<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119961</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2021 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2021 11:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะวิธีกู้ผิวหน้าบูสออร่า ขานรับคลายล็อคดาวน์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;หลังจากหลายคนต้องเก็บตัว WFH จนคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตทำงาน กิน อยู่ ช้อป อยู่ภายในบ้านอย่างปลอดภัยห่างไกลจากไวรัสโควิด-19 อยู่นานจนผ่านมาถึงไตรมาสสุดท้ายของปี มาถึงตอนนี้ก็มีข่าวดีเรื่องมาตรการคลายล็อคดาวน์เปิดประเทศกันแล้ว เพื่อให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้มากขึ้น หลายบริษัทเริ่มให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศมาทำงานกันตามปกติแล้ว ทำให้หลายคนโดยเฉพาะสาวๆ&amp;nbsp; อาจจะแอบมีความวิตกกังวลเพราะช่วงที่อยู่บ้านนั้นทำตัวสบายๆ มานานจนแทบจะเรียกได้ว่าปล่อยปละละเลยเรื่องสวยๆ งามๆ กันมาพักใหญ่ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;วันนี้&amp;nbsp; ศูนย์การค้า เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก (ราชประสงค์) มีเคล็ดลับมาบอกสาวๆ ให้ลุกขึ้นมากู้ผิวหน้า&amp;nbsp; บูสออร่าความสวยกันได้แบบด่วนๆ ให้กลับมาเข้าออฟฟิศทำงานกันต่อได้อย่างมั่นใจ เริ่มจาก 1.&amp;nbsp;รับประทานอาหารดี ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ แน่นอนว่าการรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ คือสิ่งสำคัญอันดับ 1 ในการดูแลตัวเอง โดยเฉพาะการรับประทานน้ำเปล่าเยอะๆ ถือเป็นอาหารผิวที่วิเศษสุดที่ผิวพรรณทุกคนเรียกร้อง ช่วยดีท็อกซ์ เพื่อช่วยในการรีเฟรชผิวพรรณให้กลับมาชุ่มชื่นเปล่งปลั่งได้แบบมหัศจรรย์ที่สุด และประหยัดที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;2. ออกกำลังกาย การออกกำลังกายส่งผลดีต่อสุขภาพ ปลุกตัวเองรับวันใหม่ที่จะไปทำงานด้วยความกระฉับกระเฉง สดใส กระปรี้กระเปร่าได้อย่างดี การออกกำลังกายทำให้ร่างกายได้เผาผลาญ สูญเสียเหงื่อ ร่างกายได้สูบฉีด หัวใจเต้นแรง ทำให้ผิวพรรณแลดูมีเลือดฝาดใสปิ๊ง กลบเกลื่อนความโทรมหมองคล้ำ&amp;nbsp;แม้ในวันที่นอนน้อยจากการดูซีรีย์เน็ตฟลิกซ์แบบมาราธอนทั้งคืนก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;3.&amp;nbsp; มาส์กหน้าบำรุงผิวก่อนนอน การล้างหน้าให้สะอาดด้วยน้ำเย็น และบำรุงด้วยแผ่นมาส์กหน้าก่อนเข้านอน ถือเป็นของขวัญเซอร์ไพร์สให้ผิวหน้าได้อย่างดี สามารถกระตุ้นสภาพผิวหน้าแบบเร่งด่วนเพียง ข้ามคืนชนิดตื่นปุ๊บสวยปั๊บ เพียงแวะมาหามาส์กหน้าดีๆ&amp;nbsp; แล้วกลับไปมาส์กทิ้งไว้ก่อนนอน ตื่นเช้ามาผิวพรรณจะดูอิ่มน้ำเต่งตึงได้อย่างล้ำลึก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;4. เครื่องสำอาง&amp;nbsp; เสกออร่าความสวยแบบเร่งด่วนได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดในชั่วโมงนี้ หากถึงเวลาต้องกลับไปออฟฟิศเพื่อทำงานกันแล้ว ต่อให้โทรมให้นอนน้อยยังไงก็ไม่มีใครจับพิรุธได้เพียงแค่การแต่งหน้า&amp;nbsp;ทาตา ปัดแก้ม เติมลิปสติกให้หน้าตามีสีสันสดใส เพียงเท่านี้ก็สวยเปล่งปลั่งดั่งร่ายมนตร์ตอบโจทย์สาวๆ อย่างเรา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:10.0pt&quot;&gt;ทั้งนี้ศูนย์การค้า เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก มี ผลิตภัณฑ์คอสเมติก และสกินแคร์ ตลอดจนอุปกรณ์ออกกำลังกาย และร้านอาหาร-เครื่องดื่ม มากมายให้สาวๆ ได้เลือกช้อปเลือกรับประทานอาหารที่ดีและอร่อยเพื่อกู้ผิวหน้าบูสออร่าความสวยให้พร้อมสุดๆ สำหรับวันทำงานที่ออฟฟิศกันต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119961</URL_LINK>
                <HASHTAG>WFH, กู้ผิวหน้า, บูสออร่า, ศูนย์การค้า เดอะ มาร์เก็ต แบงคอก (ราชประสงค์)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211017/image_big_616ba88d8aff6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>118682</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/10/2021 08:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/10/2021 08:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สปน.ปรับลดWFHเหลือ90%  ยังเข้มคุมโควิดตรวจATKทุก3วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ต.ค. 64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม สั่งการให้ทุกหน่วยงานปรับแผนการทำงานให้สอดคล้องการสร้างสมดุลภายใต้สถานการณ์วิกฤตโควิด-19 และเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในทุกพื้นที่อย่างเร่งด่วน ดังนั้น เจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับวัคซีนจำนวนเกินร้อยละ 75 แล้ว จึงปรับแผนการทำงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยให้ WFH จากเดิม 95% ปรับเป็น 90% ในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนตุลาคม 2564 และปรับเป็น 85% ในช่วงปลายเดือนตุลาคม แต่ต้องให้อยู่ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มข้น คือ กลุ่มที่มาปฏิบัติงานที่สำนักงานฯ ต้องตรวจ ATK ทุก 3 วัน (จันทร์-พุธ-ศุกร์) และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีติดตามงานตามนโยบายรัฐบาล ข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีและประเด็นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ผ่านระบบการประชุมทางไกลเป็นหลัก และให้เดินทางลงพื้นที่ติดตามงานตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลและประสานทุกจังหวัดช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่รับผิดชอบ 2. การประชุมของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานตามกฎหมายและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง สามารถมาร่วมประชุมได้ แต่ต้องมีผลตรวจ ATK ยืนยันก่อนประชุม 1 วันว่าปลอดโรคโควิด-19 อย่างไรก็ตามยังให้ประชุมผ่านระบบการประชุมทางไกลเป็นหลัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ศูนย์บริการประชาชน 1111 สำนักนายกรัฐมนตรี ยังรับเรื่องราวร้องทุกข์และข้อเสนอแนะผ่าน 4 ช่องทาง คือ โทรสายด่วน 1111 ตู้ ป.ณ.1111 เว็ปไซต์และแอปพลิเคชันไลน์ และติดตามประสานการแก้ไขปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง 4. การเพิ่มการติดตามข่าวสารผ่านทุกสื่อเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคให้เข้มข้นขึ้น 5. การสร้างการรับรู้และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลและผลงานของทุกกระทรวงในการดำเนินงานตามภารกิจปกติและภารกิจช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง 6. ประสานงานจิตอาสาภาครัฐช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 กิจกรรมการพัฒนาพื้นที่และสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอุทกภัย และ7. ติดตามสถานการณ์การเกิดสาธารณภัย โดยเฉพาะอุทกภัยและดินโคลนถล่ม รวมทั้งประสานการช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118682</URL_LINK>
                <HASHTAG>WFH, ธีรภัทร ประยูรสิทธิ, สปน., โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210701/image_big_60dd63ce2e67c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111655</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2021 16:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2021 16:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ตรีนุช&#039;ส่ายหัว บางหน่วยงานศธ.บังคับขรก.ไปทำงาน ไม่ยอมให้  WFH  ย้ำขัดกับนโยบายรัฐ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.64-นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่ได้มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของ ศธ. ลงนามโดยนายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2564 ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรการให้บุคลากรของแต่ละหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของ ศธ.ปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย หรือ work from home (WFH) ให้มากที่สุด นั้น ตนได้รับรายงานว่าจนถึงขณะนี้หน่วยงานในสังกัดและในกำกับของ ศธ.บางแห่ง ยังมอบหมายให้บุคลากรมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานในแต่ละวันทำการเป็นจำนวนมาก ทำให้บุคลากรมีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อจากการมาปฏิบัติงานท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง อีกทั้งไม่สนองตอบนโยบายด้านสาธารณสุขที่ต้องการให้ &amp;ldquo;อยู่กับที่&amp;rdquo; ให้มากที่สุด ดังนั้น ตนจึงสั่งการให้ปลัดศธ. กำชับไปยังหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของ ศธ.ทุกแห่ง ว่า ต้องถือปฏิบัติตามประกาศ ศธ.ดังกล่าวอย่างจริงจัง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของบุคลากร โดยในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด จังหวัดที่มีความเสี่ยงสูง และ จังหวัดที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) สั่งปิดโรงเรียนทั้งจังหวัด ให้จัดบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานในแต่ละวันทำการไม่เกินร้อยละ 5 ของบุคลากรทั้งหมด หรือน้อยกว่านี้ได้ ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ก็จัดให้มาปฏิบัติงานเท่าที่จำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของ ศธ. ได้กำหนดให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของ ศธ. ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด มอบหมายงานให้บุคลากรปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ที่ต้องเดินทางมาปฏิบัติงานโดยใช้ขนส่งสาธารณะ รวมถึงให้ใช้วิธีการอิเล็กทรอนิกส์ในการจัดการอบรม สัมมนา หรือการประชุม เพื่อลดจำนวนและจำกัดการเคลื่อนย้ายการเดินทางของบุคลากร ซึ่งการปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน โดยคำนึงถึงเป้าหมายการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์สูงสุดของการปฏิบัติงาน เพื่อให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนในพื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของ ศธ. ปรับการมอบหมายงานให้บุคลากรปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย ให้มากที่สุด เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ให้ผู้บริหารของหน่วยงานนั้นพิจารณาอนุญาตให้มาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานได้ โดยให้คำนึงถึงเป้าหมายการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์สูงสุดของการปฏิบัติงาน เพื่อให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ&amp;quot;รมว.ศธ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111655</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ตรีนุช เทียนทอง, #โควิด19, WFH</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210720/image_big_60f677480e1c4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110597</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 17:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘สงกรานต์ รังสรรค์’ตัดพ้อ ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถทำงานที่บ้านได้!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สงกรานต์-รังสรรค์ ปัญญาเรือน&amp;nbsp;หรือ สงกรานต์ เดอะวอยซ์&amp;nbsp;โพสต์ผ่านแฟนเพจ ใช่ว่าทุกคนจะสามารถทำงานที่บ้านได้ ช่วยเหลือตัวเองจนสุดความสามารถแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ก็ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถWFH 100%&amp;nbsp;ได้อะเนาะ แล้วคนที่มีอาชีพต้องออกจากบ้านหาเงินจะทำไงล่ะ ถ้าจะบอกว่าให้ช่วยกัน นี่แสดงว่าพี่ไม่เห็นพวกผมเลย ผมช่วยเหลือตัวเองกันมาจนสุดความสามารถแล้ว หายใจได้ทุกวันนี้ผมว่าผมสุดละนะ&amp;ldquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110597</URL_LINK>
                <HASHTAG>WFH, Work from Home, สงกรานต์ เดอะวอยซ์, สงกรานต์-รังสรรค์ ปัญญาเรือน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210721/image_big_60f7ee5de52f0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110338</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 18:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 18:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ.ประกาศขรก.เดินทางโดยรถประจำทาง ให้WFH </HEADLINE>
                <CONTENT>
	
		
			&amp;nbsp;
			
			&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

			&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

			&lt;p&gt;19ก.ค.64- นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้ลงนามประกาศ ศธ. เรื่อง มาตรการป้องกันและควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ของ ศธ.หลังจากก่อนหน้านี้ได้กำหนดให้บุคลากรของแต่ละหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของ ศธ. ปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย โดยให้จัดบุคลากรหมุนเวียนมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานในแต่ละวันทำการไม่เกินร้อยละ 10 ของบุคลากรทั้งหมด&amp;nbsp;ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;1-31 กรกฎาคมนั้น&amp;nbsp; แต่เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ยังมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และภูมิภาคหลายจังหวัด รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร อีกทั้งนายกรัฐมนตรีได้ออกข้อกำหนดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และยกระดับความเข้มข้นของมาตรการและการบังคับใช้อย่างจริงจังเพิ่มเติมขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

			&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

			&lt;p&gt;นายสุภัทร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จากข้อกำหนดที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้า เพื่อเร่งแก้ไขและบรรเทาสถานการณ์ฉุกเฉินให้คลี่คลายโดยเร็วที่สุด ศธ.ได้ห่วงใยสวัสดิภาพของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดและในกำกับของ ศธ.จึงกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ดังนี้ 1.ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของ ศธ.มอบหมายงานให้บุคลากรปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนให้ปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงาน โดยให้คำนึงถึงเป้าหมายการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์สูงสุดของการปฏิบัติงาน และให้ใช้วิธีการอิเล็กทรอนิกส์ให้มากที่สุด เพื่อลดจำนวนและจำกัดการเคลื่อนย้ายการเดินทาง สำหรับเจ้าหน้าที่ที่มาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงาน ที่ต้องเดินทางโดยวิธีการขนส่งสาธารณะ ให้ปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัย เว้นแต่ มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งและผู้บริหารของหน่วยงานสั่งให้เข้ามาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงาน โดยให้คำนึงถึงเป้าหมายการดำเนินงานและผลสัมฤทธิ์สูงสุดของการปฏิบัติงาน เพื่อให้บริการประชาชนเป็นสำคัญ และ 2.ในพื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม และพื้นที่เฝ้าระวังสูง ให้ผู้บริหารของหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของศธ.ปรับการมอบหมายงานให้บุคลากรปฏิบัติงาน ณ ที่พักอาศัยให้มากที่สุด เว้นแต่ มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนให้ผู้บริหารของหน่วยงานนั้นพิจารณาอนุญาตให้มาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ทำงานได้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
			
			&amp;nbsp;
		
	

</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110338</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ข้าราชการศธ., #ศธ., #โควิด19, WFH</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210719/image_big_60f55e7f4db1f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 17:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 17:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แพทย์เตือนระวังโรคเวิร์คฟอร์มโฮมซินโดรม!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย. 64 - นับตั้งแต่ได้สัมผัสกับชีวิตแบบเวิร์คฟอร์มโฮม&amp;nbsp;(Work From Home)&amp;nbsp;เป็นครั้งแรก หลายๆ คนคงคิดในใจว่าความสุขของชีวิตทำงานกำลังจะประดังเข้ามา เพราะไม่ต้องยื้อแย่งที่ว่างบนท้องถนน ทั้งความเครียดในวันวุ่นๆ ก็คงลดน้อยลง จนทำงานได้แบบชิลๆ ทั้งวันแน่ๆ แต่เมื่อวันเวลาของการทำงานที่บ้านค่อยๆ ผ่านไป กลับกลายเป็นเพิ่งรู้สึกตัวว่ากำลังเผชิญหน้ากับความเครียด จนแทบจะเป็น&amp;nbsp;Work From Home Syndrome&amp;nbsp;แทน&amp;nbsp;Office Syndrome&amp;nbsp;แล้ว กระทั่งวิธีการคลายเครียดเดิมๆ ที่เคยทำก็ดูจะเอาไม่อยู่ จนเแทบไม่เหลือทางเลือกอื่นใด นอกเสียจากสรรหาวิธีการใหม่ มารับมือกับอาการที่ไม่คุ้นเคยนี้ เพื่อทวงวันคืนสงบสุขกลับมาโดยเร็วที่สุด
&amp;nbsp;
แพทย์หญิงดุจฤดี อภิวงศ์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลพระรามเก้า เปิดเผยว่า&amp;nbsp;เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ของโรคโควิด-19&amp;nbsp;รวมถึงการทำงานแบบเวิร์คฟอร์มโฮม คือสิ่งที่ส่งผลกระทบทางลบต่อจิตใจอย่างมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;ปัญหาที่คนส่วนใหญ่พบเจอคือภาวะตึงเครียดจากการต้องปรับตัวครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นจากมาตรการเพื่อลดการระบาด หรือมาตรการทำงานของบริษัทก็ตาม
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;เมื่อพื้นที่ที่ควรเป็นบ้านสำหรับพักผ่อน เปลี่ยนมาเป็นที่ทำงาน ผู้คนส่วนใหญ่จึงมีปัญหาในการปรับตัวที่เลี่ยงได้ยาก ทั้งเส้นแบ่งชีวิตงานและชีวิตพักผ่อนไม่ชัดเจน จนไม่สามารถปิดจบงานในแต่ละวันได้ เกิดความเหนื่อยล้าจากการประชุมทางไกลที่ต้องใช้ทั้งสมาธิและเวลามากขึ้นกว่าเดิม หรือกระทั่งการถูกคาดหวังให้สแตนด์บายงานตลอดเวลา จนเกิดความกดดันและพักผ่อนได้ไม่เพียงพอ&amp;rdquo; แพทย์หญิงดุจฤดี กล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ การทำงานในพื้นที่ปิด ทั้งในห้อง คอนโด หรือทาวน์เฮ้าส์ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาความเครียดหลายอย่าง เช่น การอยู่กับตัวเองมากไป จนรู้สึกอุดอู้ เกิดความคิดฟุ้งซ่าน ไม่มีพื้นที่ให้ระบายออก หรือบางคนที่อยู่ร่วมกับสมาชิกครอบครัวเป็นเวลานาน ก็มีสิทธิ์ทำให้เกิดความเครียดที่ถูกจำกัดพื้นที่ และตามมาซึ่งปัญหาด้านความสัมพันธ์ได้เช่นกัน
&amp;nbsp;
เมื่อมองลึกลงไป ปัญหาของสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;และการทำงานที่บ้าน&amp;nbsp;ดูจะเป็นปัจจัยใหญ่ที่ส่งผลกระทบให้เกิดภาวะเครียดครบทั้งด้านร่างกายจากเวลาพักผ่อนที่น้อยลง ความเครียดด้านจิตใจจากการวิตกกังวลเรื่องโรคระบาดและหน้าที่การงาน รวมถึงความเครียดด้านสังคมเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน จนยากต่อการปรับตัว
&amp;nbsp;
แน่นอนว่าทันทีที่สภาวะความเครียดเริ่มก่อตัวในร่างกาย สิ่งที่แย่ยิ่งกว่าคือผลกระทบแบบนามธรรมของอาการต่างๆ ที่จะตามมาอย่างต่อเนื่องเข้าทำร้ายเราพร้อมๆ กันจนช้ำไปทั้งตัว เช่น การมีภูมิคุ้มกันต่ำลง นำมาซึ่งอาการเจ็บป่วยได้ง่าย หรือผลกระทบด้านจิตใจ ที่จะทำให้เราหงุดหงิด-โมโหง่าย ขาดสมาธิ อารมณ์แปรปรวน มีอาการหลงลืม
&amp;nbsp;
เมื่อเกิดสภาวะเครียด หลายคนจึงเริ่มหันไปพึ่งพาพฤติกรรมที่สร้างการผ่อนคลายหรือระบายอารมณ์ในระยะสั้น แต่ในเมื่อการ&amp;nbsp;WFH&amp;nbsp;ไม่รู้จะจบลงตอนไหน การผ่อนคลายจะเริ่มทำบ่อยเข้าจนติดเป็นนิสัย จนส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในระยะยาว เช่น การติดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ติดเล่นการพนัน กินที่มากขึ้น เป็นต้น
&amp;nbsp;
ซ้ำร้ายแล้ว การต้องตกอยู่ในภาวะสภาพจิตใจย่ำแย่เช่นนี้เป็นเวลานาน ก็อาจทำให้เกิดอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ตามมาอย่าง&amp;nbsp;&amp;ldquo;อาการซึมเศร้า&amp;rdquo;&amp;nbsp;อีกด้วย
&amp;nbsp;
แพทย์หญิงดุจฤดี กล่าวว่า ภาวะซึมเศร้าเป็นอาการที่อันตราย และมีแนวโน้มเกิดขึ้นได้ง่ายกับบุคคลที่มีความเครียดสะสม โดยเฉพาะกับสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ ดังนั้น การสำรวจตัวเองถึงความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า จึงถือเป็นแนวทางสำคัญต่อการทำงานที่บ้าน ซึ่งถ้าใครมีอาการอยู่ในอารมณ์เศร้าหมอง ไม่มีความสุขตลอดทั้งวัน ไม่อยากทำอะไร นอนไม่หลับหรือหลับมากไป เบื่ออาหารหรือรับประทานมากผิดปกติ ไม่มีสมาธิจดจ่อกับงาน รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง หรือรู้สึกอยากหายไป ติดๆ กันหลายวัน อยู่อย่างน้อย&amp;nbsp;2&amp;nbsp;สัปดาห์&amp;nbsp;ทั้งหมดนี้เป็นอาการของโรคซึมเศร้า และเป็นสัญญาณว่าเราควรไปพบจิตแพทย์โดยด่วน
&amp;nbsp;
ถ้าโชคดีหน่อยหากสำรวจตัวเองแล้วว่าอาการยังไม่ลงลึกไปถึงขั้นซึมเศร้า แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะจัดการความเครียดไปได้แล้ว อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้ การรับมือกับความเครียดก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่สำหรับเวิร์คฟอร์มโฮม ไม่ต่างอะไรกับแท็บเล็ตหรือโปรแกรม&amp;nbsp;ZOOM&amp;nbsp;เลยแม้แต่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
หากใครเป็นคนชอบออกกำลังกาย หรือมีเพลย์ลิสต์เพลงชื่นชอบส่วนตัวอยู่ใกล้ๆ นั่นจะหมายถึงการลดความเครียดอย่างมีคุณภาพได้ไปเปลาะหนึ่งแล้ว แต่หากเสียงเพลงยังช่วยได้ไม่มากพอ บางคนอาจชื่นชอบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เทรนด์การฟังเสียงลักษณะอื่นแทน เช่น เสียงธรรมชาติ น้ำตก ฝนตก หรือแม้กระทั่งเสียง&amp;nbsp;ASMR (autonomous sensory meridian response)&amp;nbsp;อย่างเสียงแคะหู เสียงกระซิบ เสียงลูบสิ่งของ เสียงกิน ก็มีหลายคนให้ประสบการณ์ว่าเสียงเหล่านี้ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายได้จริงๆ
&amp;nbsp;
การคลายความเครียดมีหลากหลายรูปแบบขึ้นกับความสุขของแต่ละคน แต่นอกเหนือจากนี้ ทุกคนควรรู้จักกับแนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างนิสัยให้เคยชินกับสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;และการทำงานที่บ้าน เช่น การติดตามข่าวสารอย่างรู้เท่าทัน หรือลดความถี่ในการติดตามข่าวสารลง แน่นอนว่ามันจะทำให้เรารู้ช้ากว่าคนอื่นบ้าง แต่หากข่าวสารนั้น มีเนื้อหาสาระข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง คัดกรองมาแล้วและไม่ทำให้เราเครียดและเหนื่อยล้า มันก็ดีกว่าการรับข่าวสารมากไปเป็นไหนๆ
&amp;nbsp;
หลายๆ ความเครียดจากเวิร์คฟอร์มโฮมส่วนใหญ่มักเป็นผลที่มาจากการทำงาน ดังนั้น ต้องไม่ลืมว่างานไม่ใช่ทั้งหมดในชีวิตเรา ในเมื่อทุกคนล้วนมีกิจกรรมที่ชื่นชอบอยู่แล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดที่เราจะเอาเวลาเล็กๆ น้อยๆ มาหาความสุขเพื่อเยียวยาตัวเองบ้าง หรือหากใครไม่มี ก็ลองใช้โอกาสนี้หากิจกรรมที่ชอบดู เพื่อมองเห็นจุดแบ่งชีวิตและงานได้ชัดเจนมากขึ้น ให้ความสุขเล็กๆ มาแบ่งเบาภาระงานที่แบกอยู่ ให้รู้สึกเบาตัวขึ้น เท่านี้ทุกคนก็น่าจะผ่านพ้นช่วงเวิร์คฟอร์มโฮมไปได้โดยไม่เครียดแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105944</URL_LINK>
                <HASHTAG>WFH, ทำงานที่บ้าน, เวิร์คฟอร์มโฮม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210610/image_big_60c1e68673f6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103130</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WFHลดแพร่โควิด ค่าไฟ-น้ำ-เน็ตพุ่ง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; สวนดุสิตโพลชี้เวิร์กฟรอมโฮมช่วยลดแพร่เชื้อโควิด แต่ค่าใช้จ่ายในบ้านเพิ่มขึ้น ค่าไฟ-น้ำ-อินเทอร์เน็ตพุ่ง ซูเปอร์โพลเผยคนไทยยังมีหวังเศรษฐกิจฟื้นหลังวิกฤติไวรัส ขอรัฐบาลเยียวยาเรื่องปากท้อง ผ่อนผันหนี้สิน แก้ปัญหาสินค้าเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี &amp;ldquo;พฤติกรรมของคนไทยกับการทำงานที่บ้าน (Work From Home)&amp;rdquo; กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,553 คน ระหว่างวันที่ 10-13 พ.ค. 2564 พบว่า ในช่วงนี้ประชาชนส่วนใหญ่ทำงานที่บ้าน ร้อยละ 42.72 และทำทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ร้อยละ 34.45 โดยเห็นว่าการทำงานที่บ้าน (WFH) ทำให้รู้สึกปลอดภัย ลดการแพร่เชื้อโควิด-19 ร้อยละ 74.82 รองลงมา ร้อยละ 48.60 ระบุ เป็นการปฏิบัติตามนโยบายภาครัฐ/ให้ความร่วมมือในการอยู่บ้าน ร้อยละ 44.05 ระบุ มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัวมากขึ้น ร้อยละ 40.53 ระบุอุปกรณ์ เครื่องมือไม่พร้อม ไม่เอื้อต่อการทำงาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ข้อดีของ WFH คือ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 88.33 ระบุ ลดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ขณะที่ข้อเสียคือ ร้อยละ 65.80 ระบุ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ตามจากการทำงานที่บ้าน ผลงานประสบความสำเร็จ ร้อยละ 70.33 ส่วนความชื่นชอบต่อรูปแบบการทำงาน พบว่า ชอบทั้งการทำงานที่บ้านและการทำงานที่ทำงาน ร้อยละ 37.17 และเห็นว่านโยบายการทำงานที่บ้านนั้นช่วยลดการแพร่เชื้อโควิด-19 ได้ ร้อยละ 82.66
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในระยะเวลาปีกว่าที่ภาคประชาชนให้ความร่วมมือด้วยการทำงานที่บ้าน และปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังตัวเองอย่างเคร่งครัด เพราะต้องการให้สถานการณ์โควิด-19 นั้น &amp;ldquo;เจ็บแต่จบ&amp;rdquo; เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัว ในส่วนของภาครัฐเองก็ต้องเร่งมาตรการอื่นๆ ไปพร้อมกันด้วย ทั้งการรับมือและเร่งการฉีดวัคซีนให้เร็วที่สุด เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.ทิพสุดา คิดเลิศ รองผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า การทำงานที่บ้านเป็นแนวคิดช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ ถึงแม้การทำงานที่บ้านจะทำให้มีค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มมากขึ้น แต่ภาครัฐได้ออกมาตรการเยียวยาเป็นการแบ่งเบาประชาชน ซึ่งการทำงานที่บ้านจะเกิดประสิทธิภาพได้นั้น ควรแยกเวลาทำงานและเวลาส่วนตัว (Work Time and Personal Time) เพื่อกำหนดชั่วโมงการทำงานและความสำเร็จของงาน และองค์กรควรกำหนดนโยบาย (Policy) ให้ชัดเจนในเรื่องการทำงานที่บ้านนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ สร้างสำนักงานเสมือน (Virtual Office) สนับสนุนการใช้แพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันในการสื่อสารและทำงานร่วมกันในองค์กร หรือพัฒนารูปแบบการทำงานเป็นแบบไฮบริด (Hybrid model) ที่เน้นการทำงานแบบผสมผสาน พนักงานสามารถเลือกทำงานจากที่บ้านหรือที่สำนักงานได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการทำงานที่บ้าน &amp;ldquo;ทำให้เกิดสิ่งใหม่&amp;rdquo; นั่นคือ &amp;ldquo;วิถีการทำงานรูปแบบใหม่&amp;rdquo; และยังเป็นการช่วยลดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้อีกด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง &amp;quot;ปากท้องวันนี้ ปากท้องหลังโควิด&amp;quot; กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวน 1,382 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 8-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.6 ขอรัฐบาลบูม ส่งเสริมสินค้าเกษตร รองลงมาคือร้อยละ 78.0 ต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการผ่อนผันการชำระหนี้ในระบบ เช่น ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ร้อยละ 74.4 ต้องการมาตรการเยียวยา เช่น ลดค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต และอื่นๆ ร้อยละ 73.0 ต้องการให้เจ้าสัว ผู้ประกอบการ ลดราคาอาหารและสินค้าจำเป็น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.6 ต้องการรัฐบาลช่วยแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ หามือปราบหนี้นอกระบบมาสร้างผลงานช่วงวิกฤติชาติ ลดความเดือดร้อนปลอดจากอำนาจมืด และร้อยละ 64.0 ต้องการให้รัฐบาลกระจายที่ทำกิน ลดความเหลื่อมล้ำ เป็นธรรม ทั่วถึง ตามลำดับ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนหลังโควิด พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.5 หวังให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางและฐานผลิตอาหารปลอดสารพิษ รองลงมาคือร้อยละ 74.4 ต้องการให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวพลิกฟื้นเศรษฐกิจปากท้องนำชีวิตชีวาของประชาชนกลับมา ร้อยละ 66.1 คาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวรวดเร็ว และร้อยละ 63.1 ระบุประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางและฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 79.5 ระบุมีความหวังจะลุยไปข้างหน้าค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ในขณะที่ร้อยละ 16.4 ระบุปานกลาง และร้อยละ 4.1 ระบุค่อนข้างน้อยถึงไม่มีความหวังเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวว่า ผลสำรวจนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าประเทศชาติและประชาชนยังมีทางออกที่ดีหลายทาง โดยข้อมูลที่ค้นพบสามารถจำแนกออกให้เห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ยังมีความหวัง หลังโควิดที่จะลุยกันต่อไปข้างหน้า ด้วยความหวังในมาตรการต่างๆ ของรัฐ ใน 3 กลุ่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 1 คือ การเยียวยาเร่งด่วน แก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ครอบคลุมและทั่วถึงในกลุ่มต่างๆ เพื่อพยุงให้ยืนได้ก่อนกลับมาเดินหน้ากันต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องผ่านแรงเสียดทานของอารมณ์ความรู้สึกและความพึงพอใจที่หลากหลาย ที่ต้องการความร่วมมือจากภาคเอกชนอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กลุ่มที่ 2 คือ การช่วยเหลือแก้ปัญหายาดำเดิมในสังคม ที่บั่นทอนความรู้สึกเหลื่อมล้ำเป็นธรรมในสังคม เช่น ปัญหาหนี้นอกระบบ ที่ดินทำกิน ราคาพืชผลการเกษตร และสิ่งค้างคาใจอื่นๆ ที่ประชาชนอยากปฏิรูปในเรื่องใกล้ตัวมากกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และกลุ่มที่ 3 คือ เป้าหมายที่ชัดเจนของประเทศและความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการขับเคลื่อน เช่น การเป็นศูนย์กลางและฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว การเป็นประตูอาเซียน และการเป็นศูนย์กลางการเกษตรปลอดสารพิษ เป็นต้น ซึ่งหากมีสนับสนุนและมีความชัดเจนจากรัฐ มันคือหัวรถจรวดกำลังแรงที่จะฉุดประเทศให้เปลี่ยนแปลงอย่างโดดเด่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การสะท้อนของประชาชนผ่านผลโพลถึงความหวังทั้ง 3 กลุ่ม จะเห็นว่าในวิกฤติยังมีโอกาส และในโอกาสนี้ยังเป็นความหวังของทุกคนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศ และพัฒนาการของคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีขึ้น ในขณะที่เรากำลังปัดป้องตั้งรับจากโรคระบาดด้วยความกลัวและขัดแย้งกันอยู่ ในเวลาเดียวกัน เราต่างไม่หยุดคิดและจินตนาการตัวเราและสังคมไทยในอนาคตอย่างมีความหวังร่วมกัน ต้องช่วยกันจบโรคระบาดให้เร็วที่สุด และพร้อมจะรวมพลังขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างถูกทิศทางและเป็นประโยชน์ร่วมกัน ขอเพียงความจริงใจและความมุ่งมั่นที่ชัดเจนจากรัฐบาล เชื่อว่าเราทุกคนทุกภาคส่วนพร้อมใช้ยุทธศาสตร์ &amp;ldquo;ล้มและลุกทันที&amp;rdquo; เมื่อเราล้มแล้วพยุงกันลุกพร้อมจับมือเดินหน้าลุยไปด้วยกัน&amp;quot; ผศ.ดร.นพดลระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103130</URL_LINK>
                <HASHTAG>WFH, ค่าไฟ-น้ำ-อินเทอร์เน็ต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หวังเศรษฐกิจฟื้น, เวิร์กฟรอมโฮม, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210516/image_big_60a12599342db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
