<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69513</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จะฟื้นเป็นตัว U หรือ L?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวานผมเอาแนววิเคราะห์เศรษฐกิจไทยที่ถูกโควิด-19 กระทบหนักของ &amp;ldquo;วิจัยกรุงศรี&amp;rdquo; มาเล่าให้ฟังเพื่อช่วยกันประเมินสถานการณ์ของบ้านเราให้รอบด้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในรายงานนั้นระบุว่า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติคาดว่า แรงงานจำนวน 14.4 ล้านคนมีความเสี่ยงในไตรมาส 2&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และไตรมาส 3 การระบาดของไวรัสคาดว่าจะกระทบแรงงาน 2.5 ล้านคนจาก 3.9 ล้านคนในภาคท่องเที่ยว กระทบแรงงาน 1.5 ล้านคนจาก 5.9 ล้านคนในภาคอุตสาหกรรม และกระทบ 4.4 ล้านคนจาก 10.3 ล้านคนในภาคบริการอื่นๆ ขณะเดียวกันภัยแล้งมีผลกระทบต่อเกษตรกร 6 ล้านคน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สภาพัฒน์ยังคาดว่าแรงงานที่ว่างงานจะเพิ่มเป็น 2 ล้านคนในสิ้นปี 2563 นี้ หรือ 3-4% ของแรงงานทั้งหมด จาก 1% ในปัจจุบัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วง เพราะนี่เป็นการว่างงานที่สูงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติการเงินปี 1998
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นที่มาของการคาดว่าแนวโน้มเศรษฐกิจที่ย่ำแย่และความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อาจจะทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ผ่อนคลายนโยบายการเงินอีก แม้จะไม่ลดอัตราดอกเบี้ย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานนี้บอกว่าเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมยังติดลบเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ 3.44% จากระยะเดียวกันของปีก่อน ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2552&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นผลจากราคาพลังงานที่ลดลง 28.0% และมาตรการของรัฐบาลในการลดค่าครองชีพของประชาชน ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานติดลบ 0.01%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บทวิเคราะห์นี้บอกว่าแม้เงินเฟ้อมีแนวโน้มติดลบน้อยลงจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นหลังจากคลายล็อกดาวน์ แต่คาดว่าเงินเฟ้อทั้งปีจะติดลบ 0.8% เพราะความต้องการในประเทศยังอ่อนตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แนวโน้มเศรษฐกิจที่ไม่สดใสและความเสี่ยงที่จะเกิดเงินฝืด อาจจะทำให้ กนง.ออกมาตรการกระตุ้นทั้งผ่านนโยบายการเงินแบบทั่วไปและนโยบายการเงินแบบกำหนดเป้าหมาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยหนุนการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;วิจัยกรุงศรี&amp;rdquo; มองว่าการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดลงมาที่ 0.50% ระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์ของ กนง. เป็นการส่งสัญญาณการสิ้นสุดวัฏจักรการลดดอกเบี้ย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และคาดว่าจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมเพื่อเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 เพราะแม้มีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เศรษฐกิจทั้งไตรมาส 2 น่าจะหดตัวมากกว่า 8% และในครึ่งหลังของปียังคงหดตัวจากระยะเดียวกันของปีก่อน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นั่นหมายความว่าครัวเรือนและภาคธุรกิจยังต้องการมาตรการกระตุ้น ทั้งมาตรการทั่วไปและมาตรการแบบกำหนดเป้าหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทิศทางเศรษฐกิจไทยในอีกหลายเดือนข้างหน้าขึ้นอยู่กับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 และการตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพของนโยบาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะติดลบ 5% ในปี 2563 โดยมีความเป็นไปได้มากที่เศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างช้าๆ และภาคธุรกิจต่างๆ จะเริ่มปรับตัวรับเทรนด์ใหม่ๆ ที่จะชัดเจนมากขึ้นในปี 2564
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วิจัยกรุงศรีประเมินว่าจะฟื้นตัวแบบ U-shape แต่มีความเสี่ยงที่จะถดถอยลึกลงไปอีก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการคาดการณ์ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสรายใหม่จะแตะระดับสูงสุดภายในครึ่งแรกของปีนี้ และการดำเนินนโยบายเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์มีประสิทธิภาพปานกลาง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เศรษฐกิจไทยยังประสบกับสถานการณ์ที่ท้าทายจากมาตรการล็อกดาวน์ ที่ยังบังคับใช้ในบางด้านทั้งในประเทศและทั่วโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมทั้งมีความเสี่ยงสูงที่วิกฤติทางการเงินจะลุกลามและนำไปสู่การฟื้นตัวแบบ L-shape และมีความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดรอบสอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานนี้สรุปว่า &amp;ldquo;ที่มองว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวแบบ U-shape เพราะมีสมมติฐานว่าไทยจะควบคุมการระบาดของไวรัสได้ภายในสิ้นไตรมาส 2 และการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพปานกลาง แต่ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะถดถอยลึกลงไปอีก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือในกรณีที่เลวร้ายกว่านั้นก็คือ การลุกลามของวิกฤติทางการเงินจะนำไปสู่การฟื้นตัวแบบ L-shape และเกิดการระบาดรอบสอง&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าเป็นการฟื้นแบบ L จะมีผลกระทบตามมาหลายด้าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(พรุ่งนี้: การฟื้นไทยต้องเชื่อมกับเศรษฐกิจโลก).
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69513</URL_LINK>
                <HASHTAG>L-shape, U-shape, กาแฟดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
