<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>8640</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2018 09:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2018 09:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการขวางนำเข้าหมูสหรัฐ หวั่นอาชีพเลี้ยงหมูเหลือเพียงตำนาน!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 พ.ค. 61 - รศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์&amp;nbsp; ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยแพร่ความเห็นเรื่อง &amp;ldquo;หมูสหรัฐ&amp;rdquo; บนความเป็นความตายของคนเลี้ยงหมูไทย ระบุว่า &amp;quot;ในช่วงเวลาที่ผ่านมาผู้เลี้ยงหมูสหรัฐฯพยายามกดดันให้ไทยเปิดตลาดรับหมูสหรัฐเข้ามาตลอด ประกอบกับนโยบาย &amp;ldquo;America First&amp;rdquo; และการให้ความสำคัญกับภาคเกษตรของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ทำผู้เลี้ยงหมูสหรัฐมีบทบาทต่อรัฐบาลสหรัฐอย่างมาก ล่าสุด สภาผู้ผลิตสุกรของสหรัฐฯได้ยื่นคำร้องขอให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) พิจารณาตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ของประเทศไทย เนื่องจากไทยไม่ยอมเปิดตลาดสินค้าให้แก่สหรัฐอย่างเป็นธรรมและสมเหตุผล เช่น กรณีที่ไทยไม่ยอมรับหมูสหรัฐเข้า โดย USTR จะรับพิจารณาคำร้องของสภาผู้ผลิตสุกรของสหรัฐหรือไม่ ประมาณกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ความเคลื่อนไหวของผู้เลี้ยงหมูสหรัฐและสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐในครั้งนี้ อาจสร้างความกังวลใจให้ทั้งรัฐบาลไทยและเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทยไม่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นหลักที่ไทยต้องปฏิเสธไม่นำเข้าหมูสหรัฐฯ เป็นเพราะประเทศของเขาเลี้ยงหมูโดยใช้สารเร่งเนื้อแดงแร็กโตปามีน (Ractopamine) กันอย่างกว้างขวางและถูกกฎหมาย แม้สหรัฐฯจะอ้างว่าได้ปรับค่าปริมาณสารเร่งเนื้อแดง ให้สอดคล้องกับมาตรฐาน Codex ที่อนุญาตใช้เลี้ยงสัตว์แล้ว แต่เรื่องนี้ยังคงขัดต่อ พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 ของไทยที่ห้ามไม่ให้ใช้สารเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้นกรมปศุสัตว์ยังยืนยันการห้ามใช้สารในกลุ่มเบตาอะโกนิสต์ทุกชนิด หากรัฐบาลไทยยอมนำเข้าหมูสหรัฐฯ ก็ต้องแก้กฎหมายอีกหลายฉบับ รวมถึงปัญหาสุขอนามัยของผู้บริโภคชาวไทยและการล่มสลายของคนเลี้ยงหมูและธุรกิจต่อเนื่องของไทยด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้รัฐบาลไทยพยายามไม่นำเข้าหมูสหรัฐ โดยกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ชี้แจงให้สหรัฐฯเห็นว่า ต้องศึกษาและมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับความปลอดภัยของผู้บริโภคเกี่ยวกับการบริโภคเนื้อหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดง (แร็กโตปามีน) ซึ่งทั้งไทยและสหรัฐจะต้องหารือร่วมกัน ประเมินความเสี่ยงต่อผู้บริโภค และการจัดการด้านความปลอดภัยเป็นระยะเวลา 1 ปี นับว่าเรากำลังเผชิญกับแรงบีบครั้งสำคัญจากสหรัฐอเมริกาอีกครั้งให้ต้องกินเนื้อหมูปนสารเร่งเนื้อแดง ทั้งๆที่อีก 160 ประเทศทั่วโลกไม่ยอมรับในเรื่องนี้ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะว่าไป...นโยบายการผลิตหมูของสหรัฐฯนับว่าแตกต่างจากเรามาก เนื่องจากเขาเน้นผลิตให้มากด้วยต้นทุนต่ำที่สุด โดยยอมให้ใช้สารเร่งการเจริญเติบโตแม้สารนั้นจะมีผลต่อสัตว์อย่างชัดเจนเพราะเป็นสารกระตุ้นที่ทำให้หัวใจเต้นเร็ว หลอดเลือดขยายตัวและมีการสังเคราะห์โปรตีนสูงขึ้น ขณะที่ไทยเราเน้นการพัฒนากระบวนการผลิตที่มีคุณภาพปลอดภัย ไม่ยอมให้มีการใช้สารเร่งการเจริญเติบโตแม้จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากการปรับปรุงวิธีการเลี้ยง การยกระดับมาตรฐานต่างๆ เรียกว่าประเทศไทยยอมที่จะให้ภาระต้นทุนของเกษตรกรสูงขึ้นเพื่อความปลอดภัยทางอาหารให้ประชาชนชาวไทยบริโภคเนื้อหมูได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยต่อสุขภาพ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพัฒนากระบวนการผลิตหมูอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คุณภาพเนื้อหมูของไทยเราดีขึ้นมาโดยตลอด รวมถึงปริมาณผลผลิตหมูในประเทศไทยก็มีมากกว่าความต้องการบริโภค ทำให้ราคาหมูขึ้นๆลงๆเป็นวัฏจักร เช่นในปัจจุบันที่หมูมีราคาตกต่ำ จนคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ ต้องมีมาตรการลดจำนวนแม่หมู นำลูกหมูไปทำหมูหัน และหมูขุนก็นำไปเชือดแล้วนำเข้าเก็บในห้องเย็นเพื่อลดปริมาณหมูในตลาด หากมีการให้นำเข้าหมูมาจำหน่ายในเมืองไทยอีกจะเป็นการซ้ำเติมตลาดหมูในประเทศ และทำร้ายเกษตรกรไทยให้ล้มหายตายจาก จนอาชีพเลี้ยงหมูนี้อาจต้องกลายเป็นเพียงตำนาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผมเชื่อว่ารัฐบาลไทยรับทราบถึงข้อเสียมากมายหากต้องนำเข้าหมูสหรัฐฯและขอเป็นกำลังใจให้คณะทำงานฝ่ายไทยที่จะต้องเจรจาต่อรองกับสหรัฐ...เพราะความเป็นความตายของคนเลี้ยงหมูอยู่ในมือท่าน โปรดอย่ายอมแพ้ USTR ที่แสดงออกต่อการช่วยเหลือปกป้องเกษตรกรสหรัฐอย่างถึงที่สุด.... เกษตรกรไทยของเราก็ต้องการการปกป้องอย่างถึงที่สุดเช่นกัน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;รศ.ดร.ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์ &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8640</URL_LINK>
                <HASHTAG>America First, USTR, ชัยภูมิ บัญชาศักดิ์, นำเข้าหมูสหรัฐ, อาชีพเลี้ยงหมู, เกษตรกรไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180504/image_big_5aebd2d2bfca9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>7234</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สับคสช.เศรษฐกิจติดหล่ม ยํ้า&#039;จีดีพี&#039;ตํ่าสุดในอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เรียงหน้าสับ คสช.บริหารเศรษฐกิจติดหล่ม &amp;quot;สมศักดิ์&amp;quot; รับลูก &amp;quot;มาร์ค&amp;quot; สวดยับจะตายกันหมดแล้ว ซัดรัฐบาลเลิกเพ้อตัวเลข ต้องดูความจริงเงินในกระเป๋าชาวบ้าน &amp;quot;พิชัย&amp;quot; กางข้อมูลยุคบิ๊กตู่ รั้งท้ายตกต่ำสุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ด้านพาณิชย์เผย GSP ไทยยังอยู่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช.ว่า อยากให้ประเมินการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาทุกอย่างแล้วดูความคุ้มค่า เพราะข้อสังเกตที่ได้มาตลอดสามสี่ปีที่ผ่านมาคือ หลายโครงการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างที่ตั้งใจ แต่จำกัดอยู่กับคนบางกลุ่มมากกว่าจะทำให้คนทั่วไปมีรายได้ที่ดีขึ้น โดยเมื่อเทียบงบประมาณที่ลงไปกับความคุ้มค่าที่ได้รับ มีผลที่ได้น้อยเมื่อเทียบกับเงินที่ลงไป จึงอยากให้ปรับวิธีคิดว่าทำอย่างไรจะให้ประชาชนมีรายได้ดีขึ้นโดยธรรมชาติ ซึ่งจะยั่งยืนและเป็นผลดีต่อภาวะการคลังด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า การที่นายอภิสิทธิ์ ออกมาระบุถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจล้มเหลว ถือว่าเป็นแง่มุมหนึ่งของอดีตนายกฯ ที่เคยบริหารประเทศ จึงอาจมองเปรียบเทียบกับสมัยที่ตัวเองเป็นนายกฯ จึงทำให้มองว่าประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ออกมานั้นไม่เหมาะกับยอดเม็ดเงินงบประมาณ ซึ่งคำตอบของเรื่องนี้คนที่จะตอบได้ดีคือประชาชน นักธุรกิจ ผู้ใช้แรงงาน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า รัฐบาลควรที่จะต้องรับฟังไว้ ตนเองเชื่อว่ารัฐบาลมีเครื่องมือเพียงพอในการที่จะไปประเมินผลของตัวเองได้ และถ้าจะให้ดีที่สุดครบ 4 ปีแล้วควรจะมีการแถลงใหญ่สักครั้งหนึ่งว่า 4 &amp;nbsp;ปีที่ผ่านมาซึ่งเท่ากับวาระของการทำงานของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้เห็นว่าการทำงานโดยไม่มีฝ่ายค้านไม่มีการตรวจสอบ หรือทำงานโดยที่ไม่สามารถตรวจสอบได้นั้น ผลที่ออกมาเป็นอย่างไร
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งที่ประชาชนคาดหวังทุกวันนี้คือเรื่องปากท้อง เพราะเป็นปัญหาหนักอกของผู้คนที่พูดถึงมากที่สุดคือปัญหาปากท้อง ปัญหาเศรษฐกิจ ตอนนี้ปัญหาของคนรากหญ้า ปัญหาของคนที่อยู่ในชนบทมันสวนทางกับการเติบโตทางเศรษฐกิจจริงๆ จะมัวไปดูตัวเลขว่าขึ้น 3.6 หรือ 4.6 อย่างเดียวไม่ได้ คุณล้วงไปในกระเป๋าของผู้คนว่าในกระเป๋าของพวกเขามีตังค์หรือไม่ ดัชนีการครองชีพเป็นอย่างไร ควรมองดูสิ่งที่เป็นความจริงมากกว่าตัวเลข ขณะนี้ผู้ค้ารายย่อยร้านของชำ แม่ค้าที่ขายตามตลาดนัดชาวบ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า วันนี้กำลังซื้อของคนมีน้อยทำให้การค้าระดับล่างซบเซา เงินไม่สะพัดเท่าที่ควร&amp;quot; นายสมศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ตามที่ธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) บอกว่าแม้ว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะขยายตัวได้ประมาณ 4% ซึ่งรัฐบาลโดยนายสมคิด รองนายกฯ พยายามจะบอกว่าดีสุดๆ นั้น ความเป็นจริงคือธนาคารโลกและเอดีบีบอกชัดเจนว่า &amp;nbsp;การเจริญเติบโตที่ 4% นี้ต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยที่ธนาคารโลกและเอดีบีทำนายการเจริญของโลก ซึ่งเป็นตัวเลขการเจริญเติบโตที่แย่ที่สุดในภูมิภาค และเป็นตัวเลขการเจริญเติบโตที่แย่ที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั้งหมดในเอเชียตะวันออก ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำสุดในการคาดประมาณการเจริญเติบโต &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;โดยต่ำกว่าเวียดนาม (6.9%) มาเลเซีย (5.9%) กัมพูชา (7%) และลาว (7.3%) และที่ต้องเน้น เรื่องที่แย่ที่สุดคือ ทั้งธนาคารโลกและเอดีบีไม่เห็นโอกาสที่เศรษฐกิจของไทย ภายใต้การนำของรัฐบาลปัจจุบันจะสามารถทำให้ดีขึ้นได้ นอกจากจะยิ่งตกต่ำลงไปเรื่อยๆ ล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนทุกประเทศ ซึ่งเป็นไปตามที่ผมได้พูดอยู่เสมอ แต่รัฐบาลหาว่าให้ข้อมูลที่บิดเบือน แล้วอย่างนี้ธนาคารโลกและเอดีบีให้ข้อมูลที่บิดเบือนหรือไม่ วิกฤติกบต้มที่เศรษฐกิจไทยจะเสื่อมลงไปเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านยังเป็นอยู่ และเป็นแบบนี้มาตลอดหลายปีแล้วตั้งแต่มีการรัฐประหาร จึงอยากให้พลเอกประยุทธ์ได้ฟังความจริงจากองค์กรสากลระหว่างประเทศ และอย่าเชื่อนายสมคิดทั้งหมด&amp;quot; นายพิชัยระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัยกล่าวต่อว่า อยากให้นายสมคิดได้ฟังและอยากให้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวด้วย อย่าให้ข้อมูลเกินจริง ซึ่งอาจจะทำให้ประชาชนและสื่อมวลชนสับสนได้ และไม่อยากให้นักการเมืองชื่นชมรัฐบาล และ คสช.เพียงเพราะรัฐบาลและ คสช.ช่วยพัฒนาซ่อมแซมถนนในพื้นที่ให้เท่านั้น ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจประเทศยังย่ำแย่ และหากเลื่อนเลือกตั้งออกไปอีกเรื่อยๆ จะยิ่งไม่สามารถแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงผลการประชุมกรอบความตกลงการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐอเมริกา (TIFA) ว่า ไทยได้ขอให้สหรัฐฯ ยกเว้นการใช้มาตรการ &amp;nbsp;232 และไม่ขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมจากไทย โดยได้ให้เหตุผลว่าไทยกับสหรัฐฯ เป็นประเทศพันธมิตรที่ดีต่อกันมายาวนาน และไทยส่งออกและครองส่วนแบ่งตลาดเหล็กและอะลูมิเนียมในสหรัฐฯ &amp;nbsp;น้อย มีมาตรการกำกับดูแลไม่ให้เหล็กจากประเทศอื่นมาอ้างสิทธิ์ว่าเป็นเหล็กจากไทย ตลอดจนมีการใช้มาตรการทุ่มตลาดกับเหล็กนำเข้าราคาต่ำทะลักเข้าไทย และพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการแก้ไขปัญหาเหล็กส่วนเกินในตลาดโลก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นางนันทวัลย์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ไทยยังได้ขอให้สหรัฐฯ เร่งกระบวนการตรวจสอบด้านสุขอนามัยสินค้าส้มโอของไทย เพื่อให้สามารถส่งออกส้มโอไปสหรัฐฯ ได้ ซึ่งสหรัฐฯ แจ้งว่ากระบวนการต่างๆ ใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว และหากไม่มีผู้คัดค้านไทยน่าจะสามารถส่งออกส้มโอไปสหรัฐฯ ได้ภายในปีนี้ และได้หารือเรื่องที่จะให้กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ รับรองให้หน่วยงานไทย เช่น กรมการข้าวและกรมวิชาการเกษตรของไทย เป็นหน่วยงานที่สามารถตรวจและออกเครื่องหมายรับรองเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐฯ กับสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยได้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยไปตลาดโลก โดยเฉพาะในตลาดที่ให้การยอมรับตราเครื่องหมายรับรองเกษตรอินทรีย์ของสหรัฐฯ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; นางนันทวัลย์กล่าวว่า ในการหารือครั้งนี้สหรัฐฯ ได้แจ้งว่าเมื่อวันที่ 12 เม.ย.61 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้ประกาศรายชื่อประเทศที่ต้องถูกทบทวนการต่ออายุสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร &amp;nbsp;(GSP) เพราะไม่ได้เปิดตลาดและคุ้มครองสิทธิแรงงาน และไทยไม่ได้อยู่ในรายชื่อดังกล่าว เพราะไทยมีแผนปฏิบัติการด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การคุ้มครองแรงงานที่มีความคืบหน้าไปมาก ทั้งในส่วนของการปราบปรามและการบังคับใช้กฎหมาย และการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เธอระบุว่า สำหรับประเทศที่อยู่ในรายการทบทวนและอาจเสี่ยงถูกตัด GSP จากสหรัฐฯ มี 3 &amp;nbsp;ประเทศ คือ อินเดีย กรณีเปิดตลาดโคนมและอุปกรณ์ทางการแพทย์ อินโดนีเซีย กรณีเปิดตลาดสินค้า บริการและการลงทุน และคาซัคสถาน กรณีการคุ้มครองแรงงานและสิทธิแรงงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;นอกจากนี้เมื่อวันที่ 14 เม.ย.61 กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศรายชื่อประเทศที่มีการบิดเบือนอัตราแลกเปลี่ยนเงินที่อาจส่งผลกระทบต่อสหรัฐฯ ซึ่งจะต้องเฝ้าระวังและมีการหารืออย่างใกล้ชิด &amp;nbsp;มี 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งไทยไม่ได้อยู่ในรายชื่อดังกล่าวเช่นกัน&amp;quot; นางนันทวัลย์ระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปลัดกระทรวงพาณิชย์ระบุกรณีที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้ไทยยอมรับค่าความปลอดภัยของสารเร่งเนื้อแดง (แรคโตพามีน) ในเนื้อหมูและเครื่องในตามมาตรฐาน Codex ว่า ไทยได้ชี้แจงให้เห็นว่าจะต้องมีการศึกษาและมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับความปลอดภัยของผู้บริโภค ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะหารือร่วมกันต่อไปในเรื่องการศึกษาและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับระดับความปลอดภัยของการใช้สารแรคโตพามีน การประเมินความเสี่ยงต่อผู้บริโภค และการจัดการด้านความปลอดภัยผู้บริโภค เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/7234</URL_LINK>
                <HASHTAG>TIFA, USTR, คสช., นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค, บิ๊กตู่, ประชาธิปัตย์, พิชัย นริพทะพันธุ์, สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180416/image_big_5ad4b692870fa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
