<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>54184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/01/2020 16:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/01/2020 16:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วิจัยพบมนุษย์กินพลาสติกขนาดเล็กเข้าสู่ร่างกายประมาณ 5กรัม/สัปดาห์ หรือเท่ากับขนาดของบัตรเครดิต 1ใบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9ม.ค.63-WWF ร่วมกับมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียเปิดงานวิจัยล่าสุด &amp;ldquo;No Plastic in Nature: Assessing Plastic Ingestion from Nature to People&amp;rdquo; ธรรมชาติต้องปราศจากพลาสติก: ค้นหาปริมาณพลาสติกจากแหล่งธรรมชาติสู่วงจรบริโภคของมนุษย์ พบมนุษย์อาจบริโภคพลาสติกขนาดเล็กเข้าสู่ร่างกายประมาณ 5 กรัมต่อสัปดาห์ เทียบเท่ากับบัตรเครดิต 1 ใบ คิดเป็นปริมาณพลาสติกกว่า 2,000 ชิ้น หรือ 21 กรัมต่อเดือน 250 กรัมต่อปี!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลสำนักงานใหญ่ หรือ WWF International เปิดเผยว่า งานวิจัยฉบับนี้ จัดทำขึ้นโดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ในออสเตรเลีย โดยถือเป็นงานประมวลผลข้อมูลเชิงวิชาการเป็นครั้งแรกของโลก ที่รวบรวมมาจากข้อมูลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคไมโครพลาสติกในมนุษย์ทั้งสิ้นกว่า 50 ฉบับ การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้เกิดการศึกษาต่อยอดอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเข้าใจ และค้นหาความจริง ถึงผลกระทบของพลาสติกที่มีต่อร่างกาย และสุขภาพของมนุษย์&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมาร์โค แลมเบอตินี่ ผู้อำนวยการทั่วไป WWF International กล่าวว่าผลการวิจัยเป็นการเน้นย้ำให้เห็นความจำเป็นเร่งด่วน ที่ทุกภาคส่วนจะต้องก้าวเข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหามลพิษของขยะพลาสติกอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลของแต่ละประเทศที่เป็นผู้ควบคุมและออกกฎหมาย ก่อนที่วงจรห่วงโซ่อาหารของมนุษย์จะปนเปื้อนด้วยไมโครพลาสติกจนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะปัจจุบัน การปนเปื้อนของพลาสติก และไมโครพลาสติกในมหาสมุทร เกิดจากการทิ้งขยะที่สร้างขึ้นบนบกลงสู่ทะเล คิดเป็นปริมาณมากกว่า 8 พันล้านตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการทิ้งขยะจากรถบรรทุกลงสู่ทะเล 1 คันในทุกๆ 1 นาที
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;งานวิจัยฉบับนี้เป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดเชิงวิทยาศาสตร์ว่า เราไม่มีเวลาอีกต่อไปแล้วที่จะลงมือปฏิบัติ ผมถือว่าเป็นการส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานภาครัฐของทุกประเทศ ให้ก้าวเข้ามาทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม มลพิษพลาสติกไม่ได้คุกคามเพียงแค่ระบบนิเวศทางทะเล สัตว์น้ำสายพันธุ์ต่างๆ เท่านั้น แต่ได้คืบคลานเข้ามาสู่วงจรห่วงโซ่อาหารของมนุษย์แล้ว เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เรากำลังบริโภคพลาสติกแบบไม่รู้ตัวอยู่ทุกวัน&amp;rdquo; ผู้อำนวยการทั่วไป WWF International กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางสาวพิมพ์พาวดี พหลโยธิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล สำนักงานประเทศไทย หรือ WWF Thailand กล่าวว่า ปัญหาขยะพลาสติกเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายพยายามหาทางแก้ไข ในส่วนของภาคประชาชน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอาจต้องใช้เวลา ในส่วนของภาครัฐก็เป็นสัญญาณที่ดี ที่รัฐบาลมีความจริงจังในการทำงานอย่างต่อเนื่อง &amp;ldquo;ที่ผ่านมาเราได้เห็นว่าสัตว์บกและสัตว์น้ำมากมายต้องตายลงเพราะขยะพลาสติกสร้างปัญหาให้กับระบบทางเดินอาหาร เพราะฉะนั้นการบริโภคพลาสติกเข้าไป แม้จะเป็นพลาสติกขนาดเล็กที่ปะปนมากับอาหาร หรือน้ำดื่ม ในระยะยาวไม่น่าจะเป็นผลดีต่อสุขภาพ&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนางสาวดวงกมล วงศ์วรจรรย์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาดเพื่องานอนุรักษ์ WWF ประเทศไทยกล่าวถึงการรณรงค์ภายใต้โครงการ Your Plastic Diet หรือ &amp;ldquo;กินอยู่ไม่รู้ตัว&amp;rdquo; ว่า กิจกรรมรณรงค์ครั้งนี้เกิดขึ้นบนข้อสรุปของงานวิจัย ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สังคมรับรู้ว่าพลาสติกสร้างผลกระทบต่อสัตว์ต่างๆ ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยจนเกิดการสูญเสียชีวิต แต่ยังไม่มีใครเคยทำการศึกษาอย่างจริงจังว่า พลาสติกจะสร้างผลกระทบให้กับมนุษย์ได้มากเท่าใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;นับตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 เป็นต้นมา เมื่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีเฟื่องฟู ทั่วโลกมีการผลิตพลาสติกเพิ่มขึ้นกว่าปริมาณที่เคยผลิตทั้งหมดในทศวรรษก่อนหลายเท่าตัว โดยอัตราการผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 4% ซึ่งกว่า 75% พลาสติกที่ผลิตออกมาเพื่อใช้ในการอุปโภคและบริโภคของมนุษย์กลายเป็นขยะ และ 1 &amp;nbsp; ใน 3 ของขยะพลาสติกที่เกิดจากการใช้งานของมนุษย์รั่วไหลลงสู่มหาสมุทร กระบวนการจัดการขยะที่ไม่มีประสิทธิภาพก่อให้เกิดการปนเปื้อนของพลาสติก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลาสติกที่แตกตัวเป็นโมเลกุลขนาดเล็ก และปะปนเข้าสู่วรจรห่วงโซ่อาหารของสัตว์ทะเล ซึ่งเมื่อมนุษย์บริโภคอาหารทะเล ไมโครพลาสติกเหล่านี้ก็จะเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ในที่สุด&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาดเพื่องานอนุรักษ์ WWF ประเทศไทยระบุว่าการรณรงค์ในกิจกรรมกินอยู่ไม่รู้ตัว ได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน โดยดารานักแสดงหลายคนได้ร่วมกันถ่ายภาพขณะกำลังรับประทานผลิตภัณฑ์จากพลาสติก พร้อมลงข้อความประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความตระหนักให้กับคนไทย ให้เกิดความเข้าใจว่า ปัญหาขยะพลาสติกไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเปรียบเทียบให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า ปริมาณพลาสติกที่อาจปนเปื้อนสู่ระบบทางเดินอาหารของมนุษย์นั้น เทียบเท่ากับการรับประทานบัตรเครดิต 1 ใบ ต่อสัปดาห์ ก็ทำให้เข้าใจง่าย และเกิดความตื่นตัวมากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;พลาสติกมีอยู่ทุกที่ ในน้ำที่เราดื่ม ในอากาศที่เราหายใจ ในอาหารที่เรารับประทาน วันนี้นอกจากการที่เราจะลดการใช้ถุงพลาสติกตามนโยบายของรัฐบาลแล้ว การสร้างขยะให้น้อยลงก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ WWF ยังเปิดตัวเว็บไซต์ที่ประเมินปริมาณพลาสติกที่เราบริโภคเข้าไปในแต่ละวัน โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.yourplasticdiet.org และร่วมลงชื่อสนับสนุนโครงการ วันนี้มีผู้ลงชื่อร่วมกับ WWF แล้วทั่วโลกมากกว่า 1.5 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54184</URL_LINK>
                <HASHTAG>wwf-ประเทศไทย, ขยะพลาสติก, มนุษย์กินพลาสติก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200109/image_big_5e16f68ebcfae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25828</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/01/2019 20:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/01/2019 11:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เดินหน้า &quot;แม่น้ำสงครามตอนล่าง&quot; สู่แรมซาร์ไซต์แห่งใหม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;พื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำสงครามตอนล่าง เป้าหมายขึ้นทะเบียนแรมซาร์ไซต์แห่งที่ 15 ของไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญที่กำลังสูญเสียและเสื่อมสภาพอยู่ทุกขณะ จำเป็นต้องเร่งอนุรักษ์ลดภัยคุกคาม เหตุนี้ จังหวัดนครพนม องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล WWF-Thailand เดินหน้าผลักดัน &amp;#39;พื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำสงครามตอนล่าง&amp;quot; ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศหรือแรมซาร์ไซต์ หวังให้แม่น้ำที่มีลักษณะพิเศษสายนี้คงความอุดมสมบูรณ์ เกื้อกูลชนิดพันธุ์สัตว์และพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ และเป็นแหล่งมั่นคงทางอาหารของคนลุ่มน้ำสงคราม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การดำเนินงานนี้ WWF-Thailand ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อน โครงการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำและระบบนิเวศแม่น้ำสงครามตอนล่าง จ.นครพนม เป็นเวลากว่า 3 ปี ปลุกปั้นทำงานกับพื้นที่สามหมื่นกว่าไร่ ประสานความร่วมมือกับ 49 ชุมชน ที่พึ่งพิงแม่น้ำสายนี้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วิถีประมงน้ำจืดผูกพันกับแม่น้ำสงคราม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เยาวลักษณ์ เธียร์เชาว์ ผู้อำนวยการกองทุนสัตว์ป่าสากลโลก หรือ WWF-ประเทศไทย กล่าวถึงความคืบหน้าในการเสนอให้พื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำสงครามตอนล่างขึ้นทะเบียนแรมซาร์ไซต์แห่งใหม่ของประเทศไทยว่า ขณะนี้ถึงขั้นตอนสุดท้าย โดยในวันที่ 14 มกราคม 2562 จะมีการประชุมคณะอนุกรรมการพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งมีข้อมูลพร้อมที่ตอบสนองการขึ้นทะเบียน โดยยับยั้งการบุกรุกพื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำสงครามตอนล่างและสนับสนุนการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาด ก่อนจะส่งผลการประชุมเข้าสู่คณะเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งมีสำนักงานอยู่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จากนั้น 2 สัปดาห์จะทราบผลการพิจารณา ซึ่งเรามั่นใจว่าจะได้ขึ้นทะเบียนเป็นแรมซาร์ไซต์ ลำดับที่ 15 ของประเทศไทยอย่างแน่นอน โดยวันที่ 2 กุมภาพันธ์ วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ต้นเดือนหน้าทางจังหวัด ประชาชน เตรียมจะจัดกิจกรรมฉลองแรมซาร์ไซต์แห่งใหม่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ขอบเขตที่ขึ้นทะเบียนกว่า 34,000 ไร่ ครอบคลุม 2 อำเภอ คือ อ.ท่าอุเทนและ อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม เป็นพื้นที่เชื่อมโยงกับแม่น้ำโขง ระยะทางนับจากแม่น้ำโขงเข้าสู่แม่น้ำสงครามตอนล่างกว่า 92 กิโลเมตร เป็นระบบนิเวศที่มีความเฉพาะตัว ถือเป็นแหล่งน้ำจืดและเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำระบบเปิดแห่งเดียว เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและอาหารที่เกื้อกูลกัน นี่คือแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน รวมถึงมีปลาบึกเข้ามากินแร่ธาตุอาหารในพื้นที่แม่น้ำสงครามก่อนกลับแม่น้ำโขง การขึ้นทะเบียนจะยกระดับเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ&amp;quot; เยาวลักษณ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ชุมชนร่วมอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำแม่น้ำสงคราม ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผอ.กองทุนสัตว์ป่าสากลโลกเน้นย้ำว่า WWF-ประเทศไทย ทำงานร่วมกับจังหวัด อำเภอ และหมู่บ้านเป้าหมาย 49 หมู่บ้าน ใน 2 อำเภอดังกล่าว เพื่อร่วมกันฟื้นฟูและให้ชาวบ้านมั่นใจว่า การขึ้นทะเบียนแรมซาร์ไซต์ไม่ใช่เป็นพื้นที่อนุรักษ์หรือเขตห้ามล่าฯ แต่เป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ไม่กระทบวิถีชีวิตชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาในการฟื้นฟูเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ชาวบ้านตื่นตัวมากขึ้น มีการทำเขตอนุรักษ์ เขตอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน สร้างบ้านให้ปลา หยุดใช้เครื่องมือประมงทำลายล้าง เกิดกฎกติกาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่พบชาวบ้านฝ่าฝืนแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่กิจกรรมบนบก การทำเกษตรกรรมริมแม่น้ำสงคราม เยาวลักษณ์กล่าวว่า เริ่มทำเกษตรอย่างยั่งยืน ปลูกพืชผสมผสาน ปลูกพืชสวนครัว และลดใช้สารเคมีที่เป็นพิษ ซึ่งอาจปนเปื้อนลงแหล่งน้ำ ชาวบ้านใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนในการปลูกข้าว ปลูกยางพารา และไม้ผลอื่นๆ รวมทั้งมีการจัดการขยะ เดิมตลอดสายน้ำ 92 กิโลเมตร ตรวจวัดคุณภาพน้ำพบอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม ปัจจุบันคุณภาพน้ำดีขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในภาพใหญ่ภาครัฐต้องเข้มงวดกับมาตรการควบคุมการปล่อยน้ำเสียจากภาคชุมชนและภาคอุตสาหกรรม ตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสียให้มีประสิทธิภาพ ป้องกันน้ำเน่าไหลลงแม่น้ำสำคัญสายนี้จะเกิดความยั่งยืนยิ่งขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ปลาในแม่น้ำสงคราม สร้างรายได้ชุมชน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ ยรรยง ศรีเจริญ ผู้จัดการโครงการพื้นที่ชุ่มน้ำสงครามตอนล่าง กล่าวว่า แม่น้ำสงครามยาว 420 กิโลเมตร เป็นแม่น้ำสาขาสายสำคัญของแม่น้ำโขง ปากแม่น้ำสงครามที่ติดกับแม่น้ำโขงที่ บ้านไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จนถึงบ้านปากยาม อ.ศรีสงคราม ยาว 92 กิโลเมตร เป็นพื้นที่เป้าหมายเสนอเป็นแรมซาร์ไซต์ เพราะมีพื้นที่ป่าบุ่งป่าทามใหญ่ที่สุดทำหน้าที่คล้ายป่าชายเลน ในฤดูน้ำหลากมีปลาเป็นร้อยชนิดในน้ำโขงเข้ามาวางไข่ นอกจากปลาเจริญเติบโตในแม่น้ำสงครามแล้ว ยังเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนหลักสำหรับประชากร 60 ล้านคน แม่น้ำสงครามเคยมีชาวประมงจับปลาบึกตามธรรมชาติได้น้ำหนักถึง 220 กิโลกรัม เป็นตัวชี้วัดระบบนิเวศแม่น้ำสงครามที่สมบูรณ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ปี 57 ที่ WWF-ประเทศไทยเข้ามาทำโครงการในพื้นที่แม่น้ำสงครามตอนล่าง พบว่าสถานภาพทรัพยากรสัตว์น้ำลดลงมาตลอด ชุมชนต้องการให้กำหนดเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำเพื่อให้สัตว์น้ำมีโอกาสขยายพันธุ์ ก็ทำงานร่วมกับ 49 หมู่บ้าน ผลักดันจนเกิดเขตอนุรักษ์ 48 แห่ง รวมพื้นที่ 1,900 ไร่ ห้ามทำประมงเด็ดขาด หลังจากนั้น 3 ปี พี่น้องประมงบอกมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ใช้เวลาหาปลาน้อยลง ขนาดของปลาใหญ่และชนิดพันธุ์ปลาที่เคยหายไปกลับคืนมา นี่เป็นสัญญาณที่ดี ผลสำเร็จที่หมู่บ้านมีส่วนร่วมอนุรักษ์ ช่วยสร้างรายได้ให้แต่ละครัวเรือน ขณะนี้ประสานประมงจังหวัดนครพนมจะเป็นประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำตาม พ.ร.ก.ประมงปี 58 เพื่อให้มีกฎหมายรองรับ&amp;quot; ยรรยงกล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;1 ใน 48 เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำแม่น้ำสงคราม ผลสำเร็จโครงการฟื้นฟูฯ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนข้อกังวลที่จะกระทบพื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำสงครามตอนล่าง ผจก.โครงการพื้นที่ชุ่มน้ำสงครามตอนล่างกล่าวว่า ไม่อยากให้มีการบุกรุกป่าบุ่งป่าทามจากการเร่งรัดขยายโครงสร้างพื้นฐาน หากใช้ที่ดินไม่เหมาะสมกระทบคุณภาพน้ำ รัฐต้องมีมาตรการควบคุมที่เข้มข้นมากขึ้น รวมถึงใช้มาตรการผังเมืองเป็นเครื่องมืออนุรักษ์ควบคู่กันไป นอกจากนี้ ต้องใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องดูแลควบคุมมลพิษที่อาจส่งผลให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรม นอกจากมาตรการกฎหมาย WWF หนุนการจัดตั้งสมาคมพิทักษ์ลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง มีผู้นำชุมชน 49 หมู่บ้าน เป็นสมาชิก คาดหวังให้องค์กรนี้มีบทบาทสอดส่องดูแลและรักษาลุ่มน้ำสงคราม อีกทั้งได้สร้างเครือข่ายโรงเรียน 15 โรง ตั้งแต่ตอนบนถึงตอนปลายแม่น้ำสงครามเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ รวมทั้งหนุนการจัดการป่าชุมชนกว่า 2 หมื่นไร่ ปลูกป่าผสมผสานและหลากหลายลดตะกอนลงแหล่งน้ำ&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการนี้ดำเนินไปตามเป้าหมาย หากได้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งใหม่ของไทยจะเป็นตัวอย่างของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการอนุรักษ์และรู้จักใช้ทรัพยากรจากแหล่งน้ำอย่างเห็นคุณค่า &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2541 เป็นประเทศลำดับที่ 110 ซึ่งการเข้าเป็นภาคีนั้น ประเทศสมาชิกต้องเสนอพื้นที่ชุ่มน้ำ 1 แห่ง ขึ้นเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ ไทยจึงเสนอพรุควนขี้เสียนในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จ.พัทลุง ขึ้นเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศหรือแรมซาร์ไซต์แห่งแรกของประเทศไทย และเป็นลำดับที่ 948 ของโลก ในปัจจุบันไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศหรือแรมซาร์ไซต์ จำนวน 14 แห่ง พื้นที่รวมประมาณ 2,498,211.5 ไร่ หากพื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำสงครามตอนล่างขึ้นทะเบียนจะเป็นลำดับที่ 15&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25828</URL_LINK>
                <HASHTAG>wwf-ประเทศไทย, กองทุนสัตว์ป่าสากลโลก, ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย, พื้นที่ชุ่มน้ำแม่น้ำสงครามตอนล่าง, ลุ่มแม่น้ำโขง, สมาคมพิทักษ์ลุ่มน้ำสงครามตอนล่าง, เยาวลักษณ์ เธียร์เชาว์, แรมซาร์ไซต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190104/image_big_5c2f405db029b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/10/2018 13:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/10/2018 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เพิ่มดีกรีลาดตระเวนเชิงคุณภาพ &#039;ผู้พิทักษ์ป่า&#039;  ปกป้อง &#039;ต้นทุนสมบัติชาติ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าไม่มีการจัดการดูแลป่า ไม่มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ไม่มีเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณพิทักษ์ป่า&amp;nbsp; คิดว่าบ้านเราจะมีป่าเหลืออยู่หรือไม่ และถ้าไม่มีป่าเราคงไม่มีน้ำกินน้ำใช้&amp;nbsp; ที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนกว่า 60ล้านทั้งประเทศได้&amp;nbsp; เพราะทั้งป่าและน้ำคือพื้นฐานการดำรงอยู่ของชีวิตไม่ว่าคน พืช สัตว์ทุกชนิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การทำงานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่อุทยาน เป็นเหมือนอาชีพเฝ้าสินค้าสงวน&amp;nbsp; เหมือนคนดูแลสมบัติส่วนรวมของชาติ ที่เป็นสินค้าสาธารณะ&amp;nbsp; ถ้าไม่มีใครดูแล ใครๆก็จะมาตักตวง มือยาวสาวได้ สาวเอา แราก็เป็นคนเฝ้าให้ เพราะถ้าไม่มีคนดูแล ก็คงจะถูกทำลายหมด ซึ่งเราจะปล่อยไปไม่ได้ เพราะต้นทุนของชาติอยู่ตรงนี้่ &amp;quot;เลิศ เอื้อทวีกุล ผู้อำนวการฝึกอบรมที่5(ตาก )สังกัดกรมอุททยานแห่งชาติ&amp;nbsp; กระทรวงทรัพยากรทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าว ถึงบทบาทเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ป่า ทั้งที่เป็นข้าราชการและลูกจ้างลาดตระเวณ ในโครงการอบรมเสริมทักษะให้แก่เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ และอุทยานแห่งชาติคลองลาน จำนวน 39 คน ด้วยการฝึกอบรมการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (Smart Patrol) หลักสูตรเทคนิคการลาดตระเวน ภายใต้ &amp;ldquo;โครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์และอุทยานแห่งชาติคลองลาน จ.นครสวรรค์ และ&amp;nbsp; จ.กำแพงเพชรขึ้นที่จัดจึ้นเมื่อต้นเดือนตุลาคา ภายใต้การร่วมมือระหว่าง บริษัท บี.กริม และ WWF-ประเทศไทย และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมาWWF ประเทศไทย ได้จัดทำโครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งในป่าไทยมาเป็นเวลานานหลายปี&amp;nbsp; สำหรับพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงศ์และอุทยานแห่งชาติคลองลาน&amp;nbsp; WWF-ประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนจากบริษัท บีกริม&amp;nbsp; ซึ่งเห็นว่าประชากรของเสือโคร่งเป็นตัวบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของป่า&amp;nbsp; แต่ปัจจุบันประชากรเสือโคร่งในประเทศไทย ลดลงกว่าร้อยละ 97 มีสาเหตุหลักมาจากการถูกล่าเพื่อความเชื่อและนำอวัยวะใช้ทำยา&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงสัตว์ที่เป็นอาหารของเสือโคร่งก็ถูกล่าเช่นเดียวกัน&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าที่ส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของผืนป่า ทั้งหมดจึงเป็นที่มาของการสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ลาดตระเวณทั้งสองอุทยานได้มีทักษะในการทำงานอย่างถูกต้อง การปฎิบัติหน้าที่และรู้จักวิธีการทำให้ตนเองปลอดภัย เมื่อต้องเผชิญกับผู้ล่าสัตว์หรือบุกรุกทำลายป่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ดร.รุ้งนภา พูลจำปา ผู้จัดการโครงการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง อุทยานแห่งชาติแม่วงก์และอุทยานแห่งชาติคลองลาน กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF-ประเทศไทย) กล่าวว่า เสือโคร่งเป็นสัตว์ผู้ล่าที่คอยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ หากป่าแห่งใด มีเสือโคร่งแสดงว่าป่านั้นมีความอุดมสมบูรณ์ เพราะเสือโคร่งเป็นสัตว์ที่อยู่สูงสุดบนห่วงโซ่อาหาร หากเสือโคร่งอยู่ได้ สัตว์ชนิดอื่น ๆ ก็อยู่ได้ การอนุรักษ์เสือโคร่งจึงเปรียบได้กับการอนุรักษ์สัตว์ป่าชนิดอื่น ๆ และอนุรักษ์ระบบนิเวศไปด้วยพร้อม ๆ กัน ปัจจุบัน ประชากรเสือโคร่งมีจำนวนลดลงจากในอดีต เหลือประมาณ 3,890 ตัว จาก 13 ประเทศทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปัจจุบันประเทศไทย มีประชากรเสือโคร่งอยู่ประมาณ 150 - 200 ตัว การนำเทคนิคลาดตระเวนเชิงคุณภาพมาอบรมแก่เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า โดยช่วยให้เจ้าหน้าที่มีความรู้ ความมั่นใจในการการปฏิบัติงานซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งสุดท้ายจะสามารถช่วยในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดต่อทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า โดยเฉพาะเสือโคร่งซึ่งถือป็นสัตว์ที่ถูกคุกคามและมีประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง&amp;rdquo; ดร.รุ้งนภา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นที่รู้กันว่า การลาดตระเวณของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ามีความเสี่ยงมากกว่าแต่ก่อน&amp;nbsp; และเป็นความเสี่ยงที่มีความรุนแรงมากกว่าสมัยก่อนๆ เนื่องจาก ผู้กระทำความผิด ได้มีการพัฒนาวิธีการ ที่แปลกใหม่และมีอายุธที่ทันสมัย มีความรุนแรงมากขึ้น กว่าเดิมมาก ในการลักลอบฆ่าสัตว์หรือหาประโยชน์จากป่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุระชัย โภคะมณี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติคลองลาน&amp;nbsp; กล่าวว่า นโยบายกรมอุทยานแห่งชาติ ปัจจุบันก็คือการ ให้ความสำคัญกับการลาดตระเวณของเจ้าหน้าที่&amp;nbsp; งบบางส่วน ก็ลงมาที่การลาดตระเวณมากขึ้น พร้อมกับการออกกฎการลาดตระเวณทุกอุทยานว่า เจ้าหน้าที่ต้องเดินลาดตระเวณเดือนละไม่ต่ำกว่า 15 วัน&amp;nbsp; ซึ่งวิธีการดังกล่าว จะทำให้การลาดตระเวณครอบคลุมพื้นที่แต่ละอุทยานได้ปีละไม่ต่ำกว่า 70% ของพื้นที่&amp;nbsp; ส่วนที่คลองลานมีพื้นที่ประมาณ2 .6 แสนไร่&amp;nbsp; ซึ่งการลาดตระเวณ&amp;nbsp; จะทำให้มีโอกาสพบผู้กระทำความผิด หรือป้องกันให้ชาวบ้านเข้ามาในพื้นที่อนุรักษ์ได้ดีกว่า&amp;nbsp; ซึ่งทั้งที่ ห้วยขาแข้ง แม่วงก์ คลองลาน เองก็ต้องทำการลาดตระเวณ&amp;nbsp; ตามระบบที่วางไว้ หลังจากนั้นจะมีการรวบรวมข้อมูลเป็นระดับภูมิภาค และส่งข้อมูลให้ทางกรมอุทยานฯ&amp;nbsp; เพื่อติดตามข้อมูลผลการลาดตระเวณ&amp;nbsp; ซึ่งนโยบายดังกล่าว กรมอุทยานให้ความสำคัญจริงจังอย่างมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าอุทยานฯคลองลาน กล่าวอีกว่า ส่วนอบรมเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณอย่างน้อยปีละ2ครั้ง เพราะมีข้อจำกัดงบประมาณ มีครูฝึกที่เป็นตำรวจ มาสอนเรื่องระเบียบวินัยการใช้อาวุธ การรบ&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ปะทะ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ความเสี่ยง และความสูญเสีย&amp;nbsp; ส่วนเนื้อหาการฝีก เป็นการฝึกประเมินลักษณะความผิด ว่ามาแบบไหนมาล่าสัตว์ หรือมาตัดไม้ มีอาวุธแบบไหน&amp;nbsp; การประเมินความเสี่ยงว่าหนักหรือร้ายแรงมั๊ย เพื่อจะได้วางแผนเข้าไปจับกุมได้ และการฝึกการสังเกตุ ก็จะเป็นการทบทวนส่วนหนึ่ง และการฝึกยังจำเป็นมากสำหรับเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาใหม่ ถ้าไม่ฝึก จะเกิดความผิดพลาดได้ ยิ่งฝึกมากยิ่งดี ถ้าฝึกได้ปีละ4-5ครั้งจะดีมาก ความผิดพลาดก็จะน้อยลง แต่มีข้อจำกัดงบประมาณ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เจ้าหน้าที่แต่ละอุทยานไม่เท่ากัน ถ้าอุทยานใหญ่ก็จะมีเจ้าหน้าที่มาก อย่างที่อุทยานคลองลานมีเจ้าหน้าที่ประมาณ 100คน แต่ทำงานด้านลาดตระเวณโดยเฉพาะประมาณ 40 คน งานด้านอื่น พื้นที่ของคลองลานมีประมาณ1ใน 9ของ&amp;nbsp; ห้วยขาแข้งที่มี1.7ล้านไร่&amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัญหาหลักๆ ของที่นี่คือชาวบ้านรอบ ๆพึ่งพิงทรัพยากรจากป่ามาหาของป่า มาตัดไม้ และล่าสัตว์ แต่แม้ปัญหาจะลดลง แต่ก็มีเข้ามาเรื่อยๆ&amp;nbsp; ทำให้ต้องมีการลาดตระเวณ&amp;nbsp; เพราะเราต้องการให้เกิดการหยุดยั้งไม่มีการเข้ามาทำลายป่า &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุระชัยกล่าวอีกว่า การเข้ามาพรานป่า และผู้บุกรุก&amp;nbsp; มักมีอาวุธ&amp;nbsp; ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องหาเทคนิคใหม่ๆ เข้าไปจับกุม ใช้ระบบการลาดตระเวณ ใช้จีพัเอส อุปกรณ์ต่างๆ เพื่อรวบรวมข้อมูล&amp;nbsp; และนำไปวางแผนในการลาดตระเวณพื้นที่ เพื่อป้องกันได้ถูกจุดและเพิ่มความถี่ในการลาดลาดตระเวณบางพื้นที่ ส่วนทีมลาดตระเวณของคลองลาน จะมี 4ชุด แต่ละชุดใช้เวลาลาดตระเวณไม่ต่ำกว่า เดือนละ15วัน บางเดือนเยอะกว่านั้น แล้วแต่ว่าเราจะได้ข่าวมาจะมีการทำผิดเกิดขึ้น แต่ปกติเจ้าหน้าที่จะออกลาดตระเวณครั้งละ4-5วัน แล้วกลับมาพัก2-3วันแล้วออกไปใหม่ เดือนละ4รอบ แต่บางทีมีข่าวว่ามีการจะล่าสัตว์มีนายพรานเข้าไป ก็จะต้องเข้าไปใหม่ แม้จะเพิ่งออกมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่คลองลานประกาศ เป็นอุทยานฯ เมื่อปี 2525 เดิมข้างบนมีชาวเขาพวกม้ง กระเหรี่ยง&amp;nbsp; ลีซอ แต่อพยพลงมาตั้งแต่จัดตั้งที่นี่เป็นอุทยาน&amp;nbsp; &amp;nbsp; แม้จะไม่มีชาวบ้านอยู่&amp;nbsp; แต่เราก็ต้องเฝ้าระวัง ของทุกอุทยานทุกที่&amp;nbsp; เพราะ ในป่ามีทรัพยากรที่มีค่า คือ มีไม้สัก ไม้ประดูต่างๆ&amp;nbsp; คนบางกลุ่มคิดว่าทรัพยากรพวกนี้หาประโยชน์ได้ง่าย ไม่ต้องลงแรงปลูก หรือไปล่าสัตว์ก็ไม่ต้องลงทุนเลี้ยง&amp;nbsp; ถึงเวลาก็มาตัดไม้ มาหาสัตว์ป่า&amp;nbsp; แม้ที่คลองลาน คดีต่างๆแทบจะไม่มีเลย ปีละ 2รายเท่านั้น&amp;nbsp; แต่ก็ต้องมาดูแลตลอด&amp;nbsp; เพราะคงไม่สามารถปล่อยไว้ได้เลย ถ้าไม่มีกฎหมายไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลป่า&amp;nbsp; นโยบายไม่มี เจ้าหน้าที่อ่อนแอ เราคงไม่สามารถคุ้่มครองผืนป่าตะวันตก เพราะคลองลานก็เป็นส่วนหนึ่งเชื่อมต่อแม่วงก์ ห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่นเรศวร&amp;nbsp; ยาวตั้งแต่เมืองกาญจนบุรี เป็นป่าใหญ่พื้นที่ 7ล้านไร่ ทุกหน่วยทั้งคลองลาน แม่วงก์ ห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่ ก็จะมีหน่วยของตัวเอง แต่ละหน่วยก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี&amp;nbsp; หาวิธีที่ดีที่สุดในการดูแล ป่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ก็มีบ้างพวกแอบมาตัดไม้ แต่จับไม่ได้ ก็มีเพราะป่าเป็นแสนไร่ อย่างห้วยขาแข้งเป็นล้านไร่ เจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ 300-400 คน ยังไม่สามารถคุมตลอดแนวเขตได้ทั้งหมด เราจึงใช้วิธีหลายรูปแบบ ทั้งลาดตระเวณและป้องกัน และรณรงค์ประชาสัมพันธ์&amp;nbsp; เข้่าถึงชุมชน โรงเรียนต่างๆ และชูเรื่องการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งนำร่อง เพราะถ้ามีสัตว์ป่าก็เท่ากับเราคุ้มครองป่าไว้ได้&amp;nbsp; &amp;quot;หัวหน้าอุทยานคลองลานกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน ดร.รุ้งนภา เสริมว่า การรณรงค์ ที่ใช้เสือโคร่งเป็นจุดขาย เน้นเข้าถึงชุมชน และโรงเรียนต่างๆ ที่ติดกับชายขอบพื้นที่อุทยาน เนื่องพื้นที่ตะวันออกอุทยานใกล้แนวชุมชนทั้งหมด ส่วนทิศตะวันตก ก็ติดกับพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ โดยwwf และทางอุทยานได้ร่วมมือกัน ดำเนินการมา 8ปี&amp;nbsp; อย่างเด็กที่อบรมรุ่นแรกๆ อายุ10 ขวบ ตอนนี้โตอายุ17-18แล้ว&amp;nbsp; ก็มีความซึมซับเรื่องการอนุรักษ์&amp;nbsp; เราก็ให้เด็กๆที่ผ่านการอบรมและเข้าในเรื่องนี้ มาเป็นผู้นำการรณรงค์ อนุรักษ์ในชุมชน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งงานหลักๆของเรามี 3อย่าง คือ สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่การลาดตระเวณ&amp;nbsp; การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณ 3. ให้อุปกรณืเครื่องมือต่างๆ เช่น จีพีเอส ยูนิฟอร์ม เต๊นท์ ที่ใช้ในการลาดตระเวณ&amp;nbsp; เพราะเราเชื่อว่า ถ้าเจ้่าหน้าที่ได้รับการสนับสนุน การทำงานปกป้องดูแลป่าก็จะไปได้เร็วขึ้น รวมทั้งงานประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ กับเครือข่ายคนในชุมชน และการทำงานวิจัย 2ประเเด็นคือ&amp;nbsp; ผลจากการลาดตระเวณ ของเจ้าหน้าที่ และการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมการอนุรักษ์ ได้ผลหรือไม่&amp;nbsp; ซึ่งทั้งหมดนี้ ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรเสือ โคร่งอย่างไร เพราะถ้าเหยื่อของเสือเช่น เก้ง กวาง กระทิง ถ้ามีน้ำท่าสมบูรณ์ มีพืชผัก พวกมันก็อยู่ได้ เสือโคร่งก็อยู่ได้ จำนวนประชากรของเสือโคร่งจึงเป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์ของป่า&amp;nbsp; เราจึงเห็นความสำคัญความเข้มแข็งของการลาดตระเวณของเจ้าหน้าที่&amp;nbsp; &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธานี วงษ์นาค หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้วยขาแข้ง&amp;nbsp; ที่เดินทางมาเป็นวิทยากรอบรม เรื่องกฎหมายที่ใช้ในการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ กล่าวว่า ได้มาให้ความรู้ภาคทฤษฎี เรื่องขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมายในการจับกุม&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพราะเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณ คือ การทำหน้าที่เป็นเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน&amp;nbsp; ซึ่งต้องเข้าใจบทบาทตัวเอง&amp;nbsp; ภารกิจกาต้องการลาดตระเวณคือ ที่ปกป้องทรัพยกร&amp;nbsp; ภารกิจนี้ จำเป็นต้องรู้กฎหมาย เทคนิคทางกฎหมาย นอกเหนือจากการปฎิบัติเชิงยุทธวิธี การปิดล้อม การใช้อาวุธปืน การจัดวางกำลัง และการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยการทำงาน&amp;nbsp; จีพีเอส มาร์กพิกัด การอ่านแผนที่เข็มทิศในการเดินป่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสำคัญความรู้ทางกฎหมายเป็นเรื่องสำคัญมาก โดย ผอ.ธานี ชี้ว่า ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจะเป็นกลไกสำคัญ&amp;nbsp; ที่สามารถนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต้องรู้วิธีการจับว่าจับอย่างไรถึงอยู่ภายใต้กฎหมาย ดังนั้น หลักฐาน พยานต่างๆที่อยู่ในที่เกิดเหตุ จะต้องทำอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อเจอความผิดแล้วต้องทำอย่างไรต่อ และก่อนเจอความผิดเราจะทำอย่างไร วิธีการ ทำให้เราจำเป็นต้องรู้เรื่องกฎหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หัวหน้าเขตฯห้วยขาแข้งกล่าวอีกว่า&amp;nbsp; วิธีการทางกฎหมายของเราก็คือใช้การลาดตระเวณ&amp;nbsp; มันเหมือนการสืบสวนในพื้นที่เพื่อดูว่าเกิดเหตุอะไรมั๊ยในพื้นที่&amp;nbsp; ถ้าไม่มีเหตุระบบข้อมูลก็จะระบุว่าไม่มีเหตุ แต่ถ้าไปเจอร่องรอย ที่เป็นสัญญาณบอกว่าน่าจะมีเหตุผิดปกติ หรือมีการลักลอบเข้ามาในป่าเราก็ต้องพล็อตจุดไว้ แล้วมาดูว่าตรงนั้นมีปัจจัยหรือสิ่งของที่ใครอยากได้&amp;nbsp; ถ้าตรงนั้นมีไม้มีค่า มีต้นสักเยอะ ตรงนั้นชุดลาดตระเวณ ก็ต้องสแกน หัวหน้าอุทยานก็ต้องจัดกำลังเข้าไปตรวจสอบ เพิ่มความถี่เข้าไป ถือว่าเป็นพื้นที่ต้องดูเข้มข้น และถือว่าเป็นพื้นที่ต้องสงสัย&amp;nbsp; สิ่งที่เจ้าหน้าที่ลาดตระเวณต้องเรียนรู้คือ การนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้&amp;nbsp; ซึ่งต้องอาศัยพยานหลักฐาน มาสับสนุนการกระทำการกระทำผิดของเขา แต่บางอย่างพยานหลักฐานเชื่อมไปยาก&amp;nbsp; มันก็จะลำบาก&amp;nbsp; แต่บางครั้งเป็นการทำผิดซึ่งหน้า นาย ก. ตัดไม้ ล้มไม้&amp;nbsp; ชัดเจน จับนายก.ได้ทันที แต่ถ้าบางครั้งล้มแล้ว ไม่เจอตัวคนตัด เราจะทำอย่างไร ตามจับคนที่มาแแอบตัดอย่างไร นี่คือกระบวนการ ดังนั้น เราต้องมีนักสืบ เพื่อสืบสวนว่าใครทำอย่างไร มีพยานมั๊ย บทบาทของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ก็เหมือนตำรวจ เพียงแต่ว่าเราใช้อำนาจกฎหมาย&amp;nbsp; 4ฉบับ พรบ.ป่าไม้ 2584 พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 พรบ.อุทยานแห่งชาติ 2504 และพรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2535&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราทำหน้าที่เจ้าหน้าที่พิจารณาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา&amp;nbsp; &amp;nbsp; จับ ตรวจค้น&amp;nbsp; เมื่อจับแล้วต้องแจ้งสิทธิ์ให้เขาทราบ และทำตามขั้นตอนกม.ด้วยความชอบทางกม. ซึงต้องให้เจ้าหน้าที่ลาดตระเวณเรียนรู้เรื่องพวกนี้ไปด้วย เพราะเจ้าหน้าที่เป็นเด็กเข้ามาใหม่เยอะ &amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พ.ต.ท. บรรลือ มหศักดิ์ณรงค์ สารวัตรกองกำกับการปฎิบัติการพิเศษ กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธร ภาค 3 ครูผู้ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณป่าไม้ มา21ปี กล่าวว่า&amp;nbsp; การฝึกอบรม เวลา 7วัน เป็นการฝึกขั้นพื้นฐาน แต่ถ้าระดับผู้นำก็ประมาณ 5วัน อย่างแรก คือการอบรมยุทธวิธีการจับกุมผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นยุทธซิธีของตำรวจ การเช็คความพร้อมของร่างกายและจิตใจก่อนการทำงาน การสอนวิธีการเข้าจับกุม&amp;nbsp; ยิ่งถ้าเป็นหน่วยลาดตระเวณขนาดเล็ก ทำอย่างไรเจ้าหน้าที่ถึงจะปลอดภัย ก็จะสอนวิธีการตรวจ การประเมินสถานการณ์ การใช้อาวุธ&amp;nbsp; ซึ่งตามกฎหมายเจ้าหน้าที่จะชักอาวุธ ยิงก่อนไม่ได้ จะใช้ได้ต่อเมื่อ ผู้กระทำความผิดจะมีการใช้อาวุธแล้ว ตรงนี้ จะเป็นจุดอ่อนหากมีการดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้กระทำผิด ก็จะมีการสอนเจ้าหน้าที่ว่าควรทำอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดช่องโหว่ตรงนี้ ขณะเดียวกันก็จะทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณปลอดภัยไปด้วยในเวลาเดียวกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาด้านการฝึก พ.ต.ท.บรรลือ กล่าวว่า การฝึกถ้าบางคนเป็นทหารมาก่อนเป็นเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณจะง่ายหน่อย แต่ถ้าพื้นฐานมาจากชาวบ้านธรรมดาก็จะยากเรื่องการใช้อาวุธ&amp;nbsp; และถ้าเป็นพวกคนในพื้นที่ก็จะมีปัญหาการสื่อสารเรื่องภาษา ต้องมีคนอธิบายซ้ำ แต่ด้วยความเร่งด่วนของปัญหาป่า ทำให้ไมสามารถคัดกรองคนมาทำงานให้มีคุณสมบัติที่ตรงความต้องการได้มากนัก&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางคนเจอฝึกหนัก&amp;nbsp; ถอดใจ เดินหนีออกไปเลยก็มี แต่ส่วนมากตั้งใจฝึกมาก หลังการฝึกจะมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ชาวบ้านที่มาเป็นเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณมีระเบียบวินัยมากขึ้น มีทักษะในการทำงานเป็นทีมมากขึ้น&amp;nbsp; ที่สำคัญเวลาไปเจอสถานการณ์ จะรู้ว่าคนที่เป็นหัวหน้า รู้ว่าต้องดูแลคนในทีมอย่างไร และคนในทีมจะต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไร นับว่าเป็นส่วนช่วยความมั่นใจในการทำงานมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้อาวุธที่เป็นเรื่องสำคัญมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เจ้าหน้าที่ลาดตระเวณบางพื้นที่เจอนายพราน ที่บางที่อาจจะไม่สู้ แต่บางพื้นที่นายพรานมีอาวุธดีกว่าเจ้าหน้าที่ เจอแล้วสู้ เราก็ต้องหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสีย&amp;nbsp; โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้ชายแดน มีการใช้อาวุธสงครามร้ายแรงเพื่อล่าเสือ&amp;nbsp; &amp;nbsp;เราจึงต้องมีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เราให้ปลอดภัย และไม่ใช้อาวุธเกินกว่าเหตุ หรือการใช้อาวุธเราทำได้ในระดับไหน และการควบคุมสถานการณ์อย่างไร เป็นสิ่งที่จะต้องเรียนรู้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณ นายวันเฉลิม ห่วงสูงเย็น นายตฤษณุ คำศรี จากอุทยานแห่งชาติคลองลาน ที่ร่วมฝึกครั้งนี้ บอกว่าฝึกมา 6ครั้ง ไม่เบื่อและครั้งนี้ก็สมัครมาเอง ด้วยเหตุผลต้องการทบทวน ได้ความรู้เพิ่มแน่นอน ถ้าได้ฝึกบ่อยๆ จะทำให้รู้สึกว่าการเข้าจับกุมแต่ละครั้งมีความมั่นใจขึ้น&amp;nbsp; เพราะถ้าไม่ได้ทบทวนก็อาจจะลืมวิธีปฎิบัติไปบ้าง ฝึกเทคนิคการลาดตระเวณเช่นจีพีเอส ถ้าไม่ค่อยได้ใช้ก็จะลืม&amp;nbsp; หรือการจดข้อมูล แต่ก่อนไม่ค่อยได้ฝึก เวลาจับกุมก็ไม่ค่อยรู้อะไร แต่ก่อนเคยเข้าดื้อๆ แต่การฝึกทำให้เรารู้การวางทีม เราควรจะอยู่ตรงไหน อยู่ในที่กำบัง ไม่บุ่มบ่ามเข้าไป หรือไม่ควรไปแสดงตัวก่อน เพื่อความปลอดภัยตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ลาดตระเวณอีกคน นายตฤษณุ คำศรี&amp;nbsp; จากอุทยานแห่งชาติแม่วงก์&amp;nbsp; &amp;nbsp;มาฝึก 6ครั้งแล้วเช่นกัน จุดประสงค์หลักๆ ก็คือ เพื่อเพิ่มความชำนาญและเสริมสร้างความมั่นใจในการทำงาน เพราะที่แม่วงก์จะมีการจับกุมบ่อยกว่าที่คลองลาน&amp;nbsp; เพราะป่าแม่วงก์จะติดชุมชนมากกว่า ทำให้มีนายพรานเยอะกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราจะได้ทักษะการใช้อาวุธด้วยครับ ถ้าเจอพรานเราต้องประเมินสถานการณ์ว่า เขามีอาวุธร้ายแรงหรือเปล่า และถ้าคนเราไปน้อยกว่า เราจะเสี่ยงมั๊ย และควรดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งการฝึกตรงนี้จะรักษาได้ทั้งทรัพยากและรักษาชีวิตของเรา&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เลิศ เอื้อทวีผล ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมที่5 (ตาก)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุระชัยโภคะมณี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติคลองลาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธานี วงษ์นาค หัวหน้าเขตรักษาพันุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20361</URL_LINK>
                <HASHTAG>smart patrol, wwf-ประเทศไทย, ธานี วงษ์นาค หัวหน้าเขตรักษาพันุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง, บีกริม, ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ลาดตระเวณป่า, รุ้งนภา พูลจำปา, สุระชัยโภคะมณี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติคลองลาน, อุทยานแห่งชาติคลองลาน แม่วงก์, เพื่อนผู้พิทักษ์ป่า, เลิศ เอื้อทวีผล ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกอบรมที่5 (ตาก)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181021/image_big_5bcbdf34ed9dc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
