<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>60570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อันว่า &#039;ปิดเมือง&#039; นั้น ท่านหมายความอย่างไร? </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; การถกแถลงเรื่อง &amp;quot;ปิดเมือง&amp;quot; เพื่อสู้ไวรัสนั้น ก่อนอื่นต้องให้ชัดเจนก่อนว่าเรากำลังหมายถึงอะไร เพราะคำว่า Lockdown (อันเป็นที่มาของคำภาษาไทยว่า &amp;quot;ปิดเมือง&amp;quot;) นั้น มีความหมายในทางปฏิบัติหลายมิติและหลายขั้นตอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีทั้ง&amp;nbsp;Total Lockdown และ Partial Lockdown&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดร้านรวงก็เป็น Lockdown
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เคอร์ฟิวก็เป็น Lockdown
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ห้ามคนออกนอกบ้านก็เป็น Lockdown
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปิดบางส่วนของเมืองเพื่อตามไล่ล่าโจรก็เรียก Lockdown
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อป้องกันความสับสน เราต้องตกลงกันก่อนว่าความหมายของคำว่า &amp;quot;ปิดเมือง&amp;quot; คืออะไร และแต่ละขั้นตอนของ &amp;quot;ปิดเมือง&amp;quot; นั้นจะบรรลุเป้าหมายที่เราต้องการมากน้อยเพียงใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งยังต้องเข้าใจว่าคำว่า &amp;quot;ปิดเมือง&amp;quot; อาจจะหมายถึงคนมีอำนาจสั่งการให้ทำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือประชาชนเองเห็นว่าควรจะร่วมมือกัน &amp;quot;หยุดกิจกรรมของเมือง&amp;quot; อย่างเต็มใจด้วยตนเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความแตกต่างระหว่างการ &amp;quot;ปิดเมือง&amp;quot; กับ &amp;quot;ความร่วมมือของประชาชน&amp;quot; ที่จะสกัดการแพร่ของ &amp;nbsp;Covid-19 อยู่ที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แบบแรกคือการบังคับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แบบที่สองคือการตัดสินใจของประชาชน ที่จะจัดระเบียบชีวิตประจำวันเพื่อเอาชนะสงครามไวรัสตัวนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การสั่ง &amp;quot;ปิดเมือง&amp;quot; อาจจะได้ผลหรือไม่ก็ได้ เพราะวัดกันด้วยประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎกติกานั้น เอาเข้าจริงๆ เราก็ไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอที่จะอุดทุกรูโหว่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และทุกรูโหว่นั้นคือชัยชนะของศัตรูที่มองไม่เห็น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นเพราะเจ้าโคโรนาไวรัสพันธุ์ใหม่มีความสามารถในการโจมตีได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็วกว่าไวรัสในครอบครัวเดียวกันตัวก่อนๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่หากเป็น &amp;quot;ความสมัครใจ&amp;quot; ของสมาชิกในสังคมเอง ที่จะรวมพลังกันเพื่อไม่เปิดช่องว่างให้มีการแพร่เชื้อได้ นั่นจะเป็นวิธีการที่ได้ผลที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศจีนได้พิสูจน์แล้วว่า ความสำเร็จในการจัดการกับวิกฤติครั้งนี้อยู่ที่รัฐบาลที่เอาจริง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เท่านั้นไม่พอ ประชาชนต้องร่วมมืออย่างเต็มที่ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แน่นอนว่าทุกสังคมมีคนเห็นแก่ตัว แต่เป็นเพียงส่วนน้อย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเล็กๆ ที่ยังฝ่าฝืนหรือไร้ระเบียบก็จะถูกจัดการโดยกฎหมายอย่างเข้มงวดและฉับพลัน...และถูกลงโทษโดยพลังของสังคมเอง ที่จะไม่ยอมรับความเห็นแก่ตัวของคนบางคนที่ทำให้ทั้งประเทศตกอยู่ภายใต้อันตรายนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เสียงเรียกร้องบางส่วนให้ใช้มาตรการเด็ดขาดคือ Lockdown หรือ &amp;quot;ปิดเมือง&amp;quot; ในลักษณะ &amp;quot;เจ็บแต่จบ&amp;quot; นั้น โดยทฤษฎีแล้วน่าจะตรงใจคนทั่วไปที่อยากเห็นการระบาดของโรคจบให้เร็วที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในทางปฏิบัติมีคำถามตามมาว่า &amp;quot;ถ้าเจ็บแต่ไม่จบ&amp;quot; จะทำอย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะหากใช้วิธีบังคับก็ย่อมแปลว่าคนที่ยอมทำตามนั้นต้องทำเพราะเป็นคำสั่ง แต่ในใจอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับการถูกสั่งให้ทำนัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นหาก &amp;quot;ปิดเมือง&amp;quot; ได้ระยะหนึ่งแล้วกลับมาเปิดใหม่ (เพราะไม่มีประเทศไหนปิดเมืองหรือประเทศได้ตลอดไป) ก็ไม่มีอะไรรับรองได้ว่าคนที่รู้สึกถูกบังคับให้ต้องอยู่ในกฎกติกาที่ตัวเองไม่ได้เห็นด้วยนั้นจะไม่กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และหากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ก็ไม่มีอะไรรับรองได้ว่าเชื้อไวรัสตัวนี้จะไม่กลับมาอาละวาดอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้นไม่ว่าจะโดยประสบการณ์หรือหลักปฏิบัติใด วิธีการเอาชนะโรคระบาดที่ได้ผลที่สุดก็คือ การที่ประชาชนเองลุกขึ้นมาแสดงความรับผิดชอบและสำนึกร่วมกัน ว่าจะต้องยอมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเองเสียใหม่ที่จะไม่เอื้อต่อการถูกโจมตีโดยศัตรูไร้สัญชาติและไร้ร่องรอยได้อีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มันคือ New Normal ที่คนไทยต้องยอมปรับยอมเปลี่ยนเพื่อเอาชนะภัยคุกคามต่ออนาคตของประเทศทุกชนิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำประกาศของ กทม.เมื่อวันเสาร์ให้ปิดห้างสรรพสินค้า, ตลาด, สนามกอล์ฟ และจุดที่มีการชุมนุมของผู้คน 22 วันนั้นเท่ากับเป็นการ &amp;quot;ปิดเมืองหลวง&amp;quot; แล้ว...เป็นการ Lockdown รูปแบบหนึ่ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ยังให้เปิดร้านรวงที่จำเป็นสำหรับความเป็นอยู่ในวิกฤติ เช่นร้านขายยาและร้านอาหารเพื่อซื้อกลับไปกินที่บ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นี่คือความหมายของคำว่า Lockdown ที่แปลว่าเมืองนั้นๆ จะไม่มีความเคลื่อนไหวของประชาชนที่ไม่จำเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อแยกมิตรแยกศัตรู แยกภัยคุกคามออกจากชีวิตปกติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การระงับยับยั้งความเคลื่อนไหวของผู้คนเพื่อระงับโอกาสที่ไวรัสจะข้ามจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง &amp;nbsp;(หรือหลายคน) นั้นมีอยู่สองทาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หยุดคนออกไปเจอกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือปิดจุดที่มีคนพลุกพล่านเพื่อหยุดกิจกรรมที่จะทำให้คนต้องไปเจอกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตัดสินใจของ กทม.คือการทำอย่างหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะรัฐบาลยังหวังว่าไม่ต้องทำอย่างแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่หากปิดสถานที่เหล่านี้เพื่อไม่ให้ผู้คนไปเจอกันไม่ได้ผล เพราะคนยังจะหาทางเจอกันในรูปแบบอื่นหรือด้วยการทำกิจกรรมด้วยกันแบบอื่น ก็คงไม่มีทางอื่นนอกจากจะต้องหยุดความเคลื่อนไหวของคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การหยุดความเคลื่อนไหวของคนเพื่อไม่ให้ไวรัสมีโอกาสโจมตีให้กว้างขวางขึ้น ก็คือการห้ามคนออกนอกบ้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นคือ Shelter-in-Place อันหมายถึงการให้คนอยู่ในที่ตั้ง ไม่ออกไปเจอกัน ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลักของการใช้มาตรการ Shelter-in-Place คือให้คนอยู่ในบ้านทุกคนตลอดช่วงเวลาที่กำหนด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยกเว้นเฉพาะกิจกรรมที่ &amp;quot;จำเป็น&amp;quot; หรือ essential เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อะไรคือ &amp;quot;กิจกรรมที่จำเป็น&amp;quot;?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนใหญ่หมายถึงการออกจากบ้านแค่ไปซื้ออาหาร (รีบไปรีบกลับ...ไม่สังสรรค์เสวนากับคนอื่น), &amp;nbsp;ออกไปซื้อยา หรือไปหาหมอกรณีเร่งด่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งหมดนี้หัวใจอยู่ที่การ &amp;quot;รักษาระยะห่าง&amp;quot; หรือ Social Distancing ระหว่างผู้คน เพราะไวรัสตัวนี้กระโดดข้ามจากคนสู่คนผ่านน้ำลาย, สารคัดหลั่งเป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปว่าไม่ว่าเราจะตีความคำว่า &amp;quot;ปิดเมือง&amp;quot; แบบกว้างหรือแบบแคบ...วิธีการสู้กับศัตรูร้ายตัวนี้ที่คร่าชีวิตคนทั้งโลกไปกว่า 10,000 คนและทำให้คนติดเชื้อแล้วกว่า 250,000 คนก็คือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Social Distancing เท่านั้น!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60570</URL_LINK>
                <HASHTAG>Partial Lockdown, Total Lockdown, กาแฟดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
