<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114092</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนดินแดงเบื่อ ไม่เอาสนามรบ เพนกวินยังOK</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ราชทัณฑ์เผย &amp;quot;เพนกวิน&amp;quot; รู้สึกตัวดี พูดคุยรู้เรื่อง เดินเอง ช่วยเหลือตนเองและเข้าห้องน้ำเองได้ ไม่มีไข้ ไม่มีหอบเหนื่อย อาการไอลดลง นอนหลับได้ปกติ สัญญาณชีพและค่าออกซิเจนอยู่ในเกณฑ์ปกติ แพทย์ให้การรักษาตามอาการ ตร.ฝากขังสามนิ้วขนระเบิด เอแบคโพลเชื่อนักการเมืองอยู่เบื้องหลังม็อบ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาความรุนแรง ชาวดินแดงฮือแล้ว ไม่ต้องการให้ที่นี่เป็นสนามรบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2564 ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.)พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. ชี้แจงถึงกรณีที่ในโลกโซเชียลเผยแพร่คลิปเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนใช้ปืนยิงกระสุนยาง ใส่ประชาชนที่ขี่รถจักรยานยนต์ผ่านบริเวณแยกดินแดงเมื่อวันที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 3 นัด ว่า บช.น.อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเหตุการณ์ก่อนหน้าและหลังเกิดเหตุเป็นอย่างไร แต่ตามหลักการใช้อุปกรณ์ควบคุมฝูงชน จะใช้ก็ต่อเมื่อยับยั้ง ห้ามปราม ระงับเหตุ ซึ่งเป็นไปตามหลักสากล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการยิงระยะประชิดและช่วงตัวท่อนบนนั้น ต้องดูเจตนาของเจ้าหน้าที่ว่าเป็นการระงับเหตุวุ่นวายหรือเป็นการป้องกันตัวเองหรือไม่อย่างไร เช่น คนขับขี่รถจักรยานยนต์อาจขับพุ่งชนเจ้าหน้าที่ ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปโดยสมเหตุสมผล ก็ต้องให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเบื้องต้นชายคนดังกล่าวที่ปรากฏตามคลิปแต่งกายคล้ายตำรวจ อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเป็นบุคคลใด และจะเรียกมาสอบสวนว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร ทั้งนี้ ขอประชาชนอย่าเพิ่งตัดสินใจจากคลิปเพียง 3.78 วินาที ขอให้ดูคลิปเหตุการณ์ยาวทั้งหมดก่อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รอง ผบช.น.เผยว่า เช่นเดียวกับที่มีคลิปตำรวจควบคุมฝูงชนยืนอยู่บนสะพานลอยหน้าแฟลตดินแดง และยิงกระสุนยางใส่ประชาชนบริเวณใต้แฟลตดินแดงนั้น บช.น.ยังไม่ได้รับรายงานคลิปดังกล่าว และจะอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ยืนยันว่าหากตรวจสอบพบว่าเจ้าหน้าที่บกพร่องหรือมีความผิด ทาง บช.น.ก็มีมาตรการดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาอยู่แล้ว เหมือนที่เคยดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุสลายการชุมนุมที่สะพานวันชาติเมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเบื้องต้นจากการตรวจสอบพบว่าตำรวจมีพฤติกรรมอาจจะเข้าข่ายสุ่มเสี่ยงไม่ปฏิบัติตามหลักสากล โดยมีการใช้กำลังเข้าไปสลายการชุมนุม ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตำรวจได้ตรวจสอบคลิปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนจำนวน 18 คลิป ต้องขอใช้เวลาในการตรวจสอบว่าคลิปใดเป็นคลิปปลอม คลิปใดเป็นคลิปจริง หรือคลิปจริงที่ตัดทอนมาบางส่วน และขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า การดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณแยกดินแดงเมื่อวันที่ 20 ส.ค. พบพฤติการณ์พยายามฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ และรื้อตู้คอนเทนเนอร์ โดยผู้ชุมนุมมีการขว้างปาลูกแก้ว ลูกหิน พลุเพลิง ระเบิดปิงปอง ไปป์บอมบ์ ใส่เจ้าหน้าที่ที่พยายามรักษาพื้นที่ ซึ่งตำรวจได้จับกุมผู้ชุมนุม 26 คน พร้อมตรวจยึดของกลางระเบิดปิงปอง ไปป์บอม และระเบิดแสวงเครื่องได้ 200 ลูก นำตัวส่งดำเนินคดีแล้ว สรุปการดำเนินคดีในช่วงเดือน ก.ค.ถึงเดือน ส.ค.เป็นเวลา 2 เดือน มีจำนวนทั้งสิ้น 807 คดี มีผู้ต้องหาที่ต้องถูกดำเนินคดี 468 คน จับกุมแล้ว 211 คน
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการชุมนุมในวันนี้มี 2 จุด คือบริเวณสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ถนนราชดำเนิน และแยกดินแดงในช่วงเย็น ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางโดยรอบตั้งแต่ช่วงบ่ายเป็นต้นไป และยืนยันว่าการชุมนุมในขณะนี้เป็นความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, พ.ร.บ.โรคติดต่อ รวมถึงกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน สน.ดินแดง ยื่นคำร้องฝากขัง นายทัพชัย สิโนนยาง อายุ 22 ปี, นายชนะดล ลอยมั่นคง อายุ 24 ปี, นายสหชาติ ยงจัตุรัส อายุ 19 ปี ผู้ต้องหาคดีขนอาวุธ วัตถุระเบิด และระเบิดปิงปอง เข้าร่วมชุมนุมบริเวณแยกดินแดง
ฝากขังกลัวหนีเพราะโทษสูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามคำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อวันที่ 20 ส.ค.2564 ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนหลายคนมารวมตัวชุมนุมกันอยู่ที่บริเวณถนนอโศก-ดินแดงต่อเนื่องถึงถนนวิภาวดีรังสิต เขตดินแดง ตั้งแต่เวลา 16.00 น. โดยในการชุมนุมดังกล่าว กลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการปาระเบิดและใช้ลูกแก้วยิงเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน รวมทั้งยิงเข้าใส่สถานที่ราชการ ซึ่งในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนได้เข้าควบคุมสถานการณ์และรักษาความสงบเรียบร้อย และจับกุมผู้ต้องหาทั้งสามได้ในพื้นที่เกิดเหตุพร้อมของกลาง ตรวจค้นภายในตัวนายทัพชัย&amp;nbsp; พบของกลางระเบิดปิงปองหลากสีจำนวน 100 ลูก พร้อมหนังสติ๊ก จำนวน 1 อัน บรรจุอยู่ในกระเป๋าสะพายสีน้ำตาล และตรวจค้นภายในตัวนายชนะดล ผู้ต้องหาที่ 2 พบของกลางระเบิดปิงปองหลากสี จำนวน 29 ลูก พร้อมหนังสติ๊ก 3 อัน และระเบิดแสวงเครื่อง 1 ลูก บรรจุอยู่ในกระเป๋าสะพายสีเขียว ตรวจค้นตัวนายสหชาติ ผู้ต้องหาที่ 3 พบของกลางหนังสติ๊ก 6 อัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาที่ 1-3 ว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันจัดกิจกรรม รวมกลุ่มของบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่า 5 คน ในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศหรือคำสั่งกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และร่วมกันชุมนุมหรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในพื้นที่ที่มีการประกาศหรือคำสั่งเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และได้แจ้งเพิ่มผู้ต้องหาที่ 1-2 กระทำผิดฐานมีวัตถุระเบิดไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาที่ 1-3 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนและควบคุมตัวผู้ต้องหาที่ 1-3 มาโดยตลอด จะครบกำหนดควบคุมตัว 48 ชั่วโมง ในวันที่ 23 ส.ค.นี้ เวลา 01.20 น. แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น เนื่องจากจะต้องสอบพยานจำนวน 5 ปาก รอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือและประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหาทั้งสามจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร ด้วยเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว จึงขออนุญาตศาลฝากขังผู้ต้องหาทั้งสามไว้ในระหว่างการสอบสวน มีกำหนด 12 วัน ไปจนถึงวันที่ 2 ก.ย.นี้
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวของผู้ต้องหาทั้งสาม เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง ประกอบกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของผู้ต้องหาทั้งสามเป็นการกระทำโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง นอกจากนี้ กรณีการมาร่วมกิจกรรมการชุมนุมทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยของสังคมโดยรวม อาจทำให้เกิดการระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในวงกว้างซึ่งทำให้เกิดความเสียหายหลายอย่าง และการชุมนุมทางการเมืองดังกล่าวยังมีการทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ หากผู้ต้องหาทั้งสามได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวไป เกรงว่าอาจจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่นอีก ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1(3)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธวัชชัย ชัยวัฒน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า กรมราชทัณฑ์ขอรายงานสถานการณ์และการควบคุมดูแลตัวผู้ต้องขังที่เป็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมาเรียกร้องทางการเมืองเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้
&amp;quot;เพนกวิน&amp;quot;ไม่มีไข้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะนี้มีกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ถูกส่งตัวเพื่อเข้ารับการรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ จำนวน 4 คน ประกอบด้วย นายพรหมศร วีระธรรมจารี หรือฟ้า, นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน, นายสิริชัย นาถึง และนาย Sam Samart หรือแซม สาแมท โดยแพทย์ประจำทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้เข้าตรวจร่างกาย พบว่านายพริษฐ์รู้สึกตัวดี พูดคุยรู้เรื่อง เดินเองช่วยเหลือตนเองและเข้าห้องน้ำเองได้ ไม่มีไข้ ไม่มีหอบเหนื่อย อาการไอลดลง นอนหลับได้ปกติ สัญญาณชีพและค่าออกซิเจนอยู่ในเกณฑ์ปกติ แพทย์ให้การรักษาตามอาการร่วมด้วยกับยาพ่นโรคประจำตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนของนายสิริชัย รู้สึกตัวดี ช่วยเหลือตัวเองได้ หายใจปกติ ไม่มีอาการหอบเหนื่อย สามารถนอนหลับพักได้ รับประทานอาหารได้น้อย ขับถ่ายปกติ สัญญาณชีพและค่าออกซิเจนอยู่ในเกณฑ์ปกติ, นายพรหมศร รู้สึกตัวดี ช่วยเหลือตัวเองได้ หายใจปกติ ไม่มีหอบเหนื่อย ไม่มีไข้ ปวดศีรษะ ไอมีเสมหะ สัญญาณชีพและค่าออกซิเจนอยู่ในเกณฑ์ปกติ และนายแซม รู้สึกตัวดี ถามตอบรู้เรื่อง ช่วยเหลือตัวเองได้ทั้งหมด ไม่มีหายใจหอบเหนื่อย ไม่มีไข้ ไม่ไอ รับประทานอาหารได้ ขับถ่ายปกติ สัญญาณชีพและค่าออกซิเจนอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยทั้ง 4 รายแพทย์ให้การรักษาด้วยยาตามแนวทางของกรมควบคุมโรค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธวัชชัยกล่าวว่า ในปัจจุบันทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์มีทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่มีคุณภาพ พร้อมด้วยเทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ตามมาตรฐานสาธารณสุข โดยกรมราชทัณฑ์ได้ให้ความสำคัญต่อการดูแลด้านสุขภาพและทำการรักษาพยาบาล เพื่อให้เกิดผลดีแก่ผู้ต้องขังทุกคนอย่างเต็มที่ ให้ได้รับความเท่าเทียม เสมอภาค และไม่มีการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด โดยให้การดูแลรักษาเป็นไปตามมาตรการด้านสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก อยากท้าชวนนายกฯ หนีบอาจารย์เสรี วงษ์มณฑา ออกรายการโหนกระแส โดยนายเสกสกลระบุว่า คนอย่างนายสมบัติวันๆ ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนบ้าง เพราะตนเองเห็นแต่ออกมาเคลื่อนไหว สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนไม่หยุด และตนเองมองว่าคนประเภทนี้ไม่เหมาะที่จะออกมาท้าดีเบตหรือออกรายการร่วมกับนายกฯ เพราะนายกฯ ไม่ได้มีเวลามาให้กับคนประเภทนี้ ต้องเอาเวลาที่มีอยู่ทำงานแก้ไขปัญหาโควิด-19 ให้กับบ้านเมืองในขณะนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสกสกลระบุว่า แต่หากนายสมบัติหิวแสง อยากออกทีวีมาก ตนพร้อมที่จะไปแทนนายกฯ ในฐานะผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีได้ โดยขอให้นายสมบัตินัดวันและเวลามา ตนพร้อมจะไป ซึ่งจะเป็นวันใดก็ได้ โดยที่ตนจะไม่ต้องหนีบใครไปด้วย เดี่ยวต่อเดี่ยวได้ทุกรายการทีวี หรือนายสมบัติจะหนีบลูกน้องคนใหม่อย่างนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่มาสมัครเป็นลูกทีมคาร์ม็อบมาด้วยตน ยิ่งยินดีต้อนรับอย่างยิ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขายังระบุว่า พร้อมที่จะไปออกทีวีร่วมกับนายสมบัติทุกรายการ ทุกช่องที่นายสมบัติอยากไป ขอให้นัดวันมาเลย ก็อยากรู้เหมือนกันว่าคนอย่างนายสมบัติจะเอาอะไรมาพูดออกรายการ เพราะตัวนายสมบัติเองวันๆ ไม่เคยทำประโยชน์อะไรเลย แล้วยังอยากจะมาดีเบตกับคนอื่น ขอเตือนว่าอย่าหิวแสงออกทีวีในตอนนี้เลย เพราะอาจจะกลายเป็นการประจานตัวเองออกทีวีมากกว่า
การเมืองอยู่เบื้องหลังม็อบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เจอได้ทุกที่ ได้ทุกเวที เอาความจริงมาแฉกัน ผมไม่เคยกลัว ทีวีช่องไหน รายการไหน นัดมาได้เลย นายสมบัติ บ.ก.ลายจุด มีอะไรมาท้าดีเบตกับแรมโบ้ ไม่ต้องถึงมือนายกฯ และอาจารย์เสรีหรอก และอย่าลืมหนีบชวนนายณัฐวุฒิ มาด้วยก็แล้วกัน&amp;quot; นายเสกสกลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง ขบวนการสมประโยชน์หลังม็อบ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,132 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 16-20 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกลุ่มต่างๆ เบื้องหลังความรุนแรงบานปลายทุกวันนี้ พบว่าส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.9 ระบุนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐบางคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียอำนาจและผลประโยชน์ รองลงมาคือร้อยละ 94.7 ระบุพรรคการเมืองบางพรรค,&amp;nbsp; ร้อยละ 93.6 ระบุแกนนำม็อบบางคน,&amp;nbsp; ร้อยละ 93.2 ระบุกลุ่มเอ็นจีโอบางกลุ่มรับเงินต่างชาติมาป่วน และร้อยละ 90.8 ระบุกลุ่มต่างชาติที่ต้องการเข้ายึดครองทรัพยากรชาติและผลประโยชน์ประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ร้อยละ 86.8 รับรู้มีพรรคการเมืองขัดแย้งกัน ซัดกันไปมา ประชาชนหมดหวังพึ่ง, ร้อยละ 84.3 รับรู้มีกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ผสมโรงสร้างความรุนแรงทำลายจิตใจของประชาชน และร้อยละ 81.2 รับรู้มีกลุ่มเอ็นจีโอรับทุนต่างชาติเคลื่อนไหวทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.3 รู้และเชื่อว่ามีอยู่จริง ขบวนการเบื้องหลังปั่นม็อบรุนแรง รับเงินต่างชาติเข้ายึดครองทรัพยากรและผลประโยชน์ของประเทศและคนไทย ในขณะที่ร้อยละ 6.7 ไม่รู้ไม่ทราบ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.1 ไม่สนับสนุนขบวนการทำลายชาติทั้งที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังม็อบรุนแรง ในขณะที่ร้อยละ 6.9 สนับสนุน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.1 ระบุเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่ทุกฝ่ายทุกภาคส่วนต้องช่วยกันคือ ความร่วมมือกันของคนไทยและต่างชาติ ทำให้บ้านเมืองสงบสุข ไม่วุ่นวาย ไม่รุนแรง กลับคืนสู่สภาพปกติสุขโดยเร็ว ในขณะที่ร้อยละ 3.9 ไม่เห็นด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ผลการศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่รับรู้และเข้าใจภาพมากขึ้นและชัดขึ้นถึงเบื้องหลังความรุนแรงป่วนเมืองภาพใหญ่ การปะทะของมหาอำนาจ 2 ขั้วต่อการแย่งชิงผลประโยชน์ในหลายภูมิภาคและมีผลตรงต่อประเทศเล็กๆ โดยสำแดงให้เห็นผ่านความวุ่นวายขัดแย้งกันเองภายในประเทศที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่รับรู้และต่อภาพได้ถึงอิทธิพลการเมืองระหว่างประเทศและการสนับสนุนเงินทุนผ่านกลุ่มเอ็นจีโอบางกลุ่มมาป่วนชาติ
ไม่เอาความรุนแรง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวต่อว่า มีนักการเมือง ข้าราชการ กลุ่มทุนและกลุ่มอุดมการณ์ร่วมสมประโยชน์ในเป้าหมายย่อย ประชาชนถูกใช้เป็นเครื่องมือซ้ำแล้วซ้ำเล่าในการป่วนเมือง สร้างความโกรธเกลียดใช้ความรุนแรงต่อกัน ก่อเกิดผลกระทบทวีคูณของความโกรธแค้นกัน (Multiplier Effect of the Public Angers) ทำลายรากฐานเสาหลักของชาติ จนอาจเกิดวัฏจักรแห่งซากปรักหักพังและความสูญเสียซ้ำซาก เกิดภาพจลาจลปะทะกันเองเกินการควบคุม จนทุกเสาหลักของชาติอ่อนแอลงอย่างน่าเป็นห่วง นำสู่การเรียกแขกร้องขอต่างชาติเข้ามาเปลี่ยนแปลงแก้ไข สุดท้ายปลาใหญ่เอาไปกินรวบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ประชาชนส่วนใหญ่ยังสะท้อนไม่เอาด้วยกับขบวนการดังกล่าว และไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงป่วนเมือง การปั่นกระแสสร้างภาพรุนแรงเกินเหตุจึงอ่อนไหวและน่าเป็นห่วงยิ่ง ในขณะที่การระบาดของโรคยังรุนแรง มีผู้คนติดเชื้อจำนวนมากและเสียชีวิตรายวัน การร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวกันจึงเป็นทางออกที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ปัญหาความเหลื่อมล้ำสั่งสมที่เป็นรากเหง้าในสังคมที่มีอยู่และเป็นจุดกดทับร่วมต้องถูกเร่งแก้ไขโดยเร็วที่สุดด้วยความจริงใจ เพื่อลดเงื่อนไขความเหลื่อมล้ำทางสังคมชนชั้น ผ่านการพูดคุยกันทุกระดับอย่างกว้างขวางและตกผลึกเป็นที่ยอมรับของส่วนใหญ่ นำสู่การแก้ไขอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม&amp;nbsp; เพื่อไม่ให้สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย ถูกปั่นหัวซ้ำซากต่อเนื่อง จนประเทศไทยกลายเป็นเมืองขึ้นยุควิถีใหม่ของการล่าอาณานิคมของชาติมหาอำนาจ (New Normal of the Super Power&amp;rsquo;s Colonization) ที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ทันได้ปรับตัว&amp;rdquo; ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บ่ายวันเดียวกันนี้ แกนนำกลุ่มทะลุฟ้าและมวลชน รวมตัวกันไปจัดกิจกรรมชื่อว่า &amp;quot;ยื่นหนังสือทะลุโลก เปิดโปงทรราชให้ต่างชาติได้รับรู้&amp;quot; ที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ถนนราชดำเนิน มีการแสดงเชิงสัญลักษณ์แต่งชุดนักโทษยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 112 นาที ที่หน้าสำนักงานยูเอ็น พร้อมยื่น 3 ข้อเรียกร้อง
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.ร้องขอให้ทาง UN ตรวจสอบทบทวนและนำเสนอเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมตลอด 1 ปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.เพื่อร้องขอให้ UN ทำหนังสือประเด็นสิทธิมนุษยชนที่ถูกคุกคามไปยังรัฐบาลไทย เพื่อให้รัฐบาลไทยทำตามหลักสากลให้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ร้องขอให้ทาง UN ให้ความช่วยเหลือนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ถูกฝากขังและถูกปฏิบัติราวกับนักโทษทั้งที่ยังไม่ได้ถูกตัดสินว่ากระทำผิด
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.นางเลิ้ง และเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน ได้มีการตั้งด่าน และนำกำลังมาเสริมบริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ พร้อมกับตั้งตู้คอนเทนเนอร์ไว้เป็นแนวป้องกันบริเวณหน้าสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ขณะที่หน้ากองทัพบกมีการนำแผงเหล็กและรั้วลวดหนามปิดถนนด้านหน้าไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการแชร์ภาพชาวแฟลตดินแดงได้ขึ้นป้ายไวนิลในโซเชียลระบุว่า &amp;quot;พวกเราชาวดินแดงไม่ต้องการให้ที่นี่เป็นสนามรบ&amp;quot; และ &amp;quot;เรามีเด็ก คนชรา ผู้ป่วย โปรดช่วยคืนความสงบให้พวกเราด้วย&amp;quot; ลงชื่อ คณะกรรมการแฟลต 1-17 ดินแดง 1 และกลุ่มเรารักเอ๋ อดิศร&amp;quot; ติดบริเวณด้านหน้าและด้านบนแฟลตดินแดง ถนนอโศก-ดินแดง เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยที่มีการปะทะระหว่างตำรวจควบคุมฝูงชนกับผู้ชุมนุมทางการเมืองที่ออกมาขับไล่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114092</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, การเมืองอยู่เบื้องหลังม็อบ, ชาวดินแดง, นักการเมืองอยู่เบื้องหลังม็อบ, ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาความรุนแรง, ราชทัณฑ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เพนกวิน, เอแบคโพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210821/image_big_61207415f08a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106173</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/06/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/06/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลให้‘บิ๊กตู่’ทิ้งเป็นทุ่งนายกฯใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซูเปอร์โพลสำรวจ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; นำลิ่วบุคคลที่ประชาชนจะเลือกให้เป็นนายกฯ ทิ้ง &amp;quot;เจ๊หน่อย&amp;quot; เป็นทุ่ง เพราะต้องการผู้นำที่เด็ดขาด ขณะที่ปัญหาใหญ่ของประเทศคือคนมือไม่พายเอาเท้าราน้ำ &amp;quot;เสกสกล&amp;quot; ยันนายกฯ อยู่ต่อครบเทอมไม่มียุบสภา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2564 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ความนิยม ผู้นำรัฐบาล กับ ประชาธิปไตย กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,400 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1-12 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา พบว่า เกินครึ่งหรือร้อยละ 55.4 มีระดับความวางใจในระบอบประชาธิปไตยว่า ช่วยลดความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชนได้ค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 28.4 วางใจปานกลาง และร้อยละ 16.2 วางใจค่อนข้างน้อยถึงไม่วางใจเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.4 ระบุผู้นำที่เด็ดขาด สั่งการและควบคุมแก้ปัญหาชาติและประชาชนมีประโยชน์ ช่วยได้ ในขณะที่ร้อยละ 6.6 ระบุไม่มีประโยชน์ ช่วยไม่ได้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 98.5 ระบุสิ่งที่เห็นและเป็นไปในประชาธิปไตยบ้านเราคือ ในการแก้ปัญหาวิกฤติชาติ มีคนมือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ คอยแต่ตำหนิคนทำงาน ในขณะที่ร้อยละ 95.9 ระบุ ประชาชนผู้มีรายได้น้อยยังมีสิทธิ์เข้าถึงความจำเป็นพื้นฐาน เช่น สวัสดิการแห่งรัฐ และร้อยละ 95.8 ระบุ รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้จากสื่อมวลชน นักการเมืองและประชาชนทั่วไป เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 88.4 ระบุประเทศไทยวันนี้มีความเป็นประชาธิปไตย ในขณะที่ร้อยละ 10.6 ระบุไม่มี อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงอีก 20 ปีข้างหน้า พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.0 ระบุประเทศไทยจะยังคงมีความเป็นประชาธิปไตยอยู่ ในขณะที่ร้อยละ 4.0 มองว่าจะไม่มี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงความนิยมต่อนักการเมืองบุคคลสำคัญต่างๆ ถ้าวันนี้เลือกได้จะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า อันดับแรก หรือร้อยละ 30.8 ระบุ เลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองลงมาคือ ร้อยละ 14.9 ระบุ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อันดับสาม หรือร้อยละ 5.3 ระบุ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 4.8 ระบุ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ร้อยละ 3.1 เช่นกัน นายจุรินทร์ ลักษณ์วิศิษฏ์ ร้อยละ 2.1 ระบุ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในขณะที่ร้อยละ 13.4 ระบุคนอื่นๆ และร้อยละ 25.6 ระบุไม่ทราบ ไม่มี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่า ในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย ประชาชนที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่ต้องการได้ผู้นำประเทศที่เด็ดขาด สั่งการและควบคุมแก้ปัญหาวิกฤติชาติและประชาชน โดยเชื่อว่าเป็นประโยชน์ช่วยลดความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชนได้ดี แต่ในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 และเศรษฐกิจขณะนี้ สิ่งที่ประชาชนเห็นและเป็นไปคือกลุ่มคนจำนวนมากที่เอาแต่ตำหนิคนทำงาน มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ทั้งๆ ที่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยก็มีสิทธิ์ได้รับสิทธิ์เข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐ และรัฐบาลก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ ประชาชนทั่วไปก็สามารถเข้าร่วมกลุ่มต่างๆ แสดงความคิดเห็นและจุดยืนที่แตกต่างไปจากรัฐบาลได้
ไม่ยุบสภาฯ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; อยู่ต่อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เห็นด้วยกับสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ถือว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังให้ความไว้วางใจนายกฯ ประยุทธ์อยู่ และยังอยากให้นายกฯ บริหารประเทศ ที่ประชาชนยังไว้ใจนายกฯ นั้น เพราะว่าที่ผ่านมาตลอดการบริหารงาน 7 ปี นายกฯ ได้มีความตั้งใจจริงและทำให้ประชาชนได้เห็นแล้วว่าได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว แก้ปัญหาและพัฒนาประเทศในด้านใดบ้าง มีผลงานที่ชัดเจน รวมถึงการบริหารสถานการณ์โควิด-19 ทั้งด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ การบริหารจัดการวัคซีน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า นายกฯ ให้ความสำคัญกับประชาชนมากที่สุด อยากให้สถานการณ์การระบาดเชื้อโควิด-19 คลี่คลายและจบลงให้ได้ เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ อยากให้ประชาชนพ้นจากความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมานายกฯ รัฐบาล บุคลากรทางการแพทย์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้ทำงานอย่างหนักในการช่วยประชาชนในทุกด้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่านายกฯ รัฐบาล ยังจะทำงานเพื่อประชาชนต่อไปจนกว่าจะครบเทอม โดยตนเองมั่นใจว่านายกฯ จะไม่ลาออก หรือยุบสภาฯ อย่างแน่นอน ตามที่มีกระแสข่าวอยู่ หรือตามข้อเรียกร้องของฝ่ายค้าน เพราะการเรียกร้องของฝ่ายค้านนั้นไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่เป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายค้าน&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสกสกลยังกล่าวว่า ที่มีการปล่อยข่าวว่าจะมีการยุบสภาฯ ก่อนครบวาระจึงไม่เป็นความจริง ขอประชาชนอย่าไปเชื่อข่าวลือข่าวลวงทั้งหลาย โดยเฉพาะฝ่ายค้าน ยิ่งประชาชนส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นในตัวนายกฯ ให้อยู่บริหารประเทศต่อ ทำให้พวกฝ่ายค้านกำลังจะอกแตกตาย เพราะอยากกลับมามีอำนาจรัฐ แต่ไม่ยอมฟังกระแสประชาชนที่เชื่อมั่นในฝีมือและผลงานของพลเอกประยุทธ์ที่ต้องการให้เป็นนายกฯ อยู่บริหารประเทศต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ปี 64 ประชาชนขาดความเชื่อมั่น และ พล.อ.ประยุทธ์ทำได้แค่ฉีดวัคซีนประคองเศรษฐกิจ หวังรัฐบาลใหม่มาฟื้นฟูว่า ตนเห็นแย้งกับนายวัฒนา เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศยังเชื่อมั่นการบริการงานของรัฐบาล เพราะยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาโควิด-19 ที่ พล.อ.ประยุทธ์วางไว้เป็นแนวทางที่ถูกต้อง แก้ปัญหาให้กับประเทศได้อย่างแน่นอน โดยดำเนินการคู่ขนานกันไปกับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้กับประชาชน จำนวน 50 ล้านคน ครอบคลุมจำนวนประชากร 70 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 64 นี้ และดำเนินการเยียวยา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งตนมั่นใจว่าเมื่อทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปจะสามารถแก้ปัญหาโควิด-19 ได้อย่างแน่นอน ช่วงสิ้นปี 64 สถานการณ์จะคลี่คลายขึ้น
ฝ่ายค้านใจมืดบอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลเตรียมที่จะเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ในวันที่ 1 ก.ค.นี้ เพื่อรับนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว คาดว่าประมาณกว่า 1 แสนคน เป็นการหารายได้เข้าประเทศ นี่คือสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ดำเนินการ ไม่ได้ใช้งบประมาณเป็นอย่างเดียวเหมือนที่ฝ่ายค้านกล่าวหา เมื่อภูเก็ตดำเนินการสำเร็จจะเดินหน้าโมเดลดังกล่าวตามเมืองท่องเที่ยวต่างๆ ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงแล้ว ส่วนการกู้เงินก็ไม่ได้นำมาใช้ส่วนตัวเหมือนที่ฝ่ายค้านอภิปราย แต่นำมาแก้ปัญหาโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมไม่เข้าใจฝ่ายค้านที่มักออกมาโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ 7 ปีจน 7 ปีเจ๊ง ทั้งที่ 7 ปี พล.อ.ประยุทธ์สร้างความเจริญให้ประเทศมากมาย เป็นรูปธรรมชัดเจน ประชาชนทราบดี แต่ฝ่ายค้านใจมืดบอด จึงไม่รับรู้อะไร&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรกล่าวว่า อยากให้นายวัฒนาเอาเวลาไปเตรียมตัวเตรียมใจที่จะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ดีกว่า เพราะคดีทุจริตบ้านเอื้ออาทรศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินจำคุกถึง 99 ปี แต่ยังโชคดีที่รัฐธรรมนูญปี 60 ที่นายวัฒนาเกลียดชังนัก ทำให้นายวัฒนายังสามารถอุทธรณ์ได้ และยิ่งเป็นแกนนำพรรคไทยสร้างไทย ยิ่งควรปรับพฤติกรรมบ้าง ไม่เช่นนั้นประชาชนคงจะไม่เลือก รังแต่จะรั้งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย ให้ต้องเสียเวลาสร้างพรรคใหม่เปล่าๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นายเสกสกลทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุด ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ควรเลื่อนชั้นให้เป็นรัฐมนตรีได้แล้ว เพราะมุ่งมั่นขจัดปัดเป่าตอบโต้ให้นายกรัฐมนตรีทุกดอกจนเข้าตาประชาชน ถ้าไปลงสมัคร ส.ส.นครราชสีมา ก็คงนอนมาตั้งแต่ในมุ้ง พล.อ.ประยุทธ์บริหารบ้านเมืองมา 7 ปี ไม่เคยทำอะไรผิดพลาดเลย ดีเลิศประเสริฐศรี สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีให้ครบ 20 ปี ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติที่วางเอาไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้เริ่มมีม็อบตั้งเค้ามาขับไล่แล้ว จึงอยากให้ ดร.เสกสกลแนะวิธีให้ พล.อ.ประยุทธ์ลงจากอำนาจอย่างไรให้ปลอดภัยดีกว่า และเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์หมดอำนาจ ดร.เสกสกลจะทำอย่างไร จะไปอยู่ที่ไหนที่ยืนยันว่านายกฯ จะไม่ยุบสภาฯ ขณะที่ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีก็ยืนยันไปแล้วเช่นกัน แต่ขอให้มองย้อนไปว่า ทุกครั้งถ้า ดร.วิษณุพูดว่ารัฐบาลจะไม่ทำอะไร อีกไม่นานต่อมารัฐบาลก็จะทำอย่างนั้นทุกครั้ง คำพูดของเนติบริกรจึงต้องตีความหมายทางการเมืองในทางตรงกันข้ามทุกครั้ง เพราะฉะนั้นรัฐบาลนี้จึงนับเวลาถอยหลังได้ ขึ้นอยู่กับว่าพรรครัฐบาลใดจะชักดาบไวกว่ากัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัชระกล่าวต่อว่า การเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ยุบสภาฯ เมื่อไรก็แพแตกเมื่อนั้น เพราะรัฐธรรมนูญอนุญาตให้ ส.ส.ย้ายพรรคได้ภายใน 30 วัน ก่อนวันเลือกตั้ง หากนายกฯ ยุบสภาฯ กกต.ก็ต้องจัดเลือกตั้งภายใน 45 วัน ส.ส.จึงมีสิทธิ์ย้ายพรรคตามรัฐธรรมนูญได้ทุกคน นายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานร่างรัฐธรรมนูญ แน่มากที่เขียนรัฐธรรมนูญซ่อนเงื่อน ทำให้ ส.ส.แพแตกได้ถูกต้องตามกฎหมายสมความมุ่งหมายของ คสช.ทุกประการ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106173</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, ความนิยม ผู้นำรัฐบาล กับ ประชาธิปไตย, ซูเปอร์โพล, บิ๊กตู่, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210612/image_big_60c412da7199c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99886</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/04/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/04/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐมีงบฯ3.8แสนล้านสู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ มีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะยังสามารถขยายตัวได้ โดยรัฐบาลยังมีเงินเกือบ 3.8 แสนล้านบาทสำหรับนำมาใช้เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ แยกเป็นเงินจำนวน 2.4 แสนล้านบาทจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท แต่เพื่อไทยมาแปลก อัดรัฐบาลล้มเหลวทุกอย่าง ตามคนอื่นไม่ทัน เพราะหลายประเทศจะสั่งยกเลิกใส่หน้ากากในพื้นที่สาธารณะแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง ล้มและลุกทันที กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,506 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 12-17 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา พบว่า เกินกว่า 1 ใน 3 ระบุเงินในกระเป๋าช่วงโควิดรอบใหม่ ไม่พอกิน ไม่พอใช้ ทุกข์หนักมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 31.2 ระบุไม่ค่อยพอกิน ไม่ค่อยพอใช้, ร้อยละ 25.6 ระบุพออยู่ พอกิน และร้อยละ 7.6 ระบุเหลือกิน เหลือใช้ อยู่ได้สบาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในช่วงระบาดโควิดรอบใหม่ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.7 ระบุเชิดชูบุคลากรทางการแพทย์และ อสม. กระทรวงสาธารณสุข ทำงานดี เสียสละ รองลงมาคือ ร้อยละ 64.6 ระบุการทำงานของผู้ว่าราชการจังหวัดน่าเชื่อถือ, ร้อยละ 62.6 ระบุมีการทุจริตในหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ในจังหวัดทำโควิดแพร่เชื้อ, ร้อยละ 61.8 ระบุมีความเคร่งครัดบังคับใช้กฎหมายป้องกันโควิดในระดับจังหวัด, ร้อยละ 60.7 ระบุการบริหารจัดการปัญหาโควิดโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และหน่วยอื่นๆ ทำได้ดี, ร้อยละ 60.5 ระบุคุณภาพการให้บริการจากเจ้าหน้าที่รัฐโดยรวมดี, ร้อยละ 59.8 ระบุคุณภาพการให้บริการเอาใจใส่ลูกค้าของธุรกิจต่างๆ โดยรวมดี, ร้อยละ 59.8 เช่นกัน ระบุการทำงานของผู้บังคับการตำรวจจังหวัดน่าเชื่อถือ, ร้อยละ 58.7 ระบุนักการเมืองลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชน และร้อยละ 51.3 ระบุผลผลิตทางการเกษตรและธุรกิจด้านการเกษตรดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 60.5 ระบุ ผลกระทบความเสียหายในช่วงโควิดรอบใหม่อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด, ร้อยละ 35.7 ระบุปานกลาง และร้อยละ 3.8 ระบุน้อย ถึงน้อยที่สุด อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 54.9 ระบุความเป็นไปได้ โอกาส ลุกขึ้นทำมาหากินต่อ ฟื้นตัวได้มากถึงมากที่สุด,&amp;nbsp; ร้อยละ 34.2 ระบุปานกลาง และร้อยละ 10.9 ระบุน้อยถึงน้อยที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ปัญหาโควิดเป็นวิกฤติของชาติ ผลโพลนี้ชี้ให้เห็นว่าในช่วงสถานการณ์การระบาดรอบใหม่นี้ ประชาชนกว่า 1 ใน 3 เดือดร้อนและได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะในโซนสีแดงถึงแดงเข้ม อย่างไรก็ตาม เราทุกคนในสังคม ต้องช่วยเหลือกันเดินหน้าผ่านทั้งปัญหาปากท้องและการควบคุมโรคร่วมกันไปให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวต่อว่า ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ต้องรวมพลังช่วยกันแก้ ไม่สร้างเงื่อนไขโทษกันไปมาให้เกิดความแตกแยก โกรธเกลียดกันในหมู่ประชาชน โดยรัฐบาลต้องคงความชัดเจนในนโยบายและเข้มกำกับขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาคราชการถือว่าสำคัญยิ่ง ทุกหน่วยราชการต้องทำหน้าที่หนักขึ้น โดยถือว่าเป็นภาวะไม่ปกติ ที่ต้องดูแลประชาชน โดยเฉพาะกลไกพื้นที่ระดับท้องถิ่น ต้องเข้มแข็งเป็นแกนของสังคมและชุมชนอย่างแท้จริง เร่งขับเคลื่อนแก้ปัญหาทั้งรุกและรับ ร่วมกับเรียนรู้ปรับใช้ตัวอย่างที่ดีทั้งในและต่างประเทศ ต้องแสดงความรับผิดชอบหากปล่อยปละละเลย ขณะที่ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมต้องเรียนรู้ปรับเปลี่ยน และมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมมากขึ้น ลุกขึ้นมาเสนอแนะและมีส่วนร่วมเป็นพลังอย่างสร้างสรรค์
รัฐบาลมีเงินอีก 3.8 แสนล้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ล้มแล้วลุกทันที เป็นบทพิสูจน์ความเข้มแข็งของประเทศและความท้าทายของผู้นำในทุกระดับ ทั้งนโยบายรัฐที่เข้มแข็งตรงจุดชัดเจนในมาตรการ รวมทั้งระบบราชการที่ตื่นตัวและตอบสนองทุกปัญหาทันทีอย่างทรงประสิทธิภาพ และที่สำคัญเราต้องการพลังการมีส่วนร่วมของสังคมอย่างสร้างสรรค์ที่เกิดเป็นคลื่นลูกใหญ่ นำพาการเปลี่ยนแปลงร่วมแก้วิกฤติของประเทศไปด้วยกัน&amp;rdquo; ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะยังสามารถขยายตัวได้ในปี 2564 นี้ เนื่องจากสถานการณ์การฉีดวัคซีนโควิด-19 จะเริ่มดีขึ้นตามลำดับ เรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังการระบาดรัฐบาลสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลยังมีเงินเกือบ 3.8 แสนล้านบาทสำหรับนำมาใช้เยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ แยกเป็นเงินจำนวน 2.4 แสนล้านบาทจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีเงินจากงบกลางปี 2564 ในส่วนของเงินสำรองจ่ายเพื่อการฉุกเฉินและจำเป็นอีก 98,500 ล้านบาท และงบสำหรับบรรเทาโควิด-19 อีก 36,800 ล้านบาท ทั้งนี้ รัฐบาลจะเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำกลุ่มไทยสร้างไทย ระบุว่า ถ้าผู้นำไทยเป็นบัณฑิตเหมือนผู้นำประเทศอื่น ประชาชนคงได้รับวัคซีนกันจนใกล้เปิดประเทศแล้ว ผู้นำโง่เราจะตายกันหมดว่า น่าเศร้าใจจริงๆ ที่ได้ยินคำพูดแบบนี้จากคุณหญิงสุดารัตน์ ว่าที่หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย แคนดิเดตนายกฯ ปริญญาเอกทางด้านพุทธศาสนา แต่ไม่ได้เข้าถึงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเลย ท่านจบมาได้อย่างไร แสดงว่าท่องจำอย่างเดียว ไม่ได้คิดดีทำดีเลย จึงใช้คำแบบนี้ตำหนิผู้นำของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากบอกคุณหญิงสุดารัตน์ว่า ผู้นำไทยไม่ได้โง่ โดยเฉพาะพล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำที่ทำงานเป็น และทำงานเป็นทีม มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีผลงานมากมาย ถ้าคุณหญิงสุดารัตน์เป็นคนดีแบบ พล.อ.ประยุทธ์ จะทราบดีว่าบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีมากมายด้วยฝีมือ พล.อ.ประยุทธ์ การบริหารจัดการโควิด-19 ท่านนายกฯ ก็ทำได้ดีจนทั่วโลกชื่นชม คุณหญิงสุดารัตน์เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ไม่ควรออกมาดูถูกดูแคลนคนอื่น อย่ามองคนอื่นโง่หมด มีแค่ตัวเองที่ฉลาดอยู่คนเดียว ถ้าเป็น ส.ส.ประเภทห้อยโหนก็ว่าไปอย่าง ที่ผ่านมาคำแนะนำที่ดีที่เป็นประโยชน์ของคุณหญิงสุดารัตน์รัฐบาลก็ดำเนินการอยู่ ตนเสียดายที่คุณหญิงสุดารัตน์สลัดสายพันธุ์เพื่อไทยไม่ออก ที่ผ่านมาประเทศเจอผู้นำเก่งแต่โกง ประชาชนยังจำได้ดี สร้างตราบาปไว้กับประเทศมากมาย คุณหญิงสุดารัตน์เองก็น่าจะจำได้ดี&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรกล่าวอีกว่า กรณีที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ออกมาจับผิด พล.อ.ประยุทธ์กรณีเรียกชื่อวัคซีนผิด โดยระบุว่าสะท้อนความไม่ใส่ใจจริงนั้น ตนไม่แปลกใจเลย เพราะสำหรับนายวิโรจน์ แค่ พล.อ.ประยุทธ์หายใจก็ยังผิด นายวิโรจน์ไม่เคยมองด้วยใจเป็นธรรม พล.อ.ประยุทธ์ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ห่วงใยพี่น้องประชาชน ทุ่มเททำงานอย่างมาก ให้ดูที่ผลงาน อย่าจุกจิกจับผิดไร้สาระ ให้มองที่เนื้องานที่ทำเพื่อประชาชนและประเทศชาติ
ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สำหรับผม คุณวิโรจน์ด้อยค่ามาก โลเล กลับไปกลับมา เชื่อถือไม่ได้ ดีแต่พูดแบบนักโต้วาที ปากบอกว่าจะไม่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ก่อนประชาชน แต่พอสภาให้ฉีดก็รีบประกาศจะไปฉีด พอโดนโซเชียลถล่มว่ากลืนน้ำลายตัวเอง ก็ยังไปแต่ไม่กล้าฉีด สะท้อนให้เห็นถึงความโลเล ไม่สามารถฝากผีฝากไข้ได้ ปากกับใจไม่ตรงกัน เป็นได้แค่แขกรับเชิญ เป็นพระเอกในใจประชาชนเหมือน พล.อ.ประยุทธ์คงไม่ได้ ดังนั้นคุณวิโรจน์ควรสงบปากสงบคำบ้างก็จะดี ไม่ใช่ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายสุทิน คลังแสง ส.ส.พรรคเพื่อไทย ชี้ทางลง นายกฯ คือการลาออก ดีที่สุดสำหรับประชาชน เพราะไม่สามารถรับมือในการแก้ไขสถานการณ์โควิด-19 ได้และล้มเหลว เตียงไม่พอ ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ว่าในสถานการณ์การระบาดเชื้อโควิดขณะนี้ ไม่มีใครที่จะสามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ดีเท่ากับนายกฯ ประยุทธ์แล้ว แม้จะทำได้ไม่เป็นที่พอใจของใครหลายคน โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้าน แต่นายกฯ และรัฐบาลได้มีความพยายามอย่างสุดความสามารถที่แก้ปัญหานี้ก้าวผ่านไปให้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสกสกลยังขอให้นายสุทินมองว่าที่ผ่านมานายกฯ และรัฐบาลได้แก้ไขสถานการณ์ได้ดีอย่างไร และการระบาดครั้งนี้แม้จะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น แต่นายกฯ รัฐบาล ได้มีมาตรการต่างๆ ออกมาเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายลงให้ได้ และมาตรการที่ออกมาพิจารณาให้เกิดผลกระทบกับประชาชนให้น้อยที่สุดด้วย อีกทั้งแม้ตามโรงพยาบาลบางแห่งจะไม่สามารถรับผู้ติดเชื้อได้ แต่ได้มีการทำโรงพยาบาลสนามในทุกจังหวัดแล้ว ยืนยันไม่ได้รักษาเฉพาะคนมีฐานะ แต่รักษาผู้ป่วยทุกคน เพราะนายกฯ ให้ความสำคัญกับประชาชนมากที่สุด และนายกฯ ไม่มีแนวความคิดทอดทิ้งประชาชนอย่างแน่นอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมมองว่าในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ นายกฯ ยิ่งไม่ควรต้องลาออก เพราะผมเองก็มองไม่ออกแล้วว่าใครจะเป็นผู้มาแก้ไขสถานการณ์ในตอนนี้ แต่คนที่สมควรลาออกจากการเป็น ส.ส.ก็น่าจะเป็นนายสุทินหรือพรรคร่วมฝ่ายค้านมากกว่า เพราะตั้งแต่เกิดสถานการณ์โควิด-19 ไม่แน่ใจว่าได้ทำอะไรเพื่อช่วยเหลือประชาชนและประเทศชาติไปบ้างแล้ว เป็นถึงผู้แทนประชาชน เหตุใดจึงไม่ลงมือทำอะไรเลย แต่กลับมีแต่พูดกล่าวโจมตีรัฐบาลหวังตีกินทางการเมือง แบบนี้ถือว่าเป็นผู้แทนที่ใช้ไม่ได้ ขอให้มองมุมที่ดีของนายกฯ และรัฐบาลที่ได้ทุ่มเทเสียสละทำงานแก้ไขปัญหาอย่างหนักหน่วงให้ประเทศชาติประชาชนบ้าง&amp;quot; นายเสกสกลกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี ในฐานะรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงโครงการตรวจโควิด-19 เชิงรุกเพื่อผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 ว่าขอชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์ และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ได้ออกโครงการนี้ให้กับผู้ประกันตน เพราะเป็นโครงการที่ได้รับการตอบรับจากประชาชนที่เป็นผู้ใช้แรงงานในระบบประกันสังคมจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนมาต่อเนื่อง ดังนั้นการที่รัฐบาลออกโครงการดังกล่าวมาดูแลถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอัครเดชขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงแรงงานขยายศูนย์ตรวจเชื้อโควิด-19 ของโครงการดังกล่าวออกไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดด้วย ถึงเเม้ผู้ประกันตนที่อยู่ต่างจังหวัดจะสามารถลงทะเบียนได้ แต่เมื่อต้องการใช้สิทธิ์ดังกล่าวผู้ประกันตนต้องเดินทางเพื่อมาที่ศูนย์กีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง กรุงเทพมหานคร ซึ่งระยะทางไกล ดังนั้น เพื่อที่จะได้ให้บริการผู้ประกันตนในต่างจังหวัด และจะได้ลดความแออัด ลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลต่างๆ และยังเป็นการช่วยรัฐบาลในการทำงานเชิงรุกเพื่อคัดกรองประชาชนที่มีความเสี่ยง เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อีกทั้งยังเป็นการลดภาระของผู้ประกันตนที่มีความเสี่ยงอีกด้วย
วอนรัฐดูแลคนกลางคืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายธัญวัจน์? กมลวงศ์วัฒน์? ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล? กล่าวถึงมาตรการการจัดการสถานการณ์โควิด-19 ว่า?ตั้งแต่เดือนเมษายน 2564? มีการแพร่กระจายของโควิด-19 อีกระลอก ทำให้ธุรกิจกลางคืนที่เคยให้ความสุข ความบันเทิงกับผู้คนและเคยเป็นฟันเฟืองทางเศรษฐกิจที่สำคัญตลอดมาต้องปิดตัวอีกครั้ง แน่นอนว่าได้ส่งผลกระทบต่อผู้ที่มีอาชีพกลางคืนทอดต่อกันไปเป็นลูกคลื่น ไม่ว่าจะเป็นนักร้อง นักดนตรี นักเต้น นางโชว์ พนักงานเสิร์ฟ โดยพวกเขาเหล่านี้ได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรก?และคลายล็อกเป็นกลุ่มสุดท้ายมาตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่าเหมารวมให้พวกเขาทั้งหมดต้องกลายเป็นแพะเซ่นความหละหลวมของภาครัฐในการจัดการพื้นที่สีเทา พวกเขาก็ต้องการการดูแลและแก้ปัญหาเช่นกัน อาชีพคนกลางคืนไม่ว่าจะแขนงไหนไม่ต่างจากคนทำงานกลางวัน? มีภาระค่าใช้จ่ายมีครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดูและมีภาระหนี้สินที่ต้องชำระ ประกอบกับมาตรการของรัฐที่ไม่อนุญาตให้มีการนั่งดื่มแอลกอฮอล์ และให้ปิดสถานบันเทิงประเภทผับ บาร์ ทำให้คนหาค่ำกินเช้า หรือคนกลางคืน ล้วนได้รับผลกระทบโดยตรง?&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าทุกฝ่ายให้ความร่วมมือในการปิดสถานบันเทิงเนื่องจากการแพร่ระบาดโควิด-19 แต่สิ่งที่สำคัญคือ พวกเขาจะหายใจต่อไปได้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ นายธัญวัจน์ยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับการจัดการงบประมาณ โดยระบุว่า ได้เคยอภิปรายงบประมาณปี 2564 เกี่ยวกับประเด็นการเพิ่มอัตราการเกิด นอกจากสถานเลี้ยงเด็กซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ และได้พูดถึงการมีอัตราการจ้างงาน 2 แสนตำแหน่งในการดูแลเด็กทั่วประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว จนถึงวันนี้คิดว่ารัฐควรให้ความสำคัญกับการจ้างงานและการออกแบบงานให้ชุมชนได้มีอัตราการจ้างงานที่ดูแลคนในชุมชนด้วยกันเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานนำโดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เตรียมจ้างงานผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดไว้ 2 แสนอัตรา ?ถือเป็นข่าวดีแก่พี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่าเป็นเพียงการเยียวยาส่วนหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากเป็นเพียงการประสานงานกับภาคธุรกิจเป็นหลัก แต่สิ่งที่ขาดไปคือฝ่ายรัฐและฝ่ายท้องถิ่นต้องประสานงานกันเพื่อแบ่งงบประมาณท้องถิ่นมาเป็นอัตราจ้างงาน ออกแบบงานดูแลชุมชน ซึ่งในแต่ละชุมชนนั้นย่อมมีความแตกต่างกันออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การเยียวยาเป็นครั้งคราวเป็นการแก้ปัญหาได้ในเพียงระดับหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้วรัฐต้องให้ความสำคัญกับการสร้างงานระดับชุมชนมากขึ้น เพราะในอนาคต หุ่นยนต์จะแทนแรงงานคนจำนวนมาก จะมีเพียงงาน สร้างสรรค์ งานสันทนาการ และ งานคนดูแลกัน จะเป็นงานที่หุ่นยนต์แทนไม่ได้ และนี่มันอาจถึงเวลาที่รัฐควรให้ความสำคัญกับงานในชุมชนที่สนับสนุนโดยการจัดสรรงบส่วนท้องถิ่น หรือส่วนกลางก็ได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธัญวัจน์ระบุอีกว่า ในช่วงเวลาวิกฤติขนาดนี้ การจ้างไม่ต้องกลัวเสียเปล่า การออกแบบงานสร้างสรรค์ในชุมชน ไม่ว่าอย่างไรเมื่อเงินเข้ากระเป๋าประชาชนแล้ว เขาก็ออกมาจับจ่ายใช้สอย หรือเอาเงินฝากธนาคาร ดังนั้น เม็ดเงินก็ยังไหลเวียนอยู่ในประเทศ อยากให้ทดลองงานนำร่อง 6 เดือน ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานนี้ เพราะน่าจะช่วยต่อลมหายใจคนที่ตกงานได้มากขึ้นนอกเหนือจาก 2 แสนตำแหน่งที่กระทรวงแรงงานเตรียมไว้ โดยน่าจะทำได้อีกถึง 3 แสนตำแหน่งทั่วประเทศ ซึ่งงานลักษณะนี้ นักร้อง นักดนตรี ก็อาจจะเหมาะสมกับงานสันทนาการในชุมชนที่เป็นงานใหม่ๆ วิธีใหม่ๆ ที่ทำให้ให้ทุกคนมีความสุขในช่วงเวลาเศร้าๆ แบบนี้ได้?
มีบางประเทศจะให้ถอดหน้ากาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โควิดระบาดระลอกแรกรัฐบาลบอกว่าโควิดกระจอก เป็นแค่โรคหวัดโรคหนึ่ง หลังแถลงแล้วร้องไห้กลับบอกใหม่ว่าไทยมีวัคซีนในมือมากที่สุดในเอเชีย แต่จำนวนคนที่ได้รับการฉีดวัคซีนมีสัดส่วนเกือบต่ำที่สุดในอาเซียน แผนการฉีดวัคซีนของประเทศไทย จะเริ่มมีการฉีดในปริมาณมากในเดือนกรกฎาคม ซึ่งถือว่าล่าช้าไปมาก ในขณะที่หลายประเทศเตรียมยกเลิกมาตรการสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่สาธารณะแล้ว หลังมาตรการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 รุดหน้าเป็นอย่างมาก ประเทศไทยยังสอบสวนโรค จี้ให้เปิดเผยไทม์ไลน์ เพราะมีปัญหาเรื่องการจัดหาวัคซีนที่ตัวเลือกน้อยไม่เพียงพอ ทั้งที่รัฐบาลควรเปิดเผยไทม์ไลน์การฉีดวัคซีนให้ประชาชนให้ชัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า การปล่อยให้โควิดระบาดถึง 3 ระลอก ทุกระลอกรัฐบาลการ์ดตก และมีคนของรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้องเสียเอง ยิ่งระบาดมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งได้เห็นการบริการจัดการที่ล้มเหลวของรัฐบาล ส่งผลกระทบทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ถ้าจะอ้างรัฐบาลต้องอยู่ฉีดวัคซีนให้กับประชาชนให้ครบอาจไม่จำเป็น ประกอบกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ปัญหาการแก่งแย่งเพื่อเข้าสู่อำนาจในพรรคพลังประชารัฐ การนัดหมายชุมนุมขับไล่รัฐบาลของกลุ่มการเมืองภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ จะออกมาเคลื่อนไหวกดดันขับไล่รัฐบาลอย่างหนัก หาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลาออกหรือยุบสภา สถานการณ์การอาจดีขึ้น เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้ทำลายความเชื่อมั่นลงด้วยตัวรัฐบาลเองทุกวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การบริหารจัดการโควิดที่ก่อนหน้านี้ พยายามแก้เกี้ยวว่าติดน้อย เสียชีวิตน้อย วันนี้กลายเป็นจุดอ่อน พูดไม่ได้แล้ว ลามถึงวิกฤติเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความขัดแย้งภายในรัฐบาล การเมืองภาคประชาชนกดดันขับไล่ รัฐบาลอาจไปก่อนฉีดวัคซีนให้คนไทยได้ครบ&amp;rdquo; นายอนุสรณ์กล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทย แถลงถึงการประเมิน พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูฯ พ.ร.ก.การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจฯ และ พ.ร.ก.รักษาเสถียรภาพของระบบการเงินฯ หรือเรียกรวมว่า พ.ร.ก. 1.9 ล้านล้าน ที่มีผลบังคับใช้ครบรอบ 1 ปีว่า ซึ่งถือเป็นอาวุธหลักและอาวุธเดียวที่ประเทศไทยมี กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เป็น 1 ปีที่สูญหาย เต็มไปด้วยปัญหา ไม่เข้าใจบริบท ยิงไม่ตรงเป้า ผิดหลักการ ในขณะที่ต้องการอัดฉีดเม็ดเงินสู่ระบบ ประชาชนหิวโหย เอกชนต้องการสภาพคล่อง เงินที่ลงสู่ระบบจริงกลับน้อยนิด สวนทางกันกับความต้องการนั้นโดยสิ้นเชิง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99886</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, พ.ร.ก.เงินกู้, ฟื้นฟูเศรษฐกิจ, ยังสามารถขยายตัวได้, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607c440b550f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97582</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ปลื้ม‘สธ.’ดูแลปชช. ยี้‘ตร.’ซ้ำเติมวิกฤติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;quot;สธ.&amp;quot; นำโด่งกระทรวงในใจดูแลประชาชน แก้วิกฤติโควิดฉับไว ขณะที่ &amp;quot;สตช.&amp;quot; ภาพลักษณ์แย่ ต้นตอปัญหาซ้ำเติมความทุกข์คนไทย บี้นายกฯ-รมว.ลงดาบเปลี่ยนตัว ขรก.เกียร์ว่าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 มีนาคม นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง &amp;quot;จัดอันดับกระทรวง&amp;quot; กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 3,010 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 22-27 มี.ค.2564 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.7 ต้องการเห็นข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐรวดเร็วฉับไว ทำงานเห็นผลงานแก้ปัญหาของประชาชนได้เมื่อเกิดเหตุ ในขณะที่ร้อยละ 93.5 ต้องการให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ เปลี่ยนตัวหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ที่ไม่ตื่นตัวทำงานตอบโจทย์ตรงเป้าความต้องการของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.6 ระบุ ตอนนี้ยืนยันได้ว่า ประหยัดจนไม่รู้จะประหยัดตรงไหนอีกแล้ว อดอยากไม่รู้ว่าจะอดอยากไปอีกนานแค่ไหน นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.9 ระบุ ทุกวันนี้พบว่าเจ้าสัวรวยแล้วรวยอีก คนจนจนแล้วจนลง เพราะคนจนถูกปิดทางเลือก ไม่มีโอกาสซื้อสินค้าราคาถูก ช่วงวิกฤติและคนกำลังตกงาน และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.3 ระบุ บรรดาเจ้าสัว ผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ กำลังเอาเปรียบประชาชนช่วงวิกฤติ ประชาชนจำทนต้องซื้อสินค้าราคาสูง เกินความสามารถจ่ายได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.5 อดทนอดกลั้น ไม่ยอมพากันลงถนน เพราะกลัวซ้ำเติมวิกฤติของประเทศและความเดือดร้อนของผู้อื่น และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.6 ระบุ วันนี้ฉันเป็นทุกข์ ฉันกำลังเดือดร้อน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ผลการจัดอันดับกระทรวงตื่นตัว เป็นตัวช่วยดูแลประชาชนได้มากที่สุด อันดับหนึ่งหรือร้อยละ 45.4 ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข มีผลงานเด่น รวดเร็วฉับไว ป้องกันและแก้ไขวิกฤติแพร่ระบาดของเชื้อโควิด ดูแลรักษาประชาชนผู้ติดเชื้อ การได้วัคซีนมาฉีดให้ประชาชนฟรีครอบคลุมทั่วประเทศ อันดับสองหรือร้อยละ 21.7 ได้แก่ กระทรวงการคลัง บางส่วนราชการ เช่น ธนาคารกรุงไทย ช่วยเหลือเยียวยา เอาใจใส่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย อันดับสามหรือร้อยละ 7.7 ได้แก่ กระทรวงกลาโหม ทหารช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัยพิบัติต่างๆ รับซื้อสินค้าเกษตร จำหน่ายสินค้าราคาถูกใกล้ค่ายทหาร ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการกักกันตัวควบคุมโรค โรงพยาบาลสนาม การจัดกำลังเข้าควบคุมพื้นที่แพร่ระบาดโควิดและช่วยเหลือประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ อันดับสี่หรือร้อยละ 7.4 ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกับภาคเอกชนขายสินค้าราคาถูก อันดับห้าหรือร้อยละ 6.2 ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เยียวยากลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 การประกันราคาพืชผลทางการเกษตร ในขณะที่ร้อยละ 11.6 ระบุอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าเป็นห่วงคือ ผลการจัดอันดับ หน่วยงานรัฐ ต้นตอปัญหาซ้ำเติมวิกฤติ ความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชน เมื่อตอบได้หลายหน่วยงาน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.0 ระบุ ตำรวจท้องที่ ตำรวจอำเภอต่างๆ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ปล่อยปละละเลย แหล่งมั่วสุมบ่อนพนันในชุมชน ต้นตอแพร่ระบาดโควิด) รองลงมา เป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติเช่นกัน คือ ร้อยละ 72.1 ระบุ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (เกี่ยวข้องขบวนการขนแรงงานเถื่อน)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อันดับสามหรือร้อยละ 70.2 ระบุ ข้าราชการ กระทรวงแรงงาน (ปล่อยปละละเลยแรงงานเถื่อน กระจายในสถานประกอบการ) อันดับสี่หรือร้อยละ 69.8 ระบุ กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง (ปัญหาดั้งเดิมอันยาวนาน เรื่องผลประโยชน์ พิธีการศุลกากร) และอันดับห้าหรือร้อยละ 68.4 ระบุ กระทรวงมหาดไทย (ปล่อยปละละเลยแรงงานเถื่อน แหล่งมั่วสุมบ่อนพนันในชุมชน และบทบาทช่วยเหลือดูแลปัญหาเดือดร้อน ปัญหาปากท้องของประชาชนไม่มีผลงานประจักษ์โดดเด่น)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์การทำโพลชี้ให้เห็นว่า ประชาชนต่างเดือดร้อนและได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยทั่วหน้า ผลการจัดอันดับกระทรวงและส่วนราชการต่างๆ ครั้งนี้ สะท้อนถึงความตื่นตัวของกระทรวงและส่วนราชการต่างๆ ในการตอบสนองปัญหาและความต้องการของประชาชนช่วงการแพร่ระบาดของโรคที่ผ่านมา โดยเฉพาะรัฐบาล ที่ต้องมีนโยบายเข้ม รอบคอบและชัดเจน รวดเร็วพอที่จะตอบสนอง ครอบคลุมในทุกมิติและกลุ่มเป้าหมาย จำเป็นต้องลงดาบข้าราชการเกียร์ว่างทุกระดับ โดยมีตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม มีข้อเสนอแนะ 3 ประการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประการแรก ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐในภาคส่วนราชการ ถือเป็นที่พึ่งยามทุกข์ยากของประชาชนช่วงวิกฤติโควิดและวิกฤติเศรษฐกิจ หากไม่ตอบโจทย์ประชาชนจำเป็นต้องเปลี่ยนตัว หัวหน้าส่วนราชการทุกระดับจึงจำเป็นต้องตื่นตัว ปรับเปลี่ยนและลงพื้นที่เพื่อตอบสนองแก้ไขภัยคุกคามชีวิตปกติสุขและสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้รวดเร็วฉับไว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประการที่สอง ภาคเอกชน บรรดาเจ้าสัว ผู้ประกอบการ นักธุรกิจนักลงทุนที่ถูกมองว่าเอาเปรียบประชาชนที่ผ่านมา ควรใช้โอกาสนี้แสดงความจริงใจ รวมตัวกันจัดมหกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ปลดทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน ยอมตัดเฉือนกำไรและถอยมาใส่ใจทำเพื่อประชาชนผู้มีรายได้น้อยและสังคมส่วนรวมให้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประการที่สาม ภาคประชาชน ที่ต้องไม่รอความช่วยเหลือเป็นลูกนก จึงเป็นความจำเป็นที่ภาคประชาชนต้องตื่นตัว เรียนรู้ ปรับเปลี่ยนตัวเอง ครอบครัว ชุมชนเพื่อความอยู่รอด ด้วยความรัก ความเข้าใจกันและพึ่งพากัน หยุดต้นตอของการยุยง สร้างความแตกแยกของคนในชาติ การพาคนลงถนนที่ขัดกฎหมาย อันเป็นต้นตอความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย กลายเป็นวิกฤติ เหยียบย่ำซ้ำเติมประชาชนที่ร่วมกัดฟันต่อสู้ฝ่าฟันปัญหาต่างๆ มาด้วยกัน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97582</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ, จัดอันดับกระทรวง, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210328/image_big_606080fc63281.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97509</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/03/2021 10:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/03/2021 10:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.นำโด่งกระทรวงในใจดูแลประชาชนด้าน&#039;สตช.&#039;ภาพลักษณ์แย่ถูกมองต้นตอปัญหาซ้ำเติมวิกฤต </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มี.ค. 2564 นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง จัดอันดับ กระทรวง กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 3,010 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 22 - 27 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 93.7 ต้องการเห็น ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ รวดเร็วฉับไว ทำงานเห็นผลงานแก้ปัญหาของประชาชนได้เมื่อเกิดเหตุ ในขณะที่ร้อยละ 93.5 ต้องการให้ นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการ เปลี่ยนตัวหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ที่ไม่ตื่นตัวทำงานตอบโจทย์ตรงเป้าความต้องการของประชาชน
ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.6 ระบุ ตอนนี้ ยืนยันได้ว่า ประหยัดจนไม่รู้ประหยัดตรงไหนอีกแล้ว อดอยากไม่รู้ว่าจะอดอยากไปอีกนานแค่ไหน นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.9 ระบุ ทุกวันนี้ พบว่า เจ้าสัวรวยแล้วรวยอีก คนจนจนแล้วจนลง เพราะคนจนถูกปิดทางเลือกไม่มีโอกาสซื้อสินค้าราคาถูก ช่วงวิกฤตและคนกำลังตกงาน และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.3 ระบุ บรรดาเจ้าสัว ผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ กำลังเอาเปรียบประชาชนช่วงวิกฤต ประชาชนจำทนต้องซื้อสินค้าราคาสูง เกินความสามารถจ่ายได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.5 อดทน อดกลั้นไม่ยอมพากันลงถนน เพราะกลัวซ้ำเติมวิกฤตของประเทศและความเดือดร้อนของผู้อื่น และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.6 ระบุ วันนี้ ฉันเป็นทุกข์ ฉันกำลังเดือดร้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ผลการจัดอันดับกระทรวงตื่นตัว เป็นตัวช่วยดูแลประชาชนได้มากที่สุด อันดับหนึ่งหรือร้อยละ 45.4 ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข มีผลงานเด่น รวดเร็วฉับไวป้องกันและแก้ไขวิกฤตแพร่ระบาดของเชื้อโควิด ดูแลรักษาประชาชนผู้ติดเชื้อ การได้วัคซีนมาฉีดให้ประชาชนฟรีครอบคลุมทั่วประเทศ อันดับสองหรือร้อยละ 21.7 ได้แก่ กระทรวงการคลัง บางส่วนราชการ เช่น ธนาคารกรุงไทย ช่วยเหลือเยียวยา เอาใจใส่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย อันดับสามหรือร้อยละ 7.7 ได้แก่ กระทรวงกลาโหม ทหารช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย พิบัติต่าง ๆ รับซื้อสินค้าเกษตร จำหน่ายสินค้าราคาถูกใกล้ค่ายทหาร ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการกักกันตัวควบคุมโรค โรงพยาบาลสนาม การจัดกำลังเข้าควบคุมพื้นที่แพร่ระบาดโควิดและช่วยเหลือประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ อันดับสี่หรือร้อยละ 7.4 ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกับภาคเอกชนขายสินค้าราคาถูก อันดับห้าหรือร้อยละ 6.2 ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เยียวยากลุ่มเกษตรกรได้รับผลกระทบจากโควิด-19 การประกันราคาพืชผลทางการเกษตร ในขณะที่ ร้อยละ 11.6 ระบุอื่น ๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงคือ ผลการจัดอันดับ หน่วยงานรัฐ ต้นตอปัญหาซ้ำเติมวิกฤต ความเดือดร้อนทุกข์ของประชาชนเมื่อตอบได้หลายหน่วยงาน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.0 ระบุ ตำรวจท้องที่ ตำรวจอำเภอต่าง ๆ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ปล่อยปละละเลย แหล่งมั่วสุมบ่อนพนันในชุมชน ต้นตอแพร่ระบาดโควิด) รองลงมา เป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติเช่นกัน คือ ร้อยละ 72.1 ระบุ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (เกี่ยวข้องขบวนการขนแรงงานเถื่อน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับสามหรือร้อยละ 70.2 ระบุ ข้าราชการ กระทรวงแรงงาน (ปล่อยปละละเลยแรงงานเถื่อน กระจายในสถานประกอบการ) อันดับสี่หรือร้อยละ 69.8 ระบุ กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง (ปัญหาดั้งเดิมอันยาวนาน เรื่องผลประโยชน์ พิธีการศุลกากร) และอันดับห้าหรือร้อยละ 68.4 ระบุ กระทรวงมหาดไทย (ปล่อยปละละเลยแรงงานเถื่อน แหล่งมั่วสุมบ่อนพนันในชุมชน และบทบาทช่วยเหลือดูแลปัญหาเดือดร้อน ปัญหาปากท้องของประชาชนไม่มีผลงานประจักษ์โดดเด่น)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวว่า ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์การทำโพลชี้ให้เห็นว่า ประชาชน ต่างเดือดร้อนและได้รับผลกระทบการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยทั่วหน้า ผลการจัดอันดับกระทรวงและส่วนราชการต่าง ๆ ครั้งนี้ สะท้อนถึงความตื่นตัวของกระทรวงและส่วนราชการต่าง ๆ ในการตอบสนองปัญหาและความต้องการของประชาชนช่วงการแพร่ระบาดของโรคที่ผ่านมา &amp;nbsp; โดยเฉพาะ รัฐบาล ที่ต้องมีนโยบายเข้ม รอบคอบและชัดเจน รวดเร็วพอที่จะตอบสนอง ครอบคลุมในทุกมิติและกลุ่มเป้าหมาย จำเป็นต้องลงดาบข้าราชการเกียร์ว่างทุกระดับ โดยมีตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม มีข้อเสนอแนะ &amp;nbsp;3 ประการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการแรก ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐในภาคส่วนราชการ ถือเป็นที่พึ่งยามทุกข์ยากของประชาชนช่วงวิกฤตโควิดและวิกฤตเศรษฐกิจ หากไม่ตอบโจทย์ประชาชนก็จำเป็นต้องเปลี่ยนตัว หัวหน้าส่วนราชการทุกระดับ จึงจำเป็นต้องตื่นตัว ปรับเปลี่ยนและลงพื้นที่ตอบสนองแก้ไขภัยคุกคามชีวิตปกติสุขและสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้รวดเร็วฉับไว เพื่อจบปัญหาเดือดร้อนของประชาชนระดับพื้นที่ให้ได้ &amp;nbsp;โดยต้องมีข้อมูลและจัดทีมบูรณาการ ลงแก้ปัญหา กระจายเข้าชุมชนต่างๆ ทำให้ประชาชนฟื้นตัวและพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว โดยเฉพาะภาคการเกษตร การท่องเที่ยว และกลุ่มสตาร์ทอัพ (Start Up) &amp;nbsp;โดยดึงสถาบันการศึกษาท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้าร่วมอย่างเป็นระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สอง ภาคเอกชน บรรดาเจ้าสัว ผู้ประกอบการ นักธุรกิจนักลงทุนที่ถูกมองว่าเอาเปรียบประชาชนที่ผ่านมา ควรใช้โอกาสนี้ แสดงความจริงใจ รวมตัวกันจัดมหกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย ปลดทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน ยอมตัดเฉือนกำไรและถอยมาใส่ใจทำเพื่อประชาชนผู้มีรายได้น้อยและสังคมส่วนรวมให้มากขึ้น เพราะธุรกิจอยู่ได้ด้วยประชาชนผู้บริโภค เมื่อทุกคนเจอวิกฤตโควิด-19 จึงจำเป็นต้องขอให้บรรดาเจ้าสัว ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจต่างๆ เข้ามารองรับช่วยพยุงสังคมและประชาชนให้อยู่ได้ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สาม ภาคประชาชน ที่ต้องไม่รอความช่วยเหลือเป็นลูกนก จึงเป็นความจำเป็นที่ภาคประชาชนต้องตื่นตัว เรียนรู้ ปรับเปลี่ยนตัวเอง ครอบครัว ชุมชนเพื่อความอยู่รอด ด้วยความรัก ความเข้าใจกันและพึ่งพากัน มุ่งร่วมกันการพาคนลงถนนที่ขัดกฎหมาย &amp;nbsp;เพื่อความอยู่รอด ฟื้นตัวและเข้มแข็งไปด้วยกัน &amp;nbsp;จำเป็นต้องรู้รักสามัคคี ช่วยเหลือกันและกัน หยุดต้นตอของการยุยง สร้างความแตกแยกของคนในชาติ การพาคนลงถนนที่ขัดกฎหมาย อันเป็นต้นตอความขัดแย้งรุนแรงบานปลาย ที่ทำให้เกิดการสูญเสียและเสียหาย ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ จนโอกาสการฟื้นตัวของประเทศที่กำลังสั่งสมภาพบวก กลายเป็นวิกฤต เหยียบย่ำซ้ำเติมประชาชนที่ร่วมกัดฟันต่อสู้ฝ่าปัญหาต่างๆมาด้วยกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97509</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, จัดอันดับ กระทรวง, ดร.นพดล กรรณิกา, สำนักวิจัยซูเปอร์โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210328/image_big_605ffe2f08878.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลเผยคน96%ยี้ม็อบ เชื่อ‘ต่างชาติ’หนุนหลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ซูเปอร์โพลเผยผลสำรวจ &amp;quot;ยู เอ็น ฟัง&amp;quot; ประชาชนร้อยละ 96.2 ชี้ม็อบ 3 นิ้วมีขบวนการเบื้องหลังคือต่างชาติ นักการเมือง นักวิชาการ สั่นคลอนสถาบันหลักของชาติ ทำลายทรัพย์สินราชการ ทำลายเงินภาษีของประชาชน ต้องการให้ตำรวจจับกุมเด็ดขาด แอมเนสตี้ตกใจศาลไม่ให้ประกันตัวผู้ประท้วงอย่างสงบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง ยู เอ็น ฟัง&amp;nbsp; กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,633 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1-6 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.2 ระบุม็อบทำลายทรัพย์สินราชการ ทำลายเงินภาษีของประชาชน ในขณะที่ร้อยละ 3.8 ระบุไม่ทำลาย
ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.7 ต้องการให้ ตำรวจและหน่วยงานความมั่นคงจับกุมกลุ่มม็อบที่ทำลายทรัพย์สินจากเงินภาษีของประชาชน ในขณะที่ร้อยละ 3.3 ไม่ต้องการ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 95.9 สนับสนุนการทำงานของตำรวจในเหตุการณ์ม็อบ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา, ร้อยละ 95.9 เช่นกัน ระบุตำรวจจัดการม็อบ 28 กุมภาพันธ์ได้ดีกว่ามาตรฐานสากล ดีกว่าหลายประเทศทั่วโลก, ร้อยละ 95.4 ระบุ การพาคนและม็อบลงถนน จะนำไปสู่ความแตกแยกและการสูญเสียของคนในชาติ,&amp;nbsp; ร้อยละ 94.1 ระบุมีนักวิชาการอยู่เบื้องหลัง หนุนม็อบ สั่นคลอนสถาบันหลักของชาติและของประชาชน และร้อยละ 92.3 ระบุมีต่างชาติอยู่เบื้องหลังหนุนม็อบ สั่นคลอนสถาบันหลักของชาติและของประชาชนคนไทย
ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.6 ระบุการทำหน้าที่ของตำรวจในการควบคุมม็อบ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาทำได้ดี ในขณะที่ร้อยละ 3.4 ระบุทำได้ไม่ดี
ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ยู เอ็น ฟัง เป็นหัวข้อของโพลนี้ที่เปิดใจประชาชนต่อสถานการณ์ม็อบและการพาคนลงถนนที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นชัดเจนว่าม็อบและการพาคนลงถนน นำไปสู่ความรุนแรงบานปลายและการสูญเสีย ขบวนการเบื้องหลังคือต่างชาติ นักการเมือง นักวิชาการ และกลุ่มผู้หลบซ่อน (Unknown) ยุยง ปลุกปั่นกลุ่มเยาวชนให้เกิดความเกลียดชังและจ้องทำลายสถาบันหลักของชาติและของประชาชน เพื่อให้คนในชาติอ่อนแอและทำร้ายทำลายทรัพย์สินจากเงินภาษีของประชาชนจนเหลือซากหักพัง และแหล่งทุนต่างชาติก็จะเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ชาติและของประชาชนคนไทยเอาไปยึดครองในช่วงจังหวะคนไทยอ่อนแอและสูญเสียขาดพลังต่อรอง
ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวต่อว่า เมื่อรู้ว่าอะไรจะเกิดแบบนี้แล้ว คนไทยทุกคนต้องรู้รักสามัคคี ความสุขประชาชนคือรู้เท่าทันเกมสงคราม (War Game) ม็อบนี้ ไม่ตกเป็นเหยื่อของเกมนี้ที่ถูกคนไทยบางคนไปร่วมขบวนการกับต่างชาติยุยงปลุกปั่นคนรุ่นใหม่ที่ขาดการยับยั้งชั่งใจ คาดคิดไม่ถึง ตกเป็นเครื่องมือทำลายทรัพย์สมบัติชาติกันเอง ดังนั้นทุกคนจึงต้องรักและสามัคคีกัน เพื่อความสุขประชาชน และช่วยกันพูดต่อให้ &amp;ldquo;ยู เอ็น ฟัง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอ็มเมอร์ลีน จิล รองผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคฝ่ายวิจัย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า การใช้วิธีข่มขู่อย่างต่อเนื่องและบ่อยครั้งของทางการไทย เป็นการโจมตีอย่างชัดเจนต่อสิทธิของประชาชนในการแสดงความเห็นและการประท้วงอย่างสงบ เกือบหนึ่งปีหลังจากรัฐบาลไทยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อรับมือกับการประท้วงอย่างสงบที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ทำให้เกิดสภาพที่น่าหวาดหวั่นอย่างยิ่ง กล่าวคือมีบุคคล 383 คนที่ถูกดำเนินคดีอาญาแบบจงใจใส่ความ รวมทั้งเยาวชน 13 คน เพียงเพราะการชุมนุมและแสดงความเห็น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ทางการไทยใช้เวลาทั้งปีที่ผ่านมากับปฏิบัติการอย่างเป็นระบบแบบใหม่ เพื่อปราบปรามประชาชนที่เพียงต้องการแสดงความเห็นของตนอย่างสงบ เรายังคงกระตุ้นทางการให้ทบทวนแนวทางปฏิบัติเหล่านี้ และให้หาทางคลี่คลายสถานการณ์ตามแนวทางที่เคารพสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เป็นเรื่องน่าตกใจที่ทางการปฏิเสธอย่างต่อเนื่องไม่ให้ประกันตัวผู้ประท้วงอย่างสงบที่เป็นแกนนำ พวกเขาถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 หลังจากถูกดำเนินคดีในหลายข้อหาเพียงเพราะแสดงความเห็นของตน&amp;rdquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทางการต้องยกเลิกข้อหาที่มีแรงจูงใจทางการเมืองกับผู้ประท้วงอย่างสงบโดยทันที รวมทั้งผู้ประท้วงที่เป็นเยาวชน ต้องมีการปล่อยตัวผู้ประท้วงอย่างสงบ และแกนนำที่ยังถูกควบคุมตัวทุกคน ให้สอบสวนกรณีที่มีการใช้กำลังอย่างไม่จำเป็นและเกินขอบเขตบ่อยครั้ง และประกันว่าจะมีการควบคุมดูแลการประท้วงเหล่านี้ สอดคล้องตามมาตรฐานระหว่างประเทศ&amp;rdquo; เอ็มเมอร์ลีน จิล กล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95221</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, ซูเปอร์โพล, ทำลายทรัพย์สินราชการ, ยู เอ็น, สถาบันหลักของชาติ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เชื่อต่างชาติหนุนหลัง, แอมเนสตี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210306/image_big_6042fac746e8e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94460</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลเผยคาตา! บ่อน-ซื้อเก้าอี้ จี้ปฏิรูปตำรวจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โพลจี้ปฏิรูปตำรวจ เผยปัญหาคาตา ประชาชนร้อยละ 99.4 ระบุยาเสพติดแพร่ระบาดหนักในชุมชน บ่อนพนัน ค้ามนุษย์ แรงงานต่างชาติ การซื้อขายตำแหน่ง จี้ ผบ.ตร.และผู้บริหารระดับสูงภายในองค์กรปฏิรูปตำรวจให้ชัดเจนด้วย อย่าปล่อยให้สังคมกดดันนายกฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่้ 27 กุมภาพันธ์ 2564 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง ปัญหาคาตาประชาชน กับปฏิรูปตำรวจ กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,782 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 23-26 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา พบว่า จากการศึกษาปัญหาคาตาประชาชน พบว่า เกือบร้อยละร้อยคือร้อยละ 99.4 ระบุปัญหาคาตาประชาชนและรับรู้คือ ยาเสพติดแพร่ระบาดหนักในชุมชน บ่อนพนัน ค้ามนุษย์ แรงงานต่างชาติ การซื้อขายตำแหน่ง และอื่นๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าเป็นห่วงของข้อเท็จจริงที่ค้นพบคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.1 ระบุตำรวจ ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ ปล่อยปละละเลย ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ เกิดความเหลื่อมล้ำในกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำ, ร้อยละ 93.5 ระบุตำรวจระดับสูงพัวพัน เก็บเกี่ยวผลประโยชน์กับขบวนการค้ายาเสพติด บ่อนพนัน ขนแรงงานเถื่อน ค้ามนุษย์ และอื่นๆ และร้อยละ 92.7 ระบุในองค์กรตำรวจ มีปัญหาเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าพิจารณาคือ แนวทางการปฏิรูปตำรวจ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.1 ระบุว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บริหารระดับสูงภายในองค์กรตำรวจต้องออกมาปฏิรูปตำรวจให้ชัดเจนด้วยตนเอง อย่าปล่อยให้สังคมกดดันนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ นอกจากนี้ ร้อยละ 96.1 ระบุผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บริหารระดับสูงต้องยอมรับความจริงเรื่องการแทรกแซงการแต่งตั้ง โยกย้าย และร้อยละ 96.1 เช่นกันระบุ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้บริหารระดับสูงขององค์กรตำรวจ ต้องมีกฎหมายและกลไกทำให้ปลอดจากการแทรกแซงทุกรูปแบบใช้ระบบคุณธรรม ไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ในขณะที่ร้อยละ 96.0 ระบุควรนำข้อมูลเสียงเรียกร้องของประชาชนมาปฏิรูปตำรวจให้สำเร็จในรัฐบาลนี้ และร้อยละ 95.0 ระบุควรนำข้อมูลจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาฯ มาปฏิรูปตำรวจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 96.2 ต้องการเห็นตำรวจ เป็นตำรวจของประชาชน และร้อยละ 96.0 ต้องการเห็นตำรวจ เป็นตำรวจผู้รับใช้ชุมชน ปฏิรูปตำรวจกระจายไปให้ถึงประชาชนระดับชุมชน ในขณะที่ร้อยละ 92.0 ระบุพาม็อบคนลงถนนเพื่อปฏิรูปตำรวจ ไม่เกิดประโยชน์ ไม่ใช่ทางออกที่ดี กลับซ้ำเติมวิกฤติโควิดและวิกฤติเศรษฐกิจ ความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชนมากยิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า จากการเกาะติดเรื่องปฏิรูปตำรวจมาร่วม 15 ปี พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นปัญหาเดิมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกยุคสมัยของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่วนเปลี่ยนกันขึ้นมา แต่องค์กรตำรวจหลังจากเปลี่ยนชื่อจากกรมตำรวจ มาเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ยังไม่ทำให้ประชาชนทั้งประเทศเห็นได้ว่าปฏิรูปตำรวจได้สำเร็จ ผลที่ตามมาคือปัญหาและข้อเท็จจริงเรื่องการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากขบวนการค้ายาเสพติด บ่อนพนัน การค้ามนุษย์ แรงงานต่างชาติ และอื่นๆ จึงอยู่ในการรับรู้ของประชาชนอย่างกว้างขวาง ทำลายความเชื่อมั่นศรัทธากระทบต่อเสาหลักของชาติ ทั้งๆ ที่ตำรวจและทุกหน่วยงานของรัฐมีภารกิจสำคัญที่ต้องทำให้เสาหลักของชาติเป็นที่รักของประชาชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้น วิกฤติคือโอกาส ที่ตำรวจต้องเร่งปฏิรูปให้ตำรวจเป็นตำรวจของ ประชาชนเป็นตำรวจผู้รับใช้ชุมชนเสริมสร้างความรักความศรัทธาต่อองค์กรตำรวจและสถาบันหลักของชาติ ไม่ใช่กลายเป็นต้นตอต้นเหตุของการทำลายความรักความศรัทธาของประชาชนต่อเสาหลักของชาติเสียเอง&amp;quot; ผศ.ดร.นพดลกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94460</URL_LINK>
                <HASHTAG>SUPER POLL, ซูเปอร์โพล, ปฏิรูปตำรวจ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โพลจี้ปฏิรูปตำรวจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210227/image_big_6039a52be167d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
