<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/04/2021 21:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เหล้าส่งผลความรุนแรงต่อผู้หญิงในช่วงโควิด-19.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พิษ! โควิด-19 ส่งผลใกล้ตัว มหิดลจับมือ สสส.สำรวจ 9 จังหวัด 40 อำเภอ ผู้หญิงเสี่ยง เผชิญความรุนแรงในชีวิตเกือบ 100% สอดคล้องกับข้อมูล WHO ต้องอยู่ร่วมกับคนในครอบครัวที่ทำรุนแรง แถมถูกบังคับให้ยอมความคดีละเมิด เข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม สสส.-ภาคีเครือข่าย ยื่น 8 ข้อเสนอช่วยเหลือสตรี เด็ก และคนพิการที่ประสบความรุนแรงในชีวิตและครอบครัว ครอบครัวไทยน่าเป็นห่วงร้อยละ 5.8 เหล้าเพิ่มดีกรีความหงุดหงิด โมโห ไม่สามารถควบคุมการใช้อารมณ์กับคนในครอบครัวได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ภรณี ภู่ประเสริฐ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเมื่อวันที่ 20 เมษายน ว่า จากการสำรวจความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในชุมชน ทั้งหมด 9 จังหวัด 40 อำเภอ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ราชบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ พิษณุโลก อุดรธานี อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี และสงขลา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยทางคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล พบความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากร้อยละ 34.6 ในปี 2560 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 42.2 ในปี 2563 สะท้อนว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับผลสำรวจสุขภาพผู้หญิงและบุคคลในครอบครัวช่วงสถานการณ์โควิด-19 ขององค์การอนามัยโลก ปี 2563 ที่พบสาเหตุทำให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว 4 ปัจจัย ได้แก่ 1.คนในครอบครัวต้องอาศัยอยู่กับผู้กระทำความรุนแรงมากขึ้น 2.เกิดความเครียดสะสมในครอบครัวจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ 3.การเว้นระยะห่างทางสังคมจากญาติ พี่น้อง เพื่อน คนรู้จัก และ 4.ผู้ถูกกระทำความรุนแรงเข้าไม่ถึงการช่วยเหลือเมื่อถูกละเมิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกวิเคราะห์ว่าเป็นจุดเริ่มต้นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภรณีกล่าวต่อว่า สสส.ได้สนับสนุนกลไกป้องกันความรุนแรงร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ ให้ก้าวข้ามจากปัญหา เห็นศักยภาพตัวเอง และเข้ามามีส่วนช่วยเหลือผู้ประสบความรุนแรงรายอื่นต่อไป ผ่านกระบวนการสร้างเครือข่ายผู้ก้าวข้ามความรุนแรง ที่จะทำหน้าที่ประสาน ส่งต่อ และให้คำแนะนำทางกฎหมายกับผู้ถูกกระทำความรุนแรงให้ได้รับการช่วยเหลือในกระบวนการยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากนั้นจะรวบรวมสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดกับเด็กและผู้หญิงพิการมาวิเคราะห์ จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้ เพื่อทำให้ทุกคนได้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการบริการของรัฐ ที่ผ่านมายังพบว่าความรุนแรงไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้หญิงเพียงอย่างเดียว ยังมีเด็กและคนพิการจำนวนหนึ่งต้องเผชิญความรุนแรงในครอบครัว ปัญหาที่พบคือ ผู้ถูกกระทำความรุนแรงกลุ่มนี้มักจะเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ช่วงการระบาดโควิด-19 มีโอกาสเพิ่มความรุนแรงในครอบครัวสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในปี 2564 ทางเครือข่ายมูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ ได้ยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการบริการที่เป็นมิตร คำนึงถึงความต้องการผู้ประสบความรุนแรง 8 ข้อ ได้แก่ 1.ควรมีบทลงโทษทางอาญาต่อผู้ชายที่ไม่รับผิดชอบการกระทำ หรือหลอกลวงให้มีเพศสัมพันธ์ 2.ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบประชาสัมพันธ์บทบาทหน้าที่การให้ความช่วยเหลือของศูนย์ช่วยเหลือสังคม (1300) อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง 3.ภาครัฐควรมีบริการทางเลือกที่ปลอดภัยให้กับเด็ก และสตรีที่ท้องไม่พร้อม 4.ภาครัฐจัดสรรงบประมาณและบูรณาการร่วมระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน โดยจัดสถานที่เลี้ยงเด็กให้กับครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว 5.รัฐจัดสรรงบประมาณจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเด็ก สตรี และคนพิการที่ประสบความรุนแรงทางเพศและความรุนแรงในครอบครัวเพื่อการดำเนินคดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 6.รัฐควรจัดบริการทางการแพทย์ บริการทางสังคม และการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกโดยคำนึงเด็ก และสตรีพิการ 7.ศูนย์ปฏิบัติการความรุนแรง กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (ศปก.สค.) ควรมีบริการที่เป็นมิตร เข้าใจ ไม่ซ้ำเติม สนับสนุนทางเลือกในการแก้ไขปัญหา แนะนำช่องทางการช่วยเหลือ โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ประสบความรุนแรงเป็นสำคัญ และ 8.ควรมีการปรับปรุงระบบการบริการที่รวดเร็วในชั้นพนักงานสอบสวน การจัดหาล่าม ผู้เชี่ยวชาญในการสื่อสารให้กับเด็ก ผู้หญิง และคนพิการที่ประสบความรุนแรง ทั้ง 8 ข้อเสนอมีเป้าหมายขับเคลื่อนเรื่องการป้องกันความรุนแรงสำหรับคนทุกกลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ผลสำรวจมหาวิทยาลัยมหิดลและ สสส.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการสำรวจพบว่า ครอบครัวไทยร้อยละ 23.4 ไม่มีปัญหาด้านการเงินและสามารถดูแลรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของครอบครัว ขณะที่ร้อยละ 76.7 ต้องเผชิญปัญหาด้านการเงินและเศรษฐกิจในระดับที่แตกต่างกันไป ต้องใช้หน้ากากอนามัยผ้าร้อยละ 96.4 มีความพยายามหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้าน หรือจำเป็นต้องออกก็จะสวมหน้ากากทุกครั้ง ไม่ไปอยู่ในที่สาธารณะที่มีผู้คนแออัดและหลีกเลี่ยงงานเลี้ยงสังสรรค์ร้อยละ 88.3 ใช้ร่างกายและเลือกกินร้อนช้อนกลางส่วนตัวและล้างมือบ่อยขึ้นร้อยละ 84.3 ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัวร้อยละ 94.6 รองลงมารู้สึกมีความสุขที่ได้อยู่ร่วมกับครอบครัวร้อยละ 84.0 มีการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ร่วมกับครอบครัวร้อยละ 68.9&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ครอบครัวไทย 96.0% ไม่ใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายกัน สมาชิกครอบครัวร้อยละ 56.4 ควบคุมการใช้อารมณ์รุนแรงหรือไม่ใช้อารมณ์รุนแรงกับคนในครอบครัว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ครอบครัวไทยร้อยละ 5.8 เมื่อมีความหงุดหงิด โมโห ไม่สามารถควบคุมการใช้อารมณ์กับคนในครอบครัวได้เลย ที่ผ่านมาพบว่ามีสมาชิกในครอบครัวร้อยละ 0.9 มีการใช้ความรุนแรงทำร้ายร่างกายกันจนได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นผลมาจากความตึงเครียดในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบมาจากภาวะวิกฤติโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วิธีการโอบอุ้มครอบครัวเปราะบางที่มีเด็กเล็ก เพื่อลดความเสียหายต่อการพัฒนาศักยภาพประชากรรุ่นใหม่ของสังคมไทย เพราะเด็กปฐมวัยคือโอกาสทองของการพัฒนาทุนมนุษย์ เด็กกลุ่มนี้คือประชากรรุ่นที่จะต้องรับผิดชอบต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอีก 10-15 ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;สังสรรค์ช่วงแพร่ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;มีผลทำลายภูมิคุ้มกันร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:center&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เผยว่า การดื่มสุราอย่างหนัก เพิ่มความเสี่ยงให้บุคคลนั้นสัมผัสเชื้อและแพร่เชื้อโรคติดต่อได้มากขึ้น รวมถึงเพิ่มความรุนแรงของอาการอีกด้วย เป็นที่ทราบกันดีว่า แอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อและการดำเนินโรคติดต่ออื่นๆ เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ เป็นที่ทราบกันดีว่า สำหรับการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็มีแนวโน้มเช่นเดียวกัน โดยกลไกการติดเชื้อเกิดได้จากผลโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกันและการทำงานของอวัยวะ เช่น ปอด ตับ ลำไส้ หรือเป็นผลจากฤทธิ์ต่อจิตประสาทของแอลกอฮอล์ที่มีต่อความสามารถในการทำหน้าที่ การรู้คิดและพฤติกรรม ทำให้ขาดการยับยั้งชั่งใจ การมีพฤติกรรมเสี่ยงซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทการดื่มที่มีผลต่อความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ระบุว่า โดยปกติร่างกายคนเราจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้ออยู่สองชนิด คือ ภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิด (innate) และภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลัง (acquired) มนุษย์ส่วนใหญ่เกิดมาพร้อมภูมิคุ้มกันต่อโรคติดเชื้อบางชนิดที่มีมาแต่กำเนิด ร่างกายเราจึงสามารถตรวจจับเชื้อโรคที่พบบ่อยได้ และกระตุ้นกลไกป้องกันด่านหน้าเพื่อจัดการภัยคุกคามที่พบบ่อย แต่ระบบภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดนี้ทำงานแบบไม่จำเพาะเจาะจง และไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคชนิดใหม่ๆ ได้เสมอไป ดังนั้นระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลัง (acquired) หรือที่ปรับตัว (adaptive) จึงเข้ามาทำหน้าที่ ภายหลังจากถูกกระตุ้นด้วยสารเคมีที่ส่งสัญญาณว่ามีเชื้อโรคเข้ามาในร่างกาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ระบบภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลังจะมีวิวัฒนาการจนมีความจำเพาะสูงมากและสามารถแยกแยะเชื้อโรคที่มีความแตกต่างกันแม้เพียงเล็กน้อยได้ และกำจัดเซลล์ที่ติดเชื้อด้วยวิธีการสร้างแอนติบอดีที่จำเพาะไปจับและทำลายเชื้อโรคนั้นๆ เซลล์เหล่านี้จะสามารถ &amp;ldquo;จดจำ&amp;rdquo; เชื้อโรคและไวรัสที่เคยเจอมาก่อน และจะนำมาใช้อีกหากเกิดการติดเชื้ออีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แอลกอฮอล์อาจทำให้ภูมิคุ้มกันแต่กำเนิดและภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นภายหลังตอบสนองต่อโคโรนาไวรัสได้ไม่ดีด้วยเหตุผลหลายอย่างดังนี้:&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; แอลกอฮอล์ไปเพิ่มจำนวนตัวรับ (receptors) ที่เป็นช่องทางหลักของการติดเชื้อไวรัสโคโรนา เช่น SARS ที่ปอด ระบบทางเดินอาหาร และหัวใจ ทำให้เพิ่มโอกาสติดเชื้อไวรัสโคโรนา เช่น โควิด-19 ได้ง่ายขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; การดื่มสุราอาจเพิ่มโอกาสการติดเชื้อโควิด-19 และเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยอาจทำให้เกิดกระบวนการ &amp;ldquo;อักเสบรุนแรง (hyper-inflammation)&amp;rdquo; ซึ่งเป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันที่มากเกินปกติ ตามมาด้วยการทำงานของเซลล์ในการตอบสนองภูมิคุ้มกันลดลง ดังนั้นการดื่มสุราจึงมีผลทั้งลดภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ และยังเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการกระตุ้นการตอบสนองภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;bull; การดื่มสุรายังอาจทำให้ความสามารถของร่างกายในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อบกพร่องไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สรุปว่า การดื่มสุราจึงมีผลทั้งลดภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ และยังเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจากการกระตุ้นการตอบสนองภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;การดื่มเหล้าทำให้เสี่ยงและง่ายต่อการติดโรค&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีหลักฐานวิชาการจำนวนมากที่พบว่า สุรามีผลอย่างมากต่อการแพร่เชื้อโควิด-19 เพราะทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงตั้งแต่เริ่มต้นก้าวแรก รวมถึงการดื่มและลักษณะบริบทหรือสถานที่ดื่มยังเป็นตัวเพิ่มความเสี่ยงของการดื่มสุราในการแพร่เชื้อโควิดมากกว่า จากผลโดยตรงทางสรีรวิทยาต่อการรับเชื้อและแพร่เชื้อของบุคคลนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การได้รับสุราแม้เพียงเล็กน้อยทำให้ความยับยั้งชั่งใจลดลง และความรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น การตัดสินใจบกพร่อง ความสามารถและกระบวนการคิดแย่ลง ทั้งด้านความจำ ความสามารถในการจดจ่อสมาธิ และการวางแผน ยิ่งเมื่อเมาสุรา การตัดสินใจก็จะแย่ลง การศึกษาในห้องปฏิบัติการแสดงให้เห็นว่า การรับรู้ ทักษะด้านการเคลื่อนไหว และความสามารถในการคิดเริ่มลดลงตั้งแต่ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดไม่มาก บ่งบอกว่าสุราทำให้การตัดสินใจแย่ลงก่อนที่จะมีอาการมึนเมา หรือก่อนที่ผู้ดื่มจะรู้สึก &amp;ldquo;เมา&amp;rdquo; ซึ่งอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในสถานการณ์โรคระบาดนี้ เช่น การกอดกัน หรือการยืนใกล้กับผู้อื่นมากเกินไป เนื่องจากเชื้อโควิด-19 ติดต่อได้ง่ายมาก จึงสามารถแพร่ระบาดจากคนสู่คนด้วยการสัมผัสโดยตรง หรือผ่านทางอากาศ ซึ่งความเสี่ยงจะสูงขึ้นอย่างมากเมื่ออยู่ใกล้ชิดกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; บริบทการดื่ม ร่วมกับผลของการดื่มสุราต่อความคิดและพฤติกรรมในขณะนั้นของผู้ดื่ม ทำให้เกิดการแพร่เชื้อโควิด-19 ได้มากขึ้น การไปผับ/บาร์เป็นตัวอย่างหนึ่งของพฤติกรรมทางสังคมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่เชื้อโควิด-19 ผับ/บาร์มักมีผู้คนหนาแน่นวนเวียนอยู่ด้านในอาคารปิด และคนจำนวนมากสัมผัสใกล้ชิดซึ่งกันและกันในพื้นที่จำกัด การระบายอากาศอาจไม่เพียงพอ และอัตราการไหลเวียนอากาศจำกัด คนที่ดื่มสุราไม่สามารถใส่หน้ากากปิดจมูกและปากได้ และการยับยั้งชั่งใจที่ลดลงจะยิ่งไม่ระวังตัวในการเว้นระยะห่างทางสังคม เสียงที่ดังและการขาดความยับยั้งชั่งใจจะทำให้ผู้ดื่มต้องเข้าใกล้กันมากขึ้นและตะโกนเสียงดัง หรือบางครั้งอาจมีการร้องเพลง เต้นรำ หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่ต้องออกแรงอื่นๆ (ทำให้เพิ่มอัตราการหายใจและหายใจแรงขึ้น) จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการสัมผัสตัวกับลูกค้าคนอื่นและการสัมผัสพื้นผิวต่างๆ (โต๊ะ กระจก) อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อด้วยเช่นกัน เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่มักจะไม่รู้จักกัน คนที่รู้สึกไม่สบายอาจคำนึงถึงโอกาสแพร่เชื้อโควิด-19 น้อยกว่าการเข้าร่วมงานในเครือข่ายสังคมหรือครอบครัวของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทฤษฎีเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากรายงานและการศึกษาจำนวนมากที่กล่าวว่า บริบทสังคมที่มีสุราเป็นหลักนั้นมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์แพร่ระบาดเป็นวงกว้าง (super-spreader) ทำให้ขยายวงการระบาดในระยะแรกของการระบาดใหญ่ หรือกลับมาระบาดซ้ำหลังควบคุมโรคได้แล้ว ตัวอย่างในประเทศไทยที่เห็นได้ชัด การแพร่ระบาดครั้งใหม่เมื่อต้นปีนี้ที่เริ่มจากงานเลี้ยงส่วนตัวขนาดใหญ่ที่โรงแรมหรูในกรุงเทพฯ โดยมีผู้ติดเชื้อรายแรกของกลุ่มนี้ที่รับเชื้อมาจากสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่มาร่วมงาน จนทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อให้คนจำนวนมาก นอกจากนั้นการกลับมาระบาดซ้ำของโควิด-19 ในหลายประเทศก็เชื่อมโยงกับการอนุญาตให้เปิดบาร์ สถานบันเทิง เทศกาลดนตรี การแข่งรถ งานปาร์ตี้ในมหาวิทยาลัยหลังเปิดเรียน เป็นต้น ในทางกลับกันการปิดหรือจำกัดการเปิดบาร์และสถานบันเทิงก็ทำให้การแพร่เชื้อลดลงอย่างชัดเจน และการระบาดในชุมชนที่ช้าลง ที่เราเองก็เห็นในประเทศไทยเมื่อมีการระบาดระลอกแรกในปีที่แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;รัฐบาลประกาศห้ามขายเหล้าช่วยลดการระบาดลงได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0in; text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พฤติกรรมการดื่มสุรานอกจากจะมีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อโควิด-19 แล้ว บริบทหรือสถานที่และบรรยากาศในการดื่มสุราก็เป็นตัวช่วยเพิ่มความเสี่ยงของการดื่มสุราต่อการติดเชื้อโควิด-19 การปิดสถานบันเทิง งดงานเลี้ยงสังสรรค์ ห้ามดื่มสุราในร้านอาหาร จึงเป็นมาตรการที่สำคัญในการลดโอกาสความเสี่ยงของการแพร่และติดเชื้อ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การดื่มสุราทำให้เกิดการบาดเจ็บ เช่น อุบัติเหตุบนท้องถนน การพลัดตกหกล้ม การจมน้ำ เป็นต้น และผลกระทบทางสังคมมากมาย อาทิ การทะเลาะเบาะแว้ง การทำร้ายร่างกายระหว่างคนแปลกหน้า หรือต่อคนในครอบครัว การจำกัดการใช้บริการร้านอาหารและบาร์ การเว้นระยะห่างทางสังคมที่กำหนดให้แต่ละคนอยู่ห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1.5-2 เมตร ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการในการลดการเข้าถึงสุราแบบนั่งดื่มในร้านลง และโอกาสดื่มในที่สาธารณะลดลง (เช่น บาร์ที่มีคนหนาแน่น) ซึ่งเป็นสถานที่ที่มักเกิดความรุนแรงกับคนแปลกหน้าหรือคนที่ไม่ใช่ญาติอยู่บ่อยครั้ง การจำกัดการดื่มสุราในสถานที่สาธารณะหรือสถานที่นอกบ้าน นอกจากจะทำให้การเข้าถึงสุราทางกายภาพคือสถานที่ดื่มสุราลดลงแล้ว ยังลดโอกาสของการเกิดผลกระทบเหล่านี้ด้วย ซึ่งผลที่ตามมาคือ การลดภาระของระบบบริการสุขภาพ ทำให้จำนวนผู้ป่วยที่มาห้องฉุกเฉินหรือมารับการรักษาในโรงพยาบาลลดลง สามารถกระจายทรัพยากรในระบบบริการ ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรทางการแพทย์หรือเครื่องมือเครื่องใช้ เวชภัณฑ์ และเตียงในโรงพยาบาล เพื่อไปดูแลผู้ป่วยโควิดหรือผู้ป่วยอื่นที่จำเป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากการดื่มสุราจะมีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อและเพิ่มความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนแล้ว ยังเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยและบาดเจ็บมากกว่า 400 โรค ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระอย่างมากต่อระบบบริการสุขภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และมี 4 เหตุผลที่การดื่มสุรามีผลต่อความรุนแรงในครอบครัว คือ 1.งานวิจัยตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาด แสดงถึงบทบาทของการดื่มสุรากับความรุนแรงในครอบครัว การทำร้ายร่างกาย และการทารุณกรรมเด็ก 2.ภายใต้บริบทของโควิด-19 รายงานการทบทวนพบว่า การดื่มสุราเพิ่มขึ้นเป็นตัวเร่งและเสริมความรุนแรงในชีวิตคู่ 3.ความเครียดทางจิตใจที่เพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงชีวิตการทำงาน ความรับผิดชอบในการดูแลลูก รวมถึงปัญหาการเงินในระหว่างการระบาด อาจส่งผลให้มีการดื่มสุรามากขึ้นและเพิ่มโอกาสเกิดอันตรายต่อสมาชิกในครอบครัวมากขึ้น 4.จากนโยบายการปิดเมืองในหลายประเทศ สัดส่วนการดื่มสุราที่บ้านสูงกว่าในภาวะปกติ นำไปสู่การลดความสามารถในการดูแลเด็ก พร้อมกับการมีผู้ใหญ่ดื่มสุรามากขึ้นในบ้านและดื่มได้นานขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากการระบาดระลอกแรกในปีที่แล้ว ทางศูนย์วิจัยปัญหาสุราได้ให้ทุนสนับสนุนนักวิจัยจาก ม.เชียงใหม่ ม.สงขลานครินทร์ และ ม.ราชภัฏพระนคร ให้ไปศึกษาผลกระทบของการระบาดของโควิด-19 ต่อสถานการณ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย นักวิจัยได้ไปสัมภาษณ์ผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และพนักงานที่ทำงานในสถานที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบมีที่นั่งดื่ม ได้แก่ ผู้ประกอบการสถานบันเทิง ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ร้านขายส่งและร้านขายของชำ รวม 640 ราย พบว่า ถึงแม้ว่ามาตรการของรัฐในการควบคุมการแพร่ระบาดในแต่ละช่วง ตั้งแต่การห้ามขายเหล้าทั่วประเทศ การปิดสถานบันเทิง ไปจนถึงการห้ามขายหรือดื่มในสถานบริการที่มีที่นั่งดื่ม มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการและพนักงานในร้านสูงมาก ส่งผลให้ขาดรายได้ เลิกจ้างพนักงาน ทำให้พนักงานส่วนใหญ่ต้องหยุดงาน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบว่าผู้ประกอบการก็สามารถปรับตัวและรูปแบบการให้บริการได้ เช่น การเปลี่ยนไปขายสินค้าชนิดอื่น การปรับเวลาให้บริการ การลดค่าใช้จ่ายลง มีบางรายต้องปิดกิจการลง แต่ก็มีอาชีพอื่นสำรองอยู่ ในด้านนักดื่มสุรา ทางศูนย์วิจัยปัญหาสุราก็ได้ทำการสำรวจทางโทรศัพท์ในประชาชนทั่วไป 4 ครั้งในเดือนเมษายนถึงกรกฎาคมปีที่แล้ว ก็พบว่านักดื่มประมาณร้อยละ 50 หยุดดื่มสุรา และอีกประมาณ 30-40% ดื่มลดลงจากเดิมในช่วงที่มีมาตรการห้ามขายสุราและล็อกดาวน์ในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคม แต่หลังจากที่มีการผ่อนปรนมาตรการในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม จำนวนผู้ที่หยุดดื่มก็ลดลง เหลือเพียงประมาณร้อยละ 35-37 ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่า มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิดก็มีผลต่อการควบคุมการดื่มสุราด้วยเช่นกัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101337</URL_LINK>
                <HASHTAG>super-spreader, ความรุนแรง, ความรุนแรงทางเพศ, ดื่มสุรา, ผู้หญิง, ภรณี ภู่ประเสริฐ, มหิดล, มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคมและสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ, รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ, ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย, ศปก.สค., ศูนย์ปฏิบัติการความรุนแรง กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว, ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา, สสส., สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส., สำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ, แพร่ระบาดเป็นวงกว้าง, โควิด-19, โรงพยาบาลรามาธิบดี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210430/image_big_608c0d31eb7ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87381</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2020 08:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2020 08:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แชร์สนั่นโซเชียล!&#039;ธนาธร&#039;หาเสียงตลาดสดสมุทรสาครไม่สวมหน้ากาก&#039;ดร.อานนท์&#039;ผวาsuper spreader </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ธ.ค.63 - หลังมีการตรวจพบผู้ป่วยโควิด-19 ในกลุ่มแรงงานเมียนมา และผู้คนรอบตลาดกลางกุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร &amp;nbsp;สะสม 548 รายเมื่อคืนวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา และประกาศล็อกดาวน์ไปแล้วนั้น &amp;nbsp;ล่าสุดมีการแชร์ภาพนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า พร้อมคณะเดินทางไปหาเสียงที่สมุทรสาคร กันอย่างแพร่หลายในโลกโซเชียล เนื่องจากนายธนาธรและคณะเกือบทั้งหมด ไม่สวมหน้ากากอนามัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เวลา 20.00 น. ของคืนวันที่13 ธ.ค. &amp;nbsp;บริเวณลานทิวลิปสแควร์ ถนนเพชรเกษม ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบนจังหวัดสมุทรสาคร &amp;nbsp;นายธนาธร &amp;nbsp;น.ส. พรรณิการ์ วานิช และปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคนสำคัญทั้ง 3 ของคณะก้าวหน้าได้เปิดเวทีปราศรัยครั้งใหญ่ ช่วยผู้สมัครของคณะก้าวหน้าหาเสียง &amp;nbsp;เป็นที่น่าสังเกตว่าบนเวทีไม่มีใครสวมหน้ากากแม้คนเดียว เพราะเกรงประชาชนจะจำหน้าผู้สมัครไม่ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาวันที่ 15 ธ.ค. เวลา13.00 น.นายธนาธร ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครอีกครั้ง &amp;nbsp;โดยเดินลุยตลาดสดมหาชัย ขอคะแนนเสียงจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาด ให้ช่วยลงคะแนนเสียงเลือกผู้สมัครของคณะก้าวหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า หาเสียงที่สมุทรสาคร วันที่ 13 ธ.ค. โดยหลายช่วงไม่ได้สวมหน้ากาก แม้จะอยู่ในตลาดสดก็ตาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังหาเสียงที่สมุทรสาครวันที่ 15 ธ.ค.แล้ว พบว่าจากนั้นนายธนาธรและคณะ เดินทางไปช่วยหาเสียงที่ ระยอง ในวันที่ 16 ธ.ค. ส่วน 17 ธ.ค.ไปหลายจังหวัด อาทิ ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ มุกดาหาร แล้ววกกลับมาสมุทรปราการ วันที่ 18 ธ.ค.ที่สกลนคร &amp;nbsp;บึงกาฬ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์ (NIDA) โพสต์ข้อความว่า ถ้าธนาธรติดโควิด-19 มาจากสมุทรสาคร ธนาธรนี่แหละคือ super spreader ตัวจริง เพราะเดินทางหาเสียงไปทั่วไทย โดยไม่ใส่หน้ากากอนามัยเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;timeline มีดังนี้ครับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อยู่ห่างๆ คนๆ นี้ไว้นะครับ อันตราย เป็นภัยต่อสุขภาพ และเป็นภัยของชาติและราชบัลลังก์ด้วยครับ.
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87381</URL_LINK>
                <HASHTAG>&gt;โควิด 19&amp;lt;, super spreader, จังหวัดสมุทรสาคร, ธนาธร จึงรุ่งเริองกิจ, ไม่สวมหน้ากากอนามัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201220/image_big_5fdea37e782af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60594</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2020 09:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2020 09:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมอมนูญ &quot;เผยเชื้อโควิด-19 จากสนามมวย เป็น&quot;สายพันธุ์อิตาลี &quot;มีเซียนมวย เป็น&quot; super spreader &quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มี.ค.63- ในเฟสบุ๊ค &amp;quot;หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์&amp;quot; ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับสถานการณ์ โควิด-19 &amp;nbsp;ว่า การระบาดจากสนามมวย ต้นตอมาจาก ลูกชายเซียนมวยคนหนึ่งที่มาจากอิตาลี &amp;nbsp;และสายพันธุ์ โควิด -19 อิตาลี แตกต่างจากสายพันธุ์ประเทศจีน &amp;nbsp;และเซียนมวยรายนี้ได้กลายเป็น super spreader ดังข้อความดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศึกโควิด-19 ครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก
ในช่วงแรกๆของการระบาดของไวรัสโควิด-19 ประเทศไทยดูดีเพราะมีผู้ติดเชื้อแค่ 30-40 รายเสียชีวิต 1 รายและนิ่งอยู่นานหลายสัปดาห์ คนไทยส่วนใหญ่ขณะนั้นติดเชื้อโควิดจากประเทศในเอเชีย เช่นญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง
หลังจากรายการมวยแชมเปี้ยนเกียรติเพชรวันที่ 6 มี.ค.ที่สนามมวยลุมพินี สถานการณ์เปลี่ยนไป
เท่าที่ทราบมีเซียนมวยคนหนึ่งติดเชื้อโควิดจากคนในครอบครัวซึ่งเดินทางกลับจากประเทศอิตาลี เซียนมวยคนนี้เป็น Super spreader แพร่เชื้อให้คนที่มาสนามมวยวันนั้นมากกว่า 50 คน และคนป่วยที่ติดเชื้อนี้กำลังแพร่กระจายให้คนอื่นต่อไปเป็นวงกว้างไปจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ (ดูรูป)
มองย้อนหลัง ถ้าเราปิดสนามมวยนี้และสถานที่ที่มีคนรวมกลุ่มทำกิจกรรมกันมากๆตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม เหตุการณ์นี้คงยังไม่เกิดขึ้น
ถ้าเราสืบค้น และกักกันทุกคนที่มาสนามมวยวันนั้นให้อยู่บ้านเป็นเวลา 14 วัน จำนวนคนป่วยคงไม่เพิ่มขึ้นมากอย่างที่เห็น
แต่ที่ร้ายที่สุดคือเชื้อโควิดนี้ต้นตอมาจากประเทศอิตาลี ประเทศอิตาลีเริ่มมีการระบาดปลายเดือนมกราคม การระบาดเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก และยอดผู้เสียชืวิตพุ่งสูงมาก ยอดรวมการเสียชีวิตของประเทศอิตาลีพุ่งแซงหน้าจีนขึ้นมาอันดับหนึ่งของโลก ประเทศอิตาลีมีผู้ติดเชื้อ 47,021 คน ยอดเสียชีวิต 4,032 คน อัตราตายของโรคโควิด-19 ในประเทศอิตาลี 8.6 % เทียบกับผู้ติดเชื้อในเกาหลีใต้ 8,799 ราย มีผู้เสียชีวิต 102 ราย อัตราตายของโควิดในประเทศเกาหลีใต้ 1.1 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทำไมไวรัสโควิด-19ในประเทศอิตาลีถึงระบาดอย่างรวดเร็วและรุนแรง?
มีคนอธิบายว่าอิตาลีเป็นประเทศที่มีประชากรสูงอายุมาก แต่ประเทศญี่ปุ่นก็มีผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปถึง 28% กลับมีผู้ติดเชื้อ 1,007 ราย เสียชีวิต 35 ราย
สาเหตุที่สำคัญน่าจะเป็นจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศอิตาลีเป็นเชื้อสายพันธุ์ที่ดุร้ายกว่าประเทศอื่นในเอเชีย สามารถเพิ่มจำนวนในปอดได้รวดเร็ว ทำให้แพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่นมากขึ้น และเชื้อนี้เล่นงานปอดอย่างหนัก ทำให้ปอดอักเสบอย่างรุนแรง ระบบหายใจล้มเหลว อัตราการเสียชีวิตจึงสูงมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศไทยกำลังมีเชื้อโควิดที่ดุร้ายจากประเทศอิตาลีแพร่ระบาด ยอดผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ (ดูรูป) และผู้เสียชีวิตจากปอดอักเสบกำลังจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิดรายใหม่ที่เกี่ยวข้องกับสนามมวย แพทย์คงต้องให้ยาต้านไวรัสตัวใหม่จากประเทศญี่ปุ่น ชื่อยา Avigan คือฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) และยาอื่นๆเช่น hydroxychloroquine เพราะผู้ป่วยรายใหม่กลุ่มนี้จะมีปอดอักเสบมากขึ้น ถ้าไม่ให้ มีโอกาสปอดล้มเหลวสูง
ขอให้ทุกคนช่วยกันปฎิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล อยู่บ้าน เว้นระยะห่างจากสังคม 2 เมตร ที่สำคัญคนป่วยต้องไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น ไอจามใส่หน้ากาก ไอจามใช้มือป้องต้องรืบล้างมือ คนทั่วไปหมั่นล้างมือบ่อยๆ อย่าเอามือที่ยังไม่ได้ล้างมาจับตา จมูกและปาก ไปสถานที่ชุมชนคนมากๆ ใส่หน้ากากอนามัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60594</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, super spreader, นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์, เซียนมวย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200323/image_big_5e781aedd31e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58430</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/02/2020 13:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/02/2020 13:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบผู้ติดเชื้อรายใหม่อีก1รายเป็นไกด์ประเทศเกาหลี &quot;สธ.&quot;วอนสังคมอย่าตีตรา รังเกียจ ผู้เดินทางกลับประเทศเสี่ยง เพื่อไม่ให้ปกปิดความจริง หรือเกิดปรากฎการณ์super spreader </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
28ก.พ.63-&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงสถานการณ์การระบาดไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ว่า ขณะนี้ ประเทศไทยหลุดอันดับประเทศผู้ป่วยสะสม ที่12ของโลก &amp;nbsp;มีผู็ป่วยหายเพิ่มอีกคน เป็นคนจีน อายุ 30ปี และบุคคตลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อก็กลับบ้านเรียบร้อยแล้ว &amp;nbsp;นอกจากนี้ ในวันนี้มีการตรวจผู้ป่วยรายใหม่พบเพิ่มอีก1 ราย เป็นชายไทย อายุ 25ปี อาชีพเป็นไกด์ ประเทศเกาหลีใต้ &amp;nbsp;ขณะนี้ รักษาตัวที่สถาบันบำราศนราดูร และได้ติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิดได้ส่วนเพื่อนร่วมทัวร์ และผู้สัมผัสบนเครื่องบินอยู่ในระหว่างการติดตาม ทั้งนี้ได้ส่งข้อมูลทั้งหมดให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะนี้ มีผู้ป่วยยืนยันที่รักษาหายแล้ว 28 ราย ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 13 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 41ราย สำหรับผู้ป่วยอาการหนักทั้ง 2 ราย ที่สถาบันบำราศนราดูร มีข่าวดี ขณะนี้ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบเชื้อแล้ว รอร่างกายฟื้นตัวให้แข็งแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุขุมกล่าวอีกว่า &amp;nbsp;ส่วนกลุ่มผู้ป่วยรอการตรวจ ที่มีประวัติสัมผัสผู้ป่วย เช่น คนในครอบครัวผู้ป่วย บุคลากรทางกรแพทย์ ที่ไม่ได้ป้องกันตัวเองตามมาตรฐาน เมื่อวาน(27ก.พ.)มีจำนวน &amp;nbsp;373ราย &amp;nbsp;ดูแลใกล้ชิด &amp;nbsp;ส่วนมาตรการการเฝ่าระวังดูแลตัวเอง ตามมาตรฐาน 1.กลุ่มจำเป็นที่ต้องแยกกักกันตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558 มีความเสี่ยงต้องแยกกักกันเข้มงวด 2.ผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการรับเชื้อ กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่มีประวัติใกล้ชิดผู้ป่วย เช่น อยู่ในครอบครัว ร่วมชั้นเรียน ร่วมยานพาหนะ บุคลกรทางการแพทย์ที่ไม่ใส่เครื่องป้องกัน แนะนำให้ดูแลตัวเองที่บ้าน แยกการทำงาน &amp;nbsp;อีกกลุ่มพวกเดินทางปรเทศเสี่ยง ขอความร่วมมือ งดกิจกรรมทางการสังคม ดูแลตัวเอง 14 วัน เลี่ยงไปที่สาธารณะ 3.กลุ่มอยู่ชุมชนเดียวกัน แนะนำกินร้อนช้อนกลาง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อยากกราบเรียนพี่น้องปรเะชาชน คนที่มาประเทศระบาดไม่ใช่ผู้ป่วยโควิด -19 ทุกคน สังคมอย่าตีตรา ล้อเลียน อย่ารังเกียจ สถานการณ์จะดีขึ้นได้ เราต้องช่วยกัน ควรชื่นชมที่เขากล้าหาญกล้าบอกความจริงเรา ถ้าไปล้อเลียน รังเกียจเขาอาจไม่กล้าบอก &amp;nbsp;เมื่อนั้น อาจจะทำให้เขาคนใดคนหนึงกลายเป็น super spreader ได้&amp;quot;ปลัดสธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย &amp;nbsp; อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ประเทศไทยไม่มีการปกปิดข้อมูล เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้เห็นชัด 6ประเด็นคือ 1 เราอยู่ในการระบาดระยะที่ 2 สัปดาห์นี้เราเจอผู้ป่วยต่างชาติ คนไทย ติดเชื้อจากต่างประเทศ และติดเในประเทศคือหลานติดจากปู่ย่า แต่อยูในวงจำกัด &amp;nbsp;2.กรณีผู้ติดเชื้อ 2 รายดังกล่าว &amp;nbsp;เป็นประเทศที่เราเตือนมีความเสี่ยงสูง ที่สธ.สื่อสารให้งดเดินทาง หรือเลี่ยงต่อการเดินทาง กรณีปู่ย่า &amp;nbsp;3.กรณีเมื่อกลับจากต่างประเทศและประเทศเสี่ยงมาต้องปฎิบัติคำแนะนำ ถ้ากลับมาแล้วติดโรคมา จะติดแค่ตัวเอง ไม่ติดผู้อื่น 4. จะเห็นความแตกต่างในรายที่มีอาการแล้วรีบมาโรงพยาบาล &amp;nbsp;และบางรายมีอาการแล้วไม่มา 5. อย่าปกปิดข้อมูล ส่วนหนึ่งเกิดจากแตกตื่น ตีตรา ถูกสังคมรังเกียจ ถูกเลือกปฎิบัติ 6.ตัวบุคคล2กลุ่มด้วยกัน บุคคลกาทางการแพทย์ สาธารณสุข ครอบคลุม รพ.รัฐ และรพ.เอกชน &amp;nbsp; ต้องปฎิบัติตัวป้องกันความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตัวบุคคลรอบข้าง คนในครอบครัว คนร่วมงาน จะต้องร่วมปฎิบัติที่ดี ต่อคนที่กลับจากต่างประเทศแล้วมีอาการ &amp;nbsp; อย่าไปรังเกียจ ซึ่งจะทำให้มีการปกปิดข้อมูล ถ้าเราช่วยกันตรงนี้ ก็จะไม่มีการระบาด ถือเป็นข้อปฎิบัติ ที่มีความรับผิดชอบต่อตัวเอง และต่อสังคม เชื่อว่าถ้าเราทำอย่างนี้ โรคจะค่อยๆลดลง &amp;nbsp;หรือถ้าหากเข้าการระบาดระยะที่ 3 &amp;nbsp;สถานการณ์ก็จะไม่น่ากลัว อย่างที่คิด แต่ถ้าทำให้สังคมเกิดการ ปกปิดความจริงว่าไปไหนมา และสังคมไปรังเกียจคนที่กลับจากประเทศเสี่ยง ที่อาจไม่มีอาการ หรือไม่ป่วย หรือแม้แต่คนป่วย &amp;nbsp;ก็จะแย่ เราก็จะผ่านเรื่องนี้ไปไม่ได้ &amp;quot; นพ.สุวรรณชัยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก สธ. กล่าวว่า สธ.ได้ออกประกาศคำแนะนำประชาชน ที่กลับจากเดินทางไปต่างประเทศ ในข้อที่สำคัญที่สุด ในรายที่คัดกรองแล้วไม่มีอาการป่วย ขอความร่วมมือให้อยู่ในบ้านให้ครบ 14วัน หรือถ้าต้องทำภาระกิจ ก็ใช้วิจารณญาณของตัวเอง ไปอยู่สังคมภายนอกให้น้อยที่สุด &amp;nbsp;ตอนนี้ โควิด-19ถือว่าเป็นปรากฎการณ์โรคอุบัติใหม่ สถานการณ์คล้ายตอนเกิดเอชไอวี ที่คนกลัวและรังเกียจกัน เพราะยังหาวิธีการรักษาไม่ได้ เป็นเหตุให้ตื่นตกใจทั้งโลก แต่ข้อมูลล่าสุด จากศ.นพ. ยง ภู่วรวรรณ &amp;nbsp;มาบอกว่าคนที่ติดเชื้อ 80.9% อาการน้อย ผู้ที่ติดแล้วมีอาการเหมือนไข้หวัด &amp;nbsp; 13.8 % ส่วนผู้ที่มีอาการมาก เข้าขั้นวิกฤตทั่วโลก 4.7 % &amp;nbsp;ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเป็นของช่วงประมาณกลางเดือนก.พ. ตอนนี้คิดว่าน่าจะต่ำกว่า 4.7 %แล้ว อย่างไรก็ตาม &amp;nbsp;แม้ทุกคนจะรักตัวกลัวตาย &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ตัวเลขที่ติดเชื้อแล้วมีอาการไม่มาก &amp;nbsp;80.9% น่าจะขยายผลบอกพี่น้องประชาชนให้สบายใจได้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58430</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สธ., #โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่, super spreader, นพ.สุขุม กาญจนพิมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200228/image_big_5e58b86bb8ea9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
