<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>47571</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/10/2019 09:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/10/2019 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ธปท.” ปลื้มไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์ยกธนาคารไทยแข็งแกร่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ต.ค. 2562 นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงผลการประเมินภาคการเงิน (Financial Sector Assessment Program - FSAP)&amp;nbsp;ของประเทศไทย โดยคณะผู้ประเมินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund - IMF)&amp;nbsp;และธนาคารโลก (World Bank)&amp;nbsp;เมื่อปี&amp;nbsp;2561 - 2562&amp;nbsp;ซึ่งเป็นการเข้ารับการประเมินโดยสมัครใจของไทย หลังจากการประเมินครั้งแรกเมื่อปี&amp;nbsp;2550&amp;nbsp;ในภาพรวมพบว่า ระบบการเงินของไทยมีเสถียรภาพ มีความมั่นคงสามารถรองรับความผันผวนได้ดี และการกำกับดูแลภาคการเงินของไทยมีประสิทธิภาพสูง เป็นไปตามมาตรฐานสากลเทียบเคียงได้กับประเทศชั้นนำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วง&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ยังคงมีบทบาทหลักในภาคการเงิน ขณะที่ภาคตลาดทุนและภาคประกันเติบโตขึ้นมาก แม้ว่าระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงบางจุดที่ยังไม่ปรับตัวดีขึ้น เช่น ความเปราะบางในภาคครัวเรือนที่มีภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งผู้ประเมินได้สนับสนุนการออกมาตรการเชิงป้องกัน (macroprudential policy)&amp;nbsp;เพื่อดูแลไม่ให้ความเปราะบางของหนี้ภาคครัวเรือนขยายจนส่งผลกระทบในวงกว้าง

&amp;ldquo;ประโยชน์ของการเข้ารับการประเมินครั้งนี้ จะช่วยให้ทราบถึงจุดแข็งและจุดที่ควรปรับปรุงในภาคการเงิน และผลักดันให้เกิดการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินให้เข้มแข็งและก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้หน่วยงานกำกับดูแลพัฒนากรอบการกำกับดูแลให้สอดรับกับแนวโน้มความเสี่ยงในระบบ รวมถึงพัฒนาการกำกับดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลมากขึ้น&amp;rdquo; นายวิรไท กล่าว

นอกจากนี้ เป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรในประเทศและระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ทำให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจในระบบเศรษฐกิจการเงินไทย โดยผลการประเมิน&amp;nbsp;FSAP&amp;nbsp;ภาคการเงินในส่วนที่ ธปท.กำกับดูแล ประกอบด้วย&amp;nbsp;1.การกำกับดูแลภาคการธนาคาร (banking supervision)&amp;nbsp;ธปท.ได้เข้ารับการประเมินตามมาตรฐาน&amp;nbsp;Basel Core Principles for Effective Banking Supervision (BCP)&amp;nbsp;ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลด้านการกำกับดูแลด้านการธนาคารฉบับล่าสุด จำนวน&amp;nbsp;29&amp;nbsp;ข้อ โดยได้รับผลการประเมินอยู่ในระดับดีมากจำนวน&amp;nbsp;24&amp;nbsp;ข้อ และระดับดี&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ข้อ ซึ่งแสดงถึงพัฒนาการของภาคการธนาคารไทยที่ดีขึ้นมาก จากการประเมินครั้งก่อน

นายวิรไท กล่าวว่า ผู้ประเมินมีความเห็นว่า&amp;nbsp;1.ธนาคารพาณิชย์ไทยมีฐานะมั่นคง มีเงินกองทุนและสภาพคล่องสูง&amp;nbsp;2.มีหลักเกณฑ์การดูแลความมั่นคงและการตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ที่มีประสิทธิภาพเท่าทันความเสี่ยง&amp;nbsp;3.ธปท.มีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับธนาคารพาณิชย์และหน่วยงานกำกับดูแลทั้งในและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.&amp;nbsp;การกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินที่สำคัญ (financial market infrastructures)&amp;nbsp;ในส่วนของระบบบาทเนตธปท. ได้เข้ารับการประเมินการกำกับดูแลระบบบาทเนต ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินที่มีมูลค่าสูงของประเทศไทย ตามมาตรฐาน&amp;nbsp;Principles for Financial Market Infrastructure (PFMI)&amp;nbsp;ที่เป็นมาตรฐานสากลด้านการกำกับโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินที่สำคัญฉบับล่าสุดจำนวน&amp;nbsp;17&amp;nbsp;ข้อ โดยได้รับผลการประเมินอยู่ในระดับดีมากจำนวน&amp;nbsp;16&amp;nbsp;ข้อ และระดับดี&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ข้อ และด้านหน้าที่ความรับผิดชอบในการกำกับดูแล (responsibilities for authority)&amp;nbsp;ได้รับผลการประเมินอยู่ในระดับดีมากทั้งหมด

โดยผู้ประเมินมีความเห็นว่า&amp;nbsp;1.ระบบบาทเนตมีความมั่นคงปลอดภัย มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องตามมาตรฐานสากลในทุกด้าน เช่น มีกฎหมายรองรับรายการที่ชำระดุลแล้วมีผลสมบูรณ์ไม่สามารถเพิกถอนได้ (payment finality) 2.ระบบบาทเนตมีการจัดการด้านธรรมาภิบาลและการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนโปร่งใส&amp;nbsp;&amp;nbsp;3.ธปท. กำกับดูแลระบบการชำระเงิน รวมถึงระบบบาทเนตเป็นไปตามมาตรฐานสากลระดับสูง และมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ผู้ประเมินมีข้อเสนอแนะให้มีการพัฒนากรอบกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจให้เทียบเคียงกับธนาคารพาณิชย์ และพิจารณานำกรอบกฎเกณฑ์และแนวทางตรวจสอบธนาคารพาณิชย์มาปรับใช้กับสหกรณ์การเงินตามความเหมาะสม อีกทั้ง พิจารณาขยายการใช้มาตรการเชิงป้องกัน (macroprudential policy)&amp;nbsp;ไปยังสถาบันการเงินอื่น เช่น สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และสหกรณ์การเงิน รวมถึง พิจารณารูปแบบที่เหมาะสมในการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อกำกับดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในระยะต่อไป ธปท. จะติดตามและประเมินความเสี่ยงของเสถียรภาพระบบการเงินในลักษณะมองไปข้างหน้ามากขึ้น เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์ต่าง ๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้นในอนาคต และเพื่อให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของความเสี่ยงใหม่ ๆ และกำหนดนโยบายรองรับได้อย่างเท่าทัน โดย ธปท. จะประสานงานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้กำกับดูแลที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามความเสี่ยงต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับปรุงและบังคับใช้กฎเกณฑ์การกำกับดูแลต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสมเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศอย่างยั่นยืนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47571</URL_LINK>
                <HASHTAG>worldbank, ธปท., วิรไท สันติประภพ, ไอเอ็มเอฟ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190717/image_big_5d2f3fbaca700.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6753</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2018 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2018 16:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐคลอดกม.ยกเครื่องวิจัยยกระดับสู่ประเทศสร้างนวัตกรรม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลวางกรอบ 5 แนวทางดันนวัตกรรมประเทศรับการเปลี่ยนแปลงของโลก เล็งออกกฎหมายยกเครื่องงานวิจัย จัดตั้งองค์กรหลักวางกรอบแนวคิดการพัฒนา ชี้หมดยุค &amp;ldquo;งานวิจัยเก็บไว้บนหิ้ง&amp;rdquo; พร้อมขึ้นแบล็กลิสนักวิจัยสอยงบประมาณทำงานวิจัยลวงโลก จ่อเสนอ ครม. เคาะกฎหมายรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์เสริมแกร่งด้านดิจิทัล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เม.ย. 61 - นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาหัวข้อ &amp;ldquo;ยุทธศาสตร์นวัตกรรมของประเทศไทย&amp;rdquo; ในการเปิดตัวรายงานธนาคารโลก &amp;ldquo;ตามติดเศรษฐกิจไทย : ไขปริศนานวัตกรรม&amp;rdquo; จัดโดยธนาคารโลก (เวิลด์ แบงก์) ว่า ขณะนี้โลกกำลังเปลี่ยนแปลงเร็ว โดยเฉพาะนวัตกรรมที่เป็นเรื่องสำคัญและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น 5 สิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและนวัตกรรม 1. ภายในปีนี้จะออกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ใหม่ โดยเป็นการรวบรวมโครงการวิจัยทั้งหมดของประเทศไทยมาไว้ภายใต้กฎหมายดังกล่าว และจะมีการจัดตั้งองค์กรหลักในการวางกรอบการวิจัย โดยจะให้หน่วยงานวิจัยต่าง ๆ เช่น สวทช. สวทน. เป็นต้น เป็นแขนขา เพื่อแก้ปัญหางานวิจัยไม่มีการสอดประสานกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ต้องปรับกระบวนการวิจัยของประเทศใหม่ทั้งหมด เพราะหมดยุคที่จะทำงานวิจัยเพื่อเก็บไว้บนหิ้งโดยหวังเพียงว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคตไม่ได้แล้ว โดยที่ผ่านมามีงานวิจัยเกี่ยวกับการท่องเที่ยว 100 ชิ้น สามารถนำไปใช้ได้จริงเพียง 10 ชิ้นเท่านั้น โดยโจทย์สำคัญในการทำงานวิจัยหลังจากนี้ คือ ทุกอย่างที่ทำจะต้องตอบโจทย์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับประชนชน ถ้าตอบโจทย์ได้ตรงนี้ รัฐบาลก็จะจัดงบประมาณรองรับ แต่ถ้าตอบโจทย์ไม่ได้ก็ต้องหาเงินทำงานวิจัยเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;งานวิจัยของไทยที่ผ่านมาใช้เงินมาก แต่ส่วนใหญ่ไม่เป็นผล คำตอบที่ได้จากงานวิจัยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศไทยได้ แต่หลังจากนี้จะมีการปรับเปลี่ยนกรอบการวิจัยของประเทศให้ตอบโจทย์ประชาชน โดยงานวิจัยที่ได้รับจัดสรรงบประมาณ จะมีการติดตามผลงานอย่างใกล้ชิด ถ้าพบว่างานวิจัยดังกล่าวไม่ตอบโจทย์ หรือไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง มีการหลอกลวง ก็จะขึ้นแบล็กลิส ส่วนคนที่ทำงานวิจัยแล้วเกิดประโยชน์กับประเทศแท้จริง ก็ควรจะจ่ายเงินเพื่อสนับสนุน&amp;rdquo; นายกอบศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางสตาร์ทอัพโลก โดยจะมีการออกสตาร์ทอัพวีซ่า เพื่อให้บริษัทสตาร์ทอัพจากต่างชาติที่สนใจเข้ามาลงทุนในไทยทำได้ง่ายขึ้น และจะมีการกำหนดเงื่อนไขให้บริษัทสตาร์ทอัพดังกล่าวต้องจ่ายแรงงานไทยเข้าไปทำงานด้วย 4. การพัฒนาคน โดยปัจจุบันรัฐบาลกำลังดำเนินการสร้างและพัฒนาบุคคลากร โดยมีการเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยต่างประเทศเข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทยได้ ซึ่งขณะนี้มีมหาวิทยาลัยจากสหรัฐฯ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม เตรียมจะมาเปิดสาขาในพื้นที่โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และหลังจากนี้จะมีการหารือกับมหาวิทยาลัยจากจีน ฮ่องกง เกาหลี และยุโรป ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนด้านภาษีให้กับบริษัทเอกชนที่มีการลงทุนในการพัฒนาบุคลากร โดยให้สามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาหักลดหย่อนภาษีได้ รวมถึงบริษัทที่มีการลงทุนพัฒนาบุคลากรยังสามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพิ่มได้จากปกติอีก 1-2 ปีอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ไทยได้ร่วมมือกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) ในการจัดตั้งโรงเรียนอาชีวะศึกษาไทย-ญี่ปุ่น เพื่อสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องอาชีวะศึกษา ซึ่งคาดว่าภายใน 1-2 ปีจะได้ข้อสรุป&amp;rdquo; นายกอบศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า 5. รัฐบาลจะวางกรอบให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเป็นศูนย์กลางในงานวิจัยแต่ละด้าน ตามความต้องการของอาชีพ ซึ่งจะทำให้เกิดการแข่งขันกันมากขึ้น&amp;nbsp;โดยทั้งหมดเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะทำเพื่อช่วยวางโครงสร้างในการทำวิจัยและพัฒนาแล้ว แต่สิ่งสุดท้ายที่รัฐบาลจะต้องทำคือ ต้องปรับ เพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไปได้ โดยขณะนี้หน่วยงานของรัฐบาลกำลังปรับเพื่อรองรับนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะอยู่ภายใต้ร่าง พ.ร.บ. รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เป็นโครงการที่จะนำไปสู่การทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นของรัฐบาล โดยคาดว่าจะสามารถเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ในเดือนหน้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6753</URL_LINK>
                <HASHTAG>worldbank, กม.วิจัย, กอบศักดิ์ ภูตระกูล, ครม., นวัตกรรม, วิจัย, สวทช., สวทน., เวิลด์แบงก์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb3230ba957.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
