<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>61930</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2020 14:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2020 14:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จุฬาฯโชว์“เครื่องตรวจโควิด-19  อัตโนมัติ ใช้คนน้อย” รู้ผลเร็ว แม่นยำถึง 99 % </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

3เม.ย.63-ผศ.ดร.นพ.ปกรัฐ หังสสูต หน่วยไวรัสวิทยา ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยถึงเครื่องตรวจ COVID -19 อัตโนมัติเครื่องแรกในประเทศไทย ซึ่งให้บริการแก่ประชาชนในการตรวจหาเชื้อ COVID -19 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จุดเด่นของเครื่องมือนี้คือเป็นระบบอัตโนมัติ ไม่ต้องใช้คนเข้าไปเกี่ยวข้องมากนัก จึงมีความปลอดภัย สามารถป้องกันคนของเราไม่ให้ติดเชื้อ ช่วยลดความเสี่ยงของผู้ปฏิบัติงานได้ค่อนข้างมาก นอกจากนี้ยังสามารถยืนยันผลการติดเชื้อได้ถึง 99 % เครื่องนี้ได้รับการอนุมัติมาตรฐานจาก อย.ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้ทำการทดสอบกับวิธีการตรวจแบบมาตรฐานของประเทศไทยแล้วพบว่าได้ผลสอดคล้องกัน เครื่องนี้ยังสามารถตรวจได้มากถึง 1,440 ตัวอย่างต่อวัน สามารถรู้ผลได้เร็วภายใน 3 &amp;ndash; 5 ชั่วโมงสำหรับการทำงานในช่วงแรก หลังจากนั้นสามารถรู้ผลการตรวจภายในเวลาเพียงแค่ 90 นาที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.นพ.ปกรัฐ กล่าวว่าการตรวจหาเชื้อ COVID -19 ด้วยเครื่องมือนี้เป็นการตรวจจากน้ำที่ป้ายจากลำคอของคนไข้ที่มารับบริการตรวจที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หรือโรงพยาบาลอื่น เมื่อทางโรงพยาบาลได้รับตัวอย่างของสารที่จะทำการตรวจแล้ว นักวิทยาศาสตร์จะแบ่งตัวอย่างมาใส่ในหลอดเพื่อนำไปใส่ในเครื่องดังกล่าวซึ่งจะทำงานตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ ตั้งแต่การสกัดสารพันธุกรรมของไวรัส นำมาเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรม และตรวจสอบว่ามีสารพันธุกรรมนั้นๆ หรือไม่ ผลการตรวจสามารถดูได้จากภายนอกห้องตรวจ ซึ่งเป็นการทำงานแบบอัตโนมัติ ไม่มีคนเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงมีความปลอดภัยสำหรับผู้ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปัจจุบันเครื่องตรวจเชื้อ COVID -19 ได้ให้บริการแก่คนไข้ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลเอกชนไปแล้วกว่า 300 ตัวอย่าง แต่ยังไม่ได้เปิดรับการตรวจที่โรงพยาบาลในต่างจังหวัด เพราะเราต้องการให้ทีมแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องเรียนรู้กับการทำงานของเครื่องมือนี้ให้มีการใช้งานที่คล่องตัว จากนั้นจะสามารถให้บริการได้อย่างเต็มที่ซึ่งสามารถรับได้ 1,440 ตัวอย่างต่อวัน ผู้ที่จะมารับบริการไม่จำเป็นต้องมาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านสถานที่ซึ่งรองรับได้ไม่เกิน 200 คนต่อวันเท่านั้น คนไข้สามารถไปตรวจที่โรงพยาบาลอื่นๆ แล้วส่งตัวอย่างมาตรวจได้ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เครื่องตรวจ COVID -19 อัตโนมัติที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีมูลค่า 15 ล้านบาท ซึ่งได้รับการบริจาคจากคุณสราวุฒิ อยู่วิทยา และภรรยา จากกลุ่มธุรกิจ TCP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เครื่องตรวจ COVID -19 อัตโนมัติสามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาการระบาดของ COVID -19 ในบ้านเราได้เป็นอย่างดี ถ้าเราสามารถตรวจคนไข้ได้ในปริมาณที่มากขึ้น รู้ผลได้เร็วขึ้นก็น่าจะช่วยป้องกันไม่ให้บุคคลเหล่านั้นไปแพร่เชื้อให้คนอื่นต่อไป&amp;rdquo; ผศ.ดร.นพ.ปกรัฐ กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61930</URL_LINK>
                <HASHTAG>TCP, จุฬาฯ, ผศ.ดร.นพ.ปกรัฐ หังสสูต, สราวุฒิ อยู่วิทยา, เครื่องตรวจ COVID -19 อัตโนมัติเ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200403/image_big_5e86dfa9a8108.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22806</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/11/2018 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/11/2018 16:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>TCP ขยายตลาดเครื่องดื่มชูกำลังในเวียดนาม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดสำนักงานแห่งแรกในต่างประเทศที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดสำนักงานแห่งแรกในต่างประเทศที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม พร้อมเพิ่มลงทุนใน บริษัท TCPVN อีก 4,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี เสริมแกร่งด้านการตลาด การจัดจำหน่าย และR&amp;amp;D ตั้งเป้า 3 ปี ยอดขายเพิ่มขึ้นเท่าตัว เล็งออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในเวียดนามอย่างน้อย 1 แบรนด์ใน 3 ปีข้างหน้า มุ่งเดินหน้าตามแผน 5 ปี ยกระดับกลุ่มธุรกิจ TCP ขึ้นชั้น &amp;ldquo;บริษัทไทยที่ยิ่งใหญ่บนเวทีโลก&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่นครโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์กระทิงแดง (เรดบูล) เรดดี้ โสมพลัส สปอนเซอร์ แมนซั่ม เพียวริคุ ซันสแนค และวอริเออร์ ได้เปิดสำนักงานต่างประเทศแห่งแรกที่กลุ่มธุรกิจ TCP ถือหุ้น 100% ณ ประเทศเวียดนาม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า &amp;ldquo;การเปิดบริษัท TCPVN ขึ้นที่เวียดนามนี้ เป็นบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของกลุ่มธุรกิจ TCP ที่ต้องการเป็นองค์กรธุรกิจที่สามารถนำความภาคภูมิใจมาสู่ประเทศไทยในเวทีโลก ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มที่เป็นแบรนด์ไทยที่สร้างชื่อเสียง และได้รับการยอมรับในระดับโลก การเปิดสำนักงานที่เวียดนามนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจ 5 ปี ที่ได้ประกาศไว้เมื่อปี 2560 ที่มุ่งสร้างยอดขายของกลุ่มโตขึ้น 3 เท่าเป็น 100,000 ล้านบาท&amp;rdquo; &amp;nbsp;การเลือกมาเปิดสำนักงานที่เวียดนาม เพราะเป็นตลาดที่ใหญ่ มีศักยภาพสูง และมีโอกาสที่ตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มจะเติบโตอีกมาก เนื่องจาก 1.ไลฟ์สไตล์ของคนเวียดนามจะนิยมบริโภคเครื่องดื่มชูกำลังเพื่อใช้ในการดับกระหาย รวมถึงใช้บริโภคควบคู่ไปพร้อมกับมื้ออาหาร ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการบริโภคของคนที่ทำงานหนัก และต้องการพลังงานจากเครื่องดื่มชูกำลังมาช่วยเสริม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังของเวียดนาม มีศักยภาพที่จะเติบโตต่อเนื่องโดยปัจจุบันในภูมิภาคเอเชียเวียดนามเป็นที่สองรองจากประเทศจีนเท่านั้น 3. ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มธุรกิจ TCP ที่มีจำหน่ายอยู่แล้วมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องกว่า 25% ซึ่งเป็นการเติบโตที่มากกว่าตลาดรวม &amp;nbsp;4. ตลาดเวียดนามจะให้ความไว้วางใจกับสินค้าที่มีคุณภาพ ซึ่งผลิตภัณฑ์ของเราเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกทั้งในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม พรีเมี่ยม ซึ่งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับกลุ่มธุรกิจ TCP ในการนำผลิตภัณฑ์คุณภาพอื่นๆ เข้าสู่ตลาดเวียดนาม และ5. กลุ่มธุรกิจ TCP ยังมีรากฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง โดยมีแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในตลาดเวียดนามมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานเจ้าหน้าที่บริการกลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวต่อว่า พร้อมกันนี้ได้ประกาศธุรกิจ 3 ปี ของ TCP ในเวียดนาม (บริษัท TCPVNจำกัด) ด้วยการลงทุนเพิ่ม 4,000 ล้านบาทเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับ TCPVN ใน 3 ส่วนหลักคือ &amp;nbsp;1.เสริมสร้างศักยภาพของทีมงานวิจัยตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เราจะมุ่งมั่นพัฒนาบุคคลากร และเทคโนโลยีให้ทันสมัย เพื่อเพิ่มศักยภาพของทีมงาน TCPVN ให้เป็นหน่วยธุรกิจที่เชี่ยวชาญข้อมูลเชิงลึก ที่มีความเข้าใจพฤติกรรมการบริโภค ไลฟ์สไตล์ และวิถีชุมชนของคนเวียดนามอย่างดีที่สุด เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ปรับปรุง หรือพัฒนาให้ &amp;nbsp; แบรนด์ของเราที่มีจำหน่ายอยู่แล้วในท้องตลาดมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้มีการคิดค้น พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะตลาดได้ดีขึ้น เพื่อทำให้กลุ่มธุรกิจ TCP เป็น &amp;ldquo;เฮ้าส์ออฟแบรนด์&amp;rdquo; ที่ทรงพลังและแข็งแกร่ง โดยตั้งเป้าว่าในอีก 3 ปี เราจะมีสินค้าใหม่อย่างน้อย 1 แบรนด์วางจำหน่ายในตลาดเวียดนาม ซึ่งอาจจะเป็นสินค้าใหม่ที่คิดค้นเพื่อคนในท้องถิ่น หรืออาจจะเป็นแบรนด์ที่มีอยู่แล้ว และนำมาจำหน่ายก็ได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุฒิ กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;เครื่องดื่มชูกำลังอัดลมแบรนด์ &amp;ldquo;วอริเออร์&amp;rdquo; เป็นความภูมิใจของเรา และทีมงานตลาดต่างประเทศทุกคน เพราะถือว่าเป็นแบรนด์ใหม่ที่คนไทยสร้างขึ้นมาเพื่อตลาดเวียดนาม ที่สามารถฝ่าฟัน เอาชนะการแข่งขันที่รุนแรงของตลาดเครื่องดื่มพร้อมดื่มในตลาดได้ วอริเออร์ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของทีมงานวิจัยตลาดที่เข้าถึงพฤติกรรมการบริโภคของคนเวียดนามอย่างลึกซึ้ง โดยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราพบว่ายังมีผู้บริโภคชาวเวียดนามที่ต้องการดื่มเครื่องดื่มชูกำลังที่ยังคงให้ความรู้สึกเหมือนดื่มน้ำอัดลม เราจึงได้วิจัยและพัฒนาจนออกมาเป็นเครื่องดื่มชูกำลังอัดลมแบรนด์วอริเออร์ และได้นำออกมาวางจำหน่ายในปี 2558 &amp;nbsp;ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี มียอดขายเติบโตต่อเนื่องทุกปี โดยคาดว่ายอดขาย ณ สิ้นปี 2561 จะเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึงเท่าตัว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.มุ่งมั่นบริหารจัดการด้านการตลาดและการขายอย่างเต็มประสิทธิภาพ &amp;ldquo;TCPVN ยังมีบทบาทในการบริหารจัดการด้านการตลาดและการขาย ด้วยทีมงานการตลาดมืออาชีพซึ่งเป็นคนเวียดนามที่มีประสบการณ์การทำงานกับบริษัทระดับนานาชาติ โดยจะทำงานผสานกับทีมบริหารของ TCP Group ที่เคยผ่านการทำงานระดับโลก เพื่อนำเอาทักษะที่ได้เรียนรู้มาปรับใช้ในการสร้างความเจริญให้กับบริษัทของคนไทยและแบรนด์ไทย ทักษะเหล่านี้เมื่อผสานเข้ากับผลงานยอดเยี่ยมของทีมงาน TCPVN ก็จะยิ่งช่วยเสริมสร้างให้ระบบการทำงานด้านการตลาดมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เราหวังว่า TCPVN จะมีส่วนช่วยพัฒนาและผลักดันให้มูลค่าตลาดรวมของเครื่องดื่มพร้อมดื่มในเวียดนามสูงขึ้นเป็นอันดับที่สอง หรือใกล้เคียงกับตลาดน้ำอัดลม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.เพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการช่องทางการจัดจำหน่าย นอกจากนั้น TCPVN ยังมีบทบาทในการบริหารจัดการระบบการจัดจำหน่าย เพื่อขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น และครอบคลุมทั่วประเทศมากขึ้น รวมถึงการแสวงหาช่องทางสมัยใหม่ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างสะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้แผนการลงทุนของเราใน 3 ปีข้างหน้า จะช่วยพัฒนาขีดความสามารถของทีมงาน TCPVN ให้ทัดเทียมบริษัทในระดับนานาชาติด้วยโนว์-ฮาว และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อตอบสนองต่อรูปแบบการดำเนินธุรกิจ และการตลาดยุคใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และบริการให้ดียิ่งขึ้นกับลูกค้าของเรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สำหรับยอดขายสินค้าของกลุ่มธุรกิจ TCP ในตลาดเวียดนาม คาดว่าถึงสิ้นปีนี้จะมียอดขายรวมประมาณ 10,000 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งการตลาดรวมทุกแบรนด์ในตลาดเครื่องดื่มชูกำลังราว 42%&amp;rdquo;นายสราวุฒิ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22806</URL_LINK>
                <HASHTAG>TCP, TCPVN, ขยายธุรกิจ, วอริเออร์, เครื่องดื่มชูกำลัง, เวียดนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181126/image_big_5bfbb5bb0bacc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
