<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95059</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2021 08:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2021 08:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัษฎางค์&#039;งัดที่มาหลักการ&#039;The king can do no wrong&#039;สอนอาจารย์ส้มเน่า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 มี.ค.64 - นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า
&amp;quot;The king can do nothing&amp;quot; มาๆๆ จากไหน?
ผมมีคำตอบ!
............................................................................
&amp;ldquo;The king can do no wrong&amp;rdquo;
พระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดมิได้ หรือ พระมหากษัตริย์ไม่สามารถกระทำความผิดได้&amp;rdquo;
สาเหตุที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถกระทำความผิดได้ เพราะพระมหากษัตริย์ไม่มีพระราชอำนาจอยู่จริง ไม่มีพระราชอำนาจที่จะกระทำสิ่งต่างๆ ด้วยพระองค์เอง ต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
เช่นการออกกฎหมายหรือแต่งตั้งรัฐบาล ข้าราชการ ฯ ล้วนต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
หรืออธิบายด้วยภาษาชาวบ้านได้ว่า ความจริงผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ คือผู้ที่มีอำนาจตัวจริง
เช่นกฎหมายที่พระราชบัญญัติที่ผ่านสภา ประธานรัฐสภาก็เป็นรับสนองพระบรมราชโองการ
กฎหมายที่พระราชกำหนดที่ผ่านคณะรัฐมนตรี ก็มีนายกรัฐมนตรีเป็นรับสนองพระบรมราชโองการ
ซึ่งโองการที่ว่า มิได้ออกมาจากพระราชประสงค์ส่วนพระองค์ แต่มาจากสมาชิกรัฐสภา หรือคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย
แต่ด้วยความที่ประเทศมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุข เราจึงถวายพระเกียรติว่าเป็นพระราชโองการ และมีข้าราชการเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
............................................................................
&amp;ldquo;The King Can Do No Wrong&amp;rdquo; นี่เองที่เป็นที่มาของกฎหมายมาตรา 6&amp;nbsp; ด้วยเหตุผลว่าพระมหากษัตริย์ทรงกระทำผิดมิได้ จึงมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองกษัตริย์ ห้ามมิให้บุคคลฟ้องพระมหากษัตริย์ได้
นอกจากนี้ยังเป็นกฎหมายที่มีไว้เพื่อกำกับควบคุมพระราชอำนาจอีกด้วย
เพราะฉะนั้นถ้าใครคิดจะล้ม กฎหมายมาตรา 6&amp;nbsp; เพราะหวังจะหาเรื่องฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ อาจไม่รู้ว่า กำลังจะยกเลิกกฎหมายกำกับควบคุมพระราชอำนาจอีกด้วย
............................................................................
หลักการ The King Can Do No Wrong&amp;nbsp; มิใช่ของใหม่ที่เพิ่งปรากฏในยุคปัจจุบัน แต่มีมาตั้งแต่สามวันหลังจากอภิวัฒน์สยามแล้ว และคณะราษฎร์ผู้ตรากฎหมายนี้ก็มิได้คิดขึ้นมาเอง แต่เลียนแบบมาจากประเทศอังกฤษ ต้นแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
อาจารย์ปรีดีได้เคยอธิบายหลักการ &amp;ldquo;The king can do no wrong&amp;rdquo; เอาไว้ในหนังสือ คำอธิบายกฎหมายปกครอง ตั้งแต่สมัยที่อาจารย์ยังเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่โรงเรียนกฎหมายก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
............................................................................
***โดยอาจารย์ปรีดีได้อธิบายไว้ว่า &amp;ldquo;&amp;lsquo;The king can do no wrong&amp;rsquo; นี้ใช้กับระบอบที่พระเจ้าแผ่นดินไม่มีอำนาจในการบริหารแผ่นดินนอกจากอำนาจในทางพิธีการและลงพระนามและยอมให้อ้างพระนามในกิจการต่าง ๆ แต่ไม่ได้ใช้อำนาจด้วยพระองค์เอง แต่ตกอยู่ที่คณะเสนาบดี
............................................................................
ดังเช่นระบบการปกครองของประเทศอังกฤษที่มีสุภาษิต &amp;ldquo;The king can do no wrong&amp;rdquo; ว่าเพราะเหตุที่กษัตริย์ทรงทำอะไรไม่ได้นี่เอง กษัตริย์จึงไม่อาจทำผิด&amp;rdquo;
จึงเป็นเหตุผลให้เกิดการออกกฎหมายมาตรา 6 ที่บัญญัติไว้ว่า &amp;ldquo;กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้&amp;rdquo;
...........................................................................
และด้วยหลักการที่อาจารย์ปรีดีได้ให้ไว้ว่า &amp;ldquo;The king can do no wrong&amp;rdquo; ว่าเป็นเพราะเหตุที่พระมหากษัตริย์ทรงทำอะไรไม่ได้นี่เอง
ที่อาจารย์นักสำเร็จความใคร่ทางวิชาการ บิดเบือนคำอธิบายของอาจารย์ปรีดี เอาไปสอนกฎหมายผิดๆ ให้กับลูกศิษย์และคนไทย เอามาแปลกลับไปเป็นภาษาอังกฤษว่า
&amp;quot;The king can do nothing&amp;quot; หรือ &amp;ldquo;พระมหากษัตริย์ทรงทำอะไรไม่ได้ หรือ กษัตริย์ไม่ทรงทำอะไรเลย&amp;quot;
แล้วสาวกที่มีการศึกษาแต่ไม่มีสติ ก็แห่ตามกันไป เอาไปพูดทุกทีทุกเวลาว่า &amp;quot;The king can do nothing&amp;quot;
ซึ่งประโยคคำพูดนี้ และหลักการนี้ไม่เคยมีปรากฎที่ใดในโลกเลยนับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
อาจารย์ส้มเน่าได้สำเร็จความใคร่ทางวิชาการแล้วส่งต่อให้สาวกได้สำเร็จความใคร่ทางวิชาการต่อๆ กันไปอย่างเมาส์และภาคภูมิใจ
............................................................................
อัษฎางค์ ยมนาค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95059</URL_LINK>
                <HASHTAG>The King Can Do No Wrong, นายอัษฎางค์ ยมนาค, ปรีดี พนมยงค์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603c4ac4d2c0e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86550</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2020 18:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2020 06:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปริญญา&#039;อัด&#039;ประยุทธ์&#039;ไม่ยึดหลัก&#039;The King Can Do No Wrong&#039;ทำให้ปัญหาลุกลามไปถึงสถาบัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ธ.ค.63 - ผศ.ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์บทความเนื่องในวันรัฐธรรมนูญ เรื่อง The King Can Do No Wrong มีใจความดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#หลักการของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กับ #ปัญหาที่เกิดจากพลเอกประยุทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านๆ มาบัญญัติเรื่องระบอบการปกครองของประเทศไว้ที่มาตรา 2 ว่า &amp;ldquo;ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rdquo; แต่ดูเหมือนว่ายังมีคนจำนวนไม่น้อย - โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบัน - ที่อาจจะไม่เข้าใจหลัก The King Can Do No Wrong ของ &amp;lsquo;ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rsquo; หรือ Constitutional Monarchy และไปสับสนปนเปกับ &amp;lsquo;ระบอบราชาธิปไตย&amp;rsquo; จึงทำให้เกิดปัญหาในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1. #ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เริ่มต้นในประเทศไทยเมื่อใด? และ #ทำไมวันที่10ธันวาคมจึงเป็นวันรัฐธรรมนูญ?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าถามว่าทำไมวันที่ 10 ธันวาคม จึงเป็น &amp;lsquo;วันรัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; แทบทุกคนจะตอบว่า เพราะเป็นวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรก ซึ่งเป็นคำตอบที่ไม่ถูกต้อง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทยคือ &amp;lsquo;พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งประกาศใช้ 3 วันหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองคือวันที่ 27 มิถุนายน 2475 ซึ่งมีคำปรารภและมาตรา 1 ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินเพื่อบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น และโดยที่ได้ทรงยอมรับตามคำขอร้องของคณะราษฎร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยมาตราต่อไปนี้
มาตรา 1 อำนาจสูงสุดของประเทศนั้น เป็นของราษฏรทั้งหลาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงลงพระปรมาภิไธยท้ายพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม 2475 ฉบับนี้โดยไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ในทางนิตินัยจึงมีความหมายว่า พระมหากษัตริย์ทรงมอบอำนาจสูงสุดอันเป็นของพระองค์มาแต่เดิมให้กับราษฎร และสถาบันพระมหากษัตริย์ยินยอมที่จะอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงมอบอำนาจสูงสุดให้กับราษฎรทั้งหลาย ประเทศไทยจากจากระบอบ &amp;lsquo;ราชาธิปไตย&amp;rsquo; ที่อำนาจ &amp;lsquo;อธิปไตย&amp;rsquo; เป็นของ &amp;lsquo;พระราชา&amp;rsquo; ก็ได้กลายเป็นระบอบ &amp;lsquo;ประชาธิปไตย&amp;rsquo; ที่อำนาจ &amp;lsquo;อธิปไตย&amp;rsquo; เป็นของ &amp;lsquo;ประชาชน&amp;rsquo; โดยเป็น &amp;lsquo;ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rsquo; มานับแต่บัดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความจริงแล้วนายปรีดี พนมยงค์ มิได้ตั้งใจเขียนพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 2475 ให้ใช้เป็นการ &amp;lsquo;ชั่วคราว&amp;rsquo; แต่ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงเติมคำว่า &amp;lsquo;ชั่วคราว&amp;rsquo; เข้าไป ด้วยอาจทรงเห็นว่าระยะเวลาในการจัดทำสั้นนัก และขอให้นำไปปรับปรุงแล้วจึงนำมาทูลเกล้าใหม่ นายปรีดีจึงนำไปปรับปรุงแก้ไข 5 เดือนต่อมาก็นำขึ้นทูลเกล้า เมื่อทรงโปรดเกล้าก็กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 และด้วยความที่ไม่ใช่รัฐธรรมนูญชั่วคราวแล้ว อีกทั้งมีการบัญญัติศัพท์คำว่า &amp;lsquo;รัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; แล้ว จึงมีการกำหนดให้วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งมีที่มาจากพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 2475 ให้เป็น &amp;lsquo;วันรัฐธรรมนูญ&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 2475 จะถูกเติมคำว่า &amp;lsquo;ชั่วคราว&amp;rsquo; ลงไป แต่มีความสำคัญเป็นที่สุด เพราะเป็นรอยต่อของระบอบ &amp;lsquo;ราชาธิปไตย&amp;rsquo; กับระบอบ &amp;lsquo;ประชาธิปไตย&amp;rsquo; จากการลงพระปรมาภิไธยโดยไม่มีผู้รับสนองพระบรมราชโองการแบบราชาธิปไตย หลังจากนั้นเป็นต้นมาเมื่ออำนาจสูงสุดเป็นของปวงชน รัฐธรรมนูญทุกฉบับ รวมถึงตัวบทกฎหมาย และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดินทั้งหมดต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการทุกครั้ง เพราะอำนาจสูงสุดของประเทศได้กลายเป็นของปวงชนไปแล้ว พระมหากษัตริย์จะทรงโปรดเกล้าในเรื่องราชการแผ่นดินได้ ต่อเมื่อตัวแทนปวงชนได้ทูลเกล้าขึ้นไปเท่านั้น และทำให้ทรงอยู่เหนือการเมืองและความขัดแย้งทางการเมือง นี่เองคือหลัก The King Can Do No Wrong คือทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แต่ทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. หลัก The King Can Do No Wrong หมายความว่า #พระมหากษัตริย์ไม่อาจทรงกระทำผิด หรือ #พระมหากษัตริย์ทรงทำอะไรก็ไม่ผิด?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย&amp;rdquo; นั้นบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 3 ประโยคแรก แต่ประโยคที่สองของมาตรา 3 ซึ่งเขียนว่า &amp;ldquo;พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ&amp;rdquo; อาจจะทำให้เกิดความสับสน และไม่เข้าใจว่า ประชาชนเป็นแค่เจ้าของ แต่ไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจอธิปไตย ส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแต่ไม่ใช่เจ้าของ หมายความว่าอย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากจะอธิบายอย่างย่นย่อ การใช้อำนาจอธิปไตย &amp;lsquo;ทางรัฐสภา&amp;rsquo; ของพระมหากษัตริย์คือ กฎหมายที่ออกมาจากรัฐสภา มีชื่อว่า &amp;lsquo;พระราชบัญญัติ&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;บัญญัติ&amp;rsquo; ของ &amp;lsquo;พระราชา&amp;rsquo; ต้องให้พระราชาทรงลงพระปรมาภิไธย จึงจะใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ การใช้อำนาจอธิปไตย &amp;lsquo;ทางคณะรัฐมนตรี&amp;rsquo; คือ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์ จึงจะเป็นคณะรัฐมนตรีที่มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินได้ และการใช้อำนาจอธิปไตย &amp;lsquo;ทางศาล&amp;rsquo; คือ ผู้พิพากษาและตุลาการมาจากการโปรดเกล้าแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ จึงจะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาอรรถคดีต่างๆ ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่คำถามคือ หากกฎหมายมาจากพระมหากษัตริย์ คณะรัฐมนตรีมาจากพระมหากษัตริย์ และศาลก็มาจากพระมหากษัตริย์ แล้ว &amp;lsquo;ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&amp;rsquo; จะแตกต่างจาก &amp;lsquo;ระบอบราชาธิปไตย&amp;rsquo; อย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำตอบคือ สิ่งที่แตกต่างกันโดยพื้นฐานที่สุดคือ ร่างพระราชบัญญัติมาจากการพิจารณาของรัฐสภา (รัฐธรรมนูญ 2560 ม. 81) นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฏร (ม. 159) โดยตามบทเฉพาะกาลมาจากที่ประชุมของรัฐสภา คือให้วุฒิสภาชุดแรกเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับสภาผู้แทนราษฏร (ม. 272) ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมมาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ม. 196) ตุลาการศาลปกครองมาจากการคัดเลือกของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ม. 198) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาจากความเห็นชอบของวุฒิสภา (ม. 204) องค์กรอิสระก็มาจากความเห็นชอบของวุฒิสภา (ม. 217 วรรคสอง)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามรัฐธรรมนูญพระมหากษัตริย์จึงมิได้ทรงตราพระราชบัญญัติ หรือเลือกนายกรัฐมนตรีเอง หรือเลือกสมาชิกวุฒิสภา ผู้พิพากษา ตุลาการ และองค์กรอิสระหากทรงโปรดเกล้าตามที่ได้มีการทูลเกล้าขึ้นไปเท่านั้น ดังนั้น พระมหากษัตริย์จึงไม่ทรงต้องรับผิดชอบเมื่อกฎหมายมีปัญหา หรือเมื่อนายกรัฐมนตรีบริหารบ้านเมืองไม่ดี หรือถูกประชาชนประท้วง หรือผู้พิพากษาหรือตุลาการตัดสินคดีแล้วผู้คนรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม หรือองค์กรอิสระทำหน้าที่แล้วคนไม่เห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นี่คือหลัก The King Can Do No Wrong หรือพระมหากษัตริย์ไม่อาจทรงกระทำความผิด ซึ่งหลักการพื้นฐานในเรื่องพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย ความหมายคือถ้าเป็นเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ทรงโปรดเกล้าต่อเมื่อมีการทูลเกล้าเท่านั้น ดังนั้นคนรับผิดชอบคือผู้ที่อยู่ในตำแหน่งที่ใช้อำนาจในเรื่องนั้น และคนที่ทูลเกล้า ไม่ใช่พระมหากษัตริย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่บางคนกล่าวว่า The King Can Do No Wrong หมายความว่า พระมหากษัตริย์ทรงทำอะไรก็ไม่ผิด เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะนั่นคือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่พระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด มีทั้งอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ทำให้ทรงทำอะไรก็ไม่ผิด แม้จะทรงทำผิดก็ไม่ผิด ซึ่งแตกต่างจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ทรงโปรดเกล้าตามที่มีผู้ทูลเกล้าขึ้นไป พระมหากษัตริย์จึงไม่อาจทรงกระทำผิด เพราะ #คนรับผิดชอบคือผู้มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและผู้ทูลเกล้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐธรรมนูญมักจะไม่เขียนว่าใครเป็นผู้ทูลเกล้า แต่จะเขียนว่าใครเป็น &amp;lsquo;ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ&amp;rsquo; ซึ่งผู้นั้นเองจะเป็นผู้ทูลเกล้า เพราะเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าลงมา ผู้นั้นคือผู้ที่ต้องลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งโดยหลักทั่วไปแล้วผู้ทูลเกล้าคือนายกรัฐมนตรี เว้นแต่ในเรื่องใดรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะว่าผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเป็นคนอื่น ทั้งนี้ตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 182 ซึ่งกำหนดไว้เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญทุกฉบับก่อนหน้านี้คือ &amp;ldquo;บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ..&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น แม้พลเอกประยุทธ์ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าแต่งตั้งจะถูกประท้วง แต่คนรับผิดชอบคือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่เลือกพลเอกประยุทธ์ เราก็ต้องไปโทษ ส.ส. และ ส.ว. โดย ส.ว. ก็ต้องโทษคนเลือก ส.ว. คือพลเอกประยุทธ์ ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทั้งหลาย มาจากความเห็นชอบของวุฒิสภา และก่อนหน้านี้มาจาก สนช. ซึ่ง สนช.ก็มาจากพลเอกประยุทธ์ หากเราไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่พอใจการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น กกต. หรือ ปปช. เราไม่อาจไปโทษพระมหากษัตริย์ผู้ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้ง แต่ต้องโทษพลเอกประยุทธ์ ที่เป็นคนเลือก สนช. และ ส.ว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น พลเอกประยุทธ์ในฐานะหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ พลเอกประยุทธ์ต้องออกหน้า ไม่ใช่อยู่ข้างหลัง และทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และระหว่างประชาชนที่เห็นต่างกันดังที่เกิดขึ้นในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. #เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกรัฐมนตรีก่อนหน้าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งในปี 2549 ที่เป็นนายกรัฐมนตรีหลังจากการเลือกตั้ง จำนวน 5 คน ล้วนแต่เคยถูกประชาชนชุมนุมต่อต้านมาทั้งสิ้น แต่ไม่เคยมีคราวใดที่เรื่องราวจะลุกลามไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ดังเช่นในครั้งนี้ ผู้เขียนเห็นว่า #สาเหตุหลักมาจากการสืบทอดอำนาจของคสช. และความเข้าใจคลาดเคลื่อนในหลัก The King Can Do No Wrong ของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในตอนที่พลเอกประยุทธ์ยึดอำนาจในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พลเอกประยุทธ์มีสถานะเป็น &amp;lsquo;คนกลาง&amp;rsquo; เข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่สถานะคนกลางก็หมดไปเมื่อพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อหลังจากเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ด้วยกลไกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากตนเองเลือก ที่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับสภาผู้แทนราษฏร และมีอำนาจในการให้ความเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มาจาก สนช. ซึ่งก็มาจากพลเอกประยุทธ์ ว่าง่ายๆ องค์กรอิสระ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ได้รับการแต่งตั้งหลังจากการยึดอำนาจในปี 2557 ที่มีอำนาจหน้าที่ในปัจจุบัน มีที่มาที่ยึดโยงกับพลเอกประยุทธ์ทั้งสิ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากพลเอกประยุทธ์ไม่เป็นนายกรัฐมนตรีต่อหลังเลือกตั้ง หรือ ส.ว.ที่ คสช.เลือก ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกรัฐมนตรี ก็จะไม่มีการประท้วงแบบนี้ เพราะพลเอกประยุทธ์จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และถ้าจะมีการประท้วงก็จะเป็นการประท้วงนายกรัฐมนตรีคนอื่น ที่มาจากการเลือกตั้ง และจะไม่มีการเชื่อมโยงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เช่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเริ่มต้นเชื่อมโยงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ และเกิดความเข้าใจว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ผู้เขียนเห็นว่ามาจากเหตุที่สำคัญที่สุดคือการยุบพรรคไทยรักษาชาติ การยุบพรรคอนาคตใหม่ คำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดีนายกรัฐมนตรีอ่านคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ และพฤติกรรมของพลเอกประยุทธ์เอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;#การยุบพรรคไทยรักษาชาติ โดยศาลรัฐธรรมนูญ เกิดขึ้นหลังจากที่มี &amp;lsquo;ประกาศสถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ&amp;rsquo; แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ ทำให้เกิดการเริ่มต้นการเชื่อมโยง และ #จุดที่เป็นชนวนของการประท้วง ซึ่งเริ่มจากการประท้วงพลเอกประยุทธ์ก่อน #คือการยุบพรรคอนาคตใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเหตุที่ประเทศไทยไม่มีการเลือกตั้งมาถึง 8 ปี การเลือกตั้งในปี 2562 จึงมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกมากกว่าปกติถึงสองเท่า โดยมีตั้งแต่อายุ 18 ปีไปจนถึง 26 ปีซึ่งส่วนใหญ่เลือกพรรคอนาคตใหม่ และเนื่องจากพรรคเพื่อไทยเว้นเขตเลือกตั้งไว้ 100 เขตให้พรรคไทยรักษาชาติ พอพรรคไทยรักษาชาติถูกยุบ ใน 100 เขตนั้น ผู้เลือกตั้งที่เคยจะเลือกพรรคไทยรักษาชาติ หรือจะเลือกพรรคเพื่อไทย จึงเปลี่ยนมาเลือกพรรคอนาคตใหม่&amp;nbsp; และทำให้พรรคอนาคตใหม่มี ส.ส. ได้รับเลือกตั้งถึง 80 คน โดยเป็น ส.ส.ใหม่ทั้งหมด ซึ่งไม่เคยเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อนเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ แล้วก็ด้วยเหตุผลที่เห็นกันว่าฟังไม่ขึ้น และไม่ได้เป็นเรื่องร้ายแรงถึงขนาดต้องยุบพรรค ทำให้ผู้เลือกพรรคนี้ออกมาชุมนุม และเนื่องจากการยุบพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นหลังจากที่พรรคไม่ให้ความเห็นชอบพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังกำลังพล ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ฯ ยิ่งทำให้เกิดการเชื่อมโยงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีคำวินิจฉัยอื่นของศาลรัฐธรรมนูญอีกที่ทำให้เกิดความเข้าใจเช่นนั้น ที่สำคัญที่สุดคือ #คดีพลเอกประยุทธ์อ่านคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องอ่านคำถวายสัตย์ปฏิญาณให้ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นเรื่อง &amp;lsquo;ระหว่างพระมหากษัตริย์กับนายกรัฐมนตรี&amp;rsquo; ยิ่งทำให้เกิดความเข้าใจในทางที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงมายุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยผ่านพลเอกประยุทธ์มากขึ้นไปอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อพลเอกประยุทธ์ มักจะอ้างถึงพระมหากษัตริย์ในการทำอะไรหรือไม่ทำอะไรอยู่บ่อยครั้ง จากต่อต้านการสืบทอดอำนาจของพลเอกประยุทธ์ เรื่องก็เลยลุกลามไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ และกลายเป็นประเด็นปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในขณะนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. #หนทางแก้ไขยังมีอยู่หรือไม่?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(1) การเมืองมีผิดมีถูก การตัดสินใจทางการเมืองมีทั้งประชาชนชอบและไม่ชอบ การแก้ปัญหาคือต้องยึดมั่นในหลัก The King Can Do No Wrong ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีหลักการคือ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่เหนือการเมือง ในทางปฏิบัติคือ พลเอกประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีต้องออกหน้ามารับผิดชอบในปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และต้องดำเนินการตามมาตรา 182 อย่างเคร่งครัดคือ &amp;ldquo;บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
(2) สาเหตุของการประท้วงมาจากการสืบทอดอำนาจของ คสช. พลเอกประยุทธ์ต้องหยุดการสืบทอดอำนาจ และแสดงให้เห็นว่า จะไม่สืบทอดอำนาจอีกต่อไป ด้วยการยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญตัดอำนาจ ส.ว. ไม่ให้เลือกนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป แม้ว่าร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้จะตกไป แต่ควรที่จะได้มีการเสนอใหม่อีกครั้งโดยเร็ว ซึ่งจะแก้ปัญหาที่เป็นสาเหตุไปได้กว่าครึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มีคนต่อต้านมากที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมา การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับจึงเป็นทางออกในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และทั้งนี้เนื่องจากรัฐสภาไม่รับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้มี สสร. ที่มาจากการเข้าชื่อของประชาชน ดังนั้น ในวาระแปรญัตติของร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐบาลและฝ่ายค้านจึงต้องรับฟังเสียงของประชาชนให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่มาของ สสร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(4) ประเด็นเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้เกิดความเห็นต่างและนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประชาชน การนำเสนอเรื่องนี้จึงต้องทำด้วยวิธีการที่เหมาะสม และทุกฝ่ายต้องเคารพความคิดเห็นของกันและกัน ไม่สร้างความเกลียดชังหรือแตกแยกในสังคมให้มากไปกว่าเดิม
นายกรัฐมนตรีที่ถูกประท้วงก่อนหน้านี้ พอผู้ประท้วงเห็นว่าประท้วงไม่ได้ผล ก็มักจะมีการถวายฎีกาให้พระมหากษัตริย์ทรงมาก้าวก่ายทางรเมือง เช่น การถวายฎีกาขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานในช่วงเวลาที่มีการประท้วงทักษิณ ชินวัตร ในปี 2549 และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในปี 2557
แต่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกประท้วงแล้ว คนกลับประท้วงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ #เราคงพอจะสรุปได้แล้วว่าเราควรจะแก้ปัญหาที่ตรงจุดใด และเราก็ควรแก้ไปที่จุดนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สาเหตุของปัญหาเกิดจากพลเอกประยุทธ์ ทั้งในเรื่องการเมืองที่สืบทอดอำนาจ และเรื่องการไม่ยึดมั่นในหลัก The King Can Do No Wrong หากพลเอกประยุทธ์ยังไม่แก้ไข แล้วยิ่งอยู่นานไปยิ่งเป็นปัญหา เราก็คงต้องไปแก้ที่พลเอกประยุทธ์.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86550</URL_LINK>
                <HASHTAG>The King Can Do No Wrong, ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, พล.อ.ประยุทธ์ จัทนร์โอชา, วันรัฐธรรมนูญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201020/image_big_5f8ef9c8dcf13.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>81407</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/10/2020 07:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/10/2020 07:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กระจ่าง!&#039;นิพิฏฐ์ &#039;ไขข้อกฎหมาย พระมหากษัตริย์มิได้ทรงรับรองการยึดอำนาจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ต.ค.63-นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า พระมหากษัตริย์มิได้ทรงรับรองการยึดอำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีผู้เข้าใจผิดเยอะว่า เวลามีการยึดอำนาจแล้ว ทำไมพระมหากษัตริย์ต้องรับรองการยึดอำนาจด้วย บางคนกล่าวไปไกลถึงว่า พระมหากษัตริย์ &amp;quot;เซ็นต์รับรอง&amp;quot; ผมขอคลายความสงสัยนี้ ด้วยการอธิบายเป็นภาษาชาวบ้าน เรื่องนี้อาจเข้าใจยากหน่อยเพราะเป็นการอธิบายหลักรัฐศาสตร์ และ หลักนิติศาสตร์ ไปในคราวเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ เรียกว่าอำนาจ&amp;quot;รัฏฐาธิปัตย์ &amp;quot; นั้น ในประเทศไทยก่อนปี 2475 อำนาจสูงสุดนี้อยู่ที่พระมหากษัตริย์ แต่อำนาจนี้หมดไปในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เมื่อได้มีการยึดอำนาจนี้จากพระมหากษัตริย์ ถามว่า ตอนนั้น เมื่อยึดอำนาจเสร็จแล้วพระมหากษัตริย์ทรงรับรองการยึดอำนาจหรือเปล่า ? ก็เปล่า ไม่ทรงต้องรับรองอะไร เพราะอำนาจนั้นหลุดจากมือของพระมหากษัตริย์ ไปอยู่ในมือของคณะราษฎรแล้ว จะไปรับรองอะไรได้อีก ผลจากการยึดอำนาจก็มีหลักเพิ่มขึ้นใหม่ ว่า ต่อไปนี้พระมหากษัตริย์จะทำอะไรต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ และผู้ที่เสนอเรื่องให้พระองค์ลงพระปรมาภิไธย ต้องรับผิดชอบในเรื่องที่ตนเสนอ ตามหลักที่เรียกว่า&amp;quot; The King Can Do No Wrong&amp;quot;(พระมหากษัตริย์ไม่ทรงกระทำผิด) หมายความว่า ผู้เสนอเรื่องและรับสนองฯต้องรับผิดในเรื่องที่ตนเสนอไป ดังนั้น การยึดอำนาจ&amp;quot;หลังจากปี 2475 &amp;quot; ย้ำว่า หลังปี 2475 จึงเป็นการยึดอำนาจไปจากรัฐบาลที่ปกครองอยู่ มิใช่ยึดอำนาจไปจากพระมหากษัตริย์ เพราะพระมหากษัตริย์ถูกยึดอำนาจไปก่อนนั้นแล้ว คำสั่งของผู้ยึดอำนาจจึงกลายเป็นกฎหมายทันทีโดยไม่ต้องผ่านสภา พระมหากษัตริย์ก็อยู่ใต้อำนาจนั้นเช่นเดียวกัน หากพระมหากษัตริย์ไม่ลงพระปรมาภิไธย ผู้ยึดอำนาจก็ต้องล้มล้างสถาบันกษัตริย์ไปเลย เพราะถือว่า ไม่มีพระมหากษัตริย์ หรือ ประมุขแล้ว จึงเห็นว่า การยึดอำนาจหลัง 2475 พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขไม่มีทางเลือกใด นอกจากต้องลงพระปรมาภิไธย ตามหลักพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อมีการยึดอำนาจในปี 2475 และพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ ผู้ยึดอำนาจ มีทาง เลือก 2 ทาง คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ไม่ให้ประเทศนี้มีพระมหากษัตริย์อีกต่อไป หรือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.หาพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ยึดอำนาจคงเห็นว่า ประเทศนี้ไม่มีพระมหากษัตริย์คงไม่ได้ วุ่นวายแน่ จึงต้องหาพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่มาครองราชย์ต่อ เราจึงเห็นความโกลาหนนี้เกิดขึ้นทันทีหลัง ร.7 สละราชสมบัติ คณะราษฎร พยายามทุกวินาทีก็ว่าได้ที่ต้องหาพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่มาครองราชย์ให้ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมกล่าวโดยสรุป หลัง 2475 พระมหากษัตริย์ มิได้มีอำนาจปกครอง(ทางรัฐศาสตร์)และมิได้มีอำนาจทางกฎหมาย(ทางนิติศาสตร์) อีกต่อไปแล้ว การยึดอำนาจหลัง 2475 จึงมิใช่การยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์(เพราะมิได้มีอะไรให้ยึดแล้ว) แต่เป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลที่ครองอำนาจอยู่ การลงพระปรมาภิไธยหลังจากการยึดอำนาจ(ที่บางคนเรียกว่าเซ็นต์) จึงเป็นการลงเพราะพระองค์ยังคงเป็นพระประมุขแห่งรัฐ และทรงอยู่ใต้กฎหมาย ตามหลัก The King Can Do No Wrong เท่านั้นเอง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81407</URL_LINK>
                <HASHTAG>The King Can Do No Wrong, นายนิพิฏฐ์  อินทรสมบัติ, ประชาธิปัตย์, พระมหากษัตริย์, รัฐประหาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200130/image_big_5e326b63f17db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
