<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102523</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/05/2021 15:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/05/2021 15:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อพท. จับมือจังหวัด ส่ง “สุโขทัย” ชิงเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้โลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อพท.ร่วมกับจังหวัดสุโขทัย ประกาศศักยภาพเมือง ส่งข้อมูลเข้าชิงเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ องค์การยูเนสโก หรือ GNLC&amp;nbsp; ตอกย้ำความสำเร็จของการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน สู่เมืองท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง หวังประโยชน์สำคัญต่อการสร้างการรับรู้ให้นักท่องเที่ยวและนักเดินทางจากทั่วโลกปักหมุดเป็นเป้าหมายของการเดินทาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ภายใต้นโยบายและการกำกับดูแลของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ได้มอบให้สำนักงานพื้นที่พิเศษ 4&amp;nbsp; (อพท.4) จังหวัดสุโขทัย ให้ความร่วมมือกับทางจังหวัดสุโขทัยผลักดัน &amp;ldquo;สุโขทัย&amp;rdquo; เข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ องค์การยูเนสโก ( UNESCO Global Network of Learning Cities : GNLC )&amp;nbsp; ประจำปี 2564&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งล่าสุดได้รับรายงานว่า อพท. 4 ได้รับมอบหมายจากทางจังหวัด ให้เป็นผู้ดำเนินการจัดทำใบสมัครโดยร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร และนำส่งต่อคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธิการและ UNESCO เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการประกาศผลผู้ได้รับการคัดเลือกในเดือนมิถุนายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้เอกสารการสมัครที่นำส่งไปแล้วนั้น ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการ เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนของประเทศไทยไม่เกิน 3&amp;nbsp; เมือง เพื่อส่งให้ยูเนสโกเป็นผู้ตัดสิน หากเมืองสุโขทัยได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ หรือ GNLC จะนับเป็นเมืองที่ 2 ของประเทศไทย โดยเมืองแรกที่ยูเนสโกคัดเลือกและประกาศผลไปแล้วเมื่อปี 2562 คือ เทศบาลนครเชียงราย หากสุโขทัยได้รับเลือกเป็น GNLC เท่ากับตอกย้ำความสำเร็จของ อพท. ที่สามารถยกระดับเมืองและพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของพื้นที่ให้เกิดความยั่งยืนได้เป็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ อพท. ได้มองเห็นศักยภาพของเมืองสุโขทัย ที่จะสามารถเข้าชิง GNLC ได้ เนื่องจากเป็นเมืองที่มีความเข้มแข็งทางด้านศิลปะและหัตถกรรม ที่มีการสืบสานจากรุ่นสู่รุ่น ประชาชนและชุมชนในเมืองแห่งนี้ก็ได้ใช้วิชาความรู้ที่สืบทอดต่อกันมาในการประกอบอาชีพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการได้เข้าสู่การเป็นสมาชิกGNLC นอกจากช่วยให้เกิดการรับรู้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสมาชิก GNLC ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 224 เมือง ใน 52 ประเทศ กระจายอยู่ทั่วโลก เกิดการเดินทางศึกษาเรียนรู้ระหว่างกันในกลุ่มสมาชิก และยังช่วยสร้างความสนใจให้เกิดขึ้นในกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ที่ต้องการเดินทางเพื่อศึกษาเรียนรู้&amp;nbsp; อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดและตอกย้ำการรับรู้ในภาพลักษณ์และชื่อเสียงของเมืองสุโขทัยที่เคยได้รับเลือกเป็น เมืองมรดกโลก (พ.ศ. 2534) มรดกความทรงจำแห่งโลก&amp;nbsp;(พ.ศ. 2546)&amp;nbsp; และเมืองสร้างสรรค์ (พ.ศ. 2562) อันจะนำมาซึ่งการยกระดับและเพิ่มมูลค่าเชิงพื้นที่ทั่วจังหวัดสุโขทัย&amp;nbsp; เกิดรายได้จากการเดินทางท่องเที่ยวเข้าสู่จังหวัดและเข้าสู่ประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เมืองแห่งการเรียนรู้จะได้รับการจัดระบบการเรียนรู้ให้กับคนในเมืองทุกเพศ วัย สถานะ อาชีพ&amp;nbsp; เพื่อให้คนในเมืองมีการเรียนรู้ตลอดชีพและทั่วถึง นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต และนำไปสู่เมืองที่น่าอยู่และยั่งยืน&amp;nbsp; และคุณสมบัติของเมืองที่จะเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้คือ มีการส่งเสริมให้เกิดเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ประชาชนจะมีอำนาจในการตัดสินใจและการรวมกลุ่มทางสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจและความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม การพัฒนาที่ยั่งยืน เกิดการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตั้งแต่ขั้นพื้นฐานถึงระดับอุดมศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้ในครอบครัวและชุมชน มีการอำนวยความสะดวกเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หากสุโขทัยได้รับเลือกเป็นเครือข่าย GNLC สิ่งที่จะได้รับจากยูเนสโกในการเป็นสมาชิกครั้งนี้คือ 1. ได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ เช่น ได้เข้าถึงเครื่องมือและกลยุทธ์ในการพัฒนาเมือง ได้รับข้อมูลเชิงลึกในการดำเนินงานจากรายงานการวิจัยต่างๆ&amp;nbsp; ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเมืองแห่งการเรียรู้ทั่วโลก 2. ได้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายที่เข้มแข็ง ได้สร้างหุ้นส่วนเครือข่ายความร่วมมือ เช่น ได้ติดต่อกับประเทศสมาชิก ได้สื่อสารกับเครือข่ายของผู้เชี่ยวชาญ ได้รับการสนับสนุนการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมนานาชาติระดับภูมิภาค ได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการจากสมาชิก&amp;nbsp; GNLC และ 3. ได้รับการยอมรับในความพยายามและการดำเนินงานของเมือง เช่น ได้ร่วมแบ่งปันเป้าหมาย ความคืบหน้า ผ่านช่องทางการสื่อสารของ UNESCO GNLC&amp;nbsp; ได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้เมืองกรณีศึกษา และยังได้รับสิทธิ์สมัครเข้ารับรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก้อีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102523</URL_LINK>
                <HASHTAG>GNLC, UNESCO, UNESCO Global Network of Learning Cities : GNLC, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, จังหวัดสุโขทัย, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ, นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี, ยั่งยืน, องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน, องค์การยูเนสโก, อพท., เมืองแห่งการเรียนรู้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210511/image_big_609a3d2a259bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101199</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/04/2021 18:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/04/2021 18:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตามรอย 80 ปีหนังไทย ‘พระเจ้าช้างเผือก’ ที่ตำบลป่าแดง  จ.แพร่ (1)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ฉากสงครามในภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก&amp;nbsp; ถ่ายทำที่ตำบลป่าแดง&amp;nbsp; อ.เมือง จ.แพร่ (ภาพจากหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;lsquo;พระเจ้าช้างเผือก&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;The King of the White Elephant&amp;rsquo; เป็นภาพยนตร์ไทยที่สร้างเมื่อปี 2483 โดยปรีดี&amp;nbsp; พนมยงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ตำแหน่งในขณะนั้น) และนำออกฉายในเดือนเมษายน 2484 ในประเทศไทย&amp;nbsp; อเมริกา&amp;nbsp; และสิงคโปร์&amp;nbsp; มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารให้โลกตระหนักถึงหนทางแห่งสันติภาพ&amp;nbsp; เนื่องจากในขณะนั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังเริ่มต้น&amp;nbsp; โดยเยอรมันส่งกำลังทหารเข้ายึดครองโปแลนด์ในปี 2482&amp;nbsp; จากนั้นสงครามได้ขยายไปทั่วยุโรป&amp;nbsp; และกำลังลุกลามไปทั่วโลก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ประสบผลสำเร็จในแง่ชื่อเสียงและรายได้ &amp;nbsp;เพราะฉายได้ไม่นานก็ถูกถอดออกจากโปรแกรม&amp;nbsp;แถมยังถูกนักวิจารณ์ภาพยนตร์ต่างชาติสวดเสียย่อยยับในทำนองว่า &amp;ldquo;เป็นผลงานของนักทำหนังสมัครเล่น&amp;nbsp; แต่พยายามจะพูดถึงเรื่องราวระดับมนุษยชาติ&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม ในปี 2538 องค์การ UNESCO ได้จัดงานเทศกาลฉลองครบรอบ 100 ปีของวงการภาพยนตร์โลกที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมีภาพยนตร์ที่ทรงคุณค่าจากทั่วโลกได้รับการคัดเลือกให้ไปฉายโชว์ และหนึ่งในนั้นมีภาพยนตร์เรื่อง &amp;lsquo;พระเจ้าช้างเผือก&amp;rsquo; จากประเทศไทยด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในปี 2554 หอภาพยนต์ (องค์การมหาชน)&amp;nbsp; ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้พระเจ้าช้างเผือกเป็น &amp;lsquo;มรดกภาพยนตร์ของชาติ&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่ชาวบ้านสันกลาง ตำบลป่าแดง จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ และมีปัญหาเรื่องสิทธิการครอบครองที่ดิน ใช้หลักฐานจาก &amp;lsquo;พระเจ้าช้างเผือก&amp;rsquo; ยืนยันสิทธิชุมชนว่าชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินมาก่อนจะเป็นที่ดินรัฐ !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สงครามและสันติภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในปี 2482 สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังเริ่มต้นในยุโรป&amp;nbsp; โดยเยอรมันส่งกำลังทหารเข้ายึดโปแลนด์&amp;nbsp; ส่วนในประเทศไทยมีรัฐบาลที่นำโดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ยึดแนวทางลัทธิชาตินิยมแบบทหาร&amp;nbsp; ขณะที่ ปรีดี&amp;nbsp; พนมยงค์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง&amp;nbsp; ยึดแนวทางสันติภาพต่างจากจอมพล ป. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในปี 2483 ปรีดีแต่งนวนิยายเรื่อง &amp;lsquo;พระเจ้าช้างเผือก&amp;rsquo; เพื่อเผยแพร่แนวคิดเรื่องสันติภาพ&amp;nbsp; และต่อมาในปีเดียวกันนิยายเรื่องนี้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกัน&amp;nbsp; ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า &amp;lsquo;The King of the White Elephant&amp;rsquo; โดยปรีดีเป็นผู้อำนวยการสร้าง นักแสดงและทีมงานสร้างเป็นคนไทยทั้งหมด&amp;nbsp; มีบทพูดเป็นภาษาอังกฤษตลอดทั้งเรื่อง มีเป้าหมายเพื่อสื่อสารแนวทางสันติภาพไปยังนานาชาติขณะที่สงครามโลกเริ่มคุกรุ่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;หนังสือเรื่องพระเจ้าช้างเผือก &amp;nbsp;/ ภาพจากหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนรัฐบาลจอมพล ป. เริ่มปลุกกระแสชาตินิยม สนับสนุนนักศึกษาและประชาชนให้เดินขบวนเพื่อเรียกร้องดินแดนอินโดจีนคืนจากฝรั่งเศส&amp;nbsp; เช่น พระตะบองและเสียมราฐในเขมร&amp;nbsp; จำปาสักในลาว ในช่วงปลายปี 2483 ไทยเริ่มรบกับฝรั่งเศสบริเวณชายแดนเขมรและลาว&amp;nbsp; ต่อมาในเดือนมกราคม 2484&amp;nbsp; การสู้รบระหว่างไทยกับฝรั่งเศสขยายข้ามพรมแดน&amp;nbsp; มีการสู้รบทางบก&amp;nbsp; ทางอากาศ&amp;nbsp; ในน่านน้ำแม่น้ำโขง&amp;nbsp; และทางทะเลชายแดนด้านจังหวัดตราด-เกาะกงของเขมร&amp;nbsp; หรือที่รู้จักกันในชื่อ &amp;lsquo;ยุทธนาวีเกาะช้าง&amp;rsquo;&amp;nbsp; เรือรบไทยจมทะเล 3 ลำ&amp;nbsp; ฝรั่งเศสเสียหายเล็กน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ขณะที่กองทัพญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรของเยอรมันเริ่มเปิดสงครามในเอเซียเพื่อตีโต้อังกฤษและสัมพันธมิตร ได้ยื่นมือเข้ามาไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส&amp;nbsp; จนประสบผลสำเร็จ ไทยและฝรั่งเศสเจรจาตกลงหยุดยิงกันในช่วงปลายเดือนมกราคม 2484&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อย่างไรก็ดี&amp;nbsp; ในวันที่ 8 ธันวาคมปีเดียวกัน&amp;nbsp; กองทัพญี่ปุ่นได้ส่งกำลังยกพลขึ้นบกตามชายทะเลภาคใต้ของไทย รวมทั้งที่สมุทรปราการ&amp;nbsp; เพื่อจะบุกไปตีอังกฤษในพม่าและอินเดีย&amp;nbsp; มีการปะทะกันระหว่างทหารญี่ปุ่นกับไทย&amp;nbsp; แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ&amp;nbsp; จนในเวลาต่อมา&amp;nbsp; รัฐบาลไทยจำยอมให้ญี่ปุ่นยกพลข้ามประเทศ&amp;nbsp; และเข้าร่วมเป็นพันธมิตรสงครามกับญี่ปุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในวันเดียวกับที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในไทยนั้น&amp;nbsp;ผู้รักชาติหลายคนได้มาพบกับปรีดีเพื่อร่วมกันก่อตั้ง &amp;lsquo;องค์การต่อต้านญี่ปุ่น&amp;rsquo; โดยให้ปรีดีเป็นหัวหน้า&amp;nbsp;ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น &amp;lsquo;ขบวนการเสรีไทย&amp;rsquo; ร่วมเคลื่อนไหวทั้งในและนอกประเทศร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร เช่น&amp;nbsp; อังกฤษและสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านญี่ปุ่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การสู้รบขยายวงไปทั่วโลกนานหลายปี จนรัฐบาลสหรัฐอเมริกาส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลงใน&amp;nbsp; 2 เมืองใหญ่ของญี่ปุ่น &amp;nbsp;สร้างความเสียหายยับเยิน&amp;nbsp; จึงนำไปสู่การยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเดือนกันยายน 2488&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้&amp;nbsp; จอมพล ป. ต้องตกเป็นอาชญากรสงครามด้วย&amp;nbsp; แต่ประเทศไทยรอดพ้นไม่ต้องตกเป็นประเทศที่แพ้สงครามร่วมกับญี่ปุ่น&amp;nbsp; อันเนื่องมาจากขบวนการเสรีไทยที่ได้เข้าร่วมต่อต้านญี่ปุ่นกับสัมพันธมิตรนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;lsquo;80 ปี&amp;nbsp; พระเจ้าช้างเผือก&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกนำออกฉายเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2484 พร้อมกัน 3 ประเทศ คือ ที่นิวยอร์ค&amp;nbsp; สหรัฐอเมริกา&amp;nbsp; สิงคโปร์&amp;nbsp; และประเทศไทยที่ศาลาเฉลิมกรุง&amp;nbsp; เมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน 2564 ภาพยนตร์เรื่องนี้มีอายุครบ 80 ปีบริบูรณ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ปรีดี&amp;nbsp; พนมยง (ยืนกลาง) ขณะถ่ายทำหนังในปี 2483 ที่บ้านสันกลาง&amp;nbsp; ตำบลป่าแดง จ.แพร่ &amp;nbsp;/ภาพจากหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก&amp;nbsp; กล่าวถึงกษัตริย์ 2 พระองค์&amp;nbsp; คือ &amp;lsquo;พระเจ้าจักรา&amp;rsquo;&amp;nbsp;กษัตริย์ผู้ครอบครองอโยธยาเมื่อ 400 ปีก่อน&amp;nbsp; พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทรงธรรมราชา ไม่โปรดสาวงามในราชสำนัก&amp;nbsp; พระองค์ทรงอุทิศตนเพื่อราษฎร&amp;nbsp; ทรงกล้าหาญชาญชัยในการศึก&amp;nbsp; ขณะเดียวกันทรงรักสันติภาพ&amp;nbsp; บนแผ่นดินที่อุดมไปด้วยช้างเผือก&amp;nbsp; ราษฎรจึงขนานนามพระองค์ผู้เก่งกล้าว่า&amp;nbsp; &amp;ldquo;พระเจ้าช้างเผือก&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกพระองค์ คือ &amp;lsquo;พระเจ้าหงสา&amp;rsquo; ซึ่งเป็นทรราช มีจิตใจโหดเหี้ยมทารุณ&amp;nbsp; มักมากในกาม ส่งกองทัพบุกอาณาจักรอโยธยา เพราะพระเจ้าจักราไม่ยอมให้ช้างเผือกตามที่พระเจ้าหงสาต้องการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พระเจ้าจักรายกกองทัพไปเผชิญทัพหงสาที่นอกพระนคร เพราะไม่ต้องการให้ราษฎรเดือดร้อน&amp;nbsp; และได้ท้าทายให้กษัตริย์หงสาไสช้างออกมาต่อสู้กันตัวต่อตัวเพื่อไม่ให้ทหารต้องบาดเจ็บล้มตาย &amp;nbsp;ผลปรากฏว่า&amp;nbsp; พระเจ้าจักราได้รับชัยชนะ&amp;nbsp; และแทนที่จะจับทหารศัตรูเป็นเชลย พระองค์ทรงประกาศสันติภาพว่าอโยธยามิได้เป็นศัตรูกับชาวหงสา แต่เป็นศัตรูกับกษัตริย์หงสาที่โหดเหี้ยม&amp;nbsp; และปล่อยทหารหงสากลับไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดม&amp;nbsp; สุขวงศ์ &amp;nbsp;จากหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ในฐานะผู้หนึ่งที่มีส่วนอนุรักษ์และเชิดชูเกียรติภาพยนต์เรื่องพระเจ้าช้างเผือก เสนอความเห็นในงานเขียนเรื่อง &amp;lsquo;พระเจ้าช้างเผือก : ช้างเผือกของหนังไทย&amp;rsquo; ในเว็บไซต์สถาบันปรีดี&amp;nbsp; พนมยงค์&amp;nbsp; มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;ldquo;ภาพยนตร์เรื่อง &amp;ldquo;พระเจ้าช้างเผือก&amp;rdquo; มีส่วนสำคัญไม่น้อยในการสื่อสารกับสหประชาชาติ &amp;nbsp;โดยเฉพาะอังกฤษและสหรัฐอเมริกา &amp;nbsp;ทำให้ท่านผู้สร้างภาพยนตร์ได้รับการยอมรับ &amp;nbsp;หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง &amp;nbsp;ภาพยนตร์เรื่องนี้เปรียบเสมือนหนังสือรับรองความเป็นผู้นำเสรีไทยของนายปรีดี &amp;nbsp;พนมยงค์&amp;nbsp; ดูเหมือนว่า เครื่องหมายเสรีไทยในประเทศไทย ก็คือรูปช้างเผือกกำลังทะยานไปข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2488 นายปรีดี พนมยงค์ &amp;nbsp;ในฐานะผู้สำเร็จราชการแผ่นดินลงนามประกาศสันติภาพไทย &amp;nbsp;ให้ถือว่าการประกาศสงครามที่รัฐบาลเคยประกาศมาก่อนหน้านี้เป็นโมฆะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้ชาติไทยรอดพ้นจากการเป็นประเทศผู้แพ้สงครามแต่&amp;hellip;ภาพยนตร์ &amp;ldquo;พระเจ้าช้างเผือก&amp;rdquo; ได้ทำหน้าที่ประกาศสันติภาพดังกล่าวให้ไทยไว้ล่วงหน้าไปแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (ดูภาพยนตร์เรื่องนี้และรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์หอภาพยนต์ https://www.fapot.or.th)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:.75pt; margin-right:2.25pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:2.25pt&quot;&gt;ตามรอยกองถ่ายพระเจ้าช้างเผือกที่ตำบลป่าแดง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.แพร่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การถ่ายทำภาพพยนตร์เรื่องพระเจ้าช้างเผือกในช่วงปี 2483 ก่อนจะนำออกฉายเมื่อต้นเดือนเมษายน 2484 นั้น การถ่ายทำฉากท้องพระโรงส่วนใหญ่จะถ่ายในโรงถ่าย &amp;lsquo;ไทยฟิลม์&amp;rsquo; ที่กรุงเทพฯ และบริเวณพระบรมมหาราชวัง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนฉากสำคัญคือการต่อสู้ระหว่างไพร่พลและกองทัพช้างของพระเจ้าหงสากับพระเจ้าจักราที่ต้องใช้ช้างนับร้อยเชือกเข้าฉากนั้น&amp;nbsp; ถ่ายทำที่ตำบลป่าแดง &amp;nbsp;อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดแพร่ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 10 กิโลเมตร ซึ่งในขณะนั้นเป็นแหล่งทำไม้และชักลากซุงแห่งใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศจึงมีช้างมากมายให้นำมาเข้าฉาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พิสิษฐ์&amp;nbsp; ตาจา อายุ 52 ปี แกนนำพัฒนาในตำบลป่าแดง&amp;nbsp; อ.เมือง&amp;nbsp; จ.แพร่ &amp;nbsp;ในฐานะผู้ที่สนใจเรื่องประวัติศาสตร์ชุมชน&amp;nbsp; เล่าว่า&amp;nbsp; ตำบลป่าแดงเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือก&amp;nbsp; โดยเฉพาะฉากสู้รบถ่ายที่&amp;nbsp; &amp;lsquo;บ้านสันกลาง&amp;rsquo; &amp;nbsp;ห่างจากพระธาตุช่อแฮ&amp;nbsp; ปูชนียสถานสำคัญของเมืองแพร่ไม่ถึง 1 กิโลเมตร &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากข้อมูลของหมู่บ้านบอกว่า&amp;nbsp;บ้านสันกลางตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำสองสาย&amp;nbsp; คือ &amp;lsquo;แม่ก๋อน&amp;rsquo; และ &amp;lsquo;แม่สาย&amp;rsquo; จึงเรียกหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำสองสายนี้ว่า &amp;lsquo;บ้านสันกลาง&amp;rsquo; &amp;nbsp;บริเวณโดยรอบของแม่น้ำทั้ง 2 สายเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์&amp;nbsp; มีภูเขาสูงที่เห็นได้ชัดเหมือนกับเป็นแลนด์มาร์คของตำบล&amp;nbsp; คือ &amp;lsquo;ดอยช้างผาด่าน&amp;rsquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;พิสิษฐ์&amp;nbsp; ตาจา ชี้ให้ดูบริเวณทุ่งนาที่ใช้เป็นฉากสู้รบ&amp;nbsp; มองเห็นดอยช้างผาด่านอยู่ลิบๆ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยให้สัมปทานทำไม้สักในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่ก๋อนและแม่สายแก่บริษัทอีสต์&amp;nbsp;เอเซียติค&amp;nbsp;บริษัทเอกชนจากประเทศเดนมาร์ก&amp;nbsp;บริษัทได้ว่าจ้างให้พ่อเลี้ยงเมืองแพร่ชื่อ &amp;lsquo;เจ้าโว้ง&amp;rsquo;&amp;nbsp; หรือ &amp;lsquo;เจ้าวงศ์&amp;nbsp; แสนศิริพันธุ์&amp;rsquo; ที่มีช้างประมาณ 200 เชือก&amp;nbsp; นำช้างมาชักลากไม้ซุงในป่าที่โค่นแล้วออกมากองรวมกันที่ปางไม้ที่ตั้งอยู่ใกล้พระธาตุช่อแฮ (ปัจจุบันคือที่ทำการเทศบาลตำบลช่อแฮ) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จากนั้นจะใช้รถรางลากซุงไปลงแม่น้ำยมที่ไหลผ่านเมืองแพร่&amp;nbsp; แล้วล่องซุงไปตามแม่น้ำยมจนถึงปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์&amp;nbsp; ซึ่งเป็นชุมทางค้าไม้&amp;nbsp; ไม้ซุงที่ส่งออกไปต่างประเทศจะล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่กรุงเทพฯ และนำซุงขึ้นที่โกดัง-โรงเลื่อยของบริษัทอีสต์เอเซียติคริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านเจริญกรุง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พิสิษฐ์ เล่าต่อว่า เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน&amp;nbsp; ตนได้ไปสอบถามข้อมูลเรื่องปัญหาที่ดินในตำบลป่าแดง&amp;nbsp; รวมทั้งถามคนเฒ่าคนแก่ในตำบลว่ามีใครเกิดทันหรือพอจะรู้เรื่องการถ่ายหนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือกบ้าง&amp;nbsp; พบว่า ส่วนใหญ่คนที่อยู่ในสมัยนั้นเสียชีวิตไปหมดแล้ว&amp;nbsp; โดยเฉพาะคนที่เคยเข้าฉากเป็นทหาร&amp;nbsp; เป็นตัวประกอบ&amp;nbsp; เพราะหนังเข้ามาถ่ายที่ตำบลช่อแฮในปี 2483 นั้น&amp;nbsp; คนที่เข้าฉากหรือเล่นเป็นตัวประกอบส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ทำงานชักลากไม้ซุงกับเจ้าโว้งนั่นเอง และมีชาวบ้านในตำบลช่อแฮและใกล้เคียงประมาณ 100 คนเข้าฉากด้วย&amp;nbsp; แสดงเป็นลูกหาบและทหาร&amp;nbsp; และหากคนเหล่านี้ยังมีชีวิตอยู่ (ช่วงเก็บข้อมูลปี 2551) จะมีอายุไม่ต่ำกว่า 90 ปี&amp;nbsp; แต่ก็ไม่มีใครเหลือแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;แต่ยังเหลือแม่เฒ่าปิ๋ว&amp;nbsp; ปลาลาส&amp;nbsp; ตอนที่เก็บข้อมูลช่วงนั้นประมาณปี 2551 แกอายุประมาณ 83 ปี (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)&amp;nbsp; แกบอกว่า&amp;nbsp; ตอนนั้นแกไม่ได้เข้าฉากอะไรกับเขาหรอก เพราะเป็นเด็กเพิ่งจะโตเป็นสาว&amp;nbsp; อายุประมาณ 15 ปี แต่ได้ฟังจากผู้ใหญ่บอกว่า&amp;nbsp; คนที่ได้เล่นหนัง&amp;nbsp; ถ้าเป็นผู้ชายจะได้รับค่าจ้างวันละ 5 สตางค์&amp;nbsp; ถ้าเป็นผู้หญิงได้ 3 สตางค์&amp;rdquo; &amp;nbsp;วินัยบอกความที่ได้จากการเก็บข้อมูลเมื่อ&amp;nbsp; 10 ปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;แม่เฒ่าปิ๋ว&amp;nbsp; ปลาลาส&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; พิสิษฐ์ บอกด้วยว่า&amp;nbsp; คนรุ่นหลังๆ ในตำบลป่าแดงและช่อแฮ (เมื่อก่อนเป็นตำบลป่าแดง&amp;nbsp; แยกเป็นตำบลช่อแฮในปี 2535) ซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือกนั้น&amp;nbsp; ส่วนใหญ่ไม่รู้ประวัติศาสตร์และความสำคัญของหนังเรื่องนี้หรอก&amp;nbsp; ตนก็เพิ่งจะได้ดูหนังเรื่องนี้ทาง Youtube&amp;nbsp; เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง&amp;nbsp; และรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นฉากการสู้รบ&amp;nbsp; และกองทัพช้างที่ถ่ายทำที่ตำบลป่าแดงก่อนที่ตนจะเกิด&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ที่จำแม่นก็คือ ฉากที่กองทัพหงสายกไพร่พลเข้ามาจะตีเมืองอโยธยานั้น ถ่ายทำในทุ่งนาบ้านกลาง จะเห็นดอยช้างผาด่านเป็นฉากหลังได้ชัดเจน (ประมาณนาทีที่ 43-44) และฉากที่ช้างลงเดินในลำน้ำก็คือน้ำแม่สาย ผมคิดว่าคนป่าแดงและช่อแฮควรจะภูมิใจว่าบ้านเราเป็นสถานที่ถ่ายทำหนังประวัติศาสตร์ของประเทศ&amp;rdquo; พิสิษฐ์ บอก&amp;nbsp; และว่า&amp;nbsp; ปัจจุบันดอยช้างผาด่านก็ยังดูโดดเด่นเหมือนเดิม&amp;nbsp; แต่ผืนนาที่เห็นในฉากการสู้รบนั้น&amp;nbsp; ปัจจุบันกลายเป็นบ้านเรือน&amp;nbsp; ร้านค้า&amp;nbsp; และเป็นร้านอาหารไปหมดแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ฉากการสู้รบในหนัง&amp;nbsp; ทัพหงสากำลังจะเข้าตีเมืองอโยธยา&amp;nbsp; เห็นคันนาบ้านสันกลาง&amp;nbsp; และดอยช้างผาด่านมุมบนซ้าย&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ดอยช้างผาด่านปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;เจ้าโว้ง&amp;rsquo; ผู้กำกับโขลงช้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนประวัติของ &amp;lsquo;เจ้าวงศ์&amp;nbsp; แสนศิริพันธุ์&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;เจ้าโว้ง&amp;rsquo; ตามสำเนียงคนแพร่&amp;nbsp; เจ้าของช้างประมาณ 200 เชือกที่นำมาเข้าฉากในภาพยนตร์เรื่องนี้&amp;nbsp; ได้รับเกียรติให้ขึ้นชื่อในไตเติ้ลร่วมกับนักแสดงและผู้กำกับคนอื่นๆ ว่าเป็น &amp;lsquo;ผู้กำกับโขลงช้าง&amp;rsquo; (Master of The Elephants) เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของจังหวัดแพร่ในปี 2476 (การเลือกตั้งครั้งแรกของประเทศหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475)&amp;nbsp; มีความสนิทสนมรู้จักกับปรีดี พนมยงค์มาก่อนที่จะมีการสร้างหนังพระเจ้าช้างเผือก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;lsquo;เจ้าโว้ง&amp;rsquo; ภาพจาก https://th.wikipedia.org/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เจ้าโว้งมีเชื้อสายเป็นทายาทของเจ้าผู้ครองนครเมืองแพร่&amp;nbsp; เรียนจบจากโรงเรียนอัสสัมชัญ&amp;nbsp; กรุงเทพฯ&amp;nbsp; เคยทำงานกับบริษัทอีสต์เอเซียติคที่ได้รับสัมปทานทำไม้สักในภาคเหนือ ก่อนจะลาออกมาทำไม้สักเอง มีช้างมากมาย ต่อมาจึงได้รับการว่าจ้าง จากบริษัทอีสต์เอเซียติคให้มาชักลากไม้ที่ป่าแดง-ช่อแฮ&amp;nbsp; เมื่อปรีดีสร้างหนังพระเจ้าช้างเผือกในปี 2483 จึงนำช้างมาร่วมแสดง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ช่วงญี่ปุ่นบุกไทยในปี 2484&amp;nbsp; นั้น&amp;nbsp; เจ้าโว้งเข้าร่วมกับขบวนการเสรีไทยสายปรีดี&amp;nbsp; พนมยงค์ด้วย โดยเป็นสมาชิกขบวนการเสรีไทยจังหวัดแพร่ &amp;nbsp;มีเรื่องเล่าว่า&amp;nbsp; ทหารอเมริกัน 3 คนที่กระโดดร่มลงมาเพื่อเป็นครูฝึกให้เสรีไทยที่ค่ายลับในเมืองแพร่นั้นกินอาหารเหนือไม่คล่องคอ&amp;nbsp; เจ้าโว้งจึงต้องจ้าง &amp;lsquo;กุ๊ก&amp;rsquo; ฝีมือดีมาทำอาหารฝรั่งให้ทหารอเมริกันกินจนอิ่มแปล้...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ในปี 2513 เจ้าโว้งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต&amp;nbsp; รวมอายุได้ 72 ปี......!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(ติดตามตอนต่อไป...ปัญหาที่ดินบ้านสันกลาง&amp;nbsp; ชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินมาช้านาน&amp;nbsp; แต่ถูกเพิกถอน ส.ค.1&amp;nbsp; ใช้หลักฐานจากหนังเรื่องพระเจ้าช้างเผือกต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชน)&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101199</URL_LINK>
                <HASHTAG>80 ปี  พระเจ้าช้างเผือก, Master of The Elephants, The King of the White Elephant, UNESCO, กระทรวงการคลัง, ขบวนการเสรีไทย, จอมพล ป.พิบูลสงคราม, ชาตินิยม, ดอยช้างผาด่าน, บริษัทอีสต์  เอเซียติค, บ้านสันกลาง, ปรีดี  พนมยงค์, ผู้กำกับโขลงช้าง, พระเจ้าจักรา, พระเจ้าช้างเผือก, พระเจ้าหงสา, พิสิษฐ์  ตาจา, ภาพยนตร์ไทย, มรดกภาพยนตร์ของชาติ, ยุทธนาวีเกาะช้าง, สงครามโลกครั้งที่ 2, หอภาพยนต์ (องค์การมหาชน), องค์การต่อต้านญี่ปุ่น, เจ้าวงศ์  แสนศิริพันธุ์, เจ้าโว้ง, โดม  สุขวงศ์, ไทยฟิลม์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210429/image_big_608a944d5b9d4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23200</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;มรดกวัฒนธรรม-มรดกโลก&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๕...........
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี&amp;quot; มีพระราชปรารภกับ &amp;quot;สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ &amp;nbsp;พระบรมราชินีนาถ&amp;quot; ในรัชกาลที่ ๙ ว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปัจจุบัน มีคนไทยดูโขนน้อยมาก&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สร้างความเป็นห่วงอย่างมากแก่พระองค์ท่าน เพราะทรงตระหนักว่า ศิลปวัฒนธรรมไทยเป็นของล้ำค่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ&amp;quot; ในรัชกาลที่ ๙ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้ฟื้นฟูการแสดงโขนขึ้นมา ถึงกับมีพระราชเสาวนีย์ด้วยว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;เมื่อไม่มีคนดูโขน ฉันจะดูเอง&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;https://sudsapda.com/top-lists/70413.html
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอกราบแทบเบื้องพระยุคลบาท ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โขนอยู่คู่ประเทศ จนได้ขึ้นทะเบียนจาก UNESCO เป็น &amp;quot;มรดกทางวัฒนธรรม&amp;quot; ครั้งนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ด้วยน้ำพระราชหฤทัยแห่งพระองค์ทรงห่วงศิลปวัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงรากเหง้าความเป็นไทยจะถูกละทิ้ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จึงมีรับสั่งให้ฟื้นฟู..........
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พระราชทานทรัพย์ให้ศึกษาค้นคว้า จัดสร้างเครื่องแต่งกายโขน งามดุจเทพนิรมิต ดังทุกวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณสุดหาใดเปรียบ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มวลพสกนิกรในแผ่นดินไทย กราบสำนึก และขอจำพระมหากรุณาธิคุณนี้ ตราบชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครับ........
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กันเรียกสับสน ขอบอกนิด &amp;quot;โขน&amp;quot; ไม่ใช่ขึ้นทะเบียนเป็น &amp;quot;มรดกโลก&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากแต่ขึ้นทะเบียนเป็น &amp;quot;มรดกทางวัฒนธรรม&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มรดกโลก ต้องเป็นวัตถุ คือจับต้องได้ อย่างเช่น เขาพระวิหาร อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่อง &amp;quot;มรดกโลก-มรดกวัฒนธรรม&amp;quot; มีกรอบอยู่ ตัวผมเอง &amp;quot;รู้ไม่ถึง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฉะนั้น จะนำที่ท่านผู้รู้โพสต์ fb ไว้มาให้อ่าน ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Akkharaphong Khamkhun
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่ใช่ถาวรวัตถุ (Intangible Cultural Heritage)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;(ภาษาราชการจะใช้คำว่า &amp;quot;มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม&amp;quot; หรือภาษาในสื่อมวลชนจะใช้ว่า &amp;quot;มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้&amp;quot;)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนุญาตสรุปและยกตัวอย่างเป็นประเด็นๆ สั้นๆ ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไทยและกัมพูชาต่างก็เป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาฯ Convention for the Safeguarding of the &amp;nbsp;Intangible Cultural Heritage ฉบับปี 2546
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยกัมพูชาเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาฉบับนี้ ตั้งแต่ปี 2549 และขึ้นทะเบียนมรดกที่ไม่ใช่ถาวรวัตถุไปแล้วจำนวน 5 รายการ ได้แก่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี 2561 - Lkhon Khol Wat Svay Andet (USL)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี 2559 - Chapei Dang Veng (USL)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี 2558 - Tugging Rituals and Games (RL)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปี 2551 - Royal ballet of Cambodia (RL) และ Sbek Thom, Khmer shadow theatre (RL)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ในปี 2558 มีการขึ้นทะเบียน &amp;quot;ชักคะเย่อ&amp;quot; (Tugging Rituals and Games สังเกตว่าเป็นทั้งพิธีกรรมและการละเล่น)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเสนอร่วมกัน (multi-national nominations) ระหว่าง 4 ชาติ ได้แก่ กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และเวียดนาม โดยเรียกชื่อต่างกัน ได้แก่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-กัมพูชา ------- (LbaengTeanhProt)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-ฟิลิปปินส์ Punnuk&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-เกาหลีใต้ 줄다리기(Juldarigi)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-เวียดนาม K&amp;eacute;o co (Keo Co)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนประเด็น การขึ้นทะเบียนโขน ระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องจากมีปัญหามาก ก็เลยเสนอขอขึ้นทะเบียนแยกจากกัน ซึ่งสามารถทำได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหมือนกรณีตัวอย่าง เช่น &amp;quot;ผักดอง-กิมจิ&amp;quot; ระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ ก็เสนอขึ้นทะเบียนแบบแยกกัน (เพราะสองประเทศนี้ไม่ค่อยชอบกัน ใครเขาก็รู้)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย...........
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-เกาหลีใต้ ขึ้นทะเบียนก่อนในปี 2556 ในชื่อ Kimjang, making and sharing kimchi
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;-เกาหลีเหนือ ขึ้นทะเบียนต่อมาในปี 2558 ในชื่อ Tradition of kimchi-making
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของประเทศไทยนั้น.............
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราเพิ่งเข้าเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาฉบับนี้เป็นลำดับที่ 171 ในปี 2559 นี้เองครับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โขน จึงเป็นการขึ้นทะเบียนครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของไทยเราในปี 2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โปรดสังเกตว่า การขึ้นทะเบียนของไทยใช้คำว่า &amp;quot;โขน (Khon, masked dance drama in &amp;nbsp;Thailand)&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ในส่วนของกัมพูชาใช้ว่า &amp;quot;Lkhon Khol Wat Svay Andet&amp;quot; (อีกชื่อหนึ่งคือ &amp;quot;ละคอนวัดสวาย &amp;nbsp;(Lkhon Wat Svay)&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมคือ เขาได้ขึ้นทะเบียนอยู่คนละกลุ่ม กล่าวคือ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การขึ้นทะเบียนของกัมพูชาในปีนี้ ได้จัดอยู่ใน List of Intangible Cultural Heritage in Need of &amp;nbsp;Urgent Safeguarding (USL)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; คือ ต้องการการอนุรักษ์อย่างเร่งด่วน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนของไทยเราได้อยู่ในกลุ่มของ Representative List of the Intangible Cultural Heritage of &amp;nbsp;Humanity (RL) คือ เพื่ออนุรักษ์และรักษาให้คงอยู่สืบทอดต่อไป ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนอะไรเหมือนในแบบแรก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปว่า การขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่ไม่ใช่ถาวรวัตถุนั้นจะขึ้นแยกหรือรวมกันก็ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ต้องเป็นภาคีสมาชิกในอนุสัญญาก่อน และไม่เกี่ยวว่าใครขึ้นก่อนหรือขึ้นหลัง ถ้าขึ้นทะเบียนแล้วสบายใจก็ขึ้นไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ต้องสงวนรักษา อนุรักษ์ และส่งเสริมมรดกวัฒนธรรมที่ขึ้นทะเบียนให้ยอดเยี่ยมจริงจัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ใช่สักแต่จะขึ้นทะเบียนให้ได้โล่...แล้วก็ยังไม่มีใครในประเทศชาติของตัวเองรู้เลยว่า หลังจากที่ขึ้นทะเบียนไปแล้ว...ได้ทำอะไรไปบ้างให้สร้างสรรค์????
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;Kornkit Disthan
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือ &amp;quot;ละเขานเขาล วัตตสวายอัณแดต&amp;quot; ซื้อมาจากกัมพูชา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าด้วย &amp;quot;ละคอนโขลวัดสวายอัณแดต&amp;quot; ของเขมร ที่ยูเนสโกเพิ่งจะขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตอนนี้ไม่ต้องดราม่าแล้วนะครับ เขมรกับไทยได้ไปทั้งคู่ และส่งชิงกันคนละสาขา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ของไทยเป็นสาขา &amp;quot;เอกลักษณ์ของชาติ&amp;quot; ของเขมรเป็นสาขา &amp;quot;ใกล้สาบสูญ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเรื่องใครเป็นต้นตำรับว่ากันตามหลักฐาน ซึ่งหลักฐานมี จะมาเหมาว่าเป็น &amp;quot;วัฒนธรรมร่วม&amp;quot; หมดไม่ได้หรอก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เคยเขียนไปตั้งแต่วิวาทะโขนไทย-โขลเขมรเมื่อหลายเดือนก่อนว่า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะ &amp;quot;วัดสวายอัณแดต&amp;quot; เรียนมาจาก &amp;quot;ขนบโขนไทยโบราณ&amp;quot; ในราชสำนักกัมพูชาที่ &amp;quot;นักองค์ด้วง&amp;quot; ขอมาจากราชสำนักบางกอก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป็นโขนชายล้วน ซึ่งต่อมาของไทยขาดผู้สืบทอดไป ซึ่งคณะนี้ เป็นคณะเชลยศักดิ์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาสิ้น &amp;quot;องค์ด้วง&amp;quot; แล้ว คณะผู้ชายหมดความนิยมลง ในราชสำนักเขมร จึงเลิกเล่นโขนผู้ชายเหมือนบางกอก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พวกมหาดเล็กเก่า เอาของในวังมาเล่นกันต่อนอกวัง จึงเหลือเวอร์ชั่นชายที่วัดสวาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา ละคอนโขลเขมร เจอพิษภัยสงคราม ครูละครดีๆ หายไปเกือบหมด&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะ &amp;quot;วัดสวายอัณแดต&amp;quot; รอดมาได้คณะเดียว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เพราะมันเป็นคณะเชลยศักดิ์ เครื่องแต่งกาย หัวโขนเป็นของพื้นบ้านไปหมด (ทั้งยังนิยมเล่นตอนกุมภกรรณทดน้ำเป็นหลัก)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เทียบไม่ได้กับโขนหลวง ยิ่งไม่ต้องเทียบกับต้นฉบับคือของไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่คณะ &amp;quot;วัดสวายอัณแดต&amp;quot; ไม่ใช่ของไทย มีวิวัฒนาการของตัวเองที่ห่างจากไทยมาพอสมควรแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะเครื่องแต่งกายที่ออกพื้นๆ ตอนนี้ยังหาคนสืบทอดได้ยาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางกัมพูชาขอให้ยูเนสโกประสานงาน &amp;quot;เพื่อนบ้าน&amp;quot; ให้ไปช่วยอนุรักษ์ ซึ่งผมเข้าใจว่าไทยนั่นเอง (ก็เรียกไทยไปเลยง่ายกว่า)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัญหาคือ โขนไทยวิจิตรพิสดารกว่า เกรงว่าจะครอบของพื้นๆ เวอร์ชั่นเขมร จนเสียของเดิมไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่เรียกว่า &amp;quot;วัฒนธรรมร่วม&amp;quot; มันร่วมแค่บท &amp;quot;รามเกียรติ์&amp;quot; นะครับ รายละเอียดปลีกย่อย &amp;quot;ของใคร-ของมัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก็ขอบคุณ Akkharaphong Khamkhun และ Kornkit Disthan ที่ให้ผมหยิบฉวยงานของท่านมาใช้เป็น &amp;quot;องค์ความรู้&amp;quot; ตรงนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีอีกนิด อยากพูด คือเมื่อทั้งของไทย-ของเขมร เป็นมรดกวัฒนธรรมด้วยกัน เพียงคนละกลุ่มเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปรากฏว่า มีคนส่วนหนึ่ง นำไปเกทับ-บลัฟแหลกกัน ประมาณว่า &amp;quot;ของข้าดีกว่าเอ็ง&amp;quot; ทำนองนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผมว่า &amp;quot;อย่าเลย&amp;quot;!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไหนๆ ก็ได้ขึ้นทะเบียนด้วยกัน แสดงความยินดีต่อกัน จะไม่เป็นทางสร้างสรรค์ มากกว่า &amp;quot;เอ็งเหยียดข้า-ข้าเหยียดเอ็ง&amp;quot; อย่างที่ทำกันดอกหรือ?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศิลปวัฒนธรรม เป็นเครื่องหมายอารยะ แล้วเราจะอนารยะไปเพื่ออะไร?&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โขนเขมร-โขนไทย ก็พี่น้องโขนกัน เพื่อนบ้านเขาจะแสดงความเห็นอย่างไร ถ้าเรายกใจสูงไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โขนไทย ก็จะยิ่ง &amp;quot;อมตะเลอค่า&amp;quot; สูงสมไทยยิ่งขึ้น!
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้ คุยเรื่องโขน เลยไม่ได้คุยเรื่องแบ่งเขต ที่บางพรรคเขาโวย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่จริงก็เห็น &amp;quot;โวยกันทุกสมัย&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในเมื่อปวารณาตัวเป็นผู้รับใช้ประชาชน เขาจะแบ่งยังไง ประเทศไทยก็ที่เดิม ชาวบ้านก็อยู่ที่เดิม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อยากเป็น ส.ส.ก็ไปบอกเขาสิว่า &amp;quot;ฉันจะมาอาสาเป็นผู้รับใช้นะ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถ้าไม่ตีราคาชาวบ้านเป็น &amp;quot;สินค้าตกเขียว&amp;quot; ไว้ล่วงหน้าละก็
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มองไม่เห็นจะเป็นปัญหา &amp;quot;ขนาดโลกแตก&amp;quot; อย่างที่ออกฤทธิ์-ออกลายกันตอนนี้เลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เคยแต่ &amp;quot;วางเรือใบ&amp;quot; คนอื่นเขาใช่มั้ย พอเจอเข้าบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร้อง.....
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหมือน...ถูกน้ำหน่อไม้ดองราดหลังงั้นแหละ!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23200</URL_LINK>
                <HASHTAG>UNESCO, กัมพูชา, ฟิลิปปินส์, สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ, สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, เกาหลีใต้, เวียดนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180511/image_big_5af4fe504cfd9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
