<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>56824</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ความตายของหมอหลี่  กับบทเรียนสำหรับผู้มีอำนาจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จักษุแพทย์หลี่ เหวินเลี่ยง เสียชีวิตในวัย 34 ปี เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา วันนี้ภาพวาดจากคนจีนมากมายที่เรียกเขาว่าเป็น &amp;ldquo;วีรบุรุษผู้เสียสละชีวิตเพื่อเตือนภัยคนอื่น&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้คุณหมอได้กลายเป็นตัวอย่างของคนกล้าที่บอกความจริง ทั้งๆ ที่เสี่ยงภัยกับตัวเอง...จนเอาชีวิตไม่รอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คนจีนทั่วประเทศออกมาแสดงความชื่นชมในความดีงามและความทุ่มเทอุทิศตนเพื่อคนอื่นในการส่งสัญญาณเตือนภัยเรื่องโรงระบาดไวรัสอู่ฮั่นก่อนใคร...
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่กลายเป็นเหยื่อของระบบสังคมจีนที่สกัดกั้นข่าวคราวที่เป็น &amp;ldquo;ภัยต่อความมั่นคง&amp;rdquo; ของผู้มีอำนาจในการให้สัมภาษณ์สำนักข่าว Caixin ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มกราคม (ก่อนเขาเสียชีวิตประมาณหนึ่งสัปดาห์) หมอหลี่ได้เล่าถึงตอนที่ถูกเจ้าหน้าที่เรียกไป &amp;ldquo;สารภาพความผิด&amp;rdquo; ก่อนที่ &amp;ldquo;ความผิด&amp;rdquo; นั้นจะกลายเป็น &amp;ldquo;ความจริง&amp;rdquo; ที่คุกคามคนทั่วโลกวันนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาเล่าว่าหลังจากที่ข้อความที่เขาโพสต์ขึ้นไปเตือนเพื่อนหมอในกลุ่มแช้ตส่วนตัวเรื่องนี้ ก็มีคนแคปบางตอนที่ไม่ครบถ้วนส่งต่อๆ กันไป จนเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเรียกเขาไปสอบสวน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังจากข้อความการเตือนของผมแพร่หลายออกไปทั่ว คณะกรรมการสุขภาพของเทศบาลอู่ฮั่นเรียกประชุม ผมถูกโรงพยาบาลขอให้อธิบายที่มาที่ไปของข้อมูลนั้น เมื่อไปถึงที่ทำงานเช้านั้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายวินัยของโรงพยาบาลก็พูดคุยกับผมอีกรอบ ถามถึงที่มาของข้อมูล และถามผมว่ารู้ไหมว่าไม่ว่าผมได้กระทำความผิดพลาดแล้ว...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หมอหลี่คิดไม่ถึงว่าเรื่องจะไม่จบแค่นั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมไม่คิดว่าตำรวจจะตามตัวผม พอถึงวันที่ 3 มกราคม ตำรวจก็เรียกตัวผมไป บอกให้ผมเซ็นชื่อในเอกสารตักเตือน ความที่ผมไม่เคยมีปัญหากับตำรวจมาก่อน ก็จึงรู้สึกกังวลพอสมควร ผมไม่ได้บอกที่บ้านว่าผมจะไปลงชื่อในเอกสารทางการ อีกทั้งผมก็กังวลว่าโรงพยาบาลจะลงโทษผมด้วย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะกระทบหน้าที่การงานของผม ต่อมา เพื่อนสมัยเรียนหนังสือด้วยกันคนหนึ่งรู้เรื่องนี้เข้า ก็แนะนำให้ผมไปคุยกับนักข่าวคนหนึ่ง...&amp;rdquo; หมอหลี่ลำดับเรื่องให้ฟังอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หนังสือตักเตือนของตำรวจนั้นระบุว่า หมอหลี่ เหวินเลี่ยง ได้ทำการเผยแพร่ &amp;ldquo;ข้อความอันเป็นเท็จในโลกออนไลน์&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หมอหลี่บอกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมไม่คิดว่ามันเป็นข่าวลือ เพราะผลตรวจออกมาค่อนข้างชัดว่าคล้ายกับโรคซาร์ส ความจริงผมเพียงต้องการจะเตือนเพื่อนๆ ให้ระวังตัว แต่ไม่ต้องตื่นตระหนกเท่านั้น...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเจอสภาพเช่นนั้น หมอหลี่คิดจะต่อสู้ทางกฎหมายหรือไม่?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาตอบอย่างไม่ลังเลว่าไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไม่ ผมกลัวว่าหากผมต่อสู้ทางกฎหมายอาจจะกลายเป็นปัญหาตามมา ผมไม่อยากมีเรื่องกับตำรวจอีก ผมไม่อยากมีความยุ่งยาก การจะเรียกคืนชื่อเสียงนั้นสำหรับผมแล้วไม่สำคัญ ที่สำคัญกว่าคือประชาชนควรรู้ข้อเท็จจริง ความยุติธรรมอยู่ในใจของพวกเขาอยู่แล้ว&amp;ldquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หมอหลี่บอกว่าด้วยว่า บางคนได้ข่าวว่าผมถูกถอนใบประกอบโรคศิลปะ ซึ่งไม่เป็นความจริง &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่หมอหลี่ก็ไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวเสียเลยทีเดียว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาวันที่ 28 มกราคม ศาลสูงสุดของจีนได้เผยแพร่ความเห็นผ่าน WeChat ว่า การลงโทษชาวเมืองอู่ฮั่น 8 คน โดยไม่ได้ระบุชื่อว่าหมอหลี่ เหวินเลี่ยง ฐาน &amp;ldquo;เผยแพร่ข่าวลือ&amp;rdquo; นั้นไม่ใช่เรื่องเหมาะสม เพราะข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้เป็นเท็จทั้งหมด มีส่วนที่เป็นความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หมอหลี่บอกว่า &amp;ldquo;หลังจากที่ได้อ่านบทความนั้นของศาลสูง ผมรู้สึกโล่งใจ และไม่กังวลแล้วว่าทางโรงพยาบาลจะดำเนินการกับผมอย่างไร ผมเชื่อว่าในสังคมที่เข้มแข็ง ควรมีมากกว่าเสียงเดียว ผมไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจแทรกแซงมากเกินไป ผมยังเห็นด้วยกับบทความศาลสูงที่ว่า ควรพิจารณาการแพร่ข่าวลือเป็นรายๆ ไป ผมไม่สนใจว่า ผมเป็น 1 ใน 8 นี้หรือไม่ เพราะโพสต์ที่ถูกแชร์มากที่สุดในโลกออนไลน์และถูกยกขึ้นมาอ้างในบทความของศาลสูงก็คือภาพหน้าจอโพสต์ดั้งเดิมของผมเองนั่นแหละ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หมอหลี่ถูกถามว่ามีความรู้สึกอย่างไรกับสมญานามว่าเขาเป็น &amp;ldquo;คนเป่านกหวีด&amp;rdquo; หรือผู้เตือนภัยคนอื่นในสังคม (whistle-blower)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ผมไม่คิดว่าควรได้ตำแหน่งนี้ ผมเป็นเพียงแค่คนรู้ข้อมูล และเตือนเพื่อน ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมากขนาดนั้น&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นักข่าวถามตอนนั้นว่าเขามีแผนจะทำอะไรต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หมอหลี่บอกว่า &amp;ldquo;หลังจากหายป่วยแล้ว ผมจะกลับไปอยู่แนวหน้า เพราะตอนนี้โรคระบาดยังแพร่อยู่ ผมไม่อยากทิ้งหน้าที่ของผม&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ครอบครัวของเขาเป็นอย่างไรหรือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภรรยาของผมอยู่ที่บ้านพ่อแม่ของเธอในอีกเมืองหนึ่ง เธอกลับมาไม่ได้ เพราะเมืองอู่ฮั่นถูกปิดแล้ว พ่อแม่ของผมน่าจะออกจากโรงพยาบาลได้ในไม่ช้า แต่ผมยังหาคนไปช่วยเหลือพวกท่านไม่ได้ แต่โดยรวมแล้ว สุขภาพของท่านทั้งสองอยู่ในเกณฑ์ดี น่าจะดูแลตัวเองได้ ตอนที่ผมคุยโทรศัพท์กับท่านทั้งสอง ก็ฟังดูสบายดี และเคลื่อนไหวไปมาได้ด้วยตัวเอง...&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะให้สัมภาษณ์หมอหลี่ยังไม่รู้ว่าอีกประมาณ 2 สัปดาห์ต่อมา เขาก็ต้องจากโลกนี้ไปท่ามกลางความโศกสลดของคนทั่วโลก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ความตายของหมอหลี่จะเป็นบทเรียนสำหรับผู้มีอำนาจของจีนมากน้อยเพียงใดยังเป็นปริศนาไปอีกนานแสนนาน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56824</URL_LINK>
                <HASHTAG>WeChat, กาแฟดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180720/image_big_5b515c1cad535.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
