<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>113483</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2021 15:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2021 15:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> You Me We Us เล่าเรื่องหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศไทยมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาก นอกจากคนไทยแล้ว ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์กระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ มีวิถีวัฒนธรรมแตกต่างไป&amp;nbsp; ชวนมาทำความรู้จักพวกเขาผ่านนิทรรศการออนไลน์ &amp;ldquo;เรา&amp;rdquo;กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย หรือ You Me We Us ที่เล่าเรื่องราวในรูปแบบงานเขียน ภาพถ่าย และวิดีโอ ผลงานหลายชิ้นถ่ายทอดผ่านเจ้าของเรื่อง บางชิ้นถ่ายทอดจากผู้ที่ได้เข้าไปสัมผัสกลุ่มชาติพันธุ์นั้นๆ บางเรื่องเราไม่เคยรับรู้หรือได้ยินมาก่อน &amp;nbsp;จัดโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ( UNDP) ร่วมกับศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย และสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;สนับสนุนโดยสหภาพยุโรป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; You Me We Us เกิดขึ้นเนื่องในโอกาสการเฉลิมฉลองวันสากลว่าด้วยชนพื้นเมืองดั้งเดิมของโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 9 สิงหาคมของทุกปี &amp;nbsp;ในปีนี้มีธีมหลัก คือ &amp;ldquo;จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง : ชนพื้นเมืองและการเรียกร้องสู่สัญญาประชาคมใหม่&amp;rdquo; (Leaving no one behind: Indigenous peoples and the call for a new social contract) &amp;nbsp;เน้นไปที่การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง นำมาซึ่งการสร้าง โอกาสที่เท่าเทียม รวมถึงความเคารพในสิทธิ ศักดิ์ศรี และเสรีภาพของมนุษย์ทุกคน และสำคัญที่สุด คือ การมุ่งสร้างความเข้าใจระหว่างรัฐกับกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องราวที่จัดแสดงในนิทรรศการนี้ส่วนหนึ่งมาจากผลงานที่ได้จากการอบรมเชิงปฏิบัติการ &amp;lsquo;โครงการสื่อสร้างสรรค์เพื่อความ ยั่งยืน&amp;rsquo; โครงการเพื่อเสริมทักษะด้านการสื่อสารให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ โดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)&amp;nbsp; และมี Realframe เป็นผู้จัดกระบวนการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผลผลิตจากผู้เข้าร่วมหลายชิ้นสะท้อนวิถีชีวิต ความเป็นอยู่และปัญหาที่กลุ่มชาติพันธุ์ต้องเผชิญได้อย่างน่าสนใจ UNDP เลือกหยิบมาพัฒนาเป็นนิทรรศการออนไลน์ You Me We Us ผสมผสานกับเรื่องราวจากองค์กรอื่น ๆ และบุคคลทั่ว ไป เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันสากลว่าด้วยชนพื้นเมืองดั้งเดิมของโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 9 สิงหาคมของทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;นิทรรศการ You Me We Us หวังว่าจะเป็นส่วนช่วยให้ทุกคนได้เรียนรู้เรื่องความหลากหลาย กลับไปสำรวจว่ารากของ เธอ เขา เรา ฉัน เป็น ใคร ทำความเข้าใจว่า มีองค์ประกอบใดบ้างที่ส่งผลให้การใช้ชีวิตของบางกลุ่มชาติพันธุ์ มีข้อจำกัด และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างมองเห็นความเป็นมนุษย์ในกันและกัน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ร่วมชมนิทรรศการความหลากหลายได้ที่เว็บไซต์ www.you-me-we-us.com &amp;nbsp;บนเว็บไซต์นิทรรศการมีอินเตอร์แอคทีฟ ให้ลองเล่นสนุกๆ เป็นการเริ่มต้นทำความรู้จักกับความหลากหลายจากประสบการณ์ของตัวเอง ชมภาพยนตร์สารคดีเล่าเรื่องทางชาติพันธุ์  จากนั้นเข้าสำรวจเรื่องราวและชมนิทรรศการออนไลน์กันอย่างเพลิดเพลิน นอกจากนี้ มีช่องทางติดตามความเคลื่อนไหว &amp;nbsp;Instagram: @youmeweus.exhibition Facebook: https://www.facebook.com/youmeweus.exhibition Twitter: @You_Me_We_Us&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113483</URL_LINK>
                <HASHTAG>UNDP, You Me We Us, กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย, ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210816/image_big_611a23abbe2c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/11/2020 11:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/11/2020 11:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>UNDP ประเทศไทยจับมือกรุงไทย มูลนิธิรักษ์ไทย เปิดตัวตัวโครงการ Koh Tao, Better Together </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;โครงการ BIOFIN ภายใต้ UNDP ประเทศไทยจับมือธนาคารกรุงไทยและมูลนิธิรักษ์ไทย เปิดตัวโครงการ Koh Tao, Better Together ตั้งเป้าระดมทุนเพื่อช่วยจ้างงานคนขับเรือท่องเที่ยวขนาดเล็กบนเกาะเต่า ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักขาดรายได้หลักดูแลครอบครัวจากสถานการณ์โควิด-19 ทำความสะอาดชายหาดและเก็บขยะในทะเล ลดปัญหาสิ่งแวดล้อมชายฝั่งและฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;นายเรอโน เมแยร์ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย หรือ UNDP ประเทศไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณเกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี&amp;nbsp; ซึ่งโครงการการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ The Biodiversity Finance Initiative (BIOFIN) ภายใต้การดำเนินงานของ UNDP ประเทศไทย&amp;nbsp; ธนาคารกรุงไทยและมูลนิธิรักษ์ไทย ได้ร่วมมือดำเนินโครงการ Koh Tao, Better Together&amp;nbsp; เพื่อนำรายได้จากการระดมทุนมาพัฒนาสิ่งแวดล้อมบริเวณเกาะเต่าและฟื้นฟูความยั่งยืนสู่ชุมชน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;โครงการนี้ตั้งเป้าระดมทุน 1.944 ล้านบาท เพื่อสร้างอาชีพให้คนขับเรือท่องเที่ยวขนาดเล็กในเทศบาลตำบลเกาะเต่า จำนวน 200 คน ทำความสะอาดและเก็บขยะ โดยมีค่าจ้างเดือนละ 3,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2563 - วันที่ 31 มกราคม 2564&amp;nbsp; รวมทั้งการปลูกจิตสำนึกให้อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างสมดุลในการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และธรรมชาติอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ภารกิจสำคัญของธนาคารกรุงไทย คือ การร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่กับการสร้างการเติบโตของธุรกิจเพื่อก้าวสู่ Digital Banking เต็มรูปแบบ ที่สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในยุค Technology Disruption บนพื้นฐานของการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (ESG) สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้&amp;nbsp; ธนาคารมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในโครงการ Koh Tao, Better Together&amp;nbsp; โดยเป็นการระดมทุนผ่าน QR Code ครั้งแรกของ UNDP ประเทศไทย ผ่านกรุงไทย e-Donation ซึ่งข้อมูลการบริจาคจะถูกส่งเข้าระบบลดหย่อนภาษีของกรมสรรพากรโดยอัตโนมัติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ในด้านสังคม ธนาคารได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือลูกค้า ผู้ประกอบการในเกาะเต่าด้วยการสนับสนุนสินเชื่อผ่านมาตรการต่างๆ อย่างเต็มที่ และได้เชิญชวนเข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกัน เชิญชวนร้านค้าเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวและกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ&amp;nbsp; ด้านสิ่งแวดล้อม ได้ส่งเสริมการสร้างอาชีพให้คนในชุมชนทำความสะอาดและเก็บขยะ เพื่อนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มโดยทำอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์&amp;nbsp; และระดมทุนบนหลักธรรมาภิบาลที่สามารถตรวจสอบได้ และยังได้สนับสนุนโครงการในฐานะผู้บริจาคเริ่มต้น 30 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้โครงการสามารถขับเคลื่อนและประชาชนได้รับความช่วยเหลืออย่างแท้จริง ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสมทบทุน ผ่านกรุงไทย e-Donation มูลนิธิรักษ์ไทย UNDP&amp;nbsp; กรุงไทยรักเกาะเต่า หรือ โอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทยเลขที่ 034-1-81121-1 ชื่อบัญชี มูลนิธิรักษ์ไทย&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;นายไชยันต์ ธุระสกุล นายกเทศมนตรีตำบลเกาะเต่า เปิดเผยว่า เกาะเต่าได้ชื่อว่าเป็นแหล่งดำน้ำอันดับต้น ๆ ของโลก ทำให้แต่ละปี มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมธรรมชาติใต้ท้องทะเล ไม่น้อยกว่า 5 แสนคน โดยในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้การท่องเที่ยวบนเกาะเต่าได้รับผลกระทบ ประชาชนขาดรายได้ แต่ผลดีที่เกิดขึ้นคือ ธรรมชาติใต้ท้องทะเลได้ฟื้นตัว กลับมาสวยงามอีกครั้ง&amp;nbsp; ตั้งแต่ปี 2561 ที่โครงการ BIOFIN เข้ามาช่วยพัฒนา ฟื้นฟูและดูแลความหลากหลายทางชีวภาพบนเกาะเต่า และล่าสุดโครงการ Koh Tao, Better Together ซึ่งนอกจากจะช่วยชาวชุมชนให้พ้นวิกฤติแล้ว ยังมีส่วนช่วยให้สิ่งแวดล้อมบนเกาะเต่าสะอาดสวยงามและพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83359</URL_LINK>
                <HASHTAG>Better Together, Koh Tao, UNDP, ธนาคารกรุงไทย, มูลนิธิรักษ์ไทย, เรอโน เมแยร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201110/image_big_5faa18c1545d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60543</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/03/2020 17:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/03/2020 17:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผุดสารคดี&#039;พรุบ้านฉัน&#039;UNDPเปรียบหม้อข้าวคนภาคใต้ หวังสังคมตระหนักความสำคัญดูดซับคาร์บอนลดโลกร้อน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 มี.ค.63- สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้เผยแพร่สารคดี &amp;ldquo;พรุบ้านฉัน&amp;rdquo; ความยาว 9.22 นาที บอกเล่าเรื่องราวความสำคัญของป่าพรุที่มีต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ และสัตว์ป่า รวมถึงประโยชน์ของป่าพรุในการกักเก็บคาร์บอนซึ่งช่วยในการลดโลกร้อน และการเป็นเกราะป้องกันภัยทางธรรมชาติ ดำเนินเรื่องโดยนักแสดงหนุ่ม อนันดา เอเวอริงแฮม และชาวบ้านบริเวณพื้นที่ป่าพรุควนเคร็ง จังหวัดนครศรีธรรมราช&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรอโน เมแยร์ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทยกล่าวว่า​ ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำหรือ อนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) ลำดับที่ 110 และสำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ ได้กำหนดหัวข้อวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก 2563 คือ&amp;ldquo;พื้นที่ชุ่มน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ (Wetlands and Biodiversity) ในโอกาสนี้ สผ. และ UNDP จึงได้จัดทำและเผยแพร่สารคดี &amp;ldquo;พรุบ้านฉัน&amp;rdquo; ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเสริมศักยภาพการจัดการระบบนิเวศป่าพรุ เพื่อเพิ่มความสามารถการกักเก็บคาร์บอนและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) เพื่อแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางธรรมชาติของป่าพรุ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญทางระบบนิเวศและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเรอโน กล่าวด้วยว่า รวมทั้งต้องการให้สาธารณะชนรับทราบและตระหนักถึงความสำคัญของป่าพรุในการกักเก็บและดูดซับคาร์บอน ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมากในการช่วยลดโลกร้อน รวมถึงก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชาวบ้าน ในการร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าพรุ การเฝ้าระวังไฟป่าซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลต่อระบบนิเวศ ตลอดจนการป้องกันบุกรุกพื้นที่เพื่อทำการเกษตร ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยหวังว่าสังคมจะตระหนักถึงปัญหาและมองเห็นคุณค่าของป่าผ่านมุมมองการเล่าเรื่องของสารคดีพรุบ้านฉัน และหวงแหนความสมบูรณ์ของธรรมชาติระบบนิเวศป่าพรุให้มีความยั่งยืนต่อไปทั้งนี้ เนื่องในวันที่ 21 มีนาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็นวันป่าไม้โลก (International Day of Forests) เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ และอนุรักษ์ป่าไม้ สผ. และ UNDP จึงใช้โอกาสนี้เผยแพร่สารคดีดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ป่าพรุเปรียบเหมือนหม้อข้าวของคนภาคใต้ หลายคนต้องพึ่งพาป่าพรุทั้งในชีวิตประจำวัน และการประกอบอาชีพ การปล่อยให้ป่าพรุถูกทำลายก็เหมือนการทุบหม้อข้าวของพวกเขา นอกจากนี้ ป่าพรุยังช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากป่าพรุทำหน้าที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนเป็นล้านๆตัน อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ป่าพรุถูกทำลายไปมากทั้งจากการพัฒนาที่ดิน การตั้งถิ่นแบบถูกและผิดกฎหมาย และไฟป่า โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติจึงร่วมกับภาคประชาสังคม และรัฐบาลสร้างความตระหนักรู้เรื่องการอนุรักษ์ป่าพรุ นอกจากนี้ ยังจัดหาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เพื่อปรับปรุงการจัดการทรัพยากรในป่าพรุ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านอนันดา เอเวอริงแฮม นักแสดงชื่อดัง​ ​กล่าวว่า การลงพื้นที่ถ่ายทำในครั้งนี้รู้สึกมีความสุขมากๆ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่รู้สึกประทับใจ 2 อย่าง คือ ธรรมชาติ ที่สวยงามของป่าพรุ และ คนในพื้นที่ที่ได้พบปะพูดคุย ที่ให้มุมมองของคนที่อาศัยอยู่กับธรรมชาติ ที่ทำให้รู้สึกว่าเรานำวิธีคิดของเขามาปรับใช้ในชีวิตของเราได้ และส่วนตัวอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งชาวบ้านในพื้นที่ตำบลไสขนุน ตั้งแต่รุ่นเด็กไปจนถึงรุ่นใหญ่ก็ให้ความสนใจกับกิจกรรมเป็นอย่างมาก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60543</URL_LINK>
                <HASHTAG>UNDP, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ป่าพรุภาคใต้, สผ., อนันดา เอเวอริงแฮม, แรมซ่าไซต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200322/image_big_5e7743a688862.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17836</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2018 09:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2018 09:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>UNDPเผยดัชนีการพัฒนามนุษย์ปี 2017 ไทยอยู่ในระดับสูง เป็นลำดับ4ของอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ก.ย.61-เพจ ASEAN Infrastructure Post&amp;nbsp;รายงานว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nation Development Programme: UNDP) ได้จัดทำดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index: HDI) ประจำปี 2017 โดยคำนึงถึงความสำเร็จใน 3 ด้าน คือ ด้านสุขภาพ (อายุคาดเฉลี่ยเมื่อแรกเกิด: Life Expectancy at Birth) ด้านการศึกษา (จำนวนปีเฉลี่ยที่ได้รับการศึกษา: Mean years of schooling) และด้านมาตรฐานการครองชีพ (รายได้มวลรวมประชาชาติเฉลี่ยต่อบุคคล: Gross Nation Income: GNI per Capita) แล้วนำมาจัดกลุ่มประเทศตามลำดับการพัฒนา 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มพัฒนาระดับสูงมาก กลุ่มพัฒนาอยู่ในระดับสูง กลุ่มพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง และกลุ่มพัฒนาอยู่ในระดับต่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มพัฒนาอยู่ในระดับสูง มีรายละเอียดดังนี้ 1.สิงคโปร์ &amp;nbsp;ดัชนี 0.932 &amp;nbsp;อยู่ในระดับ สูงมาก &amp;nbsp;2.บรูไน &amp;nbsp;0.853 &amp;nbsp;สูงมาก &amp;nbsp;3.มาเลเซีย &amp;nbsp;0.802 &amp;nbsp;สูงมาก 4.ไทย &amp;nbsp;0.755 &amp;nbsp;สูง 5.ฟิลิปปินส์ &amp;nbsp;0.699 &amp;nbsp;กลาง 6.อินโดนีเซีย ️ 0.694 &amp;nbsp;กลาง &amp;nbsp;7.เวียดนาม &amp;nbsp;0.694 &amp;nbsp;กลาง 8.ลาว &amp;nbsp;0.601 กลาง 9.กัมพูชา &amp;nbsp;0.582 &amp;nbsp;กลาง &amp;nbsp;และ 10.พม่า &amp;nbsp;0.578 &amp;nbsp;กลาง. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17836</URL_LINK>
                <HASHTAG>UNDP, สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ, ไทยระดับสูง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180918/image_big_5ba05bd3e278a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
