<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>50484</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลตบหน้า!ชี้แก้นิสัยสส.ก่อนแก้รธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผลโพลตบหน้าฝ่ายค้าน! ชี้ควรแก้นิสัย ส.ส.ก่อนแก้รัฐธรรมนูญ เพราะ ส.ส.ยังมีภาพลักษณ์แย่ๆ เหมือนเดิม หวั่นเคลื่อนไหวแก้ รธน.นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย มองว่านักการเมืองแก้ รธน.เพื่อเปิดช่องคดโกงได้มากกว่าแก้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ แกนนำสภาสูงทุบโต๊ะสำเร็จยาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ก่อนที่ทางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่อาจจะเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวถึงกรณีแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า มองว่ารัฐธรรมนูญ 2560 นั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่แก้ไขยาก ส่วนกรณีพิจารณาหาบุคคลมาเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎรนั้น ขอไม่ออกความเห็น และที่ปรากฏว่ามีชื่อตนจะไปร่วมเป็น กมธ.ในสัดส่วนของ ส.ว.นั้น ก็จะไม่เข้าร่วมเป็น กมธ.ด้วย เพราะต้องปล่อยให้ ส.ส.เขาทำไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เชื่อว่าสำเร็จยาก เว้นมีเหตุผลที่ดีว่าจะแก้มาตราไหน โดยต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างไร ถ้าแก้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายการเมืองเท่านั้น คงจะไม่สำเร็จ&amp;quot; พล.อ.สมเจตน์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า แม้ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนตั้ง กมธ.ศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่หลายพรรคมองว่าจะแก้ไขมาตราที่เกี่ยวกับที่มา หน้าที่และอำนาจของ ส.ว.เป็นอันดับต้นๆ พล.อ.สมเจตน์ตอบว่า อย่าลืมว่าการจะผ่านความเห็นชอบในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จะต้องเสนอในที่ประชุมร่วมของรัฐสภา และต้องได้เสียงสนับสนุนของ ส.ว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 คือ 84 เสียง เมื่อไปตั้งเป้าหมายจะแก้ไขเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ ส.ว.แล้ว จะมีเสียง ส.ว.ที่ไหนมาสนับสนุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,257 หน่วยตัวอย่าง เรื่อง &amp;ldquo;ประธานกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ&amp;rdquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 13-14 พฤศจิกายน 2562
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผลสำรวจพบว่า เมื่อถามถึงที่มาของประธานกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 59.11 ระบุว่าควรมาจากคนนอกที่ไม่ใช่ตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล &amp;nbsp;พรรคร่วมฝ่ายค้าน และรัฐบาล รองลงมา ร้อยละ 16.63 ระบุว่า ควรมาจากตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้าน, ร้อยละ 12.89 ระบุว่าควรมาจากตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวคิด/พฤติกรรมเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ที่ประธานกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญพึงมี พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 37.07 ระบุว่าเป็นคนที่ไม่ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์อย่างชัดเจนจากรัฐธรรมนูญ 2560 รองลงมา ร้อยละ 21.32 ระบุว่าเป็นคนที่สนับสนุนรัฐธรรมนูญ 2560 อย่างชัดเจน, ร้อยละ 15.19 ระบุว่าเป็นคนที่เคยร่างรัฐธรรมนูญมาก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และเมื่อถามถึงระยะเวลาในการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 46.22 ระบุว่าไม่เกิน 6 เดือน รองลงมา ร้อยละ 32.06 ระบุว่าไม่เกิน 1 ปี, ร้อยละ 11.14 ระบุว่าไม่ควรมีกำหนดระยะเวลา, ร้อยละ 6.29 ระบุว่าไม่เกิน 2 ปี, ร้อยละ 2.94 ระบุว่า ไม่เกิน 3 ปี, ร้อยละ 0.32 ระบุว่าไม่เกิน 5 ปี และร้อยละ 1.03 ระบุว่าไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง แก้รัฐธรรมนูญ กับแก้นิสัย ส.ส. กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่าน &amp;ldquo;เสียงประชาชนในโลกโซเชียล&amp;rdquo; (Social Media Voice) ด้วยระบบ Net Super Poll จำนวน 4,551 ตัวอย่าง และ &amp;ldquo;เสียงประชาชนในสังคมดั้งเดิม&amp;rdquo; (Traditional Voice) จำนวน 1,189 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 10-16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 92.5 ไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ในขณะที่เพียงร้อยละ 7.5 เคยอ่าน และเมื่อถามความเห็นว่านักการเมืองแก้รัฐธรรมนูญเพื่ออะไรระหว่างแก้เพื่อเปิดช่องคดโกงได้ กับแก้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.8 คิดว่านักการเมืองจะแก้เพื่อเปิดช่องคดโกงได้ ในขณะที่ร้อยละ 15.2 คิดว่าจะแก้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 86.5 คิดว่าควรแก้นิสัย ส.ส.ก่อนแก้รัฐธรรมนูญ เพราะ ส.ส.ยังมีภาพลักษณ์แย่ๆ เหมือนเดิม ชอบขู่ วางอำนาจ ท้าตีท้าต่อย ก่อความขัดแย้งในสังคม ทำตัวอดอยากหิวโหยมาหลายปี วิ่งเต้นเบื้องหลัง เป็นอีแอบ ล็อบบี้ ส่อคดโกง หาผลประโยชน์ มุ่งมาเอาทุนคืน ในขณะที่ร้อยละ 13.5 คิดว่าควรแก้รัฐธรรมนูญก่อน เพราะอยากได้รัฐธรรมนูญแบบปี 40 และต้องการเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.7 คิดว่าปมการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายในสังคมได้ โดยพบว่า เกินครึ่งหรือร้อยละ 54.9 เชื่อว่าจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย, ร้อยละ 42.8 ระบุอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย ในขณะที่ร้อยละ 2.3 ไม่เชื่อ&amp;quot; ผลสำรวจระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนพดลกล่าวด้วยว่า ผลการสำรวจ &amp;ldquo;เสียงประชาชนในโลกโซเชียล&amp;rdquo; (Social Media Voice) ผ่านระบบ Net Super Poll พบว่า ปมแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังเข้าถึงคนทั้งหมดประมาณ 7,811,252 คน หรือกว่า 7 ล้านคน แต่เป็นจำนวนที่น้อยกว่าประมาณสามเท่าของจำนวนคนที่มาตรการชิมช้อปใช้เข้าถึง คือ 21,898,746 หรือกว่า 20 ล้านคนในโลกโซเชียล และเสียงตอบรับต่อการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเสียงตอบรับเชิงลบร้อยละ 55.9 ในขณะที่เสียงตอบรับเชิงบวกมีร้อยละ 44.1&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ผลสำรวจ &amp;ldquo;เสียงประชาชนในโลกโซเชียล&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;เสียงประชาชนในสังคมดั้งเดิม&amp;rdquo; ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นว่ากระแสการแก้รัฐธรรมนูญถูกจุดขึ้นจากฝ่ายการเมืองมากกว่าฝ่ายประชาสังคม และยังไม่ตอบโจทย์ ไม่ตรงเป้าความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่กำลังตอบรับมาตรการชิมช้อปใช้มากกว่าและประชาชนยังกังวลว่าปมแก้รัฐธรรมนูญจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายในสังคมจนอาจเกิดเหตุจลาจลขึ้นเหมือนบางประเทศในเวลานี้ ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชนยังเคลือบแคลงสงสัยด้วยว่า ส.ส.จะทำเพื่อเปิดช่องโกงหาผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้องมากกว่าเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติส่วนรวม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50484</URL_LINK>
                <HASHTAG>Net Super Poll, Qualitative Research, Social Media Voice, SUPER POLL, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้นิสัยสส.ก่อนแก้รธน., โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191117/image_big_5dd153a850d10.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
