20% ซึ่งปัจจุบันมีเหลืออยู่ไม่ถึง 10,000 ล้านบาทเท่านั้น จากที่เคยมีวงเงินสูงกว่าหลายหมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฉะนั้น สถานการณ์ของสื่อสิ่งพิมพ์ในขณะนี้ ก็เรียกได้ว่า ประคองตัว และมองหาช่องทางการอยู่รอด ซึ่งในแต่ละเล่ม ซึ่งก็จะมีกลยุทธ์ที่ไม่เหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะต่างกันอย่างไร สิ่งที่เหมือนกันก็คือการปรับตัวเข้าหาสื่อดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เคยมีคนกล่าวไว้ว่า &amp;quot;คนอ่านอยู่ที่ไหน สื่อต้องตามไปที่นั้น&amp;quot; ตอนนี้คนไทยกำลังสนุกสนานกับการใช้งานสื่อบนออนไลน์ ดังนั้น ทุกสื่อสำนักพิมพ์ ก็ต้องมุ่งหน้าสู่ออนไลน์ เป็นคำตอบสุดท้าย ซึ่งแม้จะเข้าโดยเต็มใจ หรือไม่เต็มใจก็ตาม แต่ สื่อออนไลน์ยังคงเป็น &amp;quot;ความหวัง&amp;quot; ที่จะช่วยรักษาสถานะธุรกิจเอาไว้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แน่นอนว่าการเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ เป็นเรื่องยากเสมอ ซึ่งเชื่อว่าทุกสำนักข่าวก็จะต้องเจอการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายๆ กัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ถ้าไม่เริ่มต้น นับหนึ่งก็ได้แต่รอวันตาย เพราะหากดูพฤติกรรมของผู้อ่านยุคนี้ คนใช้เวลากับสิ่งพิมพ์ลดลงมาก เพราะมันมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่าอยู่บนจอมือถือ หรือ คอมพิวเตอร์ โดยจากผลสำรวจล่าสุดของ &amp;ldquo;We Are Social&amp;rdquo; ดิจิทัลเอเยนซี และ &amp;ldquo;Hootsuite&amp;rdquo; ผู้ให้บริการระบบจัดการ Social Media และ Marketing Solutions ระบุว่าคนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ทโฟนต่อวัน สูงที่สุดในโลก 9 ชั่วโมง 38 นาทีต่อวัน ขณะเดียวกันคนไทยให้เวลาอยู่โลกออนไลน์ และโซเซียลมีเดียที่สูงมาก เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง ด้วยเวลาดังกล่าว ก็แทบจะเต็มวันในการใช้ชีวิตแล้ว จะมีเวลาไปทำอย่างอื่นได้อย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยความนิยมของสื่อออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ในมุมของธุรกิจสิ่งพิมพ์ อาจจะเป็นฝันร้าย แต่สำหรับสื่อออนไลน์ ธุรกิจมันเหมือนเพิ่งเริ่มต้น เพราะคาดการณ์ว่าเม็ดเงินโฆษณาในสื่อนี้ จะอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น อันเนื่องมาจากจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตนั้นยังคงเพิ่มขึ้น ตอนนี้ประเทศไทยมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต 57 ล้านคน หรือเท่ากับ 82% ของจำนวนประชากร ซึ่งก็หมายความว่าคนไทยเคยชินกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตแล้วอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้เอง สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT (Digital Advertising Association Thailand) ร่วมกับกันตาร์ ทีเอ็นเอส (ไทยแลนด์) เปิดเผยข้อมูลการใช้เงินซื้อสื่อดิจิทัล พบว่าในปี 2017 ที่ผ่านมา วงเงินโฆษณาในสื่อออนไลน์ ทะลุ 12,402 ล้านบาท หรือโตกว่า 31% เมื่อเทียบกับปี 2016&amp;nbsp; ซึ่งเห็นได้ชัดว่าวงเงินแซงหน้าเงินโฆณษาบนสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งระบบไปแล้ว แถมยังประเมินอีกว่า ในปีนี้เม็ดเงินโฆษณาดังกล่าวน่าจะขยับมาอยู่ที่ 14,330 ล้านบาท หรือโตกว่า 16% เลยทีเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ฉะนั้น ตลาดจึงยังคงเปิดกว้าง สำหรับผู้ผลิตสื่อทั้งหน้าเก่า หน้าใหม่ ที่จะเข้าสู่ยุคการผลิตสื่อออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยในปัจจุบันนี้หลายสิ่งหลายอย่างเอื้อต่อการผลิตสื่อออนไลน์อย่างมาก ทั้งอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ มีราคาที่ถูกลงมาก และมีคุณภาพที่สูงขึ้น สมาร์ทโฟนแค่เครื่องเดียว สามารถผลิตคอนเทนต์ได้ทุกรูปแบบแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะเดียวกัน ด้วยแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่เอื้ออำนวยในการกระจายคอนเทนต์ไปสู่ผู้อ่าน ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ยูทูบ หรืออื่นๆ ในอนาคต ซึ่งแพลตฟอร์มเหล่านี้ก็ช่วยส่งเสริมให้เนื้อหาสาระส่งตรงไปยังผู้อ่าน หรือผู้ติดตามได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้านโครงสร้างพื้นฐานในปัจจุบัน ประเทศไทยก็มีโครงสร้างอินเทอร์เน็ตที่รวดเร็ว และดีขึ้นกว่าในอดีตมาก ขณะที่เครื่องมือในเรื่องของการหารายได้ก็เพียบพร้อม สำหรับแอดเน็ตเวิร์กต่างๆ ที่เข้ามาช่วยในเรื่องการหารายได้ให้กับคนทำคอนเทนต์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อนาคตของสื่อคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปสู่ช่องทางออนไลน์ แต่การสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ และให้สอดคล้องกับรายได้นั้นยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก ซึ่งทุกองค์กรจะต้องหาเส้นทางที่ดีที่สุด เพื่อที่จะทำให้ชื่อและคุณภาพงานขององค์กรจะยังอยู่ในใจของผู้อ่านตราบนานเท่านาน.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9936</URL_LINK>
                <HASHTAG>DAAT, Hootsuite, Marketing Solutions, Social Media, We Are Social, กระจกไร้เงา, ลลิตเทพ ทรัพย์เมือง, สมาคมโฆษณาดิจิทัล, สื่อดิจิทัล, สื่อบนออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>1729</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2018 13:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2018 13:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หยุด! ส่งต่อภาพประชุมครม. บิดเบือนเจอโทษหนัก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทรวงดีอีเตือนคนไทยเลิกส่งต่อภาพ-ข้อความบิดเบือน บนโซเชียลมีเดีย โทษหนักผิดพ.ร.บ.คอมพ์คุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ม.ค.61-น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี &amp;nbsp;เปิดเผยว่า จากกรณีที่สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ได้ส่งต่อและวิพากษ์วิจารณ์ภาพที่อ้างว่าเป็นเอกสารใช้ประกอบการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งเป็นหนังสือข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีถึงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในโครงการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ในอุดมศึกษา เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก (ทุนพัฒนาอาจารย์) พ.ศ. 2561-2580 ทำให้เกิดความเข้าใจผิดจากประชาชนผู้พบเห็น จนมีแนวโน้มถูกนำไปวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ขอชี้แจงให้ทราบว่า หากการส่งต่อเอกสารประกอบการประชุมครม. ที่ยังไม่ได้มีการอนุมัติดังกล่าว มีเนื้อหาข้อมูลประกอบที่บิดเบือนไม่เป็นความจริง จนเกิดความเสียหายต่อประชาชน หรือความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 &amp;nbsp;ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และผู้ที่ทำการเผยแพร่ หรือส่งต่อข้อมูลดังกล่าว จะต้องได้รับโทษเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดังนั้น จึงขอแจ้งเตือนประชาชนให้ใช้ความระมัดระวังในการส่งต่อข้อความทางสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ควร ส่งต่อข้อมูลที่ไม่ได้มาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพราะหากเป็นข้อมูลที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาจทำให้ผู้ส่งต่อต้องรับโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/1729</URL_LINK>
                <HASHTAG>Social Media, ครม., ดีอี, พ.ร.บ.คอมพ์, สังคมออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180125/image_big_5a697861d6ef5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
