<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>30576</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2019 19:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2019 19:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สงสารประเทศไทย!อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาติงพวกอวดรู้สร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองไม่ต่างพิธีกรสาวอสมท.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มี.ค.62- ชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ค ระบุว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ภาพถ่ายข้างล่างนี้ได้มาจากในเฟสบุ๊คของเพื่อนคนหนึ่ง เอามาเพื่อแสดงให้เห็นว่าถ้าคนไทยยังมีนิสัยอวดเก่งในเรื่องที่ตนไม่รู้แล้วไม่ยอมศึกษาหาความรู้กลับด่าว่าคนที่มีความรู้ ประเทศไทยก็คงต้องเป็นอย่างนี้ไปอีกนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....คนที่อวดรู้คนนี้คงยังไม่เคยทำงานหรือถ้าทำงานก็คงเป็นประเภทที่ได้รับเงินต่ำกว่าเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และคงไม่ฟังข่าวสารในเรื่องที่เกี่ยวกับสาระความรู้บ้างเลย วันๆ อาจจมอยู่ในวงเหล้าหรือบ่อนการพนัน เพราะไม่รู้อะไรเอาเสียเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....จึงคิดว่าภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT คิดจากเงินเดือน และคนพวกนี้แหละที่สร้างความสับสนวุ่นวายในบ้านเมือง เนื่องจากจะมีคนที่มีความรู้เหมือนๆ กันเชื่อแล้วนำไปเผยแพร่ต่อๆ กันไปอีก แล้วก็พากันด่ารัฐบาลกันอย่างเอาเป็นเอาตาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....คงไม่ต่างจากกรณีพนักงานผู้จัดรายการของ อสมท.รายหนึ่งซึ่งเป็นผู้หญิงที่คณะกรรมการฯเพียงเปลี่ยนให้มีความรู้ในด้านที่จะจัดครั้งต่อไปจัดรายการแทน แต่พนักงานคนนั้นกลับโวยวายว่าถูกปลด สหภาพพนักงาน อสมท.เอย สมาคมที่เกี่ยวข้องเอย นักการเมืองหลายคน รวมทั้งหัวหน้าพรรคการเมืองคนหนึ่งออกมารับลูกคงกลัวตกขบวนพากันโวยวาย แต่เมื่อผู้มีหน้าที่รับผิดชอบออกมาแถลงยืนยันว่า ไม่เคยมีคำสั่งให้ปลดพนักงานคนนั้น ทั้งพนักงานต้นเหตุและบุคคลที่ออกมาโวยวายกลับเงียบเหมือนเป่าสาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....สงสารประเทศไทย !&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/30576</URL_LINK>
                <HASHTAG>VAT, ชูชาติ ศรีแสง, สงสารประเทศไทย, อดีตผู้พิพากษาศาลฎีก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180111/5a5754d98ee5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13620</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/07/2018 08:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/07/2018 08:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เอาจริงคลอดกม.สั่งยักษ์ออนไลน์จดทะเบียน VAT ในไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครม.ไฟเขียวหลักการ ร่าง พรบ.เก็บ VAT จากผู้ประกอบการ E-Business ในต่างประเทศ.แม้ยังมีปัญหาเชิงเทคนิค จี้เจ้าของแพลตฟอร์มต้องมาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และตั้งบริษัทตัวแทนในประเทศไทย เพื่อจ่ายค่า VAT&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรว่าด้วยการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ &amp;nbsp;E-Business ในต่างประเทศ เพื่อให้บริษัทที่เป็นเจ้าของสินค้า เจ้าของแพลตฟอร์ม ต้องมาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และตั้งบริษัทตัวแทนในประเทศไทย เพื่อจ่ายค่า VAT ให้กับประเทศ แม้ว่าในรายละเอียดการปฎิบัติอาจมีปัญหาทางเทคนิค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกฎหมายฉบับบนี้ออกมาเพื่อเป็นหลักการก่อน ในรายละเอียดการปฎิบัติอาจจะมีปัญหาในทางเทคนิคอยู่บ้าง แต่ควรจะออกมาเป็นหลักการก่อนเพื่อจะได้โอกาสในการพัฒนาต่อไปในวันข้างหน้า โดยหลักๆนั้นในการค้าขายสินค้าแบบอี คอมเมิร์ช ที่ซื้อของผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หรือระบบออนไลน์ ผู้ประกอบการในต่างประทศมี 2 แบบ 1 คือเป็นเจ้าของผลิตผลิตภัณฑ์ที่ขายของออนไลน์มาให้ลูกค้าในประเทศไทย 2ไม่ได้เป็นเจ้าของ ผลิตภัณฑ์ เช่น เจ้าของแพลตฟอร์ม อย่างกูเกิ้ล,อะเมซอน&amp;nbsp;โดยจะต้องมาจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย และต้องมาตั้งบริษัทตัวแทนในประเทศไทยเพื่อจะต้องจ่ายค่า VAT ให้กับประเทศนั้น ๆโดยในหลักสากลทั่วประเทศได้ปฎิบัติกัน จึงได้กำหนดกฎหมายตัวนี้ขึ้นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แต่ได้ฟังจาก นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลังบอกว่ายังมีปัญหาในเชิงเทคนิคอยู่ เพราะบริษัทต่างประเทศแม้จะมีกฎหมาย แต่เราไปบังคับเขาค่อนข้างยาก เพราะเขาอยู่ในต่างประเทศ แต่ปัญหานี้ไม่ได้เกิดกับประเทศไทยประเทศเดียว ทุกประเทศเกิดปัญหาแบบนี้เหมือนกันทั้งสิ้.เรื่องนี้อาจยังไม่ได้ข้อชัดเจนว่าจะมีผลในเชิงบังคับรูปธรรมได้อย่างไร แต่เห็นชอบว่าควรมีกฎหมายออกมาก่อน เพื่อเป็นหลักการเบื้องต้นสำหรับจะคิดหาวิธีการที่ลงตัวเพื่อแก้ไขปัญหาทางเทคนิค แล้วทุกประเทศทำแบบนี้เหมือนกัน&amp;quot;พล.ท.สรรเสริญ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13620</URL_LINK>
                <HASHTAG>VAT, กูเกิ้ล, จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม, ที่ประชุมครม., พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด, อะเมซอน, อี คอมเมิร์ช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180528/image_big_5b0bdb10ac237.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10620</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2018 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2018 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หลอนทุกปี! ตีข่าวป่วนขึ้นภาษีแวต 10% ขย่มเศรษฐกิจ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คอลัมน์ อีโค โฟกัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลอนทุกปี! ตีข่าวป่วนขึ้นภาษีแวต 10% ขย่มเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นข่าวที่ถูกหยิบยกขึ้นมาสร้างกระแสโจมตีถล่มทุกรัฐบาลไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด สำหรับเรื่องการ &amp;ldquo;ปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 10%&amp;rdquo; เรียกว่ามาตามนัดทุกปี ที่จะเกิดจากการแชร์ข่าวดังกล่าวผ่านโซเชียลมีเดีย สร้างความวิตกกังวล และความไม่พอใจให้กับประชาชนอยู่เรื่อง ๆ เป็นแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาทุกปีจริง ๆ แม้ว่าที่ผ่านมาทุกรัฐบาลจะพยายามชี้แจงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงถึงความจำเป็น และความเป็นไปได้ที่จะมีการปรับขึ้นอัตราภาษีดังกล่าว ว่า &amp;ldquo;ยังไม่ถึงเวลา&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ยังไม่มีความจำเป็น&amp;rdquo; แต่ดูเหมือนจะแรงสู้กระแสที่ถูกสร้างขึ้นมาโจมตีไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ระบุเกี่ยวกับการขยายการคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ออกไปอีก 1 ปี และจัดเก็บในอัตรา 9% ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2561 ตรงนี้เองอาจเป็นจุดที่ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ แต่หากพิจารณาในรายละเอียดที่แท้จริง จะพบว่า การจัดเก็บภาษีแวตตามเพดานที่กำหนดไว้สูงสุด จะต้องจัดเก็บในอัตรา 10% แบ่งเป็นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 9% และภาษีท้องถิ่นอีก 1% ตามสัดส่วนการคำนวณภาษีท้องถิ่นที่คิดอัตรา 10% ของแวต หรือหากแวตจัดเก็บ 10% ภาษีท้องถิ่นคิด 10% ของแวต ก็จะได้เท่ากับภาษีท้องถิ่น 1% นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน การคงอัตราภาษีแวตไว้ที่ 7% ที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานานแล้วนั้น การคิดคำนวณก็คิดเช่นเดียวกัน คือ หากจัดเก็บภาษีแวตที่ 7% จะแบ่งเป็นภาษีท้องถิ่น 10% ของภาษีแวต หรือเท่ากับภาษีท้องถิ่น 0.7% และภาษีแวตจะอยู่ที่ 6.3% เมื่อรวมกันแล้วจะได้ภาษีแวตที่จัดเก็บในอัตราแท้จริงที่ 7% นั่นเอง ส่วนตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2561 เป็นต้นไปจะคงอัตราหรือจะขึ้นอัตราเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นจะเป็นปัจจัยหลักในการพิจารณาของรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และล่าสุดกับปี 2561 ข่าวการปรับขึ้นภาษีแวตก็ มาตามนัด! อีกเช่นกัน ร้อนถึงหน่วยงานรับผิดชอบอย่าง &amp;ldquo;กระทรวงการคลัง&amp;rdquo; ที่ต้องเร่งออกมาชี้แจงเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และช่วยคลายความวิตกกังวลของประชาชนทั่วประเทศ โดย ประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาระบุว่า กระทรวงการคลังเตรียมจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก 10% เป็น 7% ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 2561 ออกไปอีก 1 ปี ด้วยเหตุผลสำคัญ คือ เศรษฐกิจของไทยกำลังขยายตัวไปได้ด้วยดี จึงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะปรับขึ้นอัตราภาษีดังกล่าวในขณะนี้ ซึ่งนั่นเป็นเครื่องสะท้อนชัดเจนว่า กระแสข่าวลือที่ว่า อัตราภาษีแวตจะปรับเพิ่มเป็น 10% ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ จึงไม่เป็นความจริง!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การขึ้นภาษีแวตเป็น 10% มีการลือกันทุกปี เพราะยังมีบางกลุ่มที่ต้องการหาเรื่องสร้างข่าวลือเพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยปั่นป่วน แม้ว่ากระทรวงการคลังจะตอบแทนรัฐบาลไม่ได้ว่าจะมีการขยายเวลาการลดอัตราาภาษีแวตต่อไปอีกหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลจะต้องพิจารณา แต่ก็อยากให้ย้อนดูผลในอดีตที่ผ่านมาด้วยว่า มีการขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีแวตที่ 7% ต่อเนื่องทุกปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กระทรวงการคลังดีดลูกคิดคำนวณตัวเลขการขยายระยะเวลาการลดอัตราภาษีแวตไว้ที่ 7% ว่า การขยายระยะเวลาออกไปอีก 1 ปี จะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ประมาณ 3 แสนล้านบาท ตัวเลขจำนวนมหาศาลนี้ เพิ่มขึ้นตามภาพรวมเศรษฐกิจและจีดีพีของไทยที่มีขนาดใหญ่ขึ้ันต่อเนื่อง และด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ขยายเพิ่มขึ้นนี้เอง ทำให้การใช้จ่าย อุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ก็มีผลทำให้การจัดเก็บภาษีแวตขยายตัวตามไปนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่นเป็นการยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า ภาษีจากการใช้จ่ายอุปโภคบริโภคอย่าง &amp;ldquo;แวต&amp;rdquo; มีความสำคัญต่อรายได้ของรัฐบาลอย่างมหาศาล แต่หากมองในมุมเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว การขยายระยะเวลาการจัดเก็บภาษีแวตไว้ที่ 7% ต่อไป จะมีผลดีต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องและเป็นไปตามเป้าหมายมากกว่า ดังนั้นหากมองในภาพรวม การขยายระยะเวลาการจัดเก็บภาษีแวตไว้ที่ 7% จึงอาจเป็นประโยชน์ในระยะยาวกับประเทศมากกว่าการโกยรายได้ 3 แสนล้านบาท ซึ่งคิดภาพตามได้ทันทีว่าหากรัฐบาลปรับขึ้นภาษีแวตในช่วงเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวเช่นนี้ จะทำให้การใช้จ่ายภาคประชาชนเกิดอาการ ช็อค! ซึ่งคงไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน &amp;ldquo;กรมสรรพากร&amp;rdquo; หัวเลี้ยวหัวแรงหลักในการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ออกมาขยายความถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะปรับขึ้นอัตราภาษีแวต ว่า แทบเป็นไปไม่ได้เลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรมสรรพากรและกระทรวงการคลังยังไม่มีแนวคิดที่จะปรับขึ้นภาษีแวตในขณะนี้ เพราะเป็นว่ายังไม่มีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจไทยที่ยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวนี้เองไม่ได้มีสัญญาณของความร้อนแรงจนเกินไป หรือภาคการคลังเองก็ยังไม่ได้มีปัญหาเรื่องการจัดเก็บรายได้จนทำให้ต้องปรับขึ้นภาษีดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบายในรายละเอียดเพิ่มเติมด้วยว่า การขยายเวลาการลดอัตราภาษีแวตออกไปอีก จะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้เกิดการสะดุด และที่ผ่านมาประเทศไทยเองก็มีการขยายเวลาการลดอัตราภาษีดังกล่าวมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 2535 ที่เริ่มเก็บภาษีแวต ซึ่งในกฎหมายประมวลรัษฎากรให้เก็บในอัตรา 10% แต่ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาประกาศลดอัตราภาษีแวตให้เหลือ 7% มาโดยตลอด ทำให้ที่ผ่านมาเราจะได้เห็นการขยายเวลาการลดการจัดเก็บภาษีแวตเหลือ 7% มาโดยตลอดทุกปี หรือมีบางช่วงเท่านั้นที่ขยายเพิ่มเป็น 2 ปี พอใกล้ช่วงครบระยะเวลาที่ขยาย รัฐบาลก็จะมีการทบทวนตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และมีคำสั่งขยายเวลาเพิ่มมาโดยตลอด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พูดกันง่าย ๆ ให้เข้าใจมากขึ้น ก็คือ ประเทศไทยอาจยังไม่อยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ประประกาศขึ้นอัตราภาษีแวต ซึ่งเก็บจากฐานการใช้จ่าย อุปโภค บริโภคของประชาชนนั่นเอง ด้วยเหตุผลสำคัญคือ เศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว ซึ่งการฟื้นตัวที่กำลังเกิดขึ้นนี้ไม่ได้มีความร้อนแรงมากเกินไป หรือประเทศไม่ได้เจอวิกฤติเศรษฐกิจจนเป็นเหตุผลให้ต้องนำเครื่องมือในการปรับขึ้นภาษีมาลดความร้องแรงลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่แปลกที่จะเกิดความไม่เข้าใจในทุก ๆ ปี เพราะในทุกปีตามกฎหมายที่ประกาศการคงอัตราภาษีแวตไว้ที่ 7% ทุกตัวอักษรก็ยังใช้เหมือนกันทุกปี เปลี่ยนเพียงวันที่เท่านั้น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เชื่อได้ว่าคนที่มีการส่งต่อข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย หรืออื่น ๆ จนทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนและอาจเข้าใจผิดได้จริง ๆ แต่ก็ปฏิเสธได้ยากว่า มีกลุ่มคนบางส่วนที่หวังจะดิสเครดิตรัฐบาล เป็นคนที่คิดสิ่งไม่ดี หรือเป็นผู้ไม่หวังดีนั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ค่อยเป็นค่อยไปนี้เอง คงเป็นเครื่องตอกย้ำได้ชัดเจนว่า ประเทศไทยอาจจะยังอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปรับขึ้นภาษีแวต เพราะการคงอัตราภาษีดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการอุปโภคบริโภคของประชาชนได้ รวมทั้งยังช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจให้กับภาคเอกชน ซึ่งจะส่งผลทำให้ภาพรวมการบริโภคและการลงทุนของประเทศขยายตัวได้ต่อเนื่องและมั่นคงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บรรยง พงษ์พาณิชย์ อดีตคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ค &amp;ldquo;Banyong Pongpanich&amp;rdquo; เกี่ยวกับกรณีข่าวรัฐบาลมาเลเซียประกาศบังคับใช้อย่างเป็นทางการ กับการลดภาษีแวตเหลือ 0% จากปัจจุบันที่ 6% โดยระบุว่า ในส่วนของประเทศไทย สามารถจัดเก็บภาษีแวตได้ปีละ 7.5 แสนล้านบาท ถือเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญที่สุดของรัฐบาล หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 31% ถ้าเลิกจัดเก็บ ก็ต้องไปเก็บทางอื่น เพราะการลดงบประมาณหรือการขาดดุลงบประมาณมากขนาดนั้นทำไม่ได้ (ถ้าทำก็เจ๊งทันที เข้าไอเอ็มเอฟทันที)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เหมือนพวกเรียกร้องให้เลิกเก็บภาษีน้ำมัน ซึ่งเก็บได้รวมภาษีเงินได้ปิโตรเลียมปีละ 2.5 แสนล้านบาท เป็นรายได้กว่า 10% ของรายได้รัฐ ซึ่งถ้าเลิกเก็บในส่วนนี้ก็ต้องเลิกอย่างอื่น และมีงานวิจัยชัดว่า ภาษีน้ำมันนี้เก็บจากคนรวย 10% แรก มากกว่าจากคนจน 10% สุดท้ายถึง 27 เท่านั้น ดังนั้น หันไปควบคุมประสิทธิภาพการใช้งบประมาณกันดีกว่า ภาษีไทยรวมแค่ 17% ของจีดีพี ลดไม่ได้ มีแต่ต้องเก็บเพิ่ม และต้องพยายามเพิ่มจากคนรวยให้มากกว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่มีผลต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การใช้จ่ายของประชาชน ที่ปัจจุบันค่าครองชีพหลายตัวต่างพาเหรดปรับขึ้นราคากันแบบฉุดไม่อยู่ ด้วยเหตุผลเรื่องต้นทุนราคาเชื้อเพลิงที่ปรับขึ้น อาจเป็นตัวแปลสำคัญที่ชี้่เป็นชี้ตายว่า &amp;ldquo;ไทยยังไม่จำเป็นที่จะปรับขึ้นภาษีแวต&amp;rdquo; เพราะหากมีการปรับขึ้นจริงแล้วนั้น การรวมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่กำลังเพิ่งเริ่มต้นขึ้นนั้น อาจสะดุด! ล้มลงอีกครั้งก็เป็นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยยังจำเป็นต้องอาศัยการใช้จ่าย การอุปโภค และการบริโภคภายประชาชนในประเทศ เป็นตัวช่วยสำคัญส่งหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อีกทั้งการคงอัตราภาษีแวตไว้ที่ 7% ก็ยังมีผลต่อความเชื่้อมั่น ความมั่นใจและการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศได้เป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันทิศทางการลงทุนของภาคเอกชนเริ่มปรับตัวดีขึ้นจนกลายมาเป็นอีกเครื่องชี้เศรษฐกิจที่สำคัญในการขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยได้เป็นอย่างดีอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10620</URL_LINK>
                <HASHTAG>VAT, กรมสรรพากร, กระทรวงการคลัง, ครม., บรรยง พงษ์พาณิชย์, ภาษีมูลค่าเพิ่ม, รัฐบาล, อีโคโฟกัส, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180326/image_big_5ab8e39da3d18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10142</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/05/2018 09:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/05/2018 09:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คลังยืนยันข่าวขึ้นแวต 10%  มั่วทั้งเพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โต้ข่าวลือ! คลังปัดขึ้นแวต 10% ช่วง ต.ค. 2561 ยันเป็นแค่ข่าวลือที่เกิดขึ้นทุกปี แจงจ่อชง ครม. ยืดอัตรา 7% ต่อ หลังช่วยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า &amp;nbsp;กระทรวงการคลังจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบขยายเวลาการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 10% เป็น 7% ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 2561 นี้ ออกไปอีก 1 ปี เนื่องจากเศรษฐกิจกำลังขยายตัวไปได้ดี จึงไม่ควรปรับขึ้นแวตในตอนนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า ในวันที่ 1 ต.ค. 2561 รัฐบาลจะเก็บภาษีแวตเป็น 10% จึงไม่เป็นความจริง เพราะกระทรวงการคลังจะเสนอให้มีการขยายเวลาการลดภาษีแวตต่อออกไปอีกอย่างแน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การขึ้นภาษีแวตเป็น 10% ลือกันทุกปี เพราะมีบางกลุ่มต้องการหาเรื่องลือทำให้เศรษฐกิจไทยปั่นป่วน จริงๆ ผมตอบแทนรัฐบาลไม่ได้ว่าจะมีการลดแวตออกไปอีก แต่ก็อยากให้ดูผลในอดีตที่มีการขยายเวลาการลดภาษีแวตมาทุกปี&amp;quot; นายประสงค์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการลดภาษีแวต 7% ออกไปอีก จะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ไปประมาณ 3 แสนล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจไทยและจีดีพีมีขนาดใหญ่ขึ้นต่อเนื่อง ทำให้การเก็บภาษีแวตได้เพิ่มมากขึ้นไปด้วย แต่อย่างไรก็การขยายเวลาการลดแวตออกไปจะส่งผลดีกับการขยายตัวเศรษฐกิจให้มีต่อเนื่องและเป็นไปได้ตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ล่าสุดว่าปีนี้จะขยายตัวได้ 4.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัญหาราคาน้ำมันที่แพงขึ้น กระทรวงการคลังประเมินแล้วว่า เป็นปัญหาระยะสั้นไม่กระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ดังนั้นกระทรวงการคลังจึงไม่มีความจำเป็นต้องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศลดลง เพราะจะทำให้ประเทศเสียรายได้โดยไม่จำเป็น และทำให้ผู้บริโภคใช้น้ำมันอย่างไม่ประหยัด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10142</URL_LINK>
                <HASHTAG>VAT, กรมสรรพากร, กระทรวงการคลัง, ประสงค์ พูนธเนศ, ปลัดกระทรวงการคลัง, ภาษีมูลค่าเพิ่ม, ภาษีแวต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180306/image_big_5a9e13f78001d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
