<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>120277</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/03/2026 14:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2021 10:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WTO พบอุปสรรคการค้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นเจอแนวทางเกี่ยวข้องกับโควิด-19 ถึง 384 มาตรการ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ต.ค. 2564 นางพิมพ์ชนก พิตต์ฟิลด์ เอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ณ นครเจนีวา เปิดเผยว่า องค์การการค้าโลก (WTO) ได้ออกผลการศึกษาฉบับล่าสุดเกี่ยวกับผลกระทบของโควิด-19 ต่อการค้าโลก พบว่า ตั้งแต่โควิด-19 เริ่มแพร่ระบาด ประเทศสมาชิกได้ใช้มาตรการทางการค้าที่เกี่ยวกับโควิด-19 แล้ว 384 มาตรการ แบ่งเป็นมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้า 248 มาตรการ ครอบคลุมมูลค่าการค้า 291,300 ล้านเหรียญสหรัฐ และมาตรการจำกัดการค้า 136 มาตรการ ครอบคลุมมูลค่าการค้า 205,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยในจำนวนนี้ เป็นมาตรการจำกัดการส่งออก ถึง 114 มาตรการ ถือเป็นปัญหาสำคัญในการแก้ไขปัญหาการกระจายวัคซีนและสินค้าสำคัญทางการแพทย์อื่น ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการทางการค้าที่ไม่เกี่ยวกับโควิด-19 ระหว่างเดือนต.ค.2563 ถึงพ.ค.2564 พบว่า ประเทศสมาชิกมีการใช้มาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้า 61 มาตรการ ต่ำกว่าจำนวนมาตรการจำกัดการค้าที่ 70 มาตรการ แต่เมื่อคิดเป็นมูลค่าความครอบคลุมทางการค้า มาตรการอำนวยความสะดวกทางการมีมูลค่าทางการค้าสูงถึง 445,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่มาตรการจำกัดทางการค้ามีมูลค่าทางการค้าเพียง 127,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งแสดงว่าแม้สมาชิกจะใช้มาตรการจำกัดการค้า แต่ก็มีการออกมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้าที่ครอบคลุมมูลค่าการค้าที่สูงกว่า&amp;nbsp;


fifa356&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนมาตรการปกป้องและตอบโต้ทางการค้าที่ประเทศสมาชิกประกาศเริ่มไต่สวนระหว่างเดือนต.ค.2563 ถึง &amp;nbsp;พ.ค.2564 มีจำนวนต่ำที่สุดตั้งแต่ปี 2555 โดยมีค่าเฉลี่ยการเริ่มไต่ส่วนต่อเดือนที่ 19.1 เคสต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางพิมพ์ชนก&amp;nbsp;ufa888goal กล่าวว่า ปัจจุบันการขยายการผลิตและกระจายวัคซีนโควิด-19 ยังคงมีปัญหาคอขวดสำคัญหลายประการ โดยยังมีการใช้มาตรการจำกัดการส่งออกวัคซีนและวัตถุดิบ รวมทั้งกระบวนการทางศุลกากรที่ยังคงเป็นอุปสรรคต่อวัตถุดิบวัคซีนบางชนิด เช่น บางประเทศไม่อนุญาตให้วัตถุดิบในการผลิตวัคซีนผ่าน green channel&amp;nbsp;


สล็อตลองฟรี หรือตัวอย่างวัคซีนที่ถูกส่งไปทดสอบที่ต่างประเทศต้องผ่านพิธีการทางศุลกากรเสมือนเป็นสินค้าทั่วไป , การขึ้นทะเบียนยา การขออนุญาตจำหน่าย การตรวจปล่อย กระบวนการ Post-approval changes รวมทั้งขั้นตอนการขยายการผลิตใช้เวลายาวนาน เปลี่ยนแปลงบ่อย และไม่สอดคล้องกันระหว่างประเทศ และมี ปัญหาทางด้านโลจิสติกส์ในการขนย้ายวัคซีนและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น การขาดเข็มฉีดยา และห้องเย็น เป็นต้น ทำให้การผลิตและกระจายวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลกหยุดชะงัก เกิดความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงวัคซีน ส่งผลต่อเนื่องไปยังการค้าและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ&amp;nbsp;


bnk789&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ WTO เห็นว่าการทบทวนพิจารณาเพื่อลดอัตราอากรของสินค้าข้างต้น รวมถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาคอขวด จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการส่งเสริมการฟื้นตัวของการค้าโลกในระยะต่อไป โดยคาดว่า การค้าโลกในปี 2564 จะขยายตัว 10.8% และเพิ่ม 4.7% ในปี 2565 แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องวัคซีนประกอบด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;


save168&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน อากรนำเข้าสินค้าที่เป็นปัจจัยการผลิตวัตซีนโควิด-19 ของประเทศผู้ผลิตวัคซีนทั่วโลก รวมทั้งไทย ยังอยู่ในระดับสูงมาก โดยเฉพาะวัตถุดิบที่จำเป็น ยังคงถูกเก็บอากรนำเข้าในระดับที่สูง ใน 23 ประเทศ จากทั้งหมด 27 ประเทศที่เป็นผู้ผลิตวัคซีนที่โควิด-19 ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิหร่าน (11.9%) คิวบา (10.3) อาร์เจนตินา (9.6%) คาซัคสถาน (8.9%) และอินเดีย (8.5%) โดยไทยมีอัตราภาษีเฉลี่ยอยู่ที่ 6.4% สูงเป็นอันดับที่ 7 ในบรรดา 27 ประเทศผู้ผลิตวัคซีน ส่วนสินค้าปัจจัยการผลิตวัคซีนโควิด-19 ที่ไทยมีอัตราภาษีนำเข้าสูง&amp;nbsp;


สล็อต รวมทั้งมีสัดส่วนในการนำเข้าสูง ได้แก่ ถุงเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ อุปกรณ์การผลิตวัคซีน และสารวัตถุดิบสำหรับวัคซีน และไทยยังเก็บภาษีซูโครสบริสุทธิ์ในรูปของแข็ง ซึ่งถือเป็น inactive ingredient ของการผลิตวัคซีนโควิด-19 สูงถึง 94% รองเพียงแค่อินเดียที่เก็บอากรนำเข้าสินค้าชนิดนี้ที่ 100%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/120277</URL_LINK>
                <HASHTAG>WTO, ผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก, พิมพ์ชนก พิตต์ฟิลด์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211020/image_big_616f8e69c4d81.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52248</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/12/2019 13:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/12/2019 13:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WTO ชื่นชมไทยใช้ซองบุหรี่แบบเรียบ ประเทศแรกในอาเซียน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
11 ธ.ค.62- นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้เกียรติกล่าวต้อนรับผู้แทนประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งเข้าร่วมประชุมนานาชาติ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา &amp;nbsp;ว่าด้วยการขับเคลื่อนนโยบายมาตรการซองบุหรี่แบบเรียบ Plain (Standardized) Packaging ซึ่งจัดโดยสำนักงานใหญ่องค์การอนามัยโลก ระหว่างวันที่ 10-12 ธันวาคม 2562 ณ​โรงแรม รอยัล ออร์คิด เชอราตัน กรุงเทพฯ ซึ่งในที่ประชุมดังกล่าว ผู้แทนสำนักงานใหญ่องค์การอนามัยโลก และผู้แทนประเทศต่างๆ ต่างชื่นชมรัฐบาลไทย โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข ที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการเพื่อการควบคุมยาสูบ และกำหนดให้บุหรี่ซิกาแรตทุกยี่ห้อที่วางขายในประเทศไทย ใช้รูปแบบและสีเดียวกัน ซึ่งถือเป็นประเทศแรกของทวีปเอเชีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการกำหนดให้ซองบุหรี่มีรูปแบบ และซองมีสีเดียวกันทุกยี่ห้อ ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญในการลดการสูบบุหรี่ เพื่อป้องกันไม่ให้ธุรกิจยาสูบใช้พื้นที่บนซองบุหรี่เป็นสื่อโฆษณาและส่งเสริมการขาย นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ภาพคำเตือนพิษภัยบุหรี่มีความชัดเจนและสื่อสารเตือนภัยกับประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นไปตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก WHO &amp;ndash; FCTC ที่มีภาคีสมาชิก 181 ประเทศทั่วโลก
&amp;quot;กรมควบคุมโรค จึงขอแจ้งประชาสัมพันธ์ไปยังร้านค้าปลีกทั่วประเทศว่า ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป บุหรี่ซิกาแรตที่จะขายได้จะต้องอยู่ในซองรูปแบบใหม่เท่านั้น ทั้งนี้ หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าร้านค้าปลีกใดมีการขายบุหรี่ซิกาแรตซองรูปแบบเก่า ร้านค้าจะมีความผิดฐานขายผลิตภัณฑ์ยาสูบที่มิได้จัดให้มีหีบห่อตามที่กฎหมายกำหนด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 40,000 บาท ตามมาตรา 38 พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 กรณีมีข้อสงสัยเพิ่มเติมในการปฏิบัติตามกฎหมาย สอบถามได้ที่กองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค โทร. 02 590 3852&amp;quot;นพ.สุวรรณชัยกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52248</URL_LINK>
                <HASHTAG>WTO, กรมควบคุมโรค, ซองบุหรี่แบบเรียบ, นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191211/image_big_5df0911f1ef74.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>48997</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/10/2019 10:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/10/2019 10:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไทยจับมืออาเซียนไม่ยอมสหรัฐประกาศลั่นใน WTO ต้องได้แต้มต่อทางการค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ต.ค. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ได้รับรายงานจากคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก (WTO) และองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (ไวโป) ณ กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ถึงกรณีที่สหรัฐฯได้เสนอต่อดับบลิวทีโอให้ยกเลิกการให้การปฏิบัติเป็นพิเศษและแตกต่าง (Special and Differential Treatment หรือ เอส แอนด์ ดีที) ซึ่งเป็นการให้แต้มต่อทางการค้า แก่สมาชิกกำลังพัฒนา ที่มีสถานะทางเศรษฐกิจดีว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ไทยและอาเซียน ได้กล่าวถ้อยแถลงต่อดับบลิวทีโอ ยืนยันว่า สมาชิกประเทศกำลังพัฒนา และพัฒนาน้อยที่สุด ยังจำเป็นต้องได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษและแตกต่างจากสมาชิกประเทศพัฒนาแล้วเช่นเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เพราะประเทศกำลังพัฒนา ยังไม่มีความสามารถในการแข่งขัน หรือมีศักยภาพในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของดับบลิวทีโอที่น้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เช่น การลดภาษีนำเข้าสินค้า การเปิดตลาดสินค้าเกษตร การลดการอุดหนุน ฯลฯ ที่จำเป็นต้องใช้เวลาในการปฏิบัติตาม และเวลาปรับตัว ที่นานกว่าประเทศพัฒนาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการกล่าวถ้อยแถลงดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่ สหรัฐฯ ได้เสนอให้ดับบลิวทีโอ ยกเลิกการให้เอส แอนด์ ดีที แก่ประเทศกำลังพัฒนา ที่มีสถานะทางเศรษฐกิจที่ดี เพราะมองว่า ควรให้กับประเทศกำลังพัฒนาที่เหมาะสม ไม่ใช่ให้กับทุกประเทศที่อ้างตนเป็นประเทศกำลังพัฒนา เช่น จีน เกาหลีใต้ บรูไน สิงคโปร์ เป็นต้น ซึ่งสหรัฐฯไม่ถือว่าประเทศเหล่านี้ เป็นประเทศกำลังพัฒนาอีกต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สหรัฐฯยังเสนอเงื่อนไขในการประเมินประเทศกำลังพัฒนา ที่มีสถานะทางเศรษฐกิจดี ได้แก่ เป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (โออีซีดี), เป็นสมาชิกจี20 ประเทศทรงอำนาจทางเศรษฐกิจ, ได้รับการจัดลำดับจากธนาคารโลกว่ามีรายได้สูง และมีสัดส่วนการค้าสินค้าระหว่างประเทศไม่น้อยกว่า &amp;nbsp;0.5% ของการค้าโลก ซึ่งไทยเข้าหลักเกณฑ์นี้ เพราะมีสัดส่วนการค้าระหว่างประเทศสูงกิน 0.5% ขณะเดียวกัน ยังมีอีก 34 ประเทศที่เข้าตามเงื่อนไขข้อต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังเร่งรัดให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ประกาศรายชื่อประเทศกำลังพัฒนา ที่ไม่เหมาะสมจะได้รับประโยชน์จากเอส แอนด์ ดีที รวมถึงอาจเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองต่อสมาชิกให้ยอมรับการยกเลิกใช้เอส แอนด์ ดีที โดยอาจกดดันเป็นรายประเทศด้วยการตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) &amp;nbsp;ล่าสุดหลายประเทศสละสิทธิเอส แอนด์ ดีที แล้ว ทั้งบราซิล ไต้หวัน และสิงคโปร์ ส่วนเกาหลีใต้ มีแนวโน้มสละสิทธิเช่นกัน ซึ่งสร้างความวิตกกังวลแก่ภาคเกษตรของเกาหลีใต้มาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับไทย และอีก 34 ประเทศ หากสหรัฐฯผลักดันให้ดับบลิวทีโอเลิกใช้เอส แอนด์ ดีทีได้ ก็จะไม่ได้แต้มต่อทางการค้าอีกต่อไป จากปัจจุบัน ที่ได้แต้มต่อในเรื่องการเปิดตลาด การลดภาษี การอุดหนุนสินค้าเกษตร การอุดหนุนประมง และจะส่งผลให้ทั้ง 35 ประเทศ มีสถานะในการเจรจาทางการค้าเท่าเทียมประเทศพัฒนาแล้ว และต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของดับบลิวทีโอเช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้ว แม้ไม่มีศักยภาพดำเนินการได้อย่างเท่าเทียมกันก็ตาม ดังนั้น ไทยต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องดังกล่าว และจับตาการประกาศรายชื่อประเทศที่ไม่สมควรได้รับสิทธิของสหรัฐฯ รวมถึงแนวทางการปฏิบัติของสหรัฐฯกับประเทศที่ไม่สมควรได้รับสิทธิ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/48997</URL_LINK>
                <HASHTAG>WTO, แต้มต่อทางการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190723/image_big_5d36ae369a643.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41094</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2019 09:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2019 09:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ศุลกากร”ชี้แพ้คดีบุหรี่นำเข้ายังไม่จบ จ่ออุทธรณ์คำตัดสิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
16 ก.ค. 62 -ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมศุลกากรได้ออกเอกสารชี้แจง กรณีพิพาทบุหรี่นำเข้าที่ฟิลิปปินส์ฟ้องไทยภายใต้กระบวนการระงับข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก โดยระบุว่า คำตัดสินขององค์กรการค้าโลก (WTO) ที่พิจารณาว่า ประเทศไทยไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในการประเมินราคาศุลกากร แต่ยังไม่ได้ตัดสินว่า ผู้นำเข้าสำแดงราคาต่ำหรือไม่ ซึ่งการตัดสินดังกล่าว ประเทศไทยยังสามารถที่จะอุทธรณ์คำตัดสินของคณะผู้พิจารณาขององค์กรการค้าโลกต่อองค์กรอุทธรณ์ได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น กระบวนการพิจารณาในเรื่องนี้ยังไม่สิ้นสุด ซึ่งขณะนี้คณะทำงานดำเนินการในกระบวนการระงับข้อพิพาทระหว่างไทยและฟิลิปปินส์ ซึ่งมีกรมศุลกากรเป็นหัวหน้าคณะทำงานฯ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต สำนักงานอัยการสูงสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย อยู่ระหว่างพิจารณายื่นอุทธรณ์สำหรับกรณีนี้อยู่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเด็นค่าเสียหายนั้น เป็นประเด็นแยกต่างหากจากคำตัดสินและขึ้นอยู่กับว่าฟิลิปปินส์มีความเสียหายเกิดขึ้นจากการดำเนินการของไทยหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ ฟิลิปปินส์ยังไม่ได้เรียกร้องค่าเสียหาย โดยหากมีค่าเสียหาย เป็นเรื่องที่ฟิลิปปินส์ต้องพิสูจน์ว่ามีค่าเสียหายเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะเป็นกระบวนการภายหลังจากการพิจารณาอุทธรณ์เสร็จสิ้นแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กระบวนการที่ไทยและฟิลิปปินส์ดำเนินการในขณะนี้ เป็นกระบวนการขององค์กรการค้าโลกในการยุติข้อพิพาท ซึ่งทั้งฝ่ายไทยและฟิลิปปินส์เห็นพ้องกันอยู่แล้ว ทั้งนี้ ขั้นตอนการอุทธรณ์ก็อยู่ในกระบวนการขององค์กรการค้าโลกเช่นกัน&amp;ldquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41094</URL_LINK>
                <HASHTAG>WTO, นำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ, ยื่นอุทธรณ์, ศุลากากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180511/image_big_5af5042381147.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40995</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2019 10:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2019 10:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WTO ตัดสิน “ศุลกากรไทย” แพ้คดีนำเข้าบุหรี่นอก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2562 คณะผู้พิจารณาขององค์การการค้าโลกเห็นด้วยตามข้อเรียกร้องของประเทศฟิลิปปินส์ว่าประเทศไทยดำเนินการขัดต่อกฎหมายขององค์การการค้าโลก (WTO)เกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายศุลกากร &amp;nbsp;ข้อพิพาทซึ่งประเทศฟิลิปปินส์ได้เริ่มกระบวนการระงับข้อพิพาทในปี 2551 ส่งผลกระทบต่อการส่งออกบุหรี่จากประเทศฟิลิปปินส์มายังประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายราโมน โลเปซ (Ramon Lopez) รมว.คลังว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม กล่าวว่า ข้อพิพาทในองค์การการค้าโลกคดีนี้กินระยะเวลามากว่าสิบปีแล้ว ประเทศไทยแพ้ทั้งสามคดี และแพ้ในชั้นอุทธรณ์ด้วย ถึงเวลาเสียทีที่ประเทศไทยจะต้องยอมรับคำตัดสิน และดำเนินการเปลี่ยนแปลงการประเมินราคาศุลกากรตามคำตัดสินดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ข้อพิพาทระหว่างประเทศไทยและประเทศฟิลิปปินส์ที่กินเวลายาวนานเป็นสิบปีนี้เกี่ยวข้องกับความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องของประเทศไทยในการประเมินราคาสินค้าส่งออกจากประเทศฟิลิปปินส์ให้ถูกต้องตามความตกลงว่าด้วยการประเมินราคาศุลกากรขององค์การการค้าโลก มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบถึงความอยู่รอดของภาคธุรกิจทั้งในประเทศฟิลิปปินส์และประเทศไทย ทำร้ายชาวไร่ยาสูบของประเทศฟิลิปปินส์ และยังส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกโดยรวมของประเทศฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ ยังเป็นผลเสียต่อความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายโลเปซ กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นผู้ให้การสนับสนุนรายสำคัญของระบบการค้าพหุภาคีขององค์การการค้าโลก และยังเป็นประธานคณะมนตรีใหญ่ขององค์การการค้าโลกในขณะนี้อีกด้วย นอกจากนี้ ประเทศไทยก็เพิ่งเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนปี 2019 ดังนั้น การยอมรับคำตัดสินของคณะผู้พิจารณาในคดีนี้จะเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบและความเป็นผู้นำของประเทศไทยในองค์การการค้าโลกและในอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเทศฟิลิปปินส์เริ่มกระบวนการระงับข้อพิพาทในคดีนี้ตั้งแต่ปี 2551 และยังมีการดำเนินการอยู่ เนื่องจากประเทศไทยยังคงกล่าวหาอย่างต่อเนื่องว่ามีการสำแดงราคาศุลกากรสำหรับบุหรี่ต่ำอยู่ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการกำหนดราคาที่ได้มีการตัดสินแล้วไม่ชอบด้วยกฎขององค์การการค้าโลก ทั้งนี้ มาตรการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวได้ส่งผลให้มีการฟ้องคดีอาญาและอาจส่งผลให้พนักงานอีกหลายรายของผู้นำเข้าในประเทศไทย กล่าวคือ ฟิลลิป มอร์ริส อินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ &amp;nbsp;(PMTL) ต้องถูกจำคุกอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชัยยุทธ คำคุณ รองอธิบดี รักษาการที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร โฆษกกระทรวงกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรมีคณะทางงานติดตามข้อพิพาทดังกล่าวอยู่ ซึ่งต้องมาประเมินกันอีกครั้งผลการตัดสินที่ออกมาจะกระทบกับการดำเนินคดีความในประเทศไทยอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ เมื่อต้นปี 2562 ที่่ผ่านมานายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้รัฐบาลยุติการฟ้องร้องคดีอาญาบริษัทฟิลลิป มอร์ริส ประเทศไทย เพื่อลดผลกระทบความเสียหาย และความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับฟิลิปปินส์กรณีสินค้าบุหรี่นำเข้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40995</URL_LINK>
                <HASHTAG>WTO, นำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ, ภาษีศุลกากร, ศุลกากร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180626/image_big_5b3263fcebe44.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16562</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2018 20:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2018 20:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทรัมป์&#039; ขู่นำสหรัฐถอนตัวจากองค์การการค้าโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ขู่ฟ่ออีกแล้ว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์บลูมเบิร์ก พร้อมจะนำสหรัฐถอนตัวจากองค์การการค้าโลก หากองค์กรนี้ไม่ปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น อ้างสหรัฐได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม ทั้งที่สถิติเป็นตรงกันข้าม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อวดหมวกแก๊ปที่มีข้อความ ทำให้เกษตรกรของเรายิ่งใหญ่อีกครั้ง ขณะมาถึงเวทีปราศรัยหาเสียงที่ฟอร์ดเซ็นเตอร์ รัฐอินดีแอนดา เมื่อวันพฤหัสบดี / AFP&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รายงานเอเอฟพีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2561 กล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐโจมตีองค์กรระหว่างประเทศแห่งนี้ผ่านการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กที่ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม 2561 ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า หากองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ไม่ปรับปรุงองค์กรให้ดีขึ้น เขาก็พร้อมจะนำสหรัฐถอนตัวจากการเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศที่สหรัฐช่วยก่อตั้งขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แห่งนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดับเบิลยูทีโอก่อตั้งขึ้นเพื่อวางกฎเกณฑ์สำหรับการค้าโลกและแก้ไขข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศ แต่ทรัมป์ระบุว่า ความตกลงก่อตั้งองค์การการค้าโลก &amp;quot;เป็นความตกลงทางการค้าฉบับที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานบลูมเบิร์กกล่าวว่า หากสหรัฐถอนตัวจากดับเบิลยูทีโอจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญยิ่งกว่าสงครามการค้าที่ยังพอกพูนไม่จบระหว่างสหรัฐกับจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์เคยวิจารณ์ระบบไกล่เกลี่ยข้อพิพาทขององค์กรนี้ว่าไม่เข้าข้างสหรัฐ สหรัฐกลายเป็นประเทศที่เสียเปรียบอย่างมาก และแทบจะไม่ชนะข้อพิพาทเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เดือนที่แล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์เคยระบุว่า ดับเบิลยูทีโอปฏิบัติต่อสหรัฐ &amp;quot;เลวร้ายมาก&amp;quot; มานานหลายปี และองค์กรจากนครเจนีวาแห่งนี้ต้อง &amp;quot;เปลี่ยนวิถีทางของพวกเขา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรเบิร์ต ไลธีเซอร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐยังเคยกล่าวว่า การอนุญาตให้จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกเมื่อปี 2544 เป็นความผิดพลาด ผู้แทนการค้ารายนี้เรียกร้องมาช้านานให้สหรัฐใช้ท่าทีที่ดุดันมากขึ้นกับดับเบิลยูทีโอ โดยระบุว่าองค์กรนี้ไม่สามารถจัดการกับเศรษฐกิจที่ไม่อิงกับระบบตลาด อย่างเช่นประเทศจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไลธีเซอร์กล่าวตำหนิระบบการแก้ไขข้อพิพาทของดับเบิลยูทีโอว่าแทรกแซงอธิปไตยของสหรัฐ โดยเฉพาะในคดีต่อต้านการทุ่มตลาด เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลสหรัฐเพิ่งคัดค้านการแต่งตั้งตุลาการหลายคนในองค์กรไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของดับเบิลยูทีโอ เพิ่มความเป็นไปได้ที่จะส่งผลทำให้องค์กรนี้ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในคำให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์ก ทรัมป์ยอมรับว่าสิ่งต่างๆ เริ่มเปลี่ยนแปลงเมื่อปีที่แล้ว &amp;quot;ในปีที่แล้ว เราเริ่มชนะเยอะขึ้น&amp;quot; ทรัมป์กล่าว &amp;quot;คุณรู้ไหมเพราะอะไร? เป็นเพราะพวกเขารู้ว่า ถ้าเราไม่ชนะ ผมก็จะถอนตัวออกมา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตามสถิตินั้น ประเทศที่เป็นฝ่ายยื่นฟ้องต่อดับเบิลยูทีโอมีแนวโน้มจะเป็นฝ่ายชนะ และประเทศที่ถูกกล่าวหามักเป็นฝ่ายแพ้ อย่างไรก็ดี บลูมเบิร์กอ้างคำกล่าวของไซมอน เลสเตอร์ นักวิเคราะห์ทางการค้าของสถาบันคาโตในวอชิงตันว่า ตามข้อมูลของดับเบิลยูทีโอนั้น สหรัฐมีแนวโน้มชนะคดีพิพาทในจำนวนมากกว่าค่าเฉลี่ยของดับเบิลยูทีโอ ทั้งคดีที่สหรัฐเป็นฝ่ายยื่นฟ้อง และถูกยื่นฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นับแต่องค์กรนี้ก่อตั้งขึ้น สหรัฐยื่นฟ้องกล่าวโทษ 54 คดีและชนะ 91% ส่วนคดีที่สหรัฐถูกฟ้อง 80 คดีนั้น คณะตุลาการของดับเบิลยูทีโอตัดสินเข้าข้างสหรัฐถึง 86%.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16562</URL_LINK>
                <HASHTAG>WTO, ดับเบิลยูทีโอ, ถอนตัว, องค์การการค้าโลก, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180831/image_big_5b89462315577.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14026</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/07/2018 17:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/07/2018 17:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WTO ตัดสิน&quot;ซองบุหรี่แบบเรียบ&quot;ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้า &quot;หมอประกิต&quot;หนุนไทยทำตามบ้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;WTO ตัดสิน &amp;quot;ซองบุหรี่แบบเรียบ&amp;quot; ของออสเตรเลียไม่ละเมิดสิทธิเครื่องหมายการค้า และไม่ขัดต่อระเบียบการค้า ชี้เป็นคดีตัวอย่างให้ประเทศอื่นกล้าออกกฎหมาย &amp;nbsp;&amp;quot;หมอประกิต&amp;quot;เชียร์สธ.ออกข้อบังคับให้ทำตามด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
24 ก.ค.61- &amp;nbsp;ที่โรงแรมรอยัล ปริ้นเซส หลานหลวง ในงานแถลงข่าว : เจาะลึกคำตัดสิน WTO กรณีกฎหมายซองบุหรี่แบบเรียบมีความชอบธรรม จัดโดยมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)&amp;nbsp;
โดย นายโจนาธาน ลิเบอร์แมน ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมาย The McCabe Centre for Law and Cancer เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย และศูนย์วิชาการด้านการกฎหมาย อนุสัญญาควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า หลังจากที่ประเทศออสเตรเลียออกกฎหมายซองบุหรี่แบบเรียบ มีผลบังคับใช้เมื่อ ธ.ค. 2555 ที่ห้ามพิมพ์เครื่องหมายการค้า สัญลักษณ์ หรือโลโก้ของบริษัทบุหรี่บซองบุหรี่ พิมพ์ได้เฉพาะยี่ห้อที่มีขนาดตัวอักษรตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้บริษัทบุหรี่ยื่นฟ้องต่อศาลสูงในออสเตรเลีย และอนุญาโตตุลาการ ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (ฮ่องกง-ออสเตรเลีย) เพื่อล้มกฎหมายดังกล่าว ปรากฏว่า ทั้ง 2 คดี บริษัทบุหรี่เป็นผู้แพ้คดี ต่อมาบริษัทบุหรี่ข้ามชาติใน 4 ประเทศ ได้แก่ คิวบา ฮอนดูรัส โดมินิกัน และอินโดนีเซีย จึงยื่นฟ้องร้องต่อ องค์การการค้าโลก (WTO) ว่า มาตรการซองบุหรี่แบบเรียบของออสเตรเลียส่งผลกระทบต่อการใช้เครื่องหมายการค้า ซึ่งขัดกับข้อตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (TRIPS) และก่อให้เกิดอุปสรรคทางการค้าเกินจำเป็น และเป็นการเลือกปฏิบัติ ขัดกับข้อตกลงว่าด้วยอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2561 WTO ได้ประกาศผลการตัดสินข้อพิพาทดังกล่าวว่า ซองบุหรี่แบบเรียบของออสเตรเลียมีความชอบธรรม และไม่ขัดต่อกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศภายใต้องค์การการค้าโลก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;quot; การออกกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นการคุ้มครองสุขภาพเยาวชน เพราะเป็นการออกมาตรการพร้อมด้วยมาตรการอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการปกป้องสุขภาพคนเยาวชนออสเตรเลีย เช่น มาตรการทางภาษี มาตรการห้ามโฆษณา ซึ่งมาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการที่ไม่สามารถทดแทนด้วยมาตรการอื่นได้ เพราะแต่ละมาตรการก็มีวัตถุประสงค์เฉพาะของตัวเอง&amp;quot; นายโจนาธาน กล่าวและว่า หลังจากออสเตรเลียออกกฎหมายดังกล่าว ทำให้มีประเทศอื่นออกกฎหมายลักษณะเช่นนี้บ้าง เช่น ฝรั่งเศส ฮังการี ไอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ สโลวีเนีย และอังกฤษ และมีมากกว่า 10 ประเทศที่กำลังร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่าประเทศไทยมีมาตรา 38 พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้บริษัทบุหรี่จะต้องทำหีบห่อผลิตภัณฑ์ยาสูบ เช่น ขนาด สี สัญลักษณ์ รูปภาพ ฉลาก และการแสดงเครื่องหมายการค้า ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้สามารถออกกฎหมายลูกเพื่อกำหนดซองบุหรี่แบบเรียบเช่นออสเตรเลียได้ ซึ่งขณะนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า การออกกฎหมายบังคับซองบุหรี่แบบเรียบมีความชอบธรรม และ WTO ก็ยกฟ้องชัดเจน ซึ่งตนมองว่าประเทศไทยควรรีบออกกฎหมายซองบุหรี่แบบเรียบ ซึ่งมีอัยการท่านหนึ่งเสนอว่า หากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ไม่ออกกฎหมายลูกเพื่อทำซองบุหรี่แบบเรียบจะฟ้องฐานละเมิดมาตรา 157 คือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ที่สำคัญการออกกฎหมายก็ไม่ยาก เพราะไม่ต้องวิจัยทำข้อมูลพื้นฐานแล้วว่าจะออกแบบซองอย่างไร จะเกิดผลอย่างไร แต่ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ของออสเตรเลียมาใช้ได้เลย ซึ่งประเทศอื่นๆ อย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส ก็ใช้วิธีการเช่นนี้หากออกเป็นซองบุหรี่แบบเรียบจะช่วยลดนักสูบเพิ่มได้หรือไม่ &amp;nbsp; มาตรการซองบุหรี่แบบเรียบเป็นมาตรการหนึ่งในหลายมาตรการในการลดการบริโภคยาสูบ จึงไม่สามารถระบุได้ชัดว่ามาตรการนี้เพียงมาตรการเดียวช่วยลดนักสูบได้มากน้อยแค่ไหน การกำหนดภาพคำเตือนบนซองก็เช่นกัน ประเทศไทยเราทำพร้อมกับมาตรการอื่น จึงไม่สามารถบอกอย่างชัดเจนได้ แต่ที่สำคัญคือ แต่ละมาตรการมีวตถุประสงค์เฉพาะที่ไม่มีมาตรการอื่นอะไรทดแทนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวถามว่า ถามกระทรวงด้านการค้ามักจะขัดขวางมาตรการคุ้มครองสุขภาพ เพราะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ออสเตรเลียมีการแก้ปัญหาอย่างไร &amp;nbsp;นายโจนาธาน กล่าวว่า ออสเตรเลียมองว่าการดำเนินการเพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนเป็นการดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก จึงไม่ใช่แค่หน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการออกกฎหมาย ซึ่งมาตรการซองบุหรี่แบบเรียบถูกเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี มีนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและสนับสนุน และกระทรวงต่างๆ ของออสเตรเลียก็สนับสนุน ทำให้เมื่อถูกฟ้องร้อง กระทรวงพาณิชย์และการต่างประเทศของออสเตรเลีย จึงเข้ามาปกป้องมาตรการดังกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14026</URL_LINK>
                <HASHTAG>WTO, การออกแบบซองบุหรี่, ซองบุหรี่เรียบไม่ละเมิดกฎหมายการค้า, ซองบุหรี่แบบเรียบ, นายโจนาธาน ลิเบอร์แมน, ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ, ออสเตรเลีย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b570581c011c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
