<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95695</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2021 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2021 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WWF ชื่นชมกรมอุทยานฯ บุกตรวจสอบ &quot;ฟาร์มเสือมุกดา&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค.64 - นาวสาวพิมพ์พาวดี พหลโยธิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลสำนักงานประเทศไทย (WWF Thailand) กล่าวแสดงความชื่นชมต่อปฏิบัติการเชิงรุกและความพยายามของเจ้าหน้าที่รัฐ ในการสืบสวนอย่างเข้มข้น รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพกรณีการเข้าตรวจสอบกิจการฟาร์มเสือโคร่ง &amp;ldquo;มุกดาสวนเสือและฟาร์ม&amp;rdquo; เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2564กรณีดังกล่าว จะส่งผลดีต่อการทำงานอนุรักษ์เสือโคร่ง สัตว์ป่าคุ้มครองที่กำลังตกอยู่ในภาวะอันตรายใกล้สูญพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจัยคุกคามชีวิตของเสือโคร่งไม่ใช่แค่เรื่องของการตัดไม้ทำลายป่า หากแต่อยู่ที่การล่าสัตว์จากความต้องการบริโภคชิ้นส่วนของเสือโคร่งในท้องตลาดทั้งในและต่างประเทศที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน เสือโคร่งจำนวนไม่น้อยตกเป็นเหยื่อการล่าเพื่อการค้าทั้งในและต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันเมื่อประชากรเสือโคร่งในป่าลดน้อยลงประกอบกับมาตรการในการปกป้องสัตว์ป่าและพื้นที่ป่า ทำได้อย่างเข้มแข็งมากขึ้น การล่าก็ทำได้ยากขึ้นธุรกิจสวนเสือ หรือสวนสัตว์จึงถูกทำให้เข้าใจว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการค้าชิ้นส่วนของเสือโคร่ง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้แถลงความคืบหน้าจากการตรวจสอบกิจการของมุกดาสวนเสือและฟาร์มเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 โดยเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืชได้ตรวจยึดเสือโคร่งจำนวน 5ตัว และได้ตรวจสอบรหัสพันธุกรรมลูกเสือโคร่ง จำนวน 3 ตัวพบว่าไม่มีความสัมพันธ์กับเสือโคร่งที่ถูกแจ้งว่าเป็นพ่อ และ แม่แต่อย่างใดโดยกรณีดังกล่าวทำให้มีการพักใบอนุญาตประกอบกิจการของมุกดาสวนเสือและฟาร์มเบื้องต้น 30 วัน เมื่อวันที่21 มกราคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีดังกล่าว นำไปสู่การเข้าดำเนินการตรวจสอบกิจการสวนสัตว์มุกดาสวนเสือ ในระยะเวลา 90 วันซึ่งพบความเชื่อมโยงในการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน กับความเป็นไปได้ในการลักลอบนำเข้าหรือปลอมแปลงที่มาของเสือโคร่ง เป็นการกระทำความผิดตามประราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 มาตรา 17 ฐาน &amp;ldquo;มีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต&amp;rdquo;และเป็นการถูกพักใบอนุญาตเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 365 วัน นำไปสู่การต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีหรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเจษฎา ทวีกาญจน์ ผู้จัดการโครงการต่อต้านการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย WWF ประเทศไทยกล่าวแสดงความชื่นชมต่อการทำงานของกรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยการแถลงข่าวความผิดกรณีสวนเสือมุกดาถือเป็นก้าวแรกในการตรวจสอบความโปร่งใสของธุรกิจฟาร์มเสือในประเทศไทยและการทำงานบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กรมอุทยานแห่งชาติฯ ทำงานอย่างหนัก และเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมายซึ่งจะเป็นมาตรฐานที่ดีไม่ใช่แต่เฉพาะในประเทศไทย แต่สำหรับประเทศอื่นๆ ที่ยังคงมีธุรกิจฟาร์มเสือโคร่งชี้ให้เห็นว่าเรื่องของการผสมพันธุ์เสือในกรง ที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ เป็นไปเพื่อตอบโจทย์ด้านธุรกิจในส่วนขององค์กรอนุรักษ์ เรามั่นใจว่ากระบวนการตรวจสอบจะเป็นตามขั้นตอนเพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF)ทำงานกับเครือข่ายทั่วโลกในการป้องปรามและหยุดยั้งธุรกิจค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายรวมทั้งปกป้องเสือโคร่งในป่าที่เหลืออยู่ทั่วโลกเพียง 3,900 ตัวนอกจากนั้นยังส่งเสริมให้มีการตรวจสอบธุรกิจฟาร์มเสือโคร่งที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศจีน โดยเชื่อว่าเป็นหนึ่งในช่องทางการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ส่งผลคุกคามต่อชีวิตของเสือโคร่งในป่าและการอนุรักษ์เสือโคร่งการมีอยู่ของฟาร์มเสือหรือสวนเสือเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการแสวงหาประโยชน์ทางธุรกิจจากเสืออย่างไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องจากตามรูปแบบของการดำเนินธุรกิจสวนสัตว์ดังกล่าวจำเป็นต้องทำกำไรให้ได้มากที่สุด ดังนั้นกลุ่มธุรกิจบางส่วนอาจมีการสนับสนุนให้เกิดการแสวงหาประโยชน์จากเสือในกรงในรูปแบบต่างๆ เช่นการลักลอบค้าผลิตภัณฑ์จากเสือ หรือการวางยาเสือเพื่อให้เสือสามารถถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยวได้ เป็นต้นWWF เรียกร้องให้ธุรกิจฟาร์มเสือค่อยๆ ยุติหรือปิดลง เพราะการมีอยู่อาจนำไปสู่อาชญากรรมค้าสัตว์ป่าและเป็นการกระตุ้นให้เกิดความต้องการการใช้ผลิตภัณฑ์จากชิ้นส่วนของเสือโคร่งซึ่งทั้งหมดนี้อาจนำไปสู่ภัยคุกคามทำให้เกิดการล่าเสือโคร่งที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การผสมพันธุ์เสือในกรง ที่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ อาจมีเป้าหมายในเชิงธุรกิจและการค้า&amp;rdquo;นายเจษฎากล่าว และเสริมว่า การจัดทำฐานข้อมูลของสัตว์ที่เป็นระบบและมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อความโปร่งใส โดยหากการขยายพันธุ์เป็นไปเพื่อประโยชน์ด้านการวิจัยทางวิชาการก็ควรมีการชี้แจงและทำเอกสารทุกขั้นตอนอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ WWF ยินดีที่จะสนับสนุนกรมอุทยานแห่งชาติฯในการตรวจสอบรหัสพันธุกรรมของเสือโคร่ง 1500 ตัว ในฟาร์มเสือที่มีอยู่ในประเทศไทยกว่า 39 แห่ง&amp;rdquo;นายเจษฎากล่าวสรุป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95695</URL_LINK>
                <HASHTAG>WWF, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, พิมพ์พาวดี  พหลโยธิน, เจษฎา ทวีกาญจน์, เสือโคร่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_604986173a0a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31721</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2019 15:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2019 15:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WWF ชื่นชมอำนาจตุลาการ ตัดสินคดีเปรมชัย เที่ยงธรรม ไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าเป็นใคร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
19มี.ค.62~ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF-ประเทศไทย)ได้แสดงความชื่นชมการตัดสินคดีเสือดำ นายเปรมชัย กรรณสูต และพรรคพวก ที่เกิดเหตุเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561ความว่า &amp;nbsp;ขอแสดงความชื่นชมกระบวนการทางกฎหมาย และเจ้าหน้าที่รัฐ ที่สามารถดำเนินคดีผู้กระทำความผิด กรณีการจับกุม นายเปรมชัย กรรณสูต และพรรคพวกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 โดยเหตุเกิดขึ้นบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ มรดกโลกทางธรรมชาติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากคำพิพากษาของศาลในกรณีดังกล่าว ถือเป็นชัยชนะของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเป็นข้อพิสูจน์ความเข้มแข็งของกฎหมาย รวมถึงกระบวนการยุติธรรม ที่ให้ความสำคัญต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการพิจารณาตัดสินคดี ด้วยความโปร่งใสไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่เลือกสถานะของผู้กระทำความผิด WWF ประเทศไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คำพิพากษาจะถือเป็นที่สิ้นสุดแม้ในกระบวนการยื่นอุทธรณ์ในศาลชั้นต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ WWF ประเทศไทย ขอแสดงความชื่นชม คุณวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตกและคณะเจ้าหน้าที่ สำหรับความกล้าหาญ และการทำงานอย่างสุจริต เที่ยงตรง ที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดในคดีนี้ รวมถึงขอแสดงความขอบคุณไปยังหน่วยงานต้นสังกัด กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช &amp;nbsp;ที่ร่วมต่อสู้และทำงานอย่างมืออาชีพตลอดระยะเวลากว่า 1 ปี เพื่อนำกรณีนี้ขึ้นสู่กระบวนการยุติธรรม นอกจากนั้น สถาบันศาลยังได้พิสูจน์ให้เห็นประจักษ์ว่าเป็นองค์กรสาธารณะที่ใช้อำนาจตุลาการ ในการธำรงไว้ซึ่งความถูกต้องทางกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กระบวนการในชั้นอุทธรณ์อาจดำเนินต่อไป และในฐานะองค์กรอนุรักษ์ WWF ประเทศไทย จะยังคงติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดร่วมกับประชาชนชาวไทย เพื่อรอให้คำพิพากษาเป็นที่สุด และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจต่อเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่า รวมถึงองค์กร และหน่วยงานที่ทำงานด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงในการทำงานอนุรักษ์สัตว์ป่าในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุด WWF ประเทศไทยมีความภาคภูมิใจที่ได้เห็นปรากฎการณ์ที่นักอนุรักษ์ชาวไทย ได้ร่วมแรงร่วมใจผลักดันให้กรณีดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศ ด้วยการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับทรัพยากรธรรมชาติที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการล่าสัตว์ที่ผิดกฎหมาย ซึ่งวันนี้ผลการพิพากษาคดี มิได้ถือเป็นเพียงแค่ชัยชนะ แต่เป็นการทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนประเทศในงานด้านการอนุรักษ์ที่คู่ขนานไปกับการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ถือเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ ในฐานะองค์กรอนุรักษ์ การปกป้องทุกชีวิตบนผืนป่าไทย เป็นหนึ่งในพันธกิจหลักที่จะธำรงรักษารวมทั้งส่งมอบพื้นที่ธรรมชาติอันอุดสมบูรณ์ เต็มไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สู่คนรุ่นหลังต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31721</URL_LINK>
                <HASHTAG>WWF, คดีเปรมชัย, ศาลตัดสินคดีัเปรมชัยเสืดำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190319/image_big_5c90a786ae87a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17788</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2018 19:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2018 17:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ยโสธร&#039;  คว้ารางวัล &#039;เมืองน่าอยู่&#039; ปี 61 ทั้งระดับประเทศและติดอันดับ 7 ระดับนานาชาติ จากการคัดเลือกของ WWF</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17ก.ย.61-&amp;nbsp; &amp;nbsp;เทศบาลเมืองยโสธร จ.ยโสธร คว้ารางวัลชนะเลิศระดับประเทศ และอันดับ 7 ในระดับนานาชาติ &amp;nbsp;ในโครงการเมืองน่าอยู่สู่โลกยั่งยืน หรือ One Planet City Challenge (OPCC) ประจำปี 2561 &amp;nbsp;โดยกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) คณะกรรมการเผย มีความโดดเด่นการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นเลิศ รวมถึงจัดการระบบการคมนาคมภายในเมืองที่สะดวกยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การประกาศเมืองน่าอยู่ดังกล่าว ดำเนินการโดยองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF ประเทศไทย ร่วมกับศูนย์ข้อมูลก๊าซเรือนกระจก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีพิธีมอบรางวัลชนะเลิศ ให้แก่เทศบาลเมืองยโสธร จ.ยโสธร &amp;nbsp;ที่เป็นเมืองน่าอยู่ ในโครงการเมืองน่าอยู่สู่โลกยั่งยืน ประจำปี 2561 ในระดับประเทศ และอันดับ 7 ในระดับนานาชาติ โดยประเทศไทยมีการส่งเทศบาลเมืองเข้าร่วมคัดเลือก 10 เมืองและในระดับนานาชาติจำนวน 132 เมือง &amp;nbsp;23 ประเทศทั่วโลกในปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;นายกอร์ดอน คองดอน ผู้จัดการฝ่ายงานอนุรักษ์ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF ประเทศไทย กล่าวว่า &amp;nbsp;โครงการเมืองน่าอยู่สู่โลกยั่งยืน ถือเป็นส่วนสำคัญของ WWF เพราะเป็นอีกหนึ่งหนทางที่ช่วยประเทศในการเจรจาด้านภูมิอากาศระดับชาติ และมีส่วนช่วยให้เมืองบรรลุเป้าหมายตามความตกลงปารีส ด้วยความช่วยเหลือจากชุมชนในระดับท้องถิ่น &amp;nbsp;โดยปีนี้เน้นย้ำเพิ่มเติมในด้านการคมนาคมและการเดินทางอย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่สำคัญด้านสิ่งแวดล้อมของเมืองใหญ่ทั่วโลก เพราะเกือบ 1 ใน 4 ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มาจากการคมนาคมขนส่ง จึงต้องมีการบริหารจัดการพัฒนาคุณภาพชีวิตโดยไม่รบกวนระบบนิเวศของโลกจนเกิดขีดความสามารถในการรักษาสมดุลของตัวมันเอง ซึ่งนับว่าเป็นอีกโอกาสที่เมืองต่างๆได้มาร่วมแชร์ประสบการณ์การบริหารจัดการในการลดคาร์บอน หวังว่าเมืองต่างๆจะนำไปเป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจในการพัฒนาเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้าน นายวีระวัฒน์ ภักตรนิกร นายกเทศมนตรี เมืองยโสธร กล่าวว่า ยโสธรเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีประวัติการก่อตั้งมายาวนาน เป็นเมืองที่มีความสงบ เรียบร้อย สวยงาม &amp;nbsp;ประชาชนมีวิถีการดำรงชีวิตแบบเรียบง่าย &amp;nbsp; ในแบบสังคมพี่น้อง และมีความเป็นธรรมชาติสูง &amp;nbsp;ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ที่จะก่อให้เกิดมลพิษ &amp;nbsp;อีกทั้งยังมีการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน &amp;nbsp;มีสามล้อปั่นเป็นพาหนะในการเดินทาง ในขณะที่เมืองต่างๆ รอบข้าง มีความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างของเมืองไป อย่างรวดเร็ว แต่เมืองยโสธรยังคงเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ &amp;nbsp;ความมีเอกลักษณ์ในวัฒนธรรมประเพณีประจําถิ่นของตัวเอง ในอีกมุมหนึ่ง &amp;nbsp;จึงกลายเป็นจุดแข็งและเอกลักษณ์ของเมืองและความโดดเด่นของเมืองแบบที่หาไม่ได้ที่อื่น ทั้งนี้ได้มีการจัดทำแผนปฏิบัติการยโส &amp;nbsp;โลว์คาร์บอน ไว้ในแผนยุทธศาสตร์การลดและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ &amp;nbsp;ในแผนพัฒนาเทศบาลเมืองยโสธร พ.ศ.2561-2564 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17788</URL_LINK>
                <HASHTAG>WWF, ยโสธรอันดับ7เมืองนาอยู่นานาชาติ, ยโสธรเมืองน่าอยู่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180917/image_big_5b9f8574d6a55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17013</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2018 12:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2018 11:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>WWF จี้สถาบันการเงินรับผิดชอบนโยบายสินเชื่อที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ชี้สถาบันการเงินในเอเชียยังไม่ให้ความสำคัญด้านมาตรฐานการตรวจสอบประวัติธุรกิจลูกค้าก่อนปล่อยกู้ ด้านสถาบันการเงินไทยมีแนวโน้มที่ดีในการดำเนินนโยบายการเงินที่โปร่งใส ใส่ใจผลกระทบที่มีต่อแวดล้อมและสังคม และอยู่บนหลักธรรมาภิบาล

07 ก.ย.61- กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF เปิดเผยถึงรายงานล่าสุดจากกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล ภายใต้หัวข้อ Sustainable Banking 2018 หรือการธนาคารที่ยั่งยืนสำหรับปี 2561 โดยระบุว่า ปัจจุบันสถาบันการเงินรายใหญ่ของอาเซียนต่างเริ่มตระหนักถึงผลกระทบที่ธุรกิจของตนมีต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่ยังไม่ได้มีการใช้ศักยภาพที่มีในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และการจัดหาเงินทุนเพื่อเป้าหมายสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ในด้านอาหาร พลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน

ล่าสุด WWF ได้ร่วมกับศูนย์ธุรกิจเพื่อธรรมาภิบาล แห่งสถาบันและองค์กร มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ แถลงรายงานซึ่งชี้ชัดว่า ธนาคารในภูมิภาคอาเซียนยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูล ด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามหลักข้อเสนอแนะของหน่วยงานสำหรับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศมากเท่าที่ควร และจากการประเมินข้อมูลของธนาคารทั้งสิ้น 34 แห่ง มีเพียง 4 แห่งเท่านั้นที่เปิดเผยว่าผู้บริหารระดับสูงเล็งเห็นถึงความสำคัญของความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในส่วนของประเทศไทย พบว่า ธนาคารที่ได้รับการประเมิน ทั้ง 7 แห่งมีการเปิดเผยข้อมูลโดยอ้างอิงถึงความยั่งยืนในระดับกลยุทธ์ธนาคาร โดยธนาคาร 6 ใน 7 แห่งนี้มีการแบ่งแยกการดำเนินงานที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนมีผลกระทบเนื่องจากการดำเนินงานโดยตรงขององค์กรเอง และส่วนที่มีผลกระทบเนื่องจากการดำเนินงานทางอ้อมสืบเนื่องจากธุรกิจหรือกิจกรรมของลูกค้าที่ธนาคารให้สินเชื่อ ตลอดจนมีการให้ความสำคัญกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ รวมถึงมีความโปร่งใสภายใต้หลักธรรมาภิบาล

นอกจากนี้มีธนาคารในประเทศไทย 2 แห่งที่เปิดเผยว่ามีการฝึกอบรมพนักงานเกี่ยวกับการด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าที่ค่อยๆ ขยับขึ้นมาจากที่ปีก่อนหน้ายังไม่มีการทำงานด้านนี้อย่างเป็นรูปธรรม ในส่วนของการส่งเสริมสนับสนุนธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม พบว่าธนาคาร 5 ใน 7 แห่งยังริเริ่มการให้สินเชื่อให้กับโครงการด้านพลังงานทางเลือกและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17013</URL_LINK>
                <HASHTAG>WWF, กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180907/image_big_5b92011064a27.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
