<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>41058</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โมเดล &#039;มหาวิทยาลัยดิจิทัล&#039; : ทุบทิ้งของเก่าอย่างสร้างสรรค์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สองสามปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปตั้งวงเสวนากับผู้บริหารและอาจารย์มหาวิทยาลัยในประเทศหลายแห่ง หัวข้อสำคัญคือมหาวิทยาลัยจะปรับตัวตั้งรับกับ &amp;ldquo;ความป่วน&amp;rdquo; หรือ disruption อันเกิดจากเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมยกตัวอย่างหนังสือและบทความมากมายจากต่างประเทศที่ตั้งประเด็นไว้ชัดเจนว่าอีกไม่นานเด็กรุ่นใหม่อาจไม่เห็นว่าปริญญามีความสำคัญเท่ากับที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจ้างยุคใหม่ก็ไม่ได้สนใจว่าคนสมัครงานจะต้องจบปริญญาอะไรจากมหาวิทยาลัยไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งคนรุ่นใหม่ก็มีความประสงค์จะเป็นผู้ประกอบการเองมากกว่าที่จะเป็นลูกจ้างอย่างเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำว่า The End of College อันหมายถึง &amp;ldquo;อวสานแห่งมหาวิทยาลัย&amp;rdquo; ก็กำลังจะกลายเป็นความจริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันก่อนผมอ่านเจอข้อความในเฟซบุ๊กของคุณวรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง นักการตลาดที่เกาะติดความเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากเทคโนโลยีที่นำไปสู่ digital transformation อย่างใหญ่หลวงที่ตอกย้ำถึงแนวความคิดที่กระตุ้นให้เกิดความตระหนักว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากมหาวิทยาลัยในประเทศไม่ปรับก็ต้องพับฐาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คุณวรวิสุทธิ์เขียนว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ่าน research ของ Kaplan University สรุปได้ว่า มหาวิทยาลัยจะเป็นอีก 1 ธุรกิจ ที่กำลังจะโดน Disrupt ในอีกไม่นาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เทรนด์การศึกษากำลังจะ shift จาก &amp;ldquo;การเรียนมหาวิทยาลัยเอาปริญญาเพื่อให้ได้งาน&amp;rdquo; เป็น &amp;ldquo;การทำงานเพื่อให้ได้ปริญญา&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;PwC, Walmart, Starbucks, Disney มีโปรแกรมพิเศษที่ recruit เด็กมัธยมไปทำงาน และใช้เวลาทำงานแทนการเรียนแบบนับหน่วยกิต โดยจับมือกับมหาวิทยาลัยที่มี Online Degree&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พนักงานก็ไปทำงานตามปกติ เพื่อเก็บสะสมชั่วโมงการทำงาน ให้ครบตามที่ตั้งไว้ แล้วก็ลงเรียนออนไลน์ ในวิชาที่หลักสูตรนั้นกำหนดไว้ เมื่อครบทั้งชั่วโมงทำงานและวิชาที่เรียน ก็จะได้ปริญญาเลย โดยบริษัทเหล่านี้เป็นคนออกค่าเรียนให้พนักงานด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวอย่างโปรแกรมของ Disney ชื่อ &amp;ldquo;Disney Aspire&amp;rdquo; ก็มีสาขาวิชาให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่ปริญญาตรีจนถึงปริญญาโท หรือวิชาเฉพาะทาง สำหรับตำแหน่งงานนั้นๆ โดยที่ไม่ต้องมีปริญญาก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์กรใหญ่ๆ ในสหรัฐ เริ่มมีโปรแกรมแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แล้วคุณวรวิสุทธิ์ก็สรุปว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกไม่นาน คงไม่มีความจำเป็นต้องเรียนในมหาวิทยาลัย และบริษัทต่างๆ อาจพัฒนาหลักสูตรขึ้นมาเอง เพื่อเทรนพนักงานในแต่ละหน้าที่ โดยที่ไม่ต้องการปริญญาใดๆ มาเป็นตัวบ่งบอกความรู้ความสามารถ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นหมายความว่า The Next Biggest Disruption จะเกิดขึ้นในวงการการศึกษา และมหาวิทยาลัยมีโอกาสจะถูก Disrupt แบบถอนรากได้เลยเหมือนกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำว่า &amp;ldquo;disrupt แบบถอนรากถอนโคน&amp;rdquo; นี่แหละครับที่เป็นวลีที่คนในแวดวงมหาวิทยาลัยจะต้องนำไปพิเคราะห์เพื่อลงมือเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพียงแค่มีการจัดสัมมนา, workshops และตั้งคณะกรรมการศึกษาจะไม่มีหนทางแก้ปัญหาอีกต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะการที่อาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังอยู่ใน comfort zone หรือ &amp;ldquo;เขตความคุ้นเคย&amp;rdquo; และปฏิเสธที่จะปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญคืออุปสรรคสำคัญที่สุดของการนำองค์กรไปสู่การปรับเปลี่ยนที่กว้างขวางและลุ่มลึก วิธีคิดของคนในวงการศึกษาก็คือการ &amp;ldquo;ค่อยๆ ทำ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;ทำทีละขั้นตอน&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ความเป็นจริงในโลกวันนี้คืออัตราความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ &amp;ldquo;ค่อยๆ เกิดขึ้น&amp;rdquo; แต่เป็นพายุที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้งและยังไม่มีทีท่าว่าจะเบาบางลงแต่อย่างไร มีแต่จะทวีความรุนแรงและถี่มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในหลายกรณี ความเปลี่ยนแปลงภายใต้โครงสร้างเดิมอาจจะไม่ทันกับความรุนแรงของความป่วนด้วยซ้ำไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะแม้ตกลงกันว่าจะเปลี่ยน แต่บุคลากรในหลายระดับก็ยังไม่ลงมือปรับตัวเองอย่างจริงจัง เพราะคิดว่าคนที่ต้องเปลี่ยนคือคนอื่น ไม่ใช่ตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ในเวทีการแลกเปลี่ยนความเห็นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขณะที่นักวิชาการหลายท่านพูดถึงการปรับตัวของมหาวิทยาลัยในรูปแบบต่างๆ ภายใต้โครงสร้างเดิม ก็มีอดีตอธิการบดีท่านหนึ่งลุกขึ้นมาเสนอว่าทางออกอาจจะต้องมีการตั้ง &amp;ldquo;มช.2&amp;rdquo; ขึ้นมาเพื่อเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ต้องเดินตามรอยเดิมๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะการเปลี่ยนของเก่าอาจจะยากกว่าการสร้างของใหม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การทำลายอย่างสร้างสรรค์&amp;rdquo; หรือ creative destruction อาจจะจำเป็นเพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การแก้ไขปรับปรุง มช.1 อาจจะยุ่งยากซับซ้อนยุ่งเหยิงมากกว่าการสร้าง มช.2 ใหม่ภายใต้โจทย์ที่ว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าคุณสร้างมหาวิทยาลัยใหม่วันนี้ในยุคดิจิทัล ไม่ต้องทำอะไรแบบเก่าๆ เลยแม้แต่อย่างเดียว คุณจะมีรูปแบบใหม่ๆ อย่างไร?.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41058</URL_LINK>
                <HASHTAG>disruption, The End of College, กาแฟดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
