<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>73187</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/08/2020 15:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/08/2020 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ยูเอ็น&#039;ขยับห่วงชาวบ้านปราจีนฯโดนข่มขู่คุกคามต่อเนื่องหลังลุกขึ้นปกป้องสิ่งแวดล้อมชุมชนถูกเอกชนฟ้อง50ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ส.ค.63- ตัวแทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ (UNOHCHR)ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การถูกละเมิดสิทธิฯของสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์และกลุ่มฅนรักษ์บ้านหนองตลาด จังหวัดปราจีนบุรี โดยแสดงความกังวลต่อสถานการณ์การคุกคามนักปกป้องสิทธิชุมชน &amp;nbsp;และพบกับตัวแทนของผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาและหามาตรการในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯ เนื่องจากรัฐไทยจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ตามแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ตัวแทนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(UNOHCHR)ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยการประสานงานของมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม และโพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล ได้ลงพื้นที่พบกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์และกลุ่มฅนรักษ์บ้านหนองตลาด จ. ปราจีนบุรี &amp;nbsp;ที่เกิดจากการรวมตัวของผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ปี 2562 เพื่อลุกขึ้นมาต่อสู้ปกป้องสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดีและสิทธิชุมชน เพราะที่ผ่านมากลุ่มฯ ได้รับผลกระทบจากมวลพิษทางอากาศ เช่น การได้รับกลิ่นเหม็นฉุนคล้ายสารเคมีภายในชุมชน หรือ และมีความกังวลว่าแหล่งน้ำและดิน จะมีสารเคมีปนเปื้อน หรือ การที่มีรถบรรทุกขนาดใหญ่วิ่งผ่านแหล่งชุมชน ซึ่งชาวบ้านมองว่าสาเหตุดังกล่าวมาจากบริษัทเอกชนที่เป็นบริษัทฯ รับกำจัดขยะในพื้นที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภายหลังจากการลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องสิทธิในครั้งนี้นักปกป้องสิทธิซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์และกลุ่มฅนรักษ์บ้านหนองตลาดถูกคุกคามมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี 2562 เป็นต้นมา เช่น การทำลายป้ายรณรงค์ของกลุ่มฯ &amp;nbsp;การลอบยิงเพื่อทำร้ายเอาชีวิต หรือการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือในการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อนักปกป้องสิทธิฯ สืบเนื่องจากการร้องเรียนและขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจสอบและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่หนังสือฉบับดังกล่าวกลับเป็นเอกสารและหลักฐานสำคัญของบริษัทฯ พิพาทในการฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาคดีหมิ่นประมาทกับนักปกป้องสิทธิฯ โดยเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน &amp;nbsp;50 ล้านบาท เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ตัวแทนผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนของสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์บ้านหนองตลาดรายหนึ่งระบุว่า ทางกลุ่มยินดีเป็นอย่างมากที่ตัวแทนของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ได้ลงพื้นที่ &amp;nbsp;และรับฟังประเด็นปัญหาในการลุกขึ้นมาต่อสู้เรื่องสิทธิที่จะมีสิ่งแวดล้อมที่ดีและสิทธิชุมชน และสถานการณ์การถูกคุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในกลุ่มฯ &amp;nbsp;เธอมองว่า สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ เป็นเสมือนกระบอกเสียงนำเสียงปัญหาของนักปกป้องสิทธิฯ ไปพูดคุยและสอบถามกับทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแนวทางการแก้ไขปัญหา ทำให้นักปกป้องสิทธิฯ ได้เห็นถึงบทบาทของสำนักงานจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแล ว่าได้ทำหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิชุมชนมากน้อยเพียงใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวแทนผู้หญิงนักปกป้องสิทธิฯ ยังเห็นว่าหากบริษัทเอกชนที่จะเข้ามาประกอบการในพื้นที่ใดๆก็ตาม หากทำตามมาตรฐานสากลในการรักษาสิ่งแวดล้อม รับฟังชุมชนเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างจริงจังและจริงใจ มิใช่แต่จะข่มขู่ &amp;nbsp; บริษัทนั้นก็จะอยู่กับชุมชนที่ไหนก็ได้ &amp;nbsp;แต่สิ่งหนึ่งที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชนเห็นที่ผ่านมา คือ ยังไม่มีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง &amp;nbsp;และจริงใจ ดังนั้นแน่นอนว่าจะต้องมีผลกระทบแน่นอนทั้งในทางสุขภาพและทางสิ่งแวดล้อม ทำให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์และกลุ่มฅนรักษ์บ้านหนองตลาดยังคงยืนยันที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกติบ้านเกิดของตน เพราะบ้านเกิดไม่ใช่เพียงคนรุ่นเรารุ่นเดียว แต่รวมถึงรุ่นลูกหลานต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ตัวแทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์การคุกคามนักปกป้องสิทธิชุมชน ไม่ว่าจะในรูปแบบของการคุกคามทางกาย ใจและการคุกคามด้วยกระบวนการยุติธรรมเช่นการฟ้องคดีหมิ่นประมาท จากการทำงานปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยทางตัวแทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ได้เข้าพบหัวหน้าสำนักงานจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำความเข้าใจและประสานงานในประเด็นการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯ รวมถึงข้อกังวลของชุมชนเรื่องสภาพแวดล้อม เช่น สภาพน้ำ ดิน และบทบาทของคณะกรรมการไตรภาคีเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่พิพาทฯ ที่ตั้งขึ้นโดยผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีเมื่อปี 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การลงพื้นที่ของตัวแทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ เกิดขึ้นในบริบทที่ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ประกาศใช้แผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม การละเมิดสิทธิจากการประกอบธุรกิจยังคงเกิดขึ้น ทางการไทยจึงจำเป็นจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และใช้กลไกที่ป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องการมีส่วนร่วมสาธารณะ (SLAPP) ตามที่่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส ปรานม สมวงศ์ ตัวแทนองค์กรโพรเทคชั่นอินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า การคุกคามที่เกิดขึ้นกับสมาชิกของกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์และกลุ่มฅนรักษ์บ้านหนองตลาดที่มีต่อผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนนั้น ละเมิดเสาหลักทั้งสามประการของ ซึ่งเป็นหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ดังนี้ &amp;nbsp; 1. หน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 2. ความรับผิดชอบของบรรษัทที่จะต้องเคารพสิทธิมนุษยชน และ3. การเข้าถึงการเยียวยาของผู้เสียหายจากการปฏิบัติมิชอบเนื่องจากการทำธุรกิจ &amp;nbsp;ซึ่งหลักการชี้นำยังกำหนดว่า &amp;ldquo;เมื่อมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยบริษัท รัฐบาลต้องดำเนินการให้เกิดการเยียวยาที่เข้มแข็งและเหมาะสมต่อผู้เสียหาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.ปรานม ระบุด้วยว่า แผนปฏิบัติการเพื่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เป็นหนึ่งในสี่องค์ประกอบหลักของแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน แต่ที่ผ่านมายังไม่มีการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การคุ้มครองหรือรับรองการทำงานของผู้หญิงและผู้ชายนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นผล เราเรียกร้องให้หน่วยงานต่างๆของสหประชาชาติ โดยเฉพาะสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNOHCHR) คณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNWG), สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) &amp;nbsp;ชี้แนะและประสานงานกับรัฐบาลไทยในการทำให้แผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน มีสถานะเป็นกฎหมาย และให้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อส่งเสริมการทำธุรกิจที่ดีและมีการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างจริงใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้วันที่ 11 สิงหาคม 2563 ศาลจังหวัดปราจีนนัดคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ (ไกล่เกลี่ย) ครั้งที่ 2 ระหว่างบริษัทเอกชนพิพาทและนายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม นักปกป้องสิทธิมนุษยชนสมาชิกกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์ และต่อมาในวันที่ 30 สิงหาคม 2563 ทางกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์ ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย จะจัดเวทีสาธารณะเพื่อพูดคุยในประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ปัญหาการจัดการขยะในพื้นที่ และในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor - EEC) และในวันที่ 31 สิงหาคม 2563 ศาลจังหวัดปราจีนบุรีนัดไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่บริษัทเอกชนที่พิพาทฟ้องร้องนายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม ในข้อหาในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน 50 ล้านบาท.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73187</URL_LINK>
                <HASHTAG>UNOHCHR, ชาวบ้านปราจีนบุรี, ปัญหาขยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200802/image_big_5f267a5274c91.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
