<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119723</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/10/2021 13:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/10/2021 13:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHO รับรองวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า  ผลิตโดยสยามไบโอไซเอนซ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14ค.ค.64 - วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตในประเทศไทย ได้รับการขึ้นทะเบียนให้น ามาใช้ในภาวะฉุกเฉิน (EUL) จากองค์การอนามัยโลก (WHO) แล้ว โดยการขึ้นทะเบียนดังกล่าวมีผลทันทีและครอบคลุมถึงวัคซีนที่ผลิตในประเทศไทยก่อนหน้านี้ด้วยเช่นเดียวกัน&amp;nbsp;
องค์การอนามัยโลกได้ขึ้นทะเบียนวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าให้นำมาใช้ในภาวะฉุกเฉิน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 เป็นต้นมา เพื่อเร่งการเข้าถึงวัคซีนและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และในขณะนี้ได้เพิ่มเติมในส่วนของการรับรองวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตในประเทศไทยโดยสยามไบโอไซเอนซ์ซึ่งเป็นการยืนยันว่าวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้า หรือ Vaxzevria เป็นวัคซีนที่มีคุณภาพสูง และผลิตตามเกณฑ์มาตรฐานเดียวกันทั่วโลกไม่ว่าจะผลิตจากที่ใดก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายเจมส์ ทีก ประธาน บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แอสตร้าเซนเนก้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่องค์การอนามัยโลกได้ให้การรับรองวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตในประเทศไทยเพื่อใช้ในภาวะฉุกเฉิน แม้ว่าที่ผ่านมา รัฐบาลในหลายประเทศจะให้การรับรองผู้ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตในประเทศไทยว่าเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนครบถ้วนแล้ว และตามมาตรการควบคุมการเดินทาง ผู้ที่ได้รับวัคซีนดังกล่าวสามารถเดินทางระหว่างประเทศได้ แต่การรับรองวัคซีนโดยองค์การอนามัยโลกในครั้งนี้ก็จะช่วยอำนวยความสะดวกให้รัฐบาลในประเทศต่างๆ ยอมรับและรับรองวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของ แอสตร้าเซนเนก้าเพื่อประโยชน์ในการเดินทางที่ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นางนวลพรรณ ล่า ซา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองคก์รกิตติมศักดิ์บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์จำกัด กล่าวว่า วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของแอสตร้าเซนเนก้าที่ผลิตในประเทศไทยในทุก ๆ รอบการผลิตนั้นได้ผ่านการตรวจรับรองคุณภาพจากหน่วยงานที่กำกับดูแล รวมถึงห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา นับตั้งแต่วัคซีนชุดแรกที่ได้ทำการส่งมอบให้กับแอสตร้าเซนเนก้า ผลการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีที่ตอกย้ำถึงคุณภาพของวัคซีนที่ผลิตโดยสยามไบโอไซเอนซ์ในฐานะศูนย์การผลิตวัคซีนป้องกันโควิด 19 ของแอสตร้าเซนเนก้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศใกล้เคียง ที่ได้รับการรับรองจากองค์กรระดับโลกอย่าง WHO เรามีความภาคภูมิใจที่บริษัทของคนไทยได้รับเลือกจากแอสตร้าเซนเนก้าให้เป็นหนึ่งในผู้ผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 และสามารถผลิตวัคซีนคุณภาพสูงตามมาตรฐานสากล สยามไบโอไซเอนซ์ยังคงทำงานร่วมกับแอสตร้าเซนเนก้าอย่างใกล้ชิด และผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้สุขภาพและความเป็นอยู่ของคนในชาติกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119723</URL_LINK>
                <HASHTAG>WHO, บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์, วัคซีนแอสตร้าเซนเนกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210617/image_big_60cb0b527ecc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119470</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 22:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 22:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ที่ปรึกษาWHOแนะบูสเตอร์ให้กลุ่ม60ปีขึ้นไปที่ฉีดวัคซีนจีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คณะที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภูมิคุ้มกันขององค์การอนามัยโลก (SAGE) มีคำแนะนำเมื่อวันจันทร์ว่า ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรืออ่อนแอ ควรได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 กระตุ้นภูมิ ไม่ว่าจะฉีดวัคซีนชนิดใดมาก็ตาม ส่วนผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ฉีดวัคซีนของซิโนแวคหรือซิโนฟาร์มก็ควรได้ฉีดโดสที่ 3 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เอเอฟพีรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม 2564 ว่า คณะที่ปรึกษาด้านวัคซีนขององค์การอนามัยโลก (WHO) คณะนี้ประชุมกันนาน 4 วันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อทบทวนข้อมูลและข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันโควิด-19 และโรคอื่นๆ โดยในวันจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญคณะนี้ออกคำแนะนำว่า ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรืออ่อนแอในระดับปานกลางและรุนแรง ควรได้รับการเสนอให้ฉีดวัคซีนเพิ่มเติมด้วยวัคซีนทุกชนิดที่ผ่านการอนุมัติการใช้งานแบบฉุกเฉินของ WHO แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;บุคคลเหล่านี้มีโอกาสน้อยที่จะตอบสนองต่อการฉีดวัคซีนอย่างเพียงพอ ภายหลังการฉีดวัคซีนชุดแรกตามมาตรฐาน และมีความเสี่ยงสูงต่อโรคโควิด-19 ขั้นรุนแรง&amp;quot; คำแถลงกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัคซีนที่ได้รับการขึ้นบัญชีเป็นวัคซีนสำหรับการใช้งานฉุกเฉิน (EUL) แล้ว ได้แก่ วัคซีนของไฟเซอร์-ไบออนเทค, แจนเซน, โมเดอร์นา, ซิโนฟาร์ม, ซิโนแวค และแอสตร้าเซนเนก้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ SAGE ยังแนะนำว่า ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ฉีดวัคซีนของซิโนแวคและซิโนฟาร์มจากจีนครบโดสแล้ว ก็ควรได้รับการฉีดวัคซีนโดสที่ 3 เพิ่มเติมด้วย ทั้งจากวัคซีนชนิดเดิม หรืออาจพิจารณาใช้วัคซีนต่างชนิดโดยขึ้นอยู่กับการจัดหาและการเข้าถึงวัคซีน.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้เชี่ยวชาญคณะนี้ย้ำว่า พวกเขาไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนโดสกระตุ้นภูมิคุ้มกันแก่ประชากรโดยทั่วไป และตามคำแนะนำนี้ ประเทศทั้งหลายควรตั้งเป้าหมายเริ่มแรกที่การฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด 2 โดสแก่ประชากรก่อน แล้วจึงค่อยฉีดโดสที่ 3 โดยเริ่มที่กลุ่มประชากรที่อายุมากที่สุด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119470</URL_LINK>
                <HASHTAG>SAGE, WHO, คณะที่ปรึกษายุทธศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านภูมิคุ้มกันขององค์การอนามัยโลก, ฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิ, ฉีดโดสที่3, ซิโนฟาร์ม, ซิโนแวค, ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง, วัคซีนโควิด-19, องค์การอนามัยโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211011/image_big_616452f9a0fac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>119180</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2021 18:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2021 18:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.เผยวัคซีนมาลาเรีย ที่ทดสอบในแอฟริกา ต้องรอดูผลศึกษาระยะยาว ก่อนนำเข้ามาใช้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
8 ต.ค.64- &amp;nbsp;นพ. โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากประกาศขององค์การอนามัยโลก(WHO) เมื่อวานนี้ (7 ตุลาคม 2564) เรื่อง รับรองวัคซีนป้องกันโรคไข้มาลาเรีย ชื่อ RTS,S/AS01 (RTS,S) ที่มีชื่อทางการค้าว่า &amp;ldquo;มอสควิริกซ์&amp;rdquo; สามารถป้องกันโรคไข้มาลาเรีย จากการติดเชื้อโปรโตซัวชนิด Plasmodium &amp;nbsp;falciparum โดยวัคซีนดังกล่าวเหมาะสำหรับกลุ่มเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 5 เดือนขึ้นไป โดยต้องฉีดให้ครบ 4 โดส สำหรับการศึกษาวิจัยของวัคซีนดังกล่าวจาก 3 ประเทศของทวีปแอฟริกา คือ กานา เคนยา และมาลาวี ที่ดำเนินการโดยกระทรวงสาธารณสุขของประเทศนั้นๆ ด้วยการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และบริษัทแกล็กโซสมิธไคล์น (จีเอสเค) ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีน ผลการศึกษาพบว่า สามารถลดการเสียชีวิต และอาการรุนแรงได้ 30% แต่ยังคงต้องศึกษาผลระยะยาวของวัคซีนนี้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทย ปัญหาโรคไข้มาลาเรียยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขในบางพื้นที่ของประเทศไทย ที่มีการระบาดในพื้นที่ที่ติดกับแนวชายแดนไทย-เมียนมาร์ กัมพูชา และบางจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประเทศไทยอยู่ในช่วงดำเนินการโครงการกำจัดโรคไข้มาลาเรีย สถานการณ์โรคไข้มาลาเรีย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม &amp;ndash; 8 ตุลาคม 2564 พบผู้ป่วยแล้ว 2,394 ราย และไม่มีผู้เสียชีวิต โดยจังหวัดที่พบผู้ป่วยสูงสุด คือ จังหวัดตาก 735 ราย รองลงมาได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน 466 ราย กาญจนบุรี 344 ราย ราชบุรี 214 ราย และยะลา 173 ราย ตามลำดับ โดยส่วนใหญ่พบผู้ป่วยติดเชื้อชนิดไวแวกซ์ (Plasmodium vivax) ร้อยละ 94 และชนิดฟัลซิปารัม (Plasmodium falciparum) ร้อยละ 2 โดยอยู่ในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป ร้อยละ 71 ส่วนผู้ป่วยมาลาเรียที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี พบร้อยละ 29 โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อชนิดฟัลซิปารัม มีจำนวนทั้งสิ้น 53 ราย แยกเป็นกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีเพียง 10 ราย โดยในพื้นที่โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (โครงการ กพด.) ไม่มีนักเรียนป่วยเป็นมาลาเรียชนิด Plasmodium &amp;nbsp;falciparum&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นพ. อภิชาต วชิรพันธ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า หากป่วยด้วยโรคไข้มาลาเรียแล้ว จะมีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อมาลาเรียทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเข้าป่าหรืออยู่ในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของโรคไข้มาลาเรียให้แพทย์ทราบ สำหรับยาที่ใช้รักษาเชื้อชนิดฟัลซิปารัมในปัจจุบัน คือ Dihydroartemisinin-Piperaquine 3 วัน และ Primaquine 1 วัน และในจังหวัดที่มีการดื้อต่อยารักษา (จังหวัดอุบลราชธานีและศรีสะเกษ) ให้ใช้ Artesunate-Pyronaridine (Pyramax) 3 วัน และ Primaquine 1 วัน ซึ่งยังใช้รักษาผู้ป่วยมาลาเรียได้ผลดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคไข้มาลาเรียในครั้งนี้ จะมีประโยชน์ต่อการป้องกันควบคุมโรคเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ป่วยมาลาเรียชนิด Plasmodium &amp;nbsp;falciparum เพียงไม่กี่ราย แต่ยังคงต้องพิจารณาผลการศึกษาเพิ่มเติมก่อนนำมาใช้ หากสถานการณ์เหมาะสม อาจมีโอกาสได้นำวัคซีนเข้ามาใช้ในประเทศไทยเพื่อช่วยในการกำจัดโรคไข้มาลาเรียให้หมดไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ประเทศไทยปลอดโรคไข้มาลาเรียภายในปี 2567&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119180</URL_LINK>
                <HASHTAG>#สธ., WHO, วัคซีนมาลาเรีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210918/image_big_61458fbbd85c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116506</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/09/2021 08:44</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/09/2021 08:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฝ่ายแค้นฟังไว้!WHO ย้ำวัคซีนที่ดีที่สุด คือวัคซีนที่ฉีดได้เร็วที่สุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ก.ย.64- ทวิตเตอร์ WHO Thailand @WHOThailand โพสต์ข้อความสั้นๆว่า วัคซีนที่ดีที่สุด คือวัคซีนที่ฉีดได้เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามนักการเมืองฝ่ายค้าน และกลุ่มต่อต้านรัฐบาลไทย นำประโยคนี้มาโจมตีอย่างต่อเนื่อง เพราะมองว่าเป็นการแก้ตัวให้รัฐบาลไทยที่ซื้อวัคซีนซิโนแวคจากจีนจำนวนมากมาฉีดให้คนไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคนกลุ่มนี้มองว่าเป็นวัคซีนคุณภาพต่ำ มีการด้อยค่ามาเป็นระยะๆ แม้กระทั่งในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก็มีการโจมตีวัคซีนซิโนแวค จนสถานทูตจีนในกรุงเทพฯออกมาเรียกร้องให้ยุติการด้อยค่าวัคซีนจีน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116506</URL_LINK>
                <HASHTAG>WHO, วัคซีนที่ดีที่สุด คือวัคซีนที่ฉีดได้เร็วที่สุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210913/image_big_613ea99caf08d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115308</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 16:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 16:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WHOจับตาไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ &#039;มิว&#039; หวั่นต้านวัคซีนได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การอนามัยโลกกำลังเฝ้าจับตาไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ที่ตั้งชื่อว่า &amp;quot;มิว&amp;quot; ซึ่งพบครั้งแรกในโคลอมเบียเมื่อเดือนมกราคม หวั่นการกลายพันธุ์ส่งผลถึงคุณสมบัติของไวรัสในการหลบเลี่ยงภูมิต้านทานจากวัคซีนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพุธที่ 1 กันยายน อ้างคำประกาศด้านโรคระบาดขององค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำสัปดาห์ เผยแพร่จากนครเจนีวาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์มิว หรือ B.1.621 กำลังได้รับการจับตามอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สายพันธุ์นี้ถูกจัดให้เป็น &amp;quot;สายพันธุ์ที่น่าจับตา&amp;quot; การกลายพันธุ์ของไวรัสสายพันธุ์นี้บ่งชี้ถึงความเสี่ยงของการต้านทานวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สายพันธุ์มิวมีกลุ่มของการกลายพันธุ์ที่บ่งชี้ถึงคุณสมบัติที่เป็นไปได้ของการหลบเลี่ยงภูมิต้านทาน&amp;quot; คำประกาศกล่าว พร้อมกับย้ำว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจให้มากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีความกังวลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการเกิดการกลายพันธุ์ใหม่ๆ ของไวรัส ในขณะที่อัตราการติดเชื้อกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลกอีกครั้ง โดยเฉพาะจากสายพันธุ์เดลตาที่แพร่เชื้อได้ง่ายขึ้นในกลุ่มผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน และในภูมิภาคที่ผ่อนคลายมาตรการป้องกันไวรัส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสทุกชนิด รวมถึงไวรัส SARS-CoV-2 ที่ก่อโรคโควิด-19 ล้วนกลายพันธุ์ตลอดเวลา แต่การกลายพันธุ์ส่วนใหญ่มีผลกระทบน้อยหรือไม่มีผลกระทบเลยต่อคุณสมบัติของไวรัส อย่างไรก็ดี การกลายพันธุ์บางอย่างอาจส่งผลต่อคุณสมบัติของไวรัส และมีอิทธิพลต่อการแพร่กระจายได้ง่าย, ความรุนแรงของโรค และการต้านทานวัคซีน, ยา และมาตรการรับมืออื่นๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงขณะนี้ WHO ระบุไวรัสโควิด-19 ที่เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลไว้ 4 ชนิด รวมถึงแอลฟา ที่พบแล้วใน 193 ประเทศ และเดลตา ที่พบใน 170 ประเทศ ยังมีอีก 5 สายพันธุ์ซึ่งรวมถึงมิว ที่เป็นสายพันธุ์ที่น่าจับตา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสสายพันธุ์มิวพบครั้งแรกที่โคลอมเบีย แต่หลังจากนั้นมีรายงานพบผู้ติดเชื้อในประเทศลาตินอเมริกาอีกหลายประเทศ และในยุโรป แต่ WHO กล่าวว่า ความชุกของสายพันธุ์นี้ทั่วโลกลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 0.1 ในกลุ่มผู้ป่วยที่ผ่านการจัดลำดับแล้ว แต่ในโคลอมเบียนั้นความชุกของโรคอยู่ที่ร้อยละ 39.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115308</URL_LINK>
                <HASHTAG>WHO, จับตาโควิดกลายพันธุ์, สายพันธุ์ที่น่าจับตา, สายพันธุ์มิว, องค์การอนามัยโลก, โคลอมเบีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f498336c64.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112363</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 00:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2021 23:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไม่ฟังWHO ชาติตะวันตกเดินหน้าฉีดวัคซีนบูสเตอร์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลสหรัฐนำขบวนชาติตะวันตกปฏิเสธคำร้องขอจากองค์การอนามัยโลกที่ขอให้ประเทศร่ำรวยพักการฉีดวัคซีนโควิดโดสเสริมชั่วคราว เพื่อเน้นจัดหาวัคซีนให้แก่ประเทศยากจนก่อน ทำเนียบขาวบอกทำไปพร้อมกันได้ ส่วนฝรั่งเศสและเยอรมนียืนยันจะลุยฉีดบูสเตอร์ให้ผู้สูงอายุเดือนหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันพุธ ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงเรียกร้องประเทศทั้งหลายและบริษัทต่างๆ ที่ควบคุมการจัดหาวัคซีนโควิด-19 เปลี่ยนแปลงนโยบายฉีดวัคซีนโควิด-19 โดสเสริมทันที แล้วให้ความสำคัญกับการแก้ไขความเหลื่อมล้ำอย่างมากระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจนในการกระจายวัคซีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในคำแถลงของเจน ซากี โฆษกทำเนียบขาววันเดียวกัน เธอระบุว่า สหรัฐเห็นว่าข้อเสนอนี้เป็นทางเลือกที่ผิด สหรัฐบริจาควัคซีนมากกว่าประเทศใดในโลก และกำลังร้องขอให้ประเทศอื่นๆ บริจาคเพิ่มขึ้นด้วย สหรัฐมีวัคซีนสำรองเพียงพอสำหรับชาวอเมริกันทุกคน หากองค์การอาหารและยาอนุมัติวัคซีนบูสเตอร์ สหรัฐก็สามารถทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ประกาศว่า ฝรั่งเศสจะกำลังเตรียมแผนฉีดวัคซีนโควิด-19 โดสที่ 3 ให้แก่ผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่เดือนกันยายน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนเยอรมนี กระทรวงสาธารณสุขแถลงว่า มีความตั้งใจจะฉีดวัคซีนบูสเตอร์ให้ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอ, ผู้ที่สูงอายุมากๆ และผู้ที่อยู่ในบ้านพักคนชรา เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงขณะนี้ มีประชากรทั่วโลกติดเชื้อโควิด-19 ที่ผ่านการตรวจยืนยันอย่างเป็นทางแล้วมากกว่า 200 ล้านคน เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 4.2 ล้านคน เอเอฟพีรายงานว่ามีวัคซีนได้รับการฉีดแล้วราว 4,300 ล้านโดสทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เป้าหมายของดับเบิลยูเอชโอนั้นต้องการทุกประเทศฉีดวัคซีนให้ประชากรอย่างน้อยร้อยละ 10 ภายในเดือนกันยายน, อย่างน้อยร้อยละ 40 ภายในสิ้นปีนี้ และร้อยละ 70 ภายในกลางปี 2565&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลระบุว่า ประเทศรายได้สูงตามนิยามของธนาคารโลกนั้น ฉีดวัคซีนแล้ว 101 โดสต่อประชากร 100 คน แต่สำหรับประเทศรายได้ต่ำที่สุด 29 ประเทศ ตัวเลขนี้ลดลงเหลือเพียง 1.7 โดสต่อประชากร 100 คน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112363</URL_LINK>
                <HASHTAG>WHO, วัคซีนบูสเตอร์, องค์การอนามัยโลก, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210805/image_big_610c18a3b0e49.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112259</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/08/2021 23:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/08/2021 23:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กลัววัคซีนไม่พอ WHOเรียกร้องทั่วโลกพักฉีดบูสเตอร์ไว้ก่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;องค์การอนามัยโลกออกมาเรียกร้องให้ทั่วโลกระงับการฉีดวัคซีนบูสเตอร์ชั่วคราวอย่างน้อยถึงสิ้นเดือนกันยายน เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างมากในการกระจายวัคซีนระหว่างชาติร่ำรวยและยากจน ขณะโอลิมปิกพบคลัสเตอร์โควิด-19 กลุ่มแรกแล้ว ด้านจีนจำกัดการเดินทางออกนอกประเทศหลังมีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากสุดในรอบหลายเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (FABRICE COFFRINI/AFP via Getty Images)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) กล่าวที่เจนีวาเมื่อวันพุธที่ 4 สิงหาคม เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ พักการฉีดโดสกระตุ้นของวัคซีนโควิด-19 ไปถึงสิ้นเดือนกันยายนเป็นอย่างน้อย เพื่อช่วยบรรเทาความเหลื่อมล้ำอย่างมากในการกระจายวัคซีนระหว่างประเทศร่ำรวยและประเทศยากจน เขากล่าวว่า การระงับบูสเตอร์ชั่วคราวจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายของการฉีดวัคซีนประชากรอย่างน้อยร้อยละ 10 ของทุกประเทศได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดือนที่แล้ว อิสราเอลเริ่มฉีดวัคซีนโดสที่ 3 ให้แก่ประชากรอายุเกิน 60 ปี ส่วนเยอรมนีกล่าวเมื่อวันอังคารว่า จะเริ่มฉีดวัคซีนโดสที่ 3 ของไฟเซอร์-ไบออนเทค และโมเดอร์นา ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทีโดรสกล่าวว่า เขาเข้าใจเหตุผลที่ประเทศต่างๆ ต้องการปกป้องพลเรือนของตนจากไวรัสสายพันธุ์เดลตา แต่เราไม่อาจยอมรับประเทศที่ใช้วัคซีนส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในโลกไปแล้วและยังต้องการใช้เพิ่ม ในขณะที่คนในกลุ่มเปราะบางที่สุดในโลกยังไม่ได้รับการปกป้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อมูลจากเอเอฟพีระบุว่า นับแต่พบการระบาดครั้งแรกเมื่อปลายปี 2562 ถึงขณะนี้โรคโควิด-19 คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกแล้วไม่ต่ำกว่า 4,247,231 คน สหรัฐมีผู้เสียชีวิตมากที่สุด 614,295 คน ตามด้วยบราซิล 558,432 คน และอินเดีย 425,757 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกด้านหนึ่ง การแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ที่ยังดำเนินอยู่ในญี่ปุ่นตรวจพบการแพร่เชื้อแบบกลุ่มเป็นครั้งแรกแล้ว โดยในวันพุธนักกีฬาระบำใต้น้ำของกรีซทั้ง 12 คนต้องแยกกักตัวหลังจากสมาชิก 5 คนมีผลตรวจเป็นบวก และทำให้ทีมนี้ต้องถอนตัวจากการแข่งขันที่เหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถึงขณะนี้ โอลิมปิกโตเกียว 2020 มีรายงานตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสแล้ว 322 คนในกลุ่มผู้ที่มีส่วนร่วมกับการแข่งขัน ที่รวมถึงนักกีฬา, เจ้าหน้าที่ และสื่อ แต่ส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่นที่ทำงานเป็นลูกจ้างหรือคนงานสัญญาจ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนจีน ซึ่งเมื่อวันพุธตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 71 คน เป็นตัวเลขมากที่สุดนับแต่เดือนมกราคม รัฐบาลประกาศใช้มาตรการจำกัดการเคลื่อนย้ายที่เข้มงวดยิ่งขึ้น บางเมืองปิดการคมนาคมในท้องถิ่นและสั่งให้ประชาชนอยู่บ้าน ล่าสุดจีนขยายการควบคุมถึงการเดินทางไปต่างประเทศด้วย โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประกาศในวันพุธว่าจะหยุดออกหนังสือเดินทางทั่วไปและเอกสารอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการเดินทางออกนอกประเทศในกรณีที่ไม่จำเป็นและไม่เร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำประกาศไม่ถึงขั้นห้ามการเดินทางออกนอกประเทศทั้งหมด โดยยกเว้นให้สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางไปศึกษา, ทำงาน หรือทำธุรกิจ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112259</URL_LINK>
                <HASHTAG>WHO, คลัสเตอร์โอลิมปิก, จีนห้ามออกนอกประเทศ, ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส, สายพันธุ์เดลตา, องค์การอนามัยโลก, เรียกร้องระงับบูสเตอร์, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210804/image_big_610ac3f87eb15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
