<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116523</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 11:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 11:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ttb ชี้หนี้ครัวเรือนไทยอยู่อันดับ 17 ของโลก ชี้สถานการณ์อยู่ในภาวะเปราะบาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย. 2564 หนี้ครัวเรือนไทยปัจจุบันอยู่ในภาวะเปราะบาง ด้วยสัดส่วนหนี้เพื่อการบริโภคที่สูงขึ้นจึงเป็นปัญหากระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ ทางออกคือการปรับโครงสร้างหนี้ให้ตรงจุดและเน้นการรวบหนี้เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยปัจจุบันโดยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการระบาดของโรคโควิด-19 หนี้ครัวเรือนของไทยมีการปรับตัวสูงมากขึ้น โดยเพิ่มขึ้นจาก 80% ของจีดีพี ณ สิ้นปี 2562 เป็น 90.5% ของจีดีพี ณ ไตรมาส 1/2564 และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศระลอกสามที่ลุกลามยืดเยื้อมาจนถึงครึ่งหลังของปี 2564 ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ &amp;nbsp;ttb analytics คาดการณ์ว่า ระดับหนี้ครัวเรือนของไทยอาจเพิ่มขึ้นไปถึง 93.0% ณ สิ้นปี 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยปริมาณหนี้ครัวเรือนของไทยต่อจีดีพี ที่เร่งขึ้นเร็วในช่วงวิกฤตนี้เกิดจาก 1. ความจำเป็นในการก่อหนี้เพิ่ม เนื่องจากขาดหรือมีสภาพคล่องในครัวเรือนไม่เพียงพอกับรายจ่าย หลังจากที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติในช่วงล็อกดาวน์ การถูกปรับลดเงินเดือนบางส่วนลง รวมถึงการถูกเลิกจ้าง 2. รายได้ที่ลดลงมากเมื่อเทียบกับหนี้ที่เพิ่มขึ้นเร็ว สะท้อนจากหนี้ครัวเรือนไทย ณ ต้นปี 2564 ที่ขยายตัวร้อยละ 4.6 จากระยะเดียวกันกับปี 2563 ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะซบเซา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ สังเกตได้ว่า ในหลายประเทศก็ประสบปัญหาการปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของหนี้ครัวเรือนเช่นเดียวกัน โดยเกาหลีใต้มีหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจาก 93.9% ของจีดีพี เป็น 103.8% ณ ต้นปี 2564 และมาเลเซียที่เพิ่มจาก 82.7% เป็น 93.2% ในปัจจุบัน โดยไทยมีปริมาณหนี้ครัวเรือนอยู่อันดับที่ 17 ของโลก ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน คือ เกาหลีใต้และมาเลเซีย ซึ่งอยู่อันดับที่ 9 &amp;nbsp;และ 14 ตามลำดับ แต่สูงกว่าหนี้ครัวเรือนของสิงคโปร์ซึ่งอยู่อันดับที่ 26 ของโลก &amp;nbsp;จึงเห็นได้ว่านอกจากหนี้ครัวเรือนของไทยและประเทศเพื่อนบ้านจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว ยังถือว่ามีปริมาณภาระหนี้สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอีกด้วย ดังนั้น การบริหารจัดการหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืนจึงเป็นสิ่งจำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเมินความเสี่ยงหนี้ครัวเรือนไทยเทียบต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้านประเภทของหนี้ครัวเรือนไทยประกอบไปด้วย สัดส่วนหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 47% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด อาทิ หนี้บ้านและรถยนต์ และสัดส่วนหนี้ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 35% อาทิ หนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป รวมถึงหนี้เพื่อการศึกษา และส่วนที่เหลืออีก 18% เป็นหนี้รายย่อยเพื่อธุรกิจครัวเรือน
&amp;nbsp;
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงในระดับโลกใกล้เคียงกันกับไทยเพื่อให้เห็นภาพรวม โดยคำนวณเฉพาะหนี้บ้านต่อหนี้ครัวเรือนทั้งหมด (ไม่รวมหนี้ยานพาหนะ เพราะมีข้อจำกัดของการเข้าถึงข้อมูลสินเชื่อรถยนต์ในบางประเทศ) พบว่า ในต่างประเทศครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นประเภทหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันในระดับสูงกว่าไทย อาทิ เกาหลีมีสัดส่วนหนี้บ้านสูงถึง 56% ขณะที่สิงคโปร์และฝรั่งเศส นอกจากจะมีหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีต่ำกว่าไทยแล้ว ยังไม่มีสัดส่วนหนี้อสังหาฯ สูงกว่าด้วย ยกเว้นมาเลเซียที่มีสัดส่วนหนี้บ้านใกล้เคียงกับไทย สะท้อนให้เห็นว่า หนี้ครัวเรือนของไทยมีความเสี่ยงต่อความเปราะบางทางเศรษฐกิจมากกว่าประเทศอื่นที่มีอันดับหนี้ในระดับต้นๆ ของโลกใกล้เคียงกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณภาพหนี้ครัวเรือนที่แท้จริง และประสิทธิภาพการช่วยเหลือแก้ไขหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของคุณภาพหนี้ครัวเรือนนั้น เป็นผลโดยตรงมาจากสถานการณ์โควิดระลอกใหม่ที่รุนแรงและลากยาวนับแต่ปลายปี 2563 ส่งผลซ้ำเติมปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนที่มีอยู่แล้วในระดับสูง โดยเมื่อดูข้อมูลหนี้รายย่อยที่ได้ขอเข้าโครงการรับการช่วยเหลือ (รวม SFI) ณ เดือนมิถุนายน 2564 &amp;nbsp;พบว่ามีปริมาณสูงถึง 11% ของจีดีพี ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับเครื่องชี้วัดสำคัญ คือ หนี้ stage 3 หรือเอ็นพีเอล ที่มีอยู่ไม่ถึง 1% ของจีดีพี และหนี้ใน Stage 2 หรือสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต ที่มีอยู่เพียง 2.2% ของจีดีพี สะท้อนให้เห็นว่า คุณภาพหนี้ครัวเรือนของไทยในความเป็นจริงแย่ลงมากกว่าที่สามารถสะท้อนได้จากเครื่องชี้วัดหลักดังเช่น เอ็นพีเอล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
เมื่อพิจารณาเป็นประเภทหนี้ที่มาขอรับความช่วยเหลือล่าสุด สำหรับลูกหนี้ของกิจการธนาคารพาณิชย์ กิจการไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank) และธนาคารเฉพาะกิจ (SFI) ณ สิ้นไตรมาส 2/2564 พบว่า อันดับแรกเป็นหนี้ที่อยู่อาศัยเป็นหลัก (ยอดขอความช่วยเหลือรวมอยู่สูงถึง 4.5% ของจีดีพี เทียบกับยอดเอ็นพีเอลที่ 0.6% ของจีดีพี) รองลงมาเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล (ยอดขอความช่วยเหลือรวม 5.3% เทียบกับยอดเอ็นพีเอล 0.2%) และอันดับสามเป็นหนี้รถยนต์ (มูลค่าขอความช่วยเหลือ 1.1% เทียบกับยอดเอ็นพีเอลที่ 0.1%) โดยกลุ่มลูกหนี้ที่มาขอความช่วยเหลือมักเป็นลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จนความสามารถในการชำระหนี้ลดลง ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลือผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ในลักษณะเชิงป้องกัน (Pre-emptive) อย่างทันท่วงที จะส่งผลให้เกิดหนี้เสียเป็นวงกว้างและกระทบต่อเสถียรภาพการเงินและระบบสถาบันการเงินโดยรวมของไทยได้ โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลซึ่งเป็นหนี้ประเภทไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Unsecured loan) และมีสัดส่วนค่อนข้างใหญ่ในโครงสร้างสินเชื่อครัวเรือนของไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การวางแผนแก้ไขหนี้ครัวเรือนจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเน้นเพื่อช่วยผ่อนคลายภาวะตึงตัวทางการเงินของลูกหนี้ในระยะสั้น และเพื่อช่วยให้ลูกหนี้สามารถเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การชำระหนี้ทั้งหมดได้ หลังการแพร่ระบาดยุติลงในระยะยาว โดยสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้แต่ละราย (Tailor-made) และไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจเลี่ยงชำระหนี้อย่างไม่เหมาะสม (Moral hazard) เมื่อเปรียบเทียบแนวทางสำคัญในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของ ธปท. และประเทศอื่นในภูมิภาค พบว่ามีความสอดคล้องกันในหลายด้าน ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเติมสภาพคล่องให้ลูกหนี้รายย่อยเพื่อให้เพียงพอต่อการดำรงชีพ เช่น ธนาคารกลางเกาหลีได้ขยายกรอบวงเงินช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีและเจ้าของธุรกิจส่วนบุคคลรายย่อย ส่วน ธปท. ได้ขยายเพดานวงเงินสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลสำหรับลูกหนี้ที่มีความสามารถในการผ่อนชำระ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การลดภาระค่าผ่อนต่องวดลง ตามการเจรจาร้องขอของลูกหนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้แต่ละราย (Tailor-made) อาทิ มาเลเซียที่ลดค่างวดตามสถานะการจ้างงานและรายได้ สิงคโปร์ที่ลดค่างวดสำหรับหนี้บ้านซึ่งมีสัดส่วนสูงในหนี้ครัวเรือน รวมถึงการช่วยเหลือเฉพาะหนี้ส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และ ธปท. ให้ส่วนลดดอกเบี้ยตามยอดชำระค่างวดใหม่ที่เลือก เพื่อเป็นแรงจูงใจแก้ลูกหนี้ที่เข้าโครงการแก้หนี้ ให้พยายามชำระหนี้ตามความสามารถ ซึ่งได้ผลลัพธ์ที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การเร่งปรับโครงสร้างหนี้ &amp;nbsp;ทั้งการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้จากระยะสั้นเป็นหนี้ระยะยาว ก่อนที่จะเกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้ได้ในอนาคต ซึ่งเป็นแนวทางทั่วไปที่สอดคล้องกันในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การรวบหนี้ โดยเฉพาะการนำหนี้ไม่มีหลักประกันมารวมกับหนี้มีหลักประกัน และขยายระยะผ่อนชำระ จะช่วยลดภาระดอกเบี้ย เพื่อรองรับการปรับโครงแก้ไขหนี้ระยะยาวอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
สุดท้ายนี้ ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยในสถานการณ์โควิด นอกจากจะอาศัย ธปท. และภาคธนาคารให้การช่วยเหลือผ่านการลดภาระและปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงต้องดำเนินการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ &amp;nbsp;ปัญหาเศรษฐกิจที่จะยังคงซบเซาไปอีก 2 ปีข้างหน้า และการให้ความรู้ทางการเงินแก่ภาคครัวเรือน โดยเฉพาะการทำอย่างไรที่จะให้การก่อหนี้กลับมาเป็นการสร้างประโยชน์ และสร้างโอกาสในการหารายได้ซึ่งจะช่วยปลดภาระหนี้ได้ในระยะยาว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116523</URL_LINK>
                <HASHTAG>ttb analytics, หนี้ครัวเรือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210913/image_big_613ed0dcb58a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>107056</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/06/2021 11:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/06/2021 11:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ttb ประเมินมาตรการเยียวยา -ฉีดวัคซีน-เปิดประเทศ หนุนบริโภคภาคเอกชนฟื้นโต 2%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มิ.ย. 2564 ttb analytics คาดมาตรการเยียวยา ความคืบหน้าการฉีดวัคซีน และเป้าหมายเดินหน้าปลดล็อกประเทศ 120 วัน เป็นปัจจัยฟื้นความเชื่อมั่น พยุงการบริโภคภาคเอกชนทั้งปี 2564 โต 2% และเป็นฐานให้โตดีขึ้นในปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โควิดรอบ 3 ฉุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจไตรมาสสองปี 2564 ทรุดตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การแพร่ระบาดอย่างรุนแรงของโรคโควิด-19 รอบสาม ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ทรุดลงอีกครั้ง สะท้อนจากเครื่องชี้วัดเศรษฐกิจแทบทุกด้านของเดือนเมษายนอยู่ในทิศทางขาลง โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่หดตัวในทุกหมวดการใช้จ่าย ทั้งสินค้าคงทน สินค้าไม่คงทน และการบริการ ซึ่งเป็นผลจากมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวดขึ้น การปิดกิจการบางประเภท อาทิ โรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบกับความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมาก แม้ในไตรมาสนี้จะมีเม็ดเงินพยุงเศรษฐกิจจากมาตรการของภาครัฐวงเงินถึง 1.5 แสนล้านบาทก็ตาม แต่ยังมีสัญญาณการบริโภคภาคเอกชนที่สะดุดลงสอดคล้องกับข้อมูล Google Mobility ด้านกิจกรรมค้าปลีกและกิจกรรมด้านภาคบริการ (กิจกรรมสวนสาธารณะและขนส่งสาธารณะ) ที่ปรับลงต่ำสุดในกลางเดือนพฤษภาคม 2564 โดยปรับลดมากกว่าช่วงการระบาดในรอบสอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชี้ 3 ปัจจัยหลักหนุนการบริโภคฟื้นตัวครึ่งปีหลัง : ความคืบหน้าฉีดวัคซีน มาตรการเยียวยา และไทม์ไลน์การปลดล็อกประเทศ ในช่วงครึ่งปีหลัง สถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 คาดว่ามีแนวโน้มดีขึ้นตามความคืบหน้าการฉีดวัคซีน โดยล่าสุดภาครัฐตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้ได้ 10 ล้านโดสต่อเดือน ตั้งแต่กรกฎาคมเป็นต้นไป ซึ่งครอบคลุมประชากรที่ได้รับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งเข็มจำนวน 50 ล้านคนภายในต้นเดือนตุลาคม พร้อมกับตั้งเป้าเปิดประเทศเต็มรูปแบบภายใน 120 วัน (ตุลาคม) คู่ขนานไปกับมีมาตรการเยียวยาต่อเนื่อง ซึ่งมีผลในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงธันวาคมปี 2564 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีการขยายโครงการเดิม อาทิ คนละครึ่งเฟส 3 การเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ โครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 และโครงการใหม่ยิ่งใช้ยิ่งได้ ในรูปแบบ e-voucher cash back รวมเป็นวงเงิน 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับครึ่งปีแรก มาตรการเยียวยาในปี 2564 จะมีวงเงินอยู่ที่ 4.8 แสนล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 3 ของ GDP) ซึ่งสูงกว่ามาตรการเยียวยาโควิดในรอบแรกที่มีวงเงิน 3.75 แสนล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เม็ดเงินจากมาตรการเยียวยาจะกระจายไปสู่การบริโภคภาคเอกชน ส่วนใหญ่เป็นการใช้จ่ายการซื้อสินค้าไม่คงทนและภาคบริการ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สะท้อนถึงการบริโภคภาคเอกชน ประกอบด้วยการใช้จ่ายในหมวด 1) สินค้าคงทน (สัดส่วน 10%) เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ 2) สินค้าไม่คงทนและกึ่งคงทน (สัดส่วน 50%) ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า และ 3) ภาคบริการ (สัดส่วน 40%) ได้แก่ การท่องเที่ยวและโรงแรม การบริการขนส่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวโน้มการใช้จ่ายของแต่ละหมวดในช่วงที่เหลือของปี 2564 ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics คาดว่ามาตรการเยียวยาวงเงิน 1.2 แสนล้านบาท จะช่วยหนุนการใช้จ่ายสินค้าไม่คงทนซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันขยายตัวต่อเนื่อง สำหรับการใช้จ่ายในภาคบริการ มีแนวโน้มเริ่มปรับตัวดีขึ้นเมื่อสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 อยู่ในระดับควบคุมได้มากขึ้น และการฉีดวัคซีนอยู่ในระดับที่ประชาชนมีความมั่นใจสามารถดำเนินชีวิตได้เป็นปกติ ภาครัฐสามารถทยอยปลดล็อกกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ จนนำไปสู่การเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มเข้ามามากขึ้นในไตรมาส 4 ปี 2564 นี้ โดย ttb analytics คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2564 อยู่ที่ 4 แสนคน นอกจากนี้ การท่องเที่ยวภายในประเทศจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง ซึ่งได้แรงหนุนจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น และมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ อาทิ เราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 ทัวร์เที่ยวไทย ทำให้ไทยเที่ยวไทยยังคงตอบโจทย์นักท่องเที่ยวไทยได้
สำหรับหมวดการใช้จ่ายสินค้าคงทน มีทิศทางดีขึ้น โดยเฉพาะดีมานด์รถยนต์จะคาดว่าเริ่มทยอยกลับมาสู่ระดับเดียวกับไตรมาส 4 ปี 2563 ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจเริ่มปรับดีขึ้นและหนุนด้วยรายได้ภาคเกษตรที่อยู่ในเกณฑ์ดี และแนวโน้มภาคการส่งออกที่มีทิศทางดีขึ้น นอกจากนี้ มาตรการช่วยเหลือด้านการเงินสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดรอบสาม อาทิ การพักชำระเงินต้น พักชำระดอกเบี้ย ยืดระยะเวลาจ่ายหนี้ รวมถึงการปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับประชาชนและผู้ประกอบการ เป็นปัจจัยที่ช่วยพยุงการบริโภคให้ฟื้นตัวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากปัจจัยข้างต้นทั้งความคืบหน้าการฉีดวัคซีน มาตรการเยียวยา และไทม์ไลน์การปลดล็อกของประเทศภายในไตรมาส 4 ปี 2564 นี้ หนุนให้การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวได้ร้อยละ 2.0 จากเดิมที่คาดการณ์ร้อยละ 1.6 ในช่วงเริ่มต้นการระบาดรอบสาม (ต้นเดือนเมษายน 2564) และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 3.4 ในปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/107056</URL_LINK>
                <HASHTAG>ttb analytics, การบริโภคภาคเอกชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210621/image_big_60d0116a0bf7e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
