<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119080</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 17:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 17:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘21 ปี พอช.’  :  กลไกรัฐที่สนับสนุนชุมชน-สร้างสังคมเข้มแข็ง บ้านมั่นคง บ้านที่มากกว่าคำว่า “บ้าน”  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยเป็นภารกิจที่สำคัญด้านหนึ่งของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; เป็นหน่วยงานของรัฐรูปแบบใหม่&amp;nbsp; สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) &amp;nbsp;เปิดดำเนินงานเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2543&amp;nbsp; มีภารกิจสนับสนุนและส่งเสริมองค์กรชุมชน&amp;nbsp; เครือข่ายองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคง&amp;nbsp; การพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวชุมชนเมืองและชนบท &amp;nbsp;ส่งเสริมอาชีพ&amp;nbsp; การจัดสวัสดิการชุมชน&amp;nbsp; สภาองค์กรชุมชน&amp;nbsp; ดูแลสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;การจัดการภัยพิบัติ&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเดือนตุลาคมนี้&amp;nbsp; &amp;nbsp;พอช.ดำเนินงานมาครบ 21 ปี&amp;nbsp; และกำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 22&amp;nbsp; มีประสบการณ์และบทเรียนในการทำงานมากพอสมควร&amp;nbsp; โดยยึดหลักการพัฒนาแบบองค์รวม&amp;nbsp; &amp;nbsp;เปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาจากเดิมแบบ &amp;ldquo;สั่งการ&amp;rdquo;&amp;nbsp; หรือบนลงล่าง&amp;nbsp; เป็นล่างขึ้นบน&amp;nbsp; โดยชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา&amp;nbsp; สามารถคิด&amp;nbsp; วิเคราะห์&amp;nbsp; และบริหารโครงการต่างๆ&amp;nbsp; ได้เอง&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็น &amp;ldquo;ผู้รอรับการพัฒนา&amp;rdquo; ทำให้ชุมชนและเครือข่ายเกิดความเข้มแข็ง&amp;nbsp; พึ่งพาตนเองได้&amp;nbsp; ดังตัวอย่างต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ประเทศไทยมีครัวเรือนทั้งหมดประมาณ 21 ล้านครัวเรือน&amp;nbsp; ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยเกือบ&amp;nbsp; 6 &amp;nbsp;ล้านครัวเรือน&amp;nbsp; เป็นครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและต้องการที่อยู่อาศัยประมาณ&amp;nbsp; 3.5&amp;nbsp; ล้านครัวเรือน&amp;nbsp; โดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้น้อยเข้าไม่ถึงแหล่งสินเชื่อที่อยู่อาศัย&amp;nbsp; บางส่วนจึงต้องบุกรุกที่ดินของรัฐและเอกชนเพื่อปลูกสร้างบ้าน&amp;nbsp; หรือเช่าบ้าน-เช่าที่ดินอยู่อาศัย&amp;nbsp; สภาพทรุดโทรม&amp;nbsp; สิ่งแวดล้อมย่ำแย่&amp;nbsp; เพราะเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; เด็กๆ ไม่มีสถานที่วิ่งเล่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ลุงวิเชียร&amp;nbsp; แสงพลอย&amp;nbsp; วัย 76 ปี&amp;nbsp; ผู้นำชุมชนเจริญชัยนิมิตรใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ย่านสถานีขนส่งหมอชิตใหม่&amp;nbsp; เขตจตุจักร &amp;nbsp;เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 20-30&amp;nbsp; ปีก่อนว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ชุมชนที่ลุงอาศัยอยู่เดิมเป็นชุมชนเช่าที่ดินเมื่อก่อนเรียกว่า &amp;ldquo;ชุมชนสวนผัก&amp;rdquo;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะสมัยก่อนย่านจุตจักรยังเป็นทุ่งนา &amp;nbsp;เป็นสวนผัก&amp;nbsp; สถานีหมอชิตใหม่ยังไม่ย้ายเข้ามา&amp;nbsp; เจ้าของที่ดินเป็นเศรษฐีใจบุญจึงให้เช่าที่ราคาถูกๆ&amp;nbsp; เดือนละ 20-100 บาทเพื่อสร้างบ้าน&amp;nbsp; ครอบครัวละ 20-30 ตารางวา&amp;nbsp; มีคนมาปลูกบ้านหลายสิบหลัง&amp;nbsp; ต้องต่อน้ำประปา&amp;nbsp; ไฟฟ้าราคาแพงจากข้างนอกเข้ามาใช้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ&amp;nbsp; เป็นแรงงานราคาถูก&amp;nbsp; อพยพจากต่างจังหวัดเพื่อมาหากินในกรุงเทพฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลุงวิเชียร&amp;nbsp; แสงพลอย&amp;nbsp; บุกเบิกแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยมากว่า 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต่อมาเมื่อมีข่าวว่าจะมีสถานีขนส่งย้ายเข้ามา&amp;nbsp; มีการตัดถนน&amp;nbsp; มีทางด่วนผ่าน&amp;nbsp; ที่ดินมีราคาสูง&amp;nbsp; จึงมีคนมาขอซื้อที่ดินแปลงนี้&amp;nbsp; รวมเนื้อที่ทั้งหมด 5 ไร่เศษ&amp;nbsp; ราคาหลายสิบล้านบาท&amp;nbsp; แต่เจ้าของยังไม่ขาย&amp;nbsp; เพราะห่วงว่าชาวบ้านจะเดือดร้อน&amp;nbsp; ขณะที่ชาวบ้านก็เริ่มตื่นตัว &amp;nbsp;เพราะไม่รู้ว่าเจ้าของที่ดินอาจจะขายที่ดินแปลงนี้ในวันไหน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ต้นปี 2537 เจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (พชม.) สังกัดการเคหะแห่งชาติ ( พชม.จัดตั้งขึ้นในปี 2535 &amp;nbsp;เป็นโครงการพิเศษภายใต้การเคหะแห่งชาติ &amp;nbsp;ตามข้อเสนอของขบวนชุมชนและประชาสังคม &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อบริหารจัดการงบประมาณแก้ปัญหาชุมชนแออัดที่รัฐบาลให้การสนับสนุนจำนวน&amp;nbsp; 1,250 ล้านบาท&amp;nbsp; ปัจจุบันคือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช.) ที่รู้ข่าวว่าชุมชนเจริญชัยนิมิตรใหม่กำลังมีปัญหาเรื่องความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย &amp;nbsp;ได้เข้ามาพบปะพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อให้คำปรึกษา&amp;nbsp; จนนำไปสู่การรวมกลุ่มกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ (กุมภาพันธ์ 2537) เพื่อระดมทุนแก้ไขปัญหาและเตรียมพร้อมหาที่อยู่อาศัยใหม่&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีสมาชิกเริ่มต้น 28 ราย &amp;nbsp;ออมเงินกันคนละ 300-500 บาทต่อเดือน &amp;nbsp;ใครมีมากก็ออมมากกว่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;พอถึงปี 2542 &amp;nbsp;ตอนนั้นพวกเราออมเงินกันได้ 5-6 ปีแล้ว&amp;nbsp; และสถานีหมอชิตใหม่ย้ายมาแล้ว &amp;nbsp;มีคนมาขอซื้อที่ดินแปลงนี้จากเจ้าของ &amp;nbsp;ราคา 65 ล้านบาท &amp;nbsp;หรือประมาณตารางวาละ 30,000 บาท &amp;nbsp;พวกเราก็ส่งตัวแทนไปคุยกับเจ้าของที่ดิน &amp;nbsp;เจ้าของก็ถามว่าพวกเราจะมีเงินซื้อหรือ ? &amp;nbsp;เพราะรู้ว่าชาวบ้านไม่มีเงินแน่ๆ &amp;nbsp;แต่พวกเราก็บอกว่าตอนนี้มีเงินออมทรัพย์รวมกันได้ประมาณ 1 ล้านบาท&amp;nbsp; และจะหาเงินมาซื้อที่ดิน&amp;nbsp; เพราะไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน &amp;nbsp;ลูกหลานก็เรียนและทำงานอยู่แถวนี้ &amp;nbsp;ถ้าจะย้ายไปอยู่นอกเมืองก็ต้องไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่&amp;rdquo; ลุงวิเชียรเล่าย้อนเหตุการณ์ในครั้งนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แต่เหมือนกับเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ !! &amp;nbsp;เพราะเจ้าของที่ดินใจบุญรายนั้น (นายมานะ &amp;nbsp;เนตรสาริกา) ยอมขายที่ดินให้ชาวบ้านในราคาตารางวาละ 10,000 บาท&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ชาวบ้านก็ยังขอต่อรองอีก &amp;nbsp;จนเจ้าของใจอ่อนลดเหลือตารางวาละ 7,500 บาท รวมที่ดินเนื้อที่ 5 ไร่ 35 ตารางวา &amp;nbsp;ราคา 18 ล้านบาทเศษ &amp;nbsp;โดยชาวบ้านได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์เคหสถานชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ &amp;nbsp;เพื่อให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล&amp;nbsp; (เพื่อทำนิติกรรมและสัญญาต่างๆ)&amp;nbsp; และยื่นขอใช้สินเชื่อจากสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (ปัจจุบันคือ พอช.) &amp;nbsp;เพื่อนำมาซื้อที่ดิน&amp;nbsp; โดยทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับเจ้าของในเดือนสิงหาคม 2543&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อได้ที่ดินมาแล้ว&amp;nbsp; ชาวบ้านจึงนำมาจัดสรรกันโดยการดำเนินการของสหกรณ์เคหสถานชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ &amp;nbsp;แบ่งที่ดินตามความต้องการและฐานะของครอบครัว ได้ทั้งหมด 82 แปลง (รวมชุมชนที่เดือดร้อนใกล้เคียง) ที่ดินมีขนาดตั้งแต่ 10-25 ตรว. ผ่อนส่งเดือนละ 1,100 -2,300 บาทตามขนาดที่ดิน &amp;nbsp;ระยะเวลา 15 ปี ส่วนบ้านยังไม่ได้ก่อสร้างใหม่&amp;nbsp; เพราะชาวบ้านยังมีภาระในการผ่อนชำระค่าที่ดิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ถนนทางเดินในชุมชนก็ยังเฉอะแฉะ&amp;nbsp; เป็นดินโคลน&amp;nbsp; เวลาหน้าฝนน้ำจะท่วมขัง&amp;nbsp; ชาวบ้านต้องเดินลุยโคลนเข้า-ออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพชุมชนเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในเดือนกรกฎาคม 2543&amp;nbsp; มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; โดยโอนภารกิจของสำนักงานพัฒนาชุมชนเมืองและสำนักงานกองทุนพัฒนาชนบทเข้าด้วยกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมาในวันที่&amp;nbsp; 26&amp;nbsp; ตุลาคม 2543&amp;nbsp; สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ พอช.ได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการ&amp;nbsp; (ปัจจุบัน พอช.อยู่ในการกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในปี&amp;nbsp; 2546&amp;nbsp; พอช.ได้จัดทำโครงการ &amp;lsquo;บ้านมั่นคง&amp;rsquo; &amp;nbsp;ขึ้นมา&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยชุมชนที่มีรายได้น้อย&amp;nbsp; อยู่ในที่ดินบุกรุกหรือที่ดินเช่าที่ไม่มีความมั่นคง&amp;nbsp; เพราะไม่รู้ว่าจะถูกขับไล่ในวันใด&amp;nbsp; โดย พอช.ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปทำงานร่วมกับชาวบ้าน&amp;nbsp; เพื่อสนับสนุนให้ชาวชุมชนที่มีความเดือดร้อนร่วมกันแก้ไขปัญหา &amp;nbsp;พอช.มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและให้การสนับสนุน&amp;nbsp; โดยมีกระบวนการต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; สร้างความเข้าใจร่วมกันทั้งชุมชน&amp;nbsp; ร่วมกันตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนในการสร้างบ้าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ร่วมกันจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลรับผิดชอบ&amp;nbsp; แบ่งหน้าที่&amp;nbsp; สำรวจข้อมูลชุมชน&amp;nbsp; ความเดือดร้อน&amp;nbsp; ช่วยกันออกแบบบ้านในความฝัน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 โครงการนำร่องบ้านมั่นคงในปี 2546&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โครงการบ้านมั่นคงเริ่มต้นในปี 2546 &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีชุมชนนำร่องจำนวน 10 แห่งทั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยชุมชนเจริญชัยนิมิตรใหม่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 ชุมชนนั้นด้วย &amp;nbsp;ส่วนชุมชนอื่นๆ &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;บ่อนไก่ &amp;nbsp;กรุงเทพฯ, แหลมรุ่งเรือง จ.ระยอง, บุ่งคุก &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จ.อุตรดิตถ์, เก้าเส้ง จ.สงขลา &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;โดยรัฐบาลอนุมัติงบประมาณสนับสนุนจำนวน 146 ล้านบาท &amp;nbsp;เพื่อให้ พอช.นำไปสนับสนุนชุมชนในการพัฒนาสาธารณูปโภคและสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดิน-ก่อสร้างบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในส่วนของชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่หลังจากซื้อที่ดินในปี 2543&amp;nbsp; แล้ว&amp;nbsp; จึงได้เริ่มกระบวนการบ้านมั่นคงในปี 2546 &amp;nbsp;เพื่อก่อสร้างบ้านใหม่&amp;nbsp; เนื่องจากสภาพบ้านเรือนส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรม&amp;nbsp; เพราะปลูกสร้างมานาน&amp;nbsp; และส่วนใหญ่สร้างบ้านกันตามทุนรอนที่มี&amp;nbsp; ไม่มีระบบสาธารณูปโภค&amp;nbsp; ทางเดินเป็นพื้นดิน&amp;nbsp; ไม่มีท่อระบายน้ำ&amp;nbsp; เมื่อฝนตกถนนและทางเดินจึงเละเป็นโคลน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดย พอช.ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำการทำโครงการบ้านมั่นคง &amp;nbsp;มีตัวแทนชาวบ้านเป็นคณะกรรมการ&amp;nbsp; ไปศึกษาดูงานชุมชนที่แก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยแล้ว &amp;nbsp;ร่วมกันสำรวจข้อมูลต่างๆ ในชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;จัดประชุมเพื่อรับฟังความเห็นของสมาชิก &amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;รูปแบบการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร่วมกันออกแบบผังชุมชนใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ออกแบบบ้าน &amp;nbsp;ฯลฯ&amp;nbsp; หลังจากนั้นจึงร่วมกันสร้างระบบสาธารณูปโภค&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอติดตั้งไฟฟ้า &amp;nbsp;น้ำประปา &amp;nbsp;ทำท่อระบายน้ำ&amp;nbsp; ถนนในชุมชน 3 สาย &amp;nbsp;กว้าง 4 เมตร&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พอช.สนับสนุนงบประมาณจำนวน 1,780,000 บาท ใช้แรงงานในชุมชนเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่วนการสร้างบ้าน &amp;nbsp;ครอบครัวไหนที่มีความพร้อมก็ดำเนินการไปก่อน&amp;nbsp; มีทั้งสร้างเอง จ้างช่างมาสร้าง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;รวมทั้งการลงแรงช่วยกันก่อสร้าง &amp;nbsp;ใช้วัสดุเก่าที่ยังใช้ได้ &amp;nbsp;ทำให้ชาวบ้านประหยัดงบได้ไม่น้อย โดย พอช.สนับสนุนสินเชื่อก่อสร้างบ้านตามขนาดที่ดิน&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตั้งแต่ 10-25&amp;nbsp; ตารางวา&amp;nbsp; ส่วนใหญ่เป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียวและบ้านเดี่ยวสองชั้น &amp;nbsp;ราคาตั้งแต่ 130,000-300,000&amp;nbsp; บาท&amp;nbsp; ผ่อนชำระเดือนละ 1,100-2,300 บาท&amp;nbsp; ระยะเวลา 15 ปี&amp;nbsp; อัตราดอกเบี้ยร้อยละ&amp;nbsp; 9 บาทต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;พอถึงปี 2547 &amp;nbsp;บ้านส่วนใหญ่ก็ทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จ &amp;nbsp;จากชุมชนที่เคยอยู่กันแบบ &amp;ldquo;ตามมีตามเกิด&amp;rdquo; ทางเดินเฉอะแฉะ &amp;nbsp;&amp;nbsp;เป็นหลุมเป็นบ่อ &amp;nbsp;ไม่มีน้ำประปา&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่มีไฟฟ้าใช้เอง &amp;nbsp;จึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพชุมชนใหม่&amp;nbsp; บ้านเรือน&amp;nbsp; ถนนดูสะอาดตา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ลุงวิเชียร ในฐานะประธานชุมชนเจริญชัยฯ กล่าวว่า &amp;nbsp;จากการรวมตัวกันโครงการชาวบ้านเพื่อซื้อที่ดินและเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงกับ พอช.&amp;nbsp; ปัจจุบันเป็นเวลากว่า 20 ปี&amp;nbsp; ชาวบ้านทุกครอบครัวผ่อนชำระค่าที่ดินค่าและค่าสร้างบ้านหมดแล้วและจากสภาพเดิมของชุมชนเมื่อก่อนยังเป็นทุ่งนา &amp;nbsp;เป็นสวนผัก&amp;nbsp; แต่ตอนนี้กลายเป็นย่านคมนาคม &amp;nbsp;เพราะอยู่ใกล้สถานี บขส.หมอชิตใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;สถานีกลางบางซื่อ &amp;nbsp;และอยู่ในแนวรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ทำให้ที่ดินในย่านนี้มีราคาสูงขึ้น&amp;nbsp; &amp;nbsp;เฉพาะที่ดินที่ชาวชุมชนอาศัยอยู่ 5 ไร่เศษ &amp;nbsp;ตอนซื้อมาราคา 18 ล้านบาทเศษ (เจ้าของที่ดินลดราคาให้) ตอนนี้มีเอกชนมาขอซื้อราคา 200 ล้านบาทเพื่อทำโครงการธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;แต่พวกเราตกลงกันแล้วว่าจะให้ราคาสูงอย่างไรก็จะไม่ขาย &amp;nbsp;เพราะเรารับปากกับเจ้าของที่ดินเอาไว้ว่าจะซื้อมาเพื่อทำที่อยู่อาศัยเท่านั้น &amp;nbsp;พวกเรายังคุยกันเลยว่า &amp;nbsp;หากเราไม่รวมตัวกันซื้อที่ดินและทำโครงการบ้านมั่นคงในตอนนั้น &amp;nbsp;วันนี้พวกเราจะไปอยู่ที่ไหนกัน &amp;nbsp;จะกลับไปอยู่ต่างจังหวัดก็ไม่มีที่ดินทำกิน &amp;nbsp;อาจจะอยู่ในสลัมที่ไหนสักแห่ง &amp;nbsp;หรือเช่าบ้านอยู่ตลอดชีวิต เพราะลำพังคนหาเช้ากินค่ำคงไม่มีเงินพอจะซื้อบ้านอยู่ ถ้าเราไม่รวมตัวกันและไม่มีโครงการบ้านมั่นคง &amp;nbsp;พวกเราก็คงจะไม่ได้อยู่แบบวันนี้&amp;rdquo; ลุงวิเชียรบอก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;บ้านที่มากกว่าคำว่า &amp;ldquo;บ้าน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โครงการสร้างบ้านมั่นคง&amp;nbsp; ดังตัวอย่างที่ชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่&amp;nbsp; ไม่ใช่เป็นการสร้างเฉพาะ &amp;ldquo;ที่อยู่อาศัย&amp;rdquo; เท่านั้น แต่ยังมีกระบวนการ &amp;ldquo;พัฒนาชุมชน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;การพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;rdquo; ของชาวชุมชนด้วย&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นที่ชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;มีสหกรณ์เคหสถานฯ ซึ่งให้สมาชิกออมเงินตามหุ้นที่มีอยู่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;หุ้นละ 10 บาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;คนหนึ่งไม่เกิน 20 หุ้น &amp;nbsp;มีสมาชิกทั้งหมด 160 คน &amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัจจุบันมีเงินหมุนเวียนประมาณ 10 ล้านบาท &amp;nbsp;&amp;nbsp;สมาชิกกู้ยืมได้สูงสุดไม่เกิน 3 แสนบาท&amp;nbsp; &amp;nbsp;อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาทต่อเดือน &amp;nbsp;ผ่อนชำระภายใน 60 งวด&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถือว่าเป็น &amp;lsquo;ธนาคารชาวบ้าน&amp;rsquo; &amp;nbsp;เพราะนอกจากจะสร้างวินัยในการออมแล้ว &amp;nbsp;ยังเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในยามที่เดือดร้อนจำเป็น &amp;nbsp;ไม่ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบที่เก็บดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 บาทต่อเดือน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ที่ชุมชนเจริญชัยฯ ยังมีกิจกรรมการพัฒนาชุมชนต่างๆ ที่หน่วยงานภายนอกเข้ามาสนับสนุน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;การคัดแยกขยะ &amp;nbsp;&amp;nbsp;นำขยะเปียกไปทำปุ๋ย &amp;nbsp;&amp;nbsp;ใส่ต้นไม้ในชุมชน &amp;nbsp;ขยะรีไซเคิ้ลเอาไปขายเป็นกองทุนพัฒนาชุมชน ชุมชนจึงดูสะอาดสวยงาม &amp;nbsp;มีศูนย์เฝ้าระวังภัยและยาเสพติด &amp;nbsp;โดยมีชาวบ้านในชุมชนเป็นอาสาสมัครเฝ้าระวัง &amp;nbsp;มีกองทุนแม่ของแผ่นดิน เพื่อป้องกันปัญหายาเสพติด ฯลฯ ทำให้ชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่เป็นสถานศึกษาดูงานของชุมชนและหน่วยงานรัฐต่างๆ ทั้งในด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ชุมชนยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; พอช.จัดทำโครงการแก้ไขผลกระทบจากสถานการณ์โควิด&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ทำคาราวานสินค้าราคาถูกนำไปจำหน่ายให้แก่สมาชิกชุมชนต่างๆ ในเขตจตุจักร&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ข้าวสาร&amp;nbsp; น้ำมันพืช&amp;nbsp; ไข่ไก่&amp;nbsp; น้ำตาล&amp;nbsp; นม&amp;nbsp; อาหารแห้ง&amp;nbsp; ฯลฯ&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพื่อดค่าใช้จ่าย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จัดทำ &amp;lsquo;ศูนย์พักคอยชุมชน&amp;rsquo; &amp;nbsp;หรือ CI (Community&amp;nbsp; Isolation)&amp;nbsp; เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อโควิดที่ยังมีอาการไม่รุนแรงในชุมชนเครือข่ายเขตจตุจักร&amp;nbsp; สามารถรองรับได้ 8 เตียง&amp;nbsp; (พอช.สนับสนุนงบ 150,000&amp;nbsp; บาท)&amp;nbsp; ขณะนี้ชาวบ้านกำลังช่วยกันก่อสร้าง&amp;nbsp; คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมนี้&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์พักคอยกำลังก่อสร้าง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;TDRI ประเมินบ้านมั่นคง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;ldquo;ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ&amp;rdquo; พัฒนาสังคมให้น่าอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากรายงานของทีดีอาร์ไอ ฉบับที่ &amp;nbsp;102 เดือนเมษายน 2557 เรื่อง &amp;ldquo;การประเมินมูลค่าที่เกิดจากโครงการบ้านมั่นคง&amp;rdquo; ซึ่งเป็นรายงานการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดย ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ ได้คัดเลือกชุมชนบ้านมั่นคงทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด &amp;nbsp;รวม 16 ชุมชน (รวมทั้งชุมชนเจริญชัยนิมิตรใหม่) มีครัวเรือนที่เป็นตัวอย่างในการสำรวจ 745 ครัวเรือน &amp;nbsp;พบว่า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โครงการบ้านมั่นคงมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดขนาดใหญ่&amp;nbsp;โดยสร้างความมั่นคงใน &amp;ldquo;ที่ดินและที่อยู่อาศัย&amp;rdquo; ให้แก่ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด &amp;nbsp;โครงการนี้ใช้แนวทางการดำเนินการแบบใหม่ที่แตกต่างจากโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยแบบเดิมซึ่งหน่วยงานรัฐเป็นผู้จัดทำโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;กล่าวคือ (1) เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยในชุมชนรวมตัวและมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการตั้งแต่ต้นจนเสร็จสิ้น &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;การสำรวจข้อมูล&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเลือกชุมชนนำร่อง &amp;nbsp;การเลือกวิธีปรับปรุงชุมชน&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจัดหาที่ดิน &amp;nbsp;การออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย การออกแบบบ้าน &amp;nbsp;การออกแบบชุมชน &amp;nbsp;การก่อสร้าง ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-7.5pt; margin-bottom:7.5pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านมั่นคงที่จังหวัดสระแก้ว&amp;nbsp; ชาวบ้านช่วยกันลงแรงสร้าง&amp;nbsp; และมีส่วนร่วมทำโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (2) รูปแบบและแนวทางการปรับปรุงที่อยู่อาศัยของแต่ละชุมชนมีความหลากหลายและแตกต่างกันตามสภาพปัญหา ความต้องการของสมาชิกในชุมชน &amp;nbsp;และข้อจำกัดด้านต่างๆ (โดยเฉพาะด้านกายภาพและเจ้าของที่ดิน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (3) เน้นการแก้ปัญหาชุมชนแออัดทั้งเมือง&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง &amp;nbsp;ไม่ใช่การแก้ปัญหาเพียงบางจุดหรือบางพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;โครงการบ้านมั่นคงมีประโยชน์ทางอ้อมทั้งทางเศรษฐกิจและมิใช่ทางเศรษฐกิจ &amp;nbsp;ดังนี้ &amp;nbsp;ด้านเศรษฐกิจ โครงการบ้านมั่นคงทำให้ครัวเรือนมีรายจ่ายลดลง &amp;nbsp;โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาที่ประหยัด &amp;nbsp;เพราะไม่ต้องพ่วงจากมิเตอร์บ้านที่มีทะเบียนบ้าน &amp;nbsp;และมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะครัวเรือนมีการผ่อนส่งบ้านให้แก่สหกรณ์จึงต้องขวนขวายหารายได้เพิ่ม และลดรายจ่ายของครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;หลักฐานทางสถิติยืนยัน &amp;nbsp;ได้แก่ &amp;nbsp;เด็กนักเรียนใช้เวลาเรียนหนังสือมากขึ้น &amp;nbsp;นอกจากนี้การที่ชุมชนมีการจัดการที่ดีขึ้น มลพิษลดลง&amp;nbsp;และสภาพแวดล้อมในชุมชนดีขึ้น&amp;nbsp;อาจทำให้สุขภาพของคนในชุมชนดีขึ้น โอกาสเกิดอัคคีภัยลดลง &amp;nbsp;คนในชุมชนมีความภูมิใจที่มีบ้านที่น่าอยู่ในชุมชนที่&amp;nbsp; และสามารถเปิดประตูเชื้อเชิญญาติและเพื่อนฝูงมาที่บ้านได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผลประโยชน์ที่สำคัญที่สุดในด้านการปกครองก็คือ &amp;nbsp;&amp;nbsp;ประชาชนในชุมชนเปลี่ยนฐานะจาก &amp;ldquo;ผู้บุกรุกที่ทำผิดกฎหมาย&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;พลเมืองที่มีศักดิ์ศรี&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;ข้าราชการให้เกียรติ &amp;nbsp;ให้ข่าวสาร &amp;nbsp;ข้อมูล และให้ความร่วมมือกับงานพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ส่วนประโยชน์ทางสังคมที่สำคัญก็คือ &amp;nbsp;ทุนทางสังคม (Social Capital) ที่เกิดจากการรวมกลุ่มในโครงการบ้านมั่นคง ทำให้คนในชุมชนไว้วางใจกัน&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการบ้านมั่นคงยังก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางอ้อมต่อสังคม ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจน &amp;nbsp;เช่น &amp;nbsp;เด็กมีแนวโน้มใช้เวลากับการเรียนมากขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;อาชญากรรมและยาเสพติดในชุมชนลดลง&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;รายงานดังกล่าวระบุ (ดูรายงานฉบับเต็มได้ที่ http://tdri.or.th/wp-content/uploads/2014/05/wb102.pdf)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านมั่นคงริมคลองลาดพร้าว&amp;nbsp;กรุงเทพฯ&amp;nbsp;เดิมเป็นชุมชนบุกรุกที่ดินราชพัสดุ&amp;nbsp;ปัจจุบันชาวบ้านเช่าที่ดินสร้างบ้านอยู่อาศัยอย่างถูกกฎหมาย&amp;nbsp; สร้างเสร็จแล้วใน&amp;nbsp; 35 ชุมชนกว่า&amp;nbsp; 3,000 ครัวเรือน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นับแต่ปี 2546 &amp;nbsp;จนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; พอช.&amp;nbsp; และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนผู้ยากไร้มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยทั้งในชนบทและเมืองไปแล้วกว่า 180,000 ครัวเรือน (บ้านมั่นคง&amp;nbsp; การซ่อมสร้างบ้านที่มีสภาพทรุดโทรมหรือ &amp;lsquo;บ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo; การพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลอง&amp;nbsp; คนไร้บ้าน&amp;nbsp; ฯลฯ) ในกว่า 3,000 ชุมชนเมืองและชนบททั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยมี &amp;lsquo;แผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี&amp;rsquo; (พ.ศ.2560-2579) เป็นเข็มทิศ&amp;nbsp;ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ&amp;nbsp;เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ&amp;nbsp; สร้างความเป็นธรรมในสังคม มีเป้าหมายกว่า 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ&amp;nbsp;&amp;lsquo;เพื่อคนไทยทุกคนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีภายในปี 2579&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้นำชุมชนริมคลองลาดพร้าวคนหนึ่งบอกว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;เมื่อก่อนสภาพเป็นชุมชนแออัด&amp;nbsp; เด็กนักเรียนไม่กล้าชวนเพื่อนมาเล่นที่บ้านแต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119080</URL_LINK>
                <HASHTAG>21 ปี พอช., TDRI, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, ธนาคารชาวบ้าน, บ้านมั่นคง, พม., พลเมืองที่มีศักดิ์ศรี, พอช., ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ, ลุงวิเชียร  แสงพลอย, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจน, โครงการสร้างบ้านมั่นคง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615eca7acd096.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107835</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2021 20:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2021 20:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>TDRI หวั่นปิดแคมป์คนงานเยียวยาไม่ทั่วถึง ทำโควิด-19กระจายมากกว่าเดิม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 มิ.ย. 64 - นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า มาตรการล็อกดาวน์แคมป์คนงานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และ 4 จังหวัดภาคใต้ เป็นมาตรการที่จำเป็น เป็นเรื่องที่รัฐบาลลังเลใจมานานแล้ว เพราะกลัวผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่ตัวเลขการติดเชื้อโควิด-19 ที่อยู่ระดับสูงหลายพันคนต่อวันเป็นเวลาต่อเนื่องประมาณ 1 เดือนครึ่งแล้ว รวมถึงมีเสียงหนาหูมากขึ้นว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อจริงมากกว่าที่รัฐบาลรายงาน ทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการนี้ออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การล็อกดาวน์แคมป์คนงานส่งผลกับการขยายตัวเศรษฐกิจแน่นอน จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเวลาการล็อกดาวน์ แต่การล็อกดาวน์ครั้งนี้ก็ถือว่ามีความเข้มข้นน้อยกว่าครั้งแรกมาก เพราะครั้งนี้ยังไม่มีการประกาศเคอร์ฟิว ห้างสรรพสินค้ายังเปิดได้ถึง 21.00 น. หลายกิจการยังดำเนินการได้ปกติ เช่น ร้านเสริมสวย ร้านตัดผม ที่เคยถูกล็อกดาวน์ครั้งแรก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้การล็อกดาวน์ครั้งนี้ เป็นการล็อกดาวน์เฉพาะจุดคือแคมป์คนงาน และโรงงานหากพบว่ามีการติดเชื้อแพร่กระจาย เนื่องจากเป็นครัสเตอร์ที่ระบาดมากของการระบาดรอบนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หวังว่ารัฐบาลจะมีบทเรียนจากการปล่อยให้คนเดินทางไปเที่ยวสงกรานต์ในช่วงเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ทำให้มีการแพร่ระบาดติดเชื้อโควิด-19มากมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งการล็อกดาวน์แคมป์คนงานต้องพยายามมีมาตรการป้องกันไม่ให้คนหนีออกจากแคมป์คนงาน เพื่อกลับบ้านหรือเดินทางไปทำงานในจังหวัดอื่น ๆ ที่ไม่มีได้ล็อกดาวน์แคมป์คนงาน จนเกิดการระบาดเชื้อโควิด-19 ในต่างจังหวัดเพิ่มมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คนงานที่หนีจากแคมป์คนงานที่ถูกล็อกดาวน์เชื่อว่ามีบ้าง ซึ่งรัฐบาลต้องมีมาตรการดูแลจริงจัง โดยเฉพาะการเยียวยาต้องดำเนินการทันที ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายค่าแรงชดเชย โดยเฉพาะการจัดหาอาหารให้ได้กินครบ 3 มื้อ เพื่อให้เขาเต็มใจอยู่ในแคมป์ไม่หนีไปไหน เพราะหากดำเนินการล่าช้าให้เขาไม่มีข้าวกินสัก 5 วัน ผมเชื่อว่า ก็คงมีคนงานหนีออกจากแคมป์จำนวนมาก&amp;quot; นายสมชัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการมาตรการไม่ให้นั่งกินข้าวที่ร้านนั้น มองว่าเหมือนออกมาตรการวนไปวนมา ห้าม ๆ ผ่อน ๆ ซึ่งคิดว่ารัฐบาลมองเห็นปัญหาจากการให้คำปรึกษาของแพทย์ ว่า มีการติดเชื้อระหว่างกินอาหาร และมีร้านอาหารจำนวนมาก รักษาระยะห่างไม่ได้ตามเงื่อนไขของรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถตรวจสอบได้ทั่วถึงจึงมีมาตรการนี้ออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ผมคิดว่ารัฐบาลคงประเมินว่า เมื่อมีการล็อกดาวน์แคมป์คนงาน การห้ามนั่งกินในร้านอาหาร และมาตรการอื่น ๆ ที่ออกมาแล้ว ทำให้คนติดเชื้อลดลงได้จากวันละ 3-4 พันคน เหลือวันละพันคน ภายใน 15 วัน ก็เชื่อว่ารัฐบาลน่าจะผ่อนคลายมาตรการบางส่วนมากขึ้น&amp;quot; นายสมชัย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107835</URL_LINK>
                <HASHTAG>TDRI, ดร.สมชัย จิตสุชน, ปิดแคมป์คนงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210627/image_big_60d87ffed221a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2019 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2019 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดแผนแก้ &#039;ขยะทะเล’   งัดไม้แข็งลดใช้ &#039;พลาสติก&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ข่าวพะยูนมาเรียมเสียชีวิต และเมื่อผ่าหาสาเหตุก็พบว่า ในตัวของพะยูนน้อยมีขยะพลาสติกที่ระบบทางเดินอาหาร ก่อให้เกิดปัญหาลำไส้อุดตันและลุกลามไปจนทำให้มันเสียชีวิตในที่สุด และยังตามมาด้วย &amp;quot;ยามีล&amp;quot; พะยูนอีกตัวที่เสียชีวิตด้วยสาเหตุคล้ายกัน ไม่นับก่อนหน้านี้มีวาฬตั้งท้องตายเกยตื้น เมื่อผ่าซากเจอขยะพลาสติกกว่า 20&amp;nbsp; กิโลกรัม เรื่องเศร้าที่เกิดกับสัตว์ทะเลพวกนี้ เป็นผลจากขยะในทะเลที่มีปริมาณมาก ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในแชมป์ขยะทะเล ซึ่งไม่ใช่สถิติที่ควรภูมิใจ ขยะพลาสติกกลายเป็นมหันตภัยใหญ่ของประเทศ ซึ่งเวลานี้ภาครัฐและภาคเอกชนร่วมขับเคลื่อนแก้ปัญหาอย่างจริงจัง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) ศึกษาที่มาของขยะทะเลและมาตรการจัดการปัญหาขยะทะเลเพื่อใช้กำหนดแผนการดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะพลาสติกและขยะอาหารแบบบูรณาการโดยจะใช้เครือข่ายที่มีสมาชิกกว่า 1.2 แสนรายขับเคลื่อนลดขยะอีกทางหนึ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะนี้ TDRI สรุปผลการศึกษาที่มาขยะทะเลแล้ว มีการนำเสนอสู่สาธารณะ ส่วนหอการค้าไทยฯ ประกาศแนวทางเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนปี 2562-2563 ที่หอการค้าไทยฯ เมื่อวันก่อน โดยมี ดร.ฮาราลด์ ลิงค์&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประธานคณะกรรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย และ&amp;nbsp;รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์&amp;nbsp;&amp;nbsp; อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยร่วมแสดงจุดยืนผลักดันแก้ปัญหาที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ กล่าวว่า ปัญหาขยะทะเลมีแนวโน้มส่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลปี 2553&amp;nbsp; ปริมาณขยะทะเล 4 แสนตัน แต่ในปี 2562 ขยะทะเลเพิ่มขึ้นเป็น 1 ล้านตัน นับเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ รายการขยะทะเลไทย 7 อันดับต้นๆ พบว่าเป็นพลาสติกถึง 12% กล่องโฟม 10% ห่ออาหาร 8% ถุงก๊อบแก๊บ 8% ขวดแก้ว 7%&amp;nbsp; ขวดพลาสติก 7% หลอดดูด 5% เห็นได้ว่าขยะทะเลเกี่ยวข้องกับสินค้าและการบริโภค ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคจึงเป็นแนวทางหนึ่งช่วยลดขยะทะเลได้&amp;nbsp; แต่ก็ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ขยะทะเลจำนวนมากสร้างความเสียหายต่อการท่องเที่ยว ธุรกิจประมง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสุขภาพของมนุษย์ โดยเฉพาะอันตรายใหม่อย่างไมโครพลาสติก ถือเป็นมลพิษชีวภาพและโลหะ กระทบระบบนิเวศสัตว์น้ำและเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารของมนุษย์ในฐานะผู้บริโภค &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผลการศึกษาที่มาขยะทะเลนั้น ประธาน TDRI เผยว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; แหล่งที่มาขยะทะเลไทยมาจากบนบก อันดับหนึ่งเป็นการท่องเที่ยวริมชายหาด ชุมชน หรือร้านค้าที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำและริมชายฝั่ง และขยะจากหลุมฝังกลบที่จัดการไม่ถูกต้อง ขยะถูกชะล้างลงแม่น้ำและออกสู่ทะเล นอกจากนั้นขยะยังมาจากเรือประมง เรือขนส่งสินค้า และข้ามพรมแดนมาจากประเทศเพื่อนบ้าน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ประเทศไทยเป็นหนึ่งในแชมป์ขยะทะเล ขยะส่วนใหญ่เป็นพลาสติกในรูปแบบต่างๆ การป้องกันและแก้ไขต้องเป็นวาระแห่งชาติรัฐ กำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติแล้ว แต่ที่ผ่านมามาตรการที่ใช้ยังไม่มีประสิทธิผล เป็นไม้อ่อน ซึ่งในต่างประเทศจากผลศึกษาพบว่า การใช้มาตรการเชิงสมัครใจลดขยะพลาสติกมีประโยชน์จริงแต่ขาดประสิทธิภาพ กลับมาที่ไทย ภาคเอกชนในสาขาค้าปลีกรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกทุกวันที่ 4 ของเดือน เป็นสัดส่วนที่น้อยเกินไป และมีไม่กี่รายกล้าเก็บเงินจากผู้บริโภค&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะกลัวผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปใช้ผู้บริการผู้ค้าปลีกรายอื่นบางรายแถมแต้ม ฉะนั้น มาตรการสมัครใจทำแล้วประชาชนตื่นตัวมากขึ้น สิ่งสำคัญที่ต้องทำต่อไป รัฐควรออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาขยะหนุนเสริม&amp;quot; ดร.สมเกียรติ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายประเทศใช้ไม้แข็งลดขยะพลาสติก ประธาน TDRI ยกผลศึกษามาคุยต่อว่า ประเทศอังกฤษเก็บเงินค่าใช้ถุงพลาสติกใบละ 2 บาท นิวซีแลนด์ออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกครั้งเดียวทิ้ง และหลายประเทศทดลองห้ามใช้ หรือเก็บเงิน โดยท้องถิ่นห้ามใช้ ถือเป็นมาตรการรุนแรง ถือเป็นไม้แข็ง ถ้าฝืนใจใช้แล้วสำเร็จเพราะการแก้ปัญหาต้นทาง ไม่สร้างขยะใหม่เพิ่ม และหาทางกลับมาใช้ใหม่ รีไซเคิลแยกส่วน หรือนำมาเผาผลิตพลังงาน และทำการฝังกลบจะช่วยจัดการขยะครบวงจร แต่สำคัญที่สุดไม่สร้างขยะ ซึ่งแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาจากการลดการผลิตขยะต่างๆ ไม่ใช่สร้างเตาเผาหรือบ่อฝังกลบกำจัดขยะ หรือลดขยะแต่ต้นทาง ไม่ทำให้เกิดขยะเพิ่มขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; กรณีไทยต้องมีหลายมาตรการผสมกัน ไม้แข็ง เสนอเลิกใช้กล่องโฟมใส่อาหารโดยเร็ว เพราะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก โฟมย่อยสลายยาก เสี่ยงต่อสุขภาพ สารเคมีปนเปื้อนสู่ร่างกายผู้บริโภค ส่วนกรณีถุงพลาสติก ต้องเก็บเงินใช้ถุงพลาสติก เริ่มในราคา 1.50-2 บาท เป็นราคาเหมาะสมที่กรมควบคุมมลพิษศึกษาไว้ เริ่มจากโมเดิร์นเทรดหรือการค้าปลีกสมัยใหม่ก่อน เช่น ห้างสรรพสินค้า&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ มินิมาร์ท เพราะมีปริมาณการใช้ถุงพลาสติกมากกว่าตลาดสดหรือร้านค้าทั่วไป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ระยะแรกเพื่อให้ประชาชนปรับตัว เริ่มในราคา 1 บาทก็ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ค่อยๆ ปรับจะช้าเร็วพิจารณาได้และมีกลไกให้มัดจำค่าขวด&amp;quot; ดร.สมเกียรติกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประธาน TDRI ย้ำว่า มาตรการจากรัฐอย่างเดียวไม่เป็นผลหากไม่มีการรณรงค์ลดขยะตั้งแต่ต้นทางกับประชาชนคัดแยกขยะ ซึ่งกลไกแยกขยะของท้องถิ่นต้องมีประสิทธิผล มีธนาคารขยะกรณีที่ผู้บริโภคเก็บของรีไซเคิลมีรางวัลจูงใจ รวมถึงรณรงค์กับภาคธุรกิจ ลดบรรจุภัณฑ์ที่มากเกินไป นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมและนักวิจัยต้องร่วมกันหาวัสดุใหม่แทนถุงพลาสติก เบื้องต้นอาจเป็นต้นทุน แต่เมื่อเกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ก็เป็นโอกาสทางธุรกิจ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ปัญหาขยะพลาสติกกลายเป็นปัญหาร้ายแรงของประเทศไทย ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต้องใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง เพื่อให้สิ่งที่รัฐประกาศว่าขยะเป็นวาระแห่งชาติมีผลอย่างแท้จริง งานวิจัยที่มาของขยะทะเลเสร็จสิ้นแล้ว แต่แผนของ TDRI จะศึกษาลงลึกในพื้นที่อีอีซี เพื่อจัดทำฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมในอีอีซี&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพราะการพัฒนาประเทศต้องไม่มีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม &amp;quot; ดร.สมเกียรติ&amp;nbsp;กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;รศ.ดร.เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี ม.หอการค้าไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รศ.ดร.เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี ม.หอการค้าไทยและกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยได้มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการระดมความคิดเห็นของคณะกรรมการและเครือข่ายร่วมกัน กำหนดจุดยืนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เป็นรูปธรรม ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและเป็นความยั่งยืนของประเทศ ทั้งนี้ ได้กำหนดแผนการดำเนินงานในการขับเคลื่อน 4 แผน ซึ่งจะขับเคลื่อนผ่านเครือข่ายที่มีสมาชิกกว่า 120,000 ราย เน้นหวังผลในเชิงปฏิบัติและบูรณาการครอบคลุมทั้งประเทศ เราเลือกโฟกัสขยะพลาสติก ขยะอาหารและอาหารเหลือ ซึ่งแหล่งกำเนิดขยะอาหาร ได้แก่ ซูเปอร์มาร์เก็ต ตลาด โรงแรม ร้านอาหาร ครัวฟู้ดคอร์ด วัด เป็นต้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับแผนงานในปี 62-63 กรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนกล่าวว่า มีการรณรงค์ให้ความรู้เปลี่ยนความคิดเพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องการคัดแยกขยะการจัดการแยกขยะ การลดขยะอาหารและการนำอาหารเหลือไปบริจาคให้ผู้ขาดแคลน โดยรณรงค์เน้น 2 กลุ่มเป้าหมาย คือนักเรียนและนักศึกษา เช่น บรรจุในบทเรียนชุดความรู้ในหลักสูตร ซึ่งจะมีความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการต่อไป นอกจากนี้จัดทำ Board Game และนำโมเดลโรงเรียนต้นแบบมาเผยแพร่สร้างโครงการนำร่อง เป็นต้นแบบสร้างรายได้เพิ่มมูลค่าจากขยะพลาสติกสู่โรงเรียน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้จะรณรงค์ให้ความรู้แก่ชุมชนผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวโดยใช้โซเชียลมีเดีย, ผู้ทรงอิทธิพล, ยูทูบเบอร์นำเสนอเนื้อหาการแยกขยะ รวมถึงใช้พระสงฆ์และวัดให้เข้ามามีส่วนร่วมในการขยายโมเดล เช่น วัดจากแดงเพื่อจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้สู่ชุมชนอื่น รวมถึงกำหนดนโยบายและแนวทางเป้าหมายในทิศทางเดียวกันลดใช้ถุงพลาสติก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในแผนดังกล่าวยังมีการจัดการแยกขยะ เช่น การลงมือแยกขยะลดภาระโลก แยกขยะอย่างจริงจังในภาคเอกชน และชุมชนจัดตั้งถังแยกขยะในจุดที่เหมาะสม กำหนดเวลาการจัดเก็บขยะแต่ละประเภทโดยร่วมมือกับภาครัฐและเครือข่ายต่างๆ แผนนี้จะเนรมิตชีวิตใหม่ให้ขยะพลาสติก หรือ Upcycling โดยศึกษาความเป็นไปได้ในการเกิดโมเดลธุรกิจใหม่ๆ จัดทำตัวอย่างเพื่อนำไปสู่การเผยแพร่ ลงมือทำอย่างจริงจัง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ส่วนการลดขยะอาหารในภาคการค้าและบริการ เช่น ให้ความรู้ด้านข้อเสียต้นทุนสูงของขยะอาหารและวิธีการจัดการผ่านสื่อต่างๆ โซเชียลมีเดีย และหลักสูตรการเรียนการสอนนักเรียนนักศึกษาด้านโรงแรม มีการเผยแพร่แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดขององค์กรที่มีการบริหารจัดการขยะอาหารที่มีประสิทธิภาพ ให้ธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ทุกบริษัทร่วมมือกันเป็นตัวอย่างให้มีเป้าหมายที่จะได้ร่วมกัน&amp;quot; รศ.ดร.เสาวนีย์ เผย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขยะอาหารเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ กรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ข้อมูลเพิ่มว่า แผนนี้จะมีการนำอาหารเหลือที่สามารถบริโภคได้มาจัดการ โดยด้านขนส่งให้องค์กรหรือภาครัฐอุดหนุนบริษัทขนอาหารไปบริจาคผู้ขาดแคลน โดยสนับสนุนค่าขนส่ง เรียกว่า &amp;ldquo;รถส่งต่อสุข&amp;quot; หารถไปรับอาหารบริจาคที่องค์กรต่างๆ แจ้งแล้วนำไปส่งต่อสถานสงเคราะห์ นอกจากนี้ จะสนับสนุนให้มีตู้เย็นชุมชนเพื่อแบ่งปันอาหารเหลือที่มีคุณภาพและบริโภคได้&amp;nbsp; แนวทางนี้จะช่วยลดปริมาณขยะอาหารอีกทางหนึ่ง เพราะหากจัดการขยะอาหารไม่ถูกต้องจะส่งผลกระทบต่อการจัดการขยะโดยรวม แผนดังกล่าวจะนำเข้าสู่การสัมมนาใหญ่หอการค้าไทยทั่วประเทศปลายปีนี้ เป้าหมายใช้ขับเคลื่อนอย่างจริงจังช่วยแก้ปัญหาขยะพลาสติกและขยะอาหารอย่างยั่งยืน รวมถึงแก้วิกฤติขยะพลาสติกในทะเล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44732</URL_LINK>
                <HASHTAG>TDRI, ขยะทะเล, ขยะพลาสติก, ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์, ม.หอการค้าไทย, มาเรียม, หอการค้าไทย, เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์, แผนจัดการขยะพลาสติก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190901/image_big_5d6b41f683d38.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13790</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/07/2018 19:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/07/2018 19:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทีดีอาร์ไอ แนะจัดทำฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวเป็น Big Data</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีดีอาร์ไอ แนะควรจัดทำฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวเป็น Big Data เพื่อให้สามารถนำมาใช้บริหารจัดการแรงงานต่างด้าวแบบReal time ให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20ก.ค.61-นายยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า &amp;nbsp;การปิดศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service - OSS) ไปเมื่อ วันที่30 มิถุนายน 2561 ถือว่าเป็นการสิ้นสุด &amp;ldquo;การนิรโทษกรรม&amp;rdquo; แรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายและลักลอบทำงาน เนื่องจากแรงงานต่างด้าวที่รอพิสูจน์สัญชาติจำนวนมากกว่า 9 แสนคน รัฐบาลได้ใช้เวลาในการพิสูจน์สัญชาติได้แล้วเสร็จผ่านระบบ OSS ในพื้นที่ที่แรงงานต่างด้าวทำงานอยู่แล้ว ประการที่สอง รัฐบาลยังใจดีนิรโทษกรรมนายจ้างให้พาแรงงานที่ทำงานกับนายจ้างก่อน 31 มี.ค.61&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามแต่หลักฐานไม่ตรงและ/หรือไม่มีหลักฐานเอกสารใดๆให้สามารถนำไปจดทะเบียนและพิสูจน์สัญชาติให้เรียบร้อยภายใน 30 มิ.ย.61 ซึ่งก็ได้ใจนายจ้างเป็นจำนวนมากที่หาจังหวะนำแรงงานมาจดทะเบียนไม่ได้สักทีเพราะกลัวกฎหมายใหม่ที่จะทำโทษนายจ้างค่อนข้างรุนแรง ถึงแม้จะบ่นเกี่ยวกับการทำงานกระบวนการจดทะเบียนและพิสูจน์สัญชาติว่ายุ่งยากซับซ้อนมากจนต้องพึ่งนายหน้าก็ตาม แต่ทุกฝ่ายก็ช่วยกันดำเนินการจนผ่านไปได้ด้วยดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยโดยเฉพาะกระทรวงแรงงานได้จัดระเบียบการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้ถูกต้องตามกฎหมายได้มากกว่า 90% ก็ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่หน้าที่ของสำนักบริหารแรงงานต่างด้าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่จบ เนื่องจากตลาดแรงงานต่างด้าวมีความเป็นพลวัตในตัวของมันเอง ดังนั้นมองว่าหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวเอาไว้ 3 ล้านคนเศษที่อยู่ในประเทศไทยนั้นจะต้องรับจัดทำฐานข้อมูลแรงงานต่างด้าวเป็น Big Data เพื่อให้สามารถนำมาใช้บริหารจัดการแรงงานต่างด้าวแบบ Real time ให้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13790</URL_LINK>
                <HASHTAG>TDRI, การนิรโทษกรรม, ยงยุทธ แฉล้มวงษ์, ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b51d74599f17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>9130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2018 10:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2018 10:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทีดีอาร์ไอหวั่นเอไอแย่งงานมนุษย์กระทบเศรษฐกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทีดีอาร์ไอหวั่นเอไอพัฒนากระทบเศรษฐกิจไทย ฉุดจีดีพีไม่โต งานหาย แนะเร่งต่อยอดไทยแลนด์ 4.0 ใช้เอไอจริงจัง


14 พ.ค. 61 - นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยในงานสัมมนาสาธารณะทีดีอาร์ไอ ประจำปี 61 &amp;ldquo;ปรับทิศทางเศรษฐกิจไทยให้พร้อมสู่ยุคแห่งความปั่นป่วนทางเทคโนโลยี&amp;rdquo; ว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และออโตเมชั่น กำลังพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด โดยธุรกิจและประเทศที่นำเทคโนโลยีมาใช้จึงมีความสามารถทัดเทียมหรือเกินกว่ามนุษย์ไปแล้วในหลายด้าน ขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดยุทธศาสตร์ และหากปรับตัวไม่ทัน มองว่าเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) จะไม่สามารถขยายตัวได้ 5% ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งคาดจะโตได้เพียง 2.1% ต่อปี และจะมีงานประมาณ 3 ล้านตำแหน่งหายไป

อย่างไรก็ตาม หากไทยถูกปั่นป่วนจากการเทคโนโลยีในต่างประเทศ มูลค่าเพิ่มจากการผลิตในหลายสาขาธุรกิจจะย้ายออกไปต่างประเทศ และหากไทยใช้เทคโนโลยีป่วนตนเอง ดำเนินการตามวิสัยทัศน์ &amp;ldquo;ไทยแลนด์ 4.0&amp;rdquo; โดยเอาระบบออโตเมชั่นมาใช้อย่างเต็มที่ คาดจีดีพีไทยจะโตได้ 3.1% ต่อปี แต่ก็ยังไม่สามารถก้าวเป็นประเทศรายได้สูงได้ใน 20 ปีข้างหน้า และจะมีงานประมาณ 1.5 ล้านตำแหน่งหายไป

ทั้งนี้ มองว่าไทยควรมุ่งสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยต่อยอดวิสัยทัศน์ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยยุทธศาสตร์เอไออย่างจริงจัง เสริมด้วยการสร้างงานจากเศรษฐกิจ 3 ด้าน คือ เศรษฐกิจประณีต เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และเศรษฐกิจใส่ใจ เพื่อสร้างรายได้ดีให้แก่ประชาชน ซึ่งจะทำให้จีดีพีโตได้ 4.3% ต่อปี รวมถึงสามารถลดความเหลื่อมล้ำและก้าวเป็นประเทศรายได้สูงได้ใน 20 ปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/9130</URL_LINK>
                <HASHTAG>TDRI, คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก, ทีดีอาร์ไอ, เอไอ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180514/image_big_5af90698617fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8263</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2018 16:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2018 16:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>TDRIย้อนอดีต30ปีข้อมูลแรงงาน&#039;หญิง&#039;เทียบ&#039;ชาย&#039;เปลี่ยนไปอย่างไร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 พ.ค.61 - &amp;nbsp;เพจ Thailand Development Research Institute (TDRI) โพสต์ข้อความ ทีดีอาร์ไอชวน ย้อนอดีตดูข้อมูลด้านแรงงานหญิงทั้งจำนวนประชากรและสถานะแรงงานเทียบชายไทย 30 ปีที่ผ่านมากับปัจจุบันว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตั้งข้อสังเกตของ ดร.วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ สู่ข้อเสนอชวนให้คิดถึงการมีนโยบายสนับสนุนหญิงไทยทำงานได้เต็มศักยภาพ หนุนการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้นกว่าเดิม
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8263</URL_LINK>
                <HASHTAG>30ปีที่ผ่านมา, TDRI, ทีดีอาร์ไอ, หญิง-ชาย, แรงงาน#</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae8309268063.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6612</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>15 ปีบ้านมั่นคง เหลียวหลัง แลหน้า จากชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ถึงบึงบางซื่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(บ้านมั่นคงชุมชนบ่อนไก่)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการบ้านมั่นคงเริ่มดำเนินการครั้งแรกในปี 2546 เริ่มจากชุมชนนำร่อง 10 แห่งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เป้าหมายเพื่อให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยในชุมชนแออัด ซึ่งมีที่อยู่อาศัยไม่มั่นคง เช่น ปลูกสร้างบ้านในที่ดินเช่า หรือบุกรุกที่ดินเอกชน ที่ดินรัฐ ให้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง โดยชาวบ้านร่วมกันแก้ไขปัญหาในรูปแบบที่ชาวบ้านเป็น &amp;lsquo;เจ้าของโครงการ&amp;rsquo; ไม่ใช่ &amp;lsquo;หน่วยงานรัฐทำให้&amp;rsquo; เหมือนที่ผ่านมา เช่น มีคณะทำงาน มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อเป็นทุนซื้อที่ดินและสร้างบ้าน และร่วมกันบริหารโครงการ โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; สนับสนุนงบประมาณและสินเชื่อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จนถึงวันนี้....เวลาผ่านไป 15 ปี จาก 10 ชุมชนแรกทั่วประเทศที่ทำโครงการบ้านมั่นคง ปัจจุบันโครงการบ้านมั่นคงดำเนินการไปแล้ว รวม 74 จังหวัด 368 เมือง/เขต จำนวน 1,024 โครงการ รวม 2,134 ชุมชน ทำให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงรวมทั้งหมด 104,709 ครัวเรือน..!!
คนจนคือ &amp;lsquo;พลัง&amp;rsquo; ร่วมสร้างเมือง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่เป็นเสมือนแม่เหล็กยักษ์ที่ดึงดูดผู้คนให้มารวมกัน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรที่ยากไร้ ขาดแคลนปัจจัยการผลิต มีปัญหาหนี้สิน คนหนุ่มคนสาวที่หวังอนาคตที่ดีกว่า จึงละทิ้งท้องทุ่งมุ่งหน้าสู่เมืองใหญ่เพื่อมาขายแรงงาน เป็นกรรมกร ลูกจ้าง ขับขี่รถโดยสาร ค้าขายเล็กน้อยๆ ขายอาหารริมถนน หาบเร่ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(วิเชียร แสงพลอย)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ลุงวิเชียร แสงพลอย ประธานชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่&amp;nbsp;เขตจตุจักร วัย 73 ปี เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่บากหน้าเข้าสู่เมืองกรุงเพื่อหวังชีวิตที่ดีกว่า ลุงวิเชียรเล่าย้อนอดีตว่า บ้านเดิมอยู่ที่ อ.ดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ครอบครัวทำไร่ ทำนา แต่ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ต้องเช่าที่ดินทำกิน แต่ก็ไม่พอกิน เพราะเป็นครอบครัวใหญ่ พอโตเป็นหนุ่มอายุราวยี่สิบต้นๆ ประมาณปี 2509 จึงเข้ามาหางานทำที่กรุงเทพฯ ด้วยความรู้ระดับชั้นประถม จึงต้องมาทำงานเป็นคนงานก่อสร้าง ได้ค่าแรงวันละ 30 บาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่พักอาศัย ตอนแรกก็เช่าบ้านอยู่แถวสะพานควาย พอดีมีคนรู้จักชักชวนให้มาปลูกบ้านอยู่แถวสวนผัก (ปัจจุบันอยู่เขตจตุจักร) ริมทางรถไฟสายเหนือ-อีสาน ด้านหลังติดกับคลองเปรมประชากร อยู่ไม่ไกลจากวัดเสมียนนารีมากนัก สมัยนั้นที่ดินแถบนั้นยังเป็นทุ่งนา เจ้าของที่ดินใจดี จึงให้ชาวบ้านปลูกบ้านพักอาศัยและเก็บค่าเช่าเดือนละ 20 บาทต่อครอบครัว ไฟฟ้าไม่มี ต้องต่อพวงจากภายนอกเข้ามา น้ำประปายังมาไม่ถึง ต้องใช้น้ำในคลองเปรมฯ และน้ำที่ขุดจากบ่อบาดาล
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ลุงวิเชียรในวัยหนุ่มปลูกสร้างบ้านแบบง่ายๆ อาศัยไม้และสังกะสีที่เหลือจากงานก่อสร้างพอคุ้มแดดคุ้มฝนไปได้ และค่อยๆ ทยอยต่อเติมบ้านจนมั่นคงแข็งแรง ส่วนเพื่อนบ้านก็มีพื้นเพและสภาพไม่แตกต่างกันมากนัก เพราะส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ มาจากทั่วสารทิศ ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป เป็นกรรมกรก่อสร้าง เป็นลูกจ้างการรถไฟ โรงงานปูนซิเมนต์ สนามกอล์ฟ ฯลฯ รวมความแล้วก็คือเป็น &amp;lsquo;แรงงานราคาถูก&amp;rsquo; ที่ให้บริการแก่คนกรุงเทพฯ นั่นเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับคนจนเมืองในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถแท็กซี่ สามล้อ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนงานก่อสร้างบ้าน สร้างตึก สร้างถนน-สะพาน พนักงานบริการ ขายอาหารริมถนน รปภ. คนกวาดถนน เก็บขยะ ทำความสะอาดสำนักงาน ไม่เว้นแม้แต่พนักงานดูดส้วม ฯลฯ ซึ่งต่างก็มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาเมืองในด้านต่างๆ เช่นกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำคัญก็คือ !! คนจนเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องอาศัยอยู่ในเมือง เพราะเป็นแหล่งงาน แหล่งรายได้ของพวกเขา ดังนั้นห้องเช่าราคาถูกที่เหมาะสมกับรายได้ รวมทั้งที่ดินเอกชนและที่ดินของรัฐที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ จึงกลายเป็นแหล่งพักอาศัยของคนจนในเมือง
บ้านมั่นคงชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมา เศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในช่วงขาขึ้น มีเงินทุนและเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากต่างประเทศเข้ามา วงการอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยอยู่ในช่วงเฟื่องฟู มีการกว้านซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างโครงการต่างๆ รวมทั้งภาคเอกชนก็ขอเช่าที่ดินจากรัฐเพื่อนำมาพัฒนาในเชิงพาณิชย์ เช่น ที่ดินของการรถไฟฯ ริมถนนรัชดาภิเษก ขณะที่ภาครัฐก็มีการสร้างทางด่วนในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น เช่น ทางด่วนขั้นที่ 2&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ มีหลายสิบชุมชนในกรุงเทพฯ ถูกไล่รื้อเพื่อนำที่ดินมาพัฒนา เช่น ชุมชนทับแก้ว บริเวณบึงมักกะสัน เขตดินแดง ซึ่งเป็นที่ดินของการรถไฟฯชาวบ้านเข้าไปบุกรุกที่ดินปลูกสร้างบ้านมานานหลายสิบปี ขณะที่บริษัท
ทางด่วนฯ ก็ต้องการพื้นที่มาสร้างทางขึ้น-ลง ชาวบ้านจึงโดนขับไล่ในช่วงปี 2532-2533, ชุมชนไผ่สิงห์โต เขตคลองเตย เนื่องจากรัฐบาลจัดการ ประชุมผู้นำธนาคารโลกที่ศูนย์สิริกิติ์ในปี 2534 จึงเกรงว่าจะเกิดภาพที่ไม่สวยงาม ชุมชนจึงถูกย้าย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ดินที่ลุงวิเชียรและเพื่อนบ้านอาศัยอยู่ในย่านจตุจักร มีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่เศษ เป็นทำเลที่ดี การคมนาคมสะดวก มีถนนใหม่ๆ ตัดผ่านหลายสาย (สถานี บขส.หรือหมอชิตใหม่กำลังจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่) จึงทำให้มีกระแสข่าวว่ามีนักลงทุนหลายรายจะขอซื้อที่ดินแปลงนี้ แต่ด้วยความใจบุญ กลัวว่าชาวบ้านจะเดือดร้อน เจ้าของที่ดินจึงไม่ขายที่ดินออกไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ชาวบ้านก็เริ่มตื่นตัว เพราะไม่รู้ว่าเจ้าของที่ดินจะขายที่ดินในวันไหน จึงเริ่มรวมกลุ่มกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยในปี 2537 โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (พชม.) สังกัดการเคหะแห่งชาติ เข้ามาให้คำแนะนำและความรู้ในการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อเป็นกองทุนเตรียมพร้อมรองรับหากถูกไล่ที่ มีสมาชิกเริ่มต้น 28 ราย ออมเงินกันอย่างน้อยเดือนละ 100 บาท ใครมีมากก็ออมมากกว่านั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พอถึงปี 2542 ตอนนั้นสถานีหมอชิตใหม่ย้ายมาแล้ว มีคนมาขอซื้อที่ดินแปลงนี้จากเจ้าของ ราคา 65 ล้านบาท หรือประมาณตารางวาละ 30,000 บาท พวกเราก็ส่งตัวแทนไปคุยกับเจ้าของที่ดิน เจ้าของก็ถามว่าพวกเราจะมีเงินซื้อหรือ ? เพราะรู้ว่าชาวบ้านไม่มีเงินแน่ๆ แต่พวกเราก็บอกว่าตอนนี้มีเงินออมทรัพย์รวมกันประมาณ 1 ล้านบาทและจะหาเงินมาซื้อจริงๆ เพราะไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ลูกหลานก็เรียนและทำงานอยู่แถวนี้ ถ้าจะไปอยู่นอกเมืองก็ต้องไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่&amp;rdquo; ลุงวิเชียรเล่าย้อนเหตุการณ์ในครั้งนั้น
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เหมือนกับเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ เพราะเจ้าของที่ดินใจบุญรายนั้น (นายมานะ เนตรสาริกา) ยอมขายที่ดินให้ชาวบ้านในราคาตารางวาละ 10,000 บาท แต่ชาวบ้านก็ยังขอต่อรองอีก จนเจ้าของใจอ่อนลดเหลือตารางวาละ 7,500 บาท รวมที่ดินเนื้อที่ 5 ไร่ 35 ตารางวา ราคา 18 ล้านบาทเศษ โดยชาวบ้านได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์เคหสถานชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ เพื่อยื่นขอสินเชื่อจากสำนักงานพัฒนาชุมชนเมือง (ปัจจุบันคือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน องค์การมหาชน) และทำสัญญาซื้อขายที่ดินกับเจ้าของในเดือนสิงหาคม 2543
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ดินชาวบ้านก็นำมาจัดสรรกันโดยการดำเนินการของสหกรณ์เคหสถานชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ แบ่งที่ดินตามความต้องการและฐานะของครอบครัว ได้ทั้งหมด 83 แปลง (รวมชุมชนที่เดือดร้อนใกล้เคียง) ที่ดินมีขนาดตั้งแต่ 10-25 ตรว. ผ่อนส่งเดือนละ 1,100 -2,300 บาทตามขนาดที่ดิน ระยะเวลา 15 ปี&amp;nbsp;
10 โครงการนำร่องบ้านมั่นคง
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาในปี 2546 รัฐบาลในขณะนั้น มีนโยบายแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย จึงอนุมัติโครงการบ้านมั่นคงนำร่องใน 10 ชุมชน ชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 ชุมชนนั้นด้วย ส่วนชุมชนอื่นๆ เช่น บ่อนไก่ กรุงเทพฯ, แหลมรุ่งเรือง จ.ระยอง, บุ่งคุก จ.อุตรดิตถ์, เก้าเส้ง จ.สงขลา ฯลฯ โดยรัฐบาลอนุมัติงบประมาณสนับสนุนจำนวน 146 ล้านบาท เพื่อให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; นำไปสนับสนุนชุมชนในการพัฒนาสาธารณูปโภคและสินเชื่อเพื่อซื้อที่ดิน-ก่อสร้างบ้าน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ได้เริ่มกระบวนการบ้านมั่นคง โดย พอช.ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำการทำโครงการ มีตัวแทนชาวบ้านเป็นคณะกรรมการ มีการไปศึกษาดูงานชุมชนที่แก้ไขปัญหาไปแล้ว ร่วมกันสำรวจข้อมูลต่างๆ ในชุมชน จัดประชุมเพื่อรับฟังความเห็นของสมาชิก เช่น รูปแบบการพัฒนาชุมชน ร่วมกันออกแบบผังชุมชนใหม่ ออกแบบบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียว และบ้านเดี่ยวสองชั้น ฯลฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นจึงร่วมกันสร้างระบบสาธารณูปโภค มีไฟฟ้า น้ำประปา ท่อระบายน้ำและถนนในชุมชน 3 สาย กว้าง 4 เมตร โดย พอช.สนับสนุนงบประมาณจำนวน 1,780,000 บาท ใช้แรงงานในชุมชนเป็นหลัก ส่วนการสร้างบ้าน ครอบครัวไหนที่มีความพร้อมก็ดำเนินการไปก่อน มีทั้งสร้างเอง&amp;nbsp;จ้างช่างมาสร้าง รวมทั้งการลงแรงช่วยกันก่อสร้าง ใช้วัสดุเก่าที่ยังใช้ได้ ทำให้ชาวบ้านประหยัดงบได้ไม่น้อย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;พอถึงปี 2547 บ้านส่วนใหญ่ก็ทยอยก่อสร้างแล้วเสร็จ จากชุมชนที่เคยอยู่กันแบบ &amp;ldquo;ตามมีตามเกิด&amp;rdquo; ทางเดินเฉอะแฉะ เป็นหลุมเป็นบ่อ ไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้าใช้เอง จึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ !!
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ลุงวิเชียร ในฐานะประธานชุมชนเจริญชัยฯ กล่าวว่า จากสภาพเดิมของชุมชนเมื่อ 40-50 ปีก่อนยังเป็นทุ่งนา แต่ตอนนี้กลายเป็นย่านคมนาคม เพราะอยู่ใกล้สถานี บขส.หมอชิตใหม่ สถานีรถไฟบางซื่อ และอยู่ในแนวรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ทำให้ที่ดินในย่านนี้มีราคาสูงขึ้น เฉพาะที่ดินที่ชาวชุมชนอาศัยอยู่ 5 ไร่เศษ ตอนซื้อมาราคา 18 ล้านบาทเศษ (เจ้าของที่ดินลดราคาให้) ตอนนี้มีเอกชนมาขอซื้อราคา 200 ล้านบาทเพื่อทำโครงการพาณิชย์
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;แต่พวกเราตกลงกันแล้วว่าจะให้ราคาสูงอย่างไรก็จะไม่ขาย เพราะเรารับปากกับเจ้าของที่ดินเอาไว้ว่าจะซื้อมาเพื่อทำที่อยู่อาศัยเท่านั้น พวกเรายังคิดกันเลยว่า หากเราไม่รวมตัวกันซื้อที่ดินและทำโครงการบ้านมั่นคงในตอนนั้น วันนี้พวกเราจะไปอยู่ที่ไหนกัน จะกลับไปอยู่ต่างจังหวัดก็ไม่มีที่ดินทำกิน อาจจะอยู่ในสลัมที่ไหนสักแห่ง หรือเช่าบ้านอยู่ตลอดชีวิต เพราะลำพังคนหาเช้ากินค่ำคงไม่มีเงินพอจะซื้อบ้านอยู่ ถ้าเราไม่รวมตัวกันและไม่มีโครงการบ้านมั่นคง พวกเราก็คงจะไม่ได้อยู่แบบวันนี้&amp;rdquo; ลุงวิเชียร&amp;nbsp;บอกความในใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สมชาติ ภาระสุวรรณ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านที่มากกว่า &amp;ldquo;บ้าน&amp;rdquo;
สมชาติ ภาระสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; กล่าวว่า &amp;lsquo;โครงการบ้านมั่นคง&amp;rsquo; เริ่มนำร่องทั่วประเทศในปี 2546 เพราะปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนเมืองเป็นปัญหาทางโครงสร้างของการพัฒนาประเทศที่ไม่สมดุล ระหว่างเมืองกับชนบท ดังนั้นคนที่ไม่สามารถอยู่ในพื้นที่ชนบทได้จึงต้องเข้ามาอาศัยในเมือง เพื่อเป็นพื้นที่ในการดำรงชีวิต&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จากจุดนี้จะเห็นว่าปัญหาทางโครงสร้างดังกล่าว ทำให้เกิดช่องว่าง เป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งกลุ่มคนจนที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ ส่วนใหญ่จะเข้าไม่ถึงบริการพื้นฐานของรัฐ เนื่องจากเข้ามาเป็นผู้ที่อยู่อาศัยในที่ดินของรัฐและเอกชน แล้วก็กลายเป็นผู้ที่ถูกเรียกว่า &amp;lsquo;ผู้บุกรุก&amp;rsquo; ดังนั้นโครงการบ้านมั่นคงที่เราเริ่มดำเนินการนำร่อง 10 เมืองทั่วประเทศ จึงเป็นการสร้างพื้นที่นวัตกรรมใหม่สำหรับการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนในเมือง&amp;rdquo; นายสมชาติกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.พอช. กล่าวด้วยว่า โครงการบ้านมั่นคงทำให้คนจนเมืองซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบ มีรายได้น้อยเข้าไม่ถึงแหล่งเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย ให้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และที่สำคัญแรงงานนอกระบบเหล่านี้เป็นผู้สร้างประโยชน์ให้กับเมือง หากขาดแรงงานนอกระบบเหล่านี้ เมืองก็จะเจริญไม่ได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ การสร้างบ้านมั่นคงไม่ใช่เป็นการสร้างเฉพาะ &amp;ldquo;ที่อยู่อาศัย&amp;rdquo; เท่านั้น แต่ยังมีกระบวนการ &amp;ldquo;พัฒนาชุมชน&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;การพัฒนาคุณภาพชีวิต&amp;rdquo; ของชาวชุมชนด้วย เช่น ที่ชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่ มีสหกรณ์เคหสถานฯ ซึ่งให้สมาชิกออมเงินตามหุ้นที่มีอยู่ หุ้นละ 10 บาท คนหนึ่งไม่เกิน 20 หุ้น มีสมาชิกทั้งหมด 160 คน ปัจจุบันมีเงินหมุนเวียนประมาณ 10 ล้านบาท สมาชิกกู้ยืม ได้สูงสุดไม่เกิน 3 แสนบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาทต่อเดือน ผ่อนชำระภายใน 60 งวด ถือว่าเป็น &amp;lsquo;ธนาคาร&amp;rsquo; ของชาวบ้าน เพราะนอกจากจะสร้างวินัยในการออมแล้ว ยังเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในยามที่เดือดร้อนจำเป็น ไม่ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบที่เก็บดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 บาทต่อเดือน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ที่ชุมชนเจริญชัยฯ ยังมีกิจกรรมการพัฒนาชุมชนต่างๆ ที่หน่วยงานภายนอกเข้ามาสนับสนุน เช่น การคัดแยกขยะ นำขยะเปียกไปทำปุ๋ย ใส่ต้นไม้ในชุมชน ขยะรีไซเคิ้ลเอาไปขายเป็นกองทุนพัฒนาชุมชน ชุมชนจึงดูสะอาดสวยงาม มีศูนย์เฝ้าระวังภัยและยาเสพติด โดยมีชาวบ้านในชุมชนเป็นอาสาสมัครเฝ้าระวัง มีกองทุนแม่ของแผ่นดิน เพื่อ &amp;nbsp;ป้องกันปัญหายาเสพติด ฯลฯ ทำให้ชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่เป็นสถานศึกษาดูงานของชุมชนและหน่วยงานรัฐต่างๆ ทั้งในด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
TDRI ชูบ้านมั่นคง&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ&amp;rdquo; พัฒนาสังคมให้น่าอยู่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากรายงานของทีดีอาร์ไอ ฉบับที่ 102 เดือนเมษายน 2557 เรื่อง &amp;ldquo;การประเมินมูลค่าที่เกิดจากโครงการบ้านมั่นคง&amp;rdquo; ซึ่งเป็นรายงานการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โดย ดร. นิพนธ์ พัวพงศกร และคณะ ได้คัดเลือกชุมชนบ้านมั่นคงทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวม 16 ชุมชน (รวมทั้งชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่) มีครัวเรือนที่เป็นตัวอย่างในการสารวจ 745 ครัวเรือน พบว่า
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการบ้านมั่นคงมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดขนาดใหญ่โดยสร้างความมั่นคงใน &amp;ldquo;ที่ดินและที่อยู่อาศัย&amp;rdquo; ให้แก่ครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัด โครงการนี้ใช้แนวทางการดาเนินการแบบใหม่ที่แตกต่างจากโครงการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยแบบเดิมซึ่งหน่วยงานรัฐเป็นผู้จัดทาโครงการ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;กล่าวคือ (1) เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยในชุมชนรวมตัวและมีส่วนร่วมในการดาเนินโครงการตั้งแต่ต้นจนเสร็จสิ้น ได้แก่ การสารวจข้อมูล การเลือกชุมชนนาร่อง การเลือกวิธีปรับปรุงชุมชน การจัดหาที่ดิน การออมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย การออกแบบบ้าน การออกแบบชุมชน การก่อสร้าง ฯลฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;(2) รูปแบบและแนวทางการปรับปรุงที่อยู่อาศัยของแต่ละชุมชนมีความหลากหลายและแตกต่างกันตามสภาพปัญหา ความต้องการของสมาชิกในชุมชน และข้อจากัดด้านต่างๆ (โดยเฉพาะด้านกายภาพและเจ้าของที่ดิน)&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;และ (3) เน้นการแก้ปัญหาชุมชนแออัดทั้งเมือง โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่การแก้ปัญหาเพียงบางจุดหรือบางพื้นที่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการบ้านมั่นคงมีประโยชน์ทางอ้อมทั้งทางเศรษฐกิจและมิใช่ทางเศรษฐกิจ ดังนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านเศรษฐกิจ โครงการบ้านมั่นคงทาให้ครัวเรือนมีรายจ่ายลดลง โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปาที่ประหยัด เพราะไม่ต้องพ่วงจากมิเตอร์บ้านที่มีทะเบียนบ้าน และมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะครัวเรือนมีการผ่อนส่งบ้านให้แก่สหกรณ์จึงต้องขวนขวายหารายได้เพิ่ม และลดรายจ่ายของครัวเรือน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;หลักฐานทางสถิติยืนยัน ได้แก่ เด็กนักเรียนใช้เวลาเรียนหนังสือมากขึ้น นอกจากนี้การที่ชุมชนมีการจัดการที่ดีขึ้น มลพิษลดลง และสภาพแวดล้อมในชุมชนดีขึ้น อาจทาให้สุขภาพของคนในชุมชนดีขึ้น โอกาสเกิดอัคคีภัยลดลง คนในชุมชนมีความภูมิใจที่มีบ้านที่น่าอยู่ในชุมชนที่สวยงาม และสามารถเปิดประตูเชื้อเชิญญาติและเพื่อนฝูงมาที่บ้านได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลประโยชน์ที่สาคัญที่สุดในด้านการปกครองก็คือ ประชาชนในชุมชนเปลี่ยนฐานะจาก &amp;ldquo;ผู้บุกรุกที่ทาผิดกฎหมาย&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;พลเมืองที่มีศักดิ์ศรี&amp;rdquo; ข้าราชการให้เกียรติ ให้ข่าวสาร ข้อมูล และให้ความร่วมมือกับงานพัฒนาชุมชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประโยชน์ทางสังคมที่สาคัญก็คือ ทุนทางสังคม (Social Capital) ที่เกิดจากการรวมกลุ่มในโครงการบ้านมั่นคง ทาให้คนในชุมชนไว้วางใจกัน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสาหรับการดาเนินโครงการบ้านมั่นคงต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ โครงการบ้านมั่นคงก่อให้เกิดผลประโยชน์สุทธิเป็นบวกต่อสังคม ประกอบด้วย ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สามารถวัดได้ (โดยเฉพาะการที่คนจนเมืองมีทรัพย์สินเป็นของตน มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ซึ่งย่อมมีส่วนลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ)&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการบ้านมั่นคงยังก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางอ้อมต่อสังคม ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจน เช่น เด็กมีแนวโน้มใช้เวลากับการเรียนมากขึ้น อาชญากรรมและยาเสพติดในชุมชนลดลง ลาพังเพียงประโยชน์ดังกล่าวก็เพียงพอที่รัฐสมควรเพิ่มเงินอุดหนุนโครงการบ้านมั่นคง (แม้ว่าโครงการในกรุงเทพฯ มีมูลค่าปัจจุบันของประโยชน์สุทธิติดลบ เพราะค่าเสียโอกาสของที่ดินสูงมาก)&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หากคานึงถึงข้อเท็จจริงว่าถ้าไม่มีโครงการบ้านมั่นคง สภาพชุมชนเป็นชุมชนแออัด เด็กในชุมชนจะไม่มีอนาคต ชุมชนแออัดเหล่านี้จะสร้างปัญหาต่างๆ ต่อชุมชนรอบข้าง เช่น ยาเสพติด ปัญหาโจรผู้ร้าย ดังนั้น เงินอุดหนุนโครงการบ้านมั่นคงเป็นการแก้ไขทั้งปัญหาคนจนเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ และการพัฒนาสังคมให้น่าอยู่...&amp;rdquo; รายงานดังกล่าวระบุ (ดูรายงานฉบับเต็มได้ที่ http://tdri.or.th/wp-content/uploads/2014/05/wb102.pdf)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6612</URL_LINK>
                <HASHTAG>TDRI, กรุงเทพฯ, การพัฒนาคุณภาพชีวิต, ชุมชนเจริญชัยนิมิตใหม่, บ้านมั่นคง, พอช., พัฒนาชุมชนเข้มแข็ง, มานะ เนตรสาริกา, วิเชียร แสงพลอย, สมชาติ ภาระสุวรรณ, สร้างเมือง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แรงงานราคาถูก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180406/image_big_5ac7674daab87.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
