<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>52417</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/12/2019 20:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ดรัมเซอร์เคิล”...จังหวะตีกลอง  ตัวช่วยเด็กรับมือความเครียด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 0.0001pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; คงไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการที่เรารู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง เพราะเมื่อไรที่เรารู้เท่าทันความรู้สึกและความต้องการของตัวเองนั้น ย่อมทำให้เราสามารถหาทางออกในชีวิตได้ ไม่ว่ากำลังจะประสบปัญหาหรือทางตันในชีวิตด้านไหนก็ตามแต่ โดยการตีกลองเพื่อสะท้อนระดับอารมณ์อย่าง &amp;ldquo;ดรัมเซอร์เคิล (Drum Circle)...จังหวะแห่งความเข้าใจ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.เบิ้ม-นริศ มณีขาว วิทยากรผู้ให้คำปรึกษา Certificate Drum Circle &amp;amp; Drum Healing เป็นผู้ถ่ายทอดความองค์ความรู้เกี่ยวกับรู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง เพื่อนำไปสู่แรงบันดาลใจในการรับมือกับปัญหาหรือสิ่งที่เกิดขึ้น จากจังหวะเสียงตีกลองของแต่ละคน ที่สำคัญหลักการในผู้ใหญ่ดังกล่าวสามารถนำไปปรับใช้กับเด็กและเยาวชน ที่ปัจจุบันมีประสบปัญหาความเครียด ทั้งเรื่องของการเรียน การทำกิจกรรมที่อัดแน่นจนเทียบไม่มีเวลากระดิกตัว ที่สำคัญกิจกรรมนี้ไม่เพียงทำให้ผู้ฝึกเข้าใจตัวเอง แต่ยังทำให้เข้าใจคนรอบข้างได้เป็นอย่างดีเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; กิจกรรม &amp;ldquo;ดรัมเซอร์เคิล&amp;rdquo; เริ่มจากการที่ อ.นริศ ให้ผู้ฝึกเริ่มต้นสำรวจสัญญาณเตือนจากร่างกาย โดยการยืนเป็นวงกลม พร้อมกับก้าวเท้าออกมาด้านหน้า 2 ก้าว ตามด้วยการสำรวจเรื่องที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดี หรือเป็นสิ่งที่กระทบจิตใจของคุณ (คิดในใจ) จากนั้นให้ฝึกลองสำรวจตัวเองว่า เวลาที่เราคิดถึงเรื่องที่ไม่สบายใจนั้น ผู้ฝึกรู้สึกอย่าง เช่น ใจเต้นแรง, อึดอัด, ตึงเครียด, ไม่สบายใจ, ขนลุก, ร้อนเย็น จากนั้นให้ผู้ฝึกก้าวเท้ากลับไปยืนในจุดเดิม ทั้งนี้หากผู้ฝึกมีอาการที่กล่าวมาข้างต้นนั้น นับถือเป็นความเครียดอย่างหนึ่ง และนั่นจะทำให้ร่างกายบอกกับตัวเราเองว่า ร่างกายของเราไม่ปลอดภัยจากภาวะตึงเครียด จากเรื่องราวต่างๆ ที่เราได้รับ อีกทั้งภาวะหดเกร็ง เครียด ที่กล่าวมาข้างต้น ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ร่างกายของเราทำขึ้นเพื่อป้องกันตัวเอง และเมื่อบรรยากาศเข้าสู่ความปลอดภัย ร่างกายก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากที่ฝึกการเรียนรู้สัญญาณเตือนของร่างกายแบบอัตโนมัติเกี่ยวกับความเครียดที่มนุษย์ได้รับแล้ว เข้าสู่ขั้นตอนของการตีกลองสะท้อนอารมณ์ &amp;ldquo;ดรัมเซอร์เคิล&amp;rdquo; เพื่อนำไปสู่การรู้เท่าทันตัวเอง และเป็นไอเดียในการแก้ไขสาเหตุของปัญหาหรือความเครียดได้ในที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.นริศ บอกว่า &amp;ldquo;สำหรับหลักของการตีกลอง ดังกล่าวนั้น ประกอบด้วย 5 ข้อ 1.ให้จังหวะกลองที่ตีเป็นผู้นำตัวคุณ 2.แสดงความรู้สึกของตัวเองออกมาในขณะที่ตีกลอง ซึ่งไม่มีสิ่งถูกผิด 3.ตีกลองออกมาในเชิงของความสร้างสรรค์ 4.เสียงกลองของแต่ละคนนั้นจะแตกต่างกัน หรือหนักเบาต่างกัน ตามปัญหาหรือผลกระทบที่ได้รับ 5.ความรู้สึกปล่อยวางหลังตีกลองสะท้อนอารมณ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วน &amp;ldquo;วิธีของการตีกลอง เริ่มจาก 1.ผู้ฝึกนำกลองมากอดไว้ที่หัวใจ พร้อมกับใช้มืออีกอย่างตีกลอง โดยคิดถึงเรื่องที่ทำให้รู้สึกเครียดและไม่สบายใจ หรืองานมีปัญหา (ความรู้สึกภายในใจจะสะท้อนออกมาผ่านเสียงกลอง ที่รัวหนักเบาแตกต่างกันในแต่ละคน) 2.ให้ผู้ฝึกหามุมตีกลองที่ตัวเองถนัด (แยกกันตีในมุมของตัวเอง) เพื่อสะท้อนอารมณ์หรือทำให้ฝึกได้ระบาย 3.ให้ผู้ฝึกเดินเข้าไปหากระดาษ 2 สี ตามคำบอกของครูผู้ฝึก ทั้งนี้ &amp;ldquo;กระดาษสีแดง&amp;rdquo; สะท้อน เช่น ประทับใจ, รำคาญ, สนุกสนาน, ร้อน, หนาว, เครียด, ปวดร้าว เป็นต้น ส่วน &amp;ldquo;กระดาษสีเหลือง&amp;rdquo; สะท้อนความต้องการ เช่น ต้องการความเข้าใจ, ต้องการการยอมรับ, ต้องการความสุข, ต้องการความสุข 4.ให้ผู้ฝึกเดินตีกลองไปหยิบกระดาษสีแดงก่อน เพื่อให้ผู้ฝึกรู้ความต้องการหรือรู้อารมณ์ของตัวเอง และตามด้วยกระดาษสีเหลือง ซึ่งถือเป็นจุดไคลแม็กซ์ที่จะทำให้ผู้ฝึกตีกลองนั้นมองเห็นทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต ว่าอันที่จริงแล้วเราต้องการอะไรกันแน่ เพื่อกลับไปแก้ไขสิ่งที่เป็นให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ปัญหาเกิดการคลี่คลายไปในทางที่ดี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ประโยชน์ของการ &amp;ldquo;ดรัมเซอร์เคิล&amp;rdquo; มีอยู่ค่อนข้างหลากหลาย เพราะเสียงดนตรีนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยบำบัดความเครียดได้ เพราะในร่างกายของมนุษย์ล้วนเต็มไปด้วยจังหวะ ตั้งแต่การหายใจ การเต้นของหัวใจ หรือแม้แต่การทำงานของสมองที่ต้องทำอย่างเป็นจังหวะ ที่สำคัญยังมีการงานวิจัยในอังกฤษที่ออกมาระบุว่า การตีกลองสัปดาห์ละ 90 นาที รวม 10 สัปดาห์ จะช่วยลดความเศร้าลงได้ นอกจากนี้หากผู้ฝึกอยู่ในวัยทำงาน ก็จะช่วยลดอาการหมดไฟในการทำงานลงได้ ส่วนการฝึกในเด็กและวัยรุ่นนั้น ก็จะช่วยลดความโกรธและเครียดจากการเรียนการใช้ชีวิตได้ โดยสรุปแล้วหลักการของการตีกลอง หรือ &amp;ldquo;ดรัมเซอร์เคิล&amp;rdquo; คือการค้นหาความรู้สึก และความต้องการของเรา ว่าแท้จริงแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตของมนุษย์เรานั้นคืออะไร และจะแก้ไขอย่างไร โดยการอ่านข้อความที่อยู่ในกระดาษทั้ง 2 สีประกอบ เพื่อเป็นไกด์ไลน์ของการหาทางออกร่วมกันนั่นเอง&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;--------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เด็กและเยาวชนเรียนรู้ดรัมเซอร์เคิล...ได้อะไร??&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.นริศ บอกว่า &amp;ldquo;คำถามที่ว่าการตีกลองสามารถนำไปใช้กับเด็กได้อย่างไร สำหรับเด็กข้อดีคือว่ามันตอบโจทย์คือความสนุกสนาน ดังนั้นการตีกลองดรัมเซอร์เคิลก็เท่ากับเป็นการให้เด็กมีโอกาสเล่นกลอง ซึ่งเด็กก็จะทำให้สนุกสนานและเฮฮา แต่โดยรวมแล้วดรัมเซอร์เคิลตอบโจทย์เด็กและเยาวชนได้อย่างไรนั้น มันจะช่วยให้เขาลดความตึงเครียด เพราะเด็กยุคใหม่เรียนหนัก และมีกิจกรรมต่างๆ เช่น ว่ายน้ำ ตีเทนนิส แตะฟุตบอล และต้องไปเรียนพิเศษอีก โดยเฉพาะเด็กที่อาศัยอยู่ในเมือง ดังนั้นนอกจากการเล่นกีฬาแล้ว การตีกลองก็เป็นอีกการสร้างความผ่อนคลายให้กับเด็กได้อีกวิธีหนึ่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับตัวอย่างกิจกรรมในวันนี้ เราดีไซน์ขึ้นมาสำหรับผู้ใหญ่ แต่จากประสบการณ์ที่เคยเห็นนั้น มีการใช้ในเด็กและเยาวชน เช่น กรณีที่เด็กรู้สึกไม่สบายใจ อึดอัด และต้องการเวลาพักผ่อน แต่เราอาจจะต้องหาเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับเด็กให้มากขึ้น หรือดีไซน์ให้เหมาะสมกับเด็ก เช่น ทำการ์ดรูปภาพ เพื่อสื่อถึงอารมณ์และความต้องการของเด็ก เพื่อให้เด็กดูแล้วสื่อความหมาย เป็นต้น เพราะถ้าเด็กดูรูปภาพการ์ดที่ผู้ใหญ่ทำขึ้น เด็กก็จะเข้าใจและสื่อสารอารมณ์ของตัวเองออกมาได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเด็กบางคนจะสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูด แต่จะสะท้อนผ่านการหยิบการ์ดรูปภาพขึ้นมา (เปลี่ยนจากตัวอักษรบนกระดาษ เป็นวาดภาพรูปการ์ตูน เพื่อสื่ออารมณ์และความต้องการของเด็ก) สำหรับประโยชน์ที่เด็กจะได้รับ คือการที่เขาจะรู้อารมณ์ และความรู้สึกของตัวเองได้ เพราะถ้าเขารู้ว่าถ้าเขารู้สึกแบบนี้ มันจะทำให้เด็กรู้ว่าคำพูดหรือความต้องการที่แท้จริงมันคืออะไร เขาก็จะดูแลอารมณ์และความต้องการของตัวเองได้มากยิ่งขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่น เวลาที่เด็กไปซื้อของกับพ่อแม่ ถ้าเด็กรู้ความต้องการของเขาเอง คือหมายความว่าเด็กชอบอะไรที่สวยๆ มีสีสัน ฉะนั้นการเลือกซื้อของก็จะตรงจุด หรือได้ของเล่นที่ถูกใจเด็ก ส่วนการเรียนก็เช่นกัน แต่อย่างน้อยที่สุด คือครอบครัวสามารถใช้กิจกรรม &amp;ldquo;ดรัมเซอร์เคิล&amp;rdquo; เพื่อให้ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ผมคิดว่าพ่อแม่ควรให้ทางเลือกเด็ก และให้เด็กเลือกทำ แทนที่พ่อแม่จะเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับเขา เนื่องจากบางครั้งพ่อแม่สนใจเรื่องดรัมเซอร์เคิลก็จะบังคับให้ลูกทำ ประกอบกับเด็กมีกิจกรรมมากมาย มันจะกลายเป็นว่าทำให้เด็กไม่ได้มีทางเลือกด้วยตัวเขาเอง เพราะการให้เขามีทางเลือก ในการที่ผู้ใหญ่เสนอทางเลือกนี้ไป และลูกๆ ตอบรับ นั่นแปลว่าเขาอยากเรียนรู้เรื่องของ &amp;ldquo;ดรัมเซอร์เคิล&amp;rdquo; ก็จะทำให้การฝึกฝนนั้นเป็นไปแบบมีความสุข แต่ถ้าเป็นการให้ที่เป็นคำสั่งของพ่อแม่ เด็กก็จะไม่มีความสุข ตรงกันข้ามถ้าเด็กได้เลือกทำอะไรที่เขาชอบ ก็จะทำให้เด็กมีความสุขทางใจมากกว่า พูดง่ายๆ ว่าถามลูกก่อนว่าชอบวิธีนี้หรือไม่ หรือให้เด็กลองดู ถ้าลูกไม่ชอบก็ไม่ต้องบังคับ แต่ถ้าชอบก็สนับสนุนเขาต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อ.นริศ กล่าวเสริมว่า &amp;ldquo;สำหรับประโยชน์ที่เราเจอในผู้ใหญ่ คือทำให้ผู้ใหญ่รู้ว่าเขาต้องการอะไร และจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างไร ส่วนในเด็กเล็กและเยาวชนนั้น ก็ทำให้เขารู้ว่าเขาต้องการอะไรเช่นกัน เพราะด้วยวัยที่ยังเด็กมากเกินไป จึงทำให้ไม่รู้ความต้องการของตัวเอง รวมถึงยังทำให้เด็กมองเห็นอาชีพที่อิสระ มั่นคง เมื่อเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นถ้าเขาได้ฝึกจากความสนใจจริงๆ ก็จะทำให้เขาได้เรียนรู้คีย์เวิร์ดตรงนี้ และทำให้เขาสามารถไปค้นหาอาชีพที่เขารักได้เมื่อโตขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:.0001pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับระยะเวลาในการฝึก กรณีที่ถ้าเด็กสนใจ ต้องบอกว่าเนื่องการเล่นดนตรีใช้เวลาเท่าไร มันก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของเด็ก พูดง่ายๆ ระยะเวลาการฝึกที่เห็นผลนั้นขึ้นอยู่กับตัวเด็กแต่ละคน เพราะสิ่งสำคัญคือเมื่อทำแล้ว เด็กรู้สึกแฮปปี้และสบายใจ อีกทั้งมีทัศนคติที่ดีกับเด็กอื่นๆ แต่ถ้าเขาสนใจจริงๆ เขาก็จะนำไปต่อยอดในเรื่องต่างๆ เอง หากว่าเขาเลือกแล้ว เด็กก็จะทำให้ด้วยความมุ่งมั่น และหันมาสนใจจริง ส่วนกิจกรรม &amp;ldquo;ดรัมเซอร์เคิล&amp;rdquo; นั้น ไม่จำเป็นเข้าคอร์สเรียน เพราะถ้าสนใจจริงๆ ในยูทูบก็จะมีการสอน หรือการโชว์ให้ดูในสื่อออนไลน์ ผู้ปกครองสามารถนำมาพลิกแพลงใช้ เพื่อให้เด็กรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเองได้เช่นกันครับ&amp;rdquo;.&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52417</URL_LINK>
                <HASHTAG>excitekids, excitethaipost, X-CITE, ดรัมเซอร์เคิล, “ดรัมเซอร์เคิล”...จังหวะตีกลอง  ตัวช่วยเด็กรับมือความเครียด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191213/image_big_5df3790f4b115.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49334</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/11/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/11/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ภาษา..สิ่งดีๆที่ต้องตั้งคำถาม?!?  เด็กไทยขาดราก..ชาติไม่พัฒนา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin: 0cm -90pt 10pt 0cm;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นเรื่องน่าขบคิดสำหรับเด็กนักเรียนไทยที่เข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติ ส่วนหนึ่งทำให้การใช้ภาษาไทยที่เป็นภาษาแม่ของเราไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งการอ่าน การเขียน หรือการที่เด็กสมัยใหม่พูดภาษาไทยคำ อังกฤษคำ เป็นต้น ส่วนหนึ่งเพราะโรงเรียนนานาชาติสอนวิชาภาษาไทย 1-2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ภาษาที่เป็นรากเหง้าของเราอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อจบออกมาแล้ว เด็กหลายคนเปลี่ยนแผนที่จะทำงานราชการในบ้านเรา ทำให้ต้องติดต่อสื่อสารและประสานงานด้วยภาษาไทย ทั้งการอ่านคิดและพูด แต่ถ้าไม่เข้าใจภาษาแม่ รวมถึงวัฒนธรรมของเรานั้น อาจทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปด้วยความยากลำบาก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นั่นจึงทำให้เกิดการอบรมครู กทม.อย่าง &amp;ldquo;โครงการโรงเรียนไทยสู่ความเป็นเลิศ&amp;rdquo; ของ &amp;ldquo;มูลนิธิชิน โสภณพนิช&amp;rdquo; ได้เกิดขึ้นเมื่อ 16 ปีที่แล้ว และปัจจุบันได้อบรมครูในสังกัด กทม.ไปแล้วทั้งสิ้น 77 คน รวมถึงคุณครูในโรงเรียนเอกชนอีก 7 ราย ซึ่งวัตถุประสงค์ของโครงการอบรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อให้ความรู้คุณครูในสังกัด กทม.เพื่อเน้นเรื่องของการสอนเป็น เพื่อเด็กนักเรียนมีความสุขเวลาที่มาโรงเรียน อยากเรียนต่อในระบบ อีกทั้งเพื่อให้การเรียนการสอนของโรงเรียนในสังกัด กทม.ไม่แตกต่างจากโรงเรียนอินเตอร์ ที่เน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน ผ่าน 4 ทักษะสำคัญที่คุณครูพึงมี &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เริ่มจากทักษะที่ 1.การจัดสภาพสิ่งแวดล้อมในห้องเรียน 2.การเข้าใจความแตกต่างของเด็กแต่ละคนของครู อีกทั้งส่งเสริมเรื่องความสัมพันธ์เชิงบวก 3.การอบรมเกี่ยวกับการหากิจกรรม หรือเทคนิคเล็กน้อย เพื่อกระตุ้นความโดดเด่นให้กับเด็กๆ แต่ละคน เพื่อให้เด็กเกิดความมั่นใจและกล้าแสดงออก 4.เพื่อให้คุณครูดึงศักยภาพของเด็กแต่ละคนออกมา โดยคุณครูสังกัด กทม.ที่สนใจเข้าร่วมอบรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 7 วัน โดยคุณครูที่เข้าอบรมสอนในระดับชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 (อบรมปีละ 2 ครั้งช่วงปิดเทอม) อีกทั้งติดตามผลหลังจากอบรมเป็นเวลา 6 เดือน ทั้งนี้เพื่อผู้ปกครองส่งลูกหลานมาเรียนโรงเรียนไทยก่อนเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนที่สอนภาษาต่างชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช กรรมการอำนวยการของ &amp;ldquo;มูลนิธิชิน โสภณพนิช&amp;rdquo; บอกว่า &amp;ldquo;การระบาดของโรงเรียนนานาชาติในปัจจุบัน ประกอบกับการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยของโรงเรียนอินเตอร์สัปดาห์ละ 1-2 ชั่วโมง ทำให้เด็กไทยอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ หรือพูดคำไทย อังกฤษคำ ทำให้ต้องไปเรียนพิเศษวิชาภาษาไทย จึงรู้สึกเป็นห่วงว่าเด็กไทยจะลืมความเป็นไทย ตลอดจนวัฒนธรรมที่เป็นรากเหง้าของเรา และสร้างความตระหนักให้กับผู้ปกครองที่ส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติ หันกลับมามองอนาคตของเด็กยุคใหม่ โดยเฉพาะเมื่อเรียนจบกลับมาจากต่างประเทศแล้ว เด็กหลายคนจำเป็นต้องทำงานที่เกี่ยวกับแวดวงราชการในบ้านเรา หรือทำงานเป็นผู้นำในระดับประเทศด้านต่างๆ ดังนั้นถ้าเราไม่เข้าใจภาษา วัฒนธรรมและประเพณีของไทย ซึ่งเป็นรากเหง้าของตัวเอง ก็จะไม่เข้าใจประเทศไทยที่ถือได้ว่ามีเสน่ห์และเอกลักษณ์ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;ถ้าเราไม่เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมไทย ก็จะทำให้เด็กไทยลืมเลือนในเรื่องนี้ เพราะปัจจุบันทุกคนให้ความสนใจกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ไอเอ หรือปัญญาประดิษฐ์ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กยุคใหม่จะเปิดรับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ แต่ว่าต้องเข้าใจทุกอย่างที่เป็นประเทศไทยก่อน เพื่อรักษารากฐานที่ดีของเราเอาไว้ หรือให้เด็กไทยหาจุดยืนของตัวเองให้เจอ นั่นคือเรื่องของภาษาไทย เพราะอย่าลืมว่าถ้าคุณเป็นคนไทย แต่คุณไม่รู้ภาษาไทย คุณจะก็จะไม่รู้ประวัติความเป็นมาของคนไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับการอบรมครู กทม.อย่าง &amp;ldquo;โครงการโรงเรียนไทยสู่ความเป็นเลิศ&amp;rdquo; เกิดขึ้นในปี 2546 เพื่อช่วยอบรมคุณครูให้สอนเป็นผ่าน 4 ทักษะที่กล่าวไว้ข้างต้น โดยเปิดอบรมให้กับคุณครูใน 3 กลุ่ม คือ คุณครูที่สอนระดับชั้นอนุบาล และกลุ่มที่ 2 คือเด็ก ป.1-3 และกลุ่มที่ 3 คือเด็ก ป.4-6 ซึ่งหลังจากอบรม 7 วันแล้ว เราก็จะติดตามผลโดยการลงพื้นที่ โดยให้ครูที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝึกอบรมครูของมูลนิธิลงพื้นที่ไปกับคุณครูที่มาอบรมเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อปรับสภาพห้องเรียนในโรงเรียนให้มีมุมต่างๆ เช่น มุมวิทยาศาสตร์ มุมศิลปะ หรือแม้แต่การติดคะแนนความดี โดยการให้ดาวที่บอร์ดสำหรับนักเรียนที่ทำความดีทุกคน ไม่ใช่แค่คนที่เก่งในด้านต่างๆ ในระดับ 1 2 3 เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจและภูมิใจให้กับเด็ก สิ่งเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้น เนื่องจากคุณครูมาอบรมกับเรา กระทั่งเมื่อครบ 6 เดือน เราก็จะมีการมอบใบประกาศนียบัตรให้กับครูที่เข้ารับการอบรม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งนี้กิจกรรมที่เราจัดต่อเนื่องมาตลอด 16 ปีนั้น เนื่องจากเราเป็นห่วงว่าผู้ปกครองไทยจะส่งบุตรหลานไปโรงเรียนนานาชาติกันหมด เราจึงพัฒนาระบบครูไทยภายใต้สังกัด กทม. หรือแม้แต่ครูในโรงเรียนเอกชนที่สนใจที่เข้าร่วมการอบรม เพื่อให้ครูสอนเป็น และทำให้เด็กในช่วงวัย 6-9 ปี ซึ่งเป็นวัยแห่งการเรียนรู้และจดจำนั้น มีความสุขในการเรียน กล้าแสดงออก อีกทั้งรู้จุดดีจุดด้อยในตัวเอง นั่นจะทำให้เด็กรู้จักศักยภาพของตัวเอง ที่สำคัญยังสร้างความตระหนักให้กับผู้ปกครองยุคใหม่ส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนในโรงเรียนไทย ก่อนที่จะไปศึกษาต่อในโรงเรียนที่สอนภาษาต่างชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กไทยลืมเลือนภาษาไทย และรากเหง้าความเป็นเป็นไทย อีกทั้งเมื่อเรามีพื้นฐานด้านภาษาไทยที่ดี มีความสุขจากการเรียนการสอนที่กระตุ้นให้เด็กภูมิใจ และเห็นคุณค่าในตัวเอง ทำให้เด็กกล้าพูด กล้าคิด กล้าตัดสินใจ และไม่ท่องจำคำศัพท์ในรูปแบบของชายด์เซ็นเตอร์ในโรงเรียนไทย หรือให้เด็กเป็นศูนย์กลาง เช่นเดียวกับโรงเรียนนานาชาติแล้ว ก็จะทำให้ภาษาอังกฤษของเด็กดีขึ้นตามธรรมชาติของเขา เพราะในระบบการเรียนปัจจุบันนั้นมีการสอนภาษาอังกฤษอยู่แล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คุณหญิงชดช้อย บอกอีกว่า &amp;ldquo;หลายคนที่ตั้งคำถามว่าการจัดอบรมคุณครูดังกล่าวจะให้ผลดีและเป็นไปในทางที่ดีทันทีหรือไม่ ตรงนี้จำเป็นต้องดูระยะยาว แต่สังเกตง่ายๆ ว่าเมื่อครูที่ได้รับการอบรมจากเราเป็นเวลา 6 เดือน เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงก่อน เช่น การที่ครูลดระดับเสียงขณะสอนเด็กในห้องเรียน ซึ่งเมื่อครูเสียงดังน้อยลง ความเครียดของครูก็จะลดน้อยลงไปด้วย และทำให้เด็กเริ่มสงบมากขึ้น จากนั้นครูจะเริ่มสื่อสารกับเด็กในรูปแบบของการใช้สัญญาณมือ ซึ่งนั่นจะทำให้เด็กเริ่มคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้เด็กรู้จักที่อยู่ด้วยกันแบบเคารพกฎกติกาต่างๆ ที่เกิดขึ้น &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ทั้งนี้คิดว่าการอบรมครูผ่าน &amp;ldquo;โครงการโรงเรียนไทยสู่ความเป็นเลิศ&amp;rdquo; นั้นค่อนข้างได้ผลดี เพราะที่ผ่านมามี ผอ.โรงเรียนที่มาอบรมและจบไปแล้ว 1 กลุ่ม ให้ความร่วมมือโดยการให้คุณครูในโรงเรียนของตัวเองมาอบรม หรือเมื่อย้ายไปดำรงตำแหน่ง ผอ.โรงเรียนอื่น ก็แนะนำให้คุณครูเข้ามาอบรมเช่นเดียวกัน ส่วนในอนาคตนั้น นอกจากการที่เราอบรมครูในสังกัด กทม.แล้ว ก็อยากเข้าไปอบรมทักษะทั้ง 4 ด้าน ให้กับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่จะต้องจบไปเป็นครูหรือสอนเด็ก ซึ่งตรงนี้จะเป็นการเพิ่มจำนวนครูที่มีความรู้ความสามารถทั้ง 4 ด้าน หรือเป็นครูอาจารย์ที่สอนเด็กเป็น ที่สำคัญให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ค่ะ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ด้าน ผอ.แบ๋ม-กตัญชลี ชินสมบูรณ์ ผู้อำนวยการโครงการโรงเรียนไทยสู่ความเป็นเลิศ บอกว่า &amp;ldquo;การที่ครูสอนเป็น หรือมีทักษะ 4 ประการจากการเข้ารับการอบรมโครงการโรงเรียนไทยสู่ความเป็นเลิศ และนำไปปรับใช้ในการเรียนการสอนนั้น ครูจะมีทัศนคติที่ดีต่อตัวเอง จากเดิมที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าเด็กในโรงเรียนสังกัด กทม.นั้น เด็กมักจะมาจากความหลากหลาย ซึ่งบางคนอาจจะไม่พร้อม ประกอบกับครูก็มักจะมองว่าอาชีพของตัวเองเหนื่อย แต่ทักษะทั้ง 4 ด้านนี้จะทำให้ครูสามารถจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และทำให้เด็กอยากมาเรียนหนังสือมากขึ้น อีกทั้งคุณครูเองก็มีกำลังใจ เห็นคุณค่าในตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้ทัศนคติของครูเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น อีกทั้งเราจะสังเกตได้ว่าแววตาของเด็กนั้น เมื่ออยู่ในการเรียนการสอนดังกล่าว เขาจะอยากร่วมกิจกรรมมากขึ้น หรือกล้ายกมือตอบคำถาม ทั้งที่ก่อนหน้านี้เด็กมักจะนิ่งเงียบเมื่อครูถาม อีกทั้งคุณครูที่ผ่านการอบรมนั้นจะไม่ตำหนิเวลาที่เด็กตอบคำถาม ตรงกันข้ามครูจะฟังคำตอบจากความคิดเห็นของเด็ก และค่อยๆ หาวิธีตะล่อมคำตอบที่ถูกต้องและดีให้กับเด็ก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:-90.0pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สำหรับหนึ่งในเทคนิคของการสร้างความกล้าแสดงออก และการรู้จักที่ให้เด็กคิดเองนั้น จากการอบรม &amp;ldquo;โครงการโรงเรียนไทยสู่ความเป็นเลิศ&amp;rdquo; เราจะใช้วิธีของการเขียนชื่อเด็กใส่ไว้ในไม้ไอศกรีม จากนั้นให้สุ่มจับชื่อเด็ก ตรงนี้จะทำให้เด็กที่ไม่ค่อยกล้าตอบคำถาม ได้มีโอกาสตอบคำถามมากขึ้น ซึ่งจะช่วยฝึกการกล้าถามและกล้าตอบ อีกทั้งฝึกการคิด ที่สำคัญเมื่อเด็กตอบคำถามได้ดี คุณครูควรกล่าวชื่นชม เพื่อให้เด็กรู้สึกมั่นใจในการตอบคำถามครั้งต่อไป ซึ่งตรงนี้เป็นเทคนิคที่สามารถนำไปใช้กับคุณครูในโรงเรียนได้เช่นกัน เพราะอย่าลืมว่าคนทุกเพศทุกวัย เมื่อเราทำความดีและได้รับคำชื่นชม ตรงนี้จะเป็นกำลังใจ ทำให้เรารู้สึกเห็นคุณค่าในตัวเองค่ะ ซึ่งนั่นจะทำให้บรรยากาศการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีความสุข เพราะถ้าเด็กมีความสุข ครูผู้สอนก็จะมีความมั่นใจและภูมิใจในตัวเองเช่นกัน&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49334</URL_LINK>
                <HASHTAG>excitethaipost, X-CITE, ภาษา..สิ่งดีๆที่ต้องตั้งคำถาม?!?  เด็กไทยขาดราก..ชาติไม่พัฒนา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191101/image_big_5dbc2cfed209c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>245</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2026 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/12/2017 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;10 ปีสภาองค์กรชุมชน&#039; น้อมนำศาสตร์พระราชา เดินหน้าปฎิรูปประเทศไทย...!!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ในจำนวนร่าง พ.ร.บ.ที่ภาคประชาชนมีส่วนในการร่างและผลักดัน จนเกิดผลเป็นรูปธรรมต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้มีอยู่ไม่กี่ฉบับ และหนึ่งในนั้นก็คือ &amp;lsquo;พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551&amp;rsquo; ที่ส่งผลให้เกิดการจัดตั้ง &amp;lsquo;สภาองค์กรชุมชนตำบล&amp;rsquo; ขึ้นมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6,000 ตำบลทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หลายคนคงจะสงสัยว่า &amp;ldquo;สภาองค์กรชุมชนตำบลคืออะไร ? มีบทบาทหน้าที่อย่างไร ?&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอบให้สั้นและกระชับก็คือ &amp;ldquo;สภาองค์กรชุมชนฯ คือ เวทีประชุมของสมาชิกในตำบล เพื่อนำปัญหาหรือแนวทางการพัฒนาในตำบลมาประชุมร่วมกัน เพื่อปรึกษาหารือ เสนอความเห็น เสนอแนะปัญหา เสนอแนวทางแก้ไข หรือแนวทางการพัฒนาในท้องถิ่น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อที่ประชุมได้แนวทางในการแก้ไขปัญหาหรือแนวทางการพัฒนาชุมชนแล้ว เรื่องใดที่สามารถดำเนินการได้เอง สภาองค์กรชุมชนฯ และสมาชิกก็สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที แต่หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่างๆ สภาองค์กรชุมชนตำบลสามารถนำไปเสนอแนะการแก้ไขปัญหาและแนวทางการพัฒนาต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในที่ประชุมระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบล ยังสามารถเสนอแนะต่อผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับปัญหาและแนวทางแก้ไข หรือความต้องการของประชาชน ในเรื่องการจัดทำบริการสาธารณะและการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม...!!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จะเห็นได้ว่า สภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีหรือเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นด้วยตัวเอง โดยยึดหลักการประชาธิปไตยจากฐานรากที่แท้จริง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ประชาชนมีสิทธิ์ออกไปหย่อนบัตรลงคะแนนเสียงเพียงอย่างเดียว !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังตัวอย่างของสภาองค์กรชุมชนตำบลบ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ที่ใช้เวทีสภาฯ ขับเคลื่อนและต่อสู้จนสามารถทวงคืนผืนป่าสาธารณะห้วยเม็กจากบริษัทเครื่องดื่มผสมเคเฟอีนชื่อดังที่งุบงิบทำเรื่องขอเช่าที่ดินสาธารณะโดยไม่ถูกต้อง จนกลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศเมื่อไม่นานมานี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 มาตรา 32 ระบุว่า &amp;ldquo;ให้ที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลดำเนินการเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้.....&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(3) สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบ และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย้อนรอยร่าง พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนฯ ฉบับประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุวัฒน์ คงแป้น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; ซึ่งมีส่วนในการร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เล่าว่า พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 สมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ โดยก่อนหน้านั้นมีกลุ่มและองค์กรที่ประชาชนจัดตั้งขึ้นทั่วประเทศ เช่น กลุ่มออมทรัพย์ สัจจะสะสมทรัพย์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มเกษตรอินทรีย์ กลุ่มแก้ไขปัญหาที่ดิน-ป่าไม้ กลุ่มประมงพื้นบ้าน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มอาชีพ กลุ่มฌาปนกิจ กองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ กลุ่มต่างๆ เหล่านี้กระจายอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 1 แสนกลุ่ม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แต่กลุ่มเหล่านี้ต่างก็ทำงานไปตามเป้าหมายของตัวเอง หรือตามเป้าหมายขององค์กรที่สนับสนุนทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ได้มีการเชื่อมโยงกันเพื่อให้เกิดพลัง หรือแม้แต่กลุ่มต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นภายในหมู่บ้านหรือตำบลบางแห่งก็ไม่ได้มีการเชื่อมโยงเพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุนกัน เรียกว่าต่างกลุ่มต่างทำ ไม่ได้มองเห็นปัญหาหรือแนวทางการพัฒนาร่วมกันทั้งตำบล หรือหากจะมีแผนพัฒนาก็เป็นแผนงานที่ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม เป็นแผนงานที่มาจากข้างนอก หรือหากชาวบ้านจะนำแผนงานไปเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานภาครัฐก็มักจะมองว่า กลุ่มองค์กรของชาวบ้านเป็นกลุ่มเถื่อน เพราะไม่ได้มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง หรือไม่มีกฎหมายรองรับ&amp;rdquo; สุวัฒน์เล่าถึงสภาพของกลุ่มต่างๆ ที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2549 มีกระแสการปฏิรูประเทศไทย แกนนำองค์กรชุมชนทั่วประเทศที่ทำงานร่วมกับ พอช. ได้จัดประชุมเพื่อทำข้อเสนอเชิงนโยบายในการปฏิรูปประเทศไทยเพื่อเสนอต่อรัฐบาล ซึ่งที่ประชุมได้ข้อเสนอจำนวน 8 เรื่อง และ 1 ในนั้นก็คือ ข้อเสนอเรื่อง &amp;ldquo;การยกระดับให้การทำงานขององค์กรชุมชนเป็นอิสระ&amp;rdquo; เพื่อทำให้เกิดสิทธิชุมชนในการจัดทำแผนพัฒนาจากปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่แผนพัฒนาที่มาจากข้างนอก หรือจากบนลงล่าง หรือแบบ &amp;ldquo;ทางการเขาสั่งมาว่า ให้ชาวนาเลี้ยงเป็ดและสุกร&amp;rdquo; เหมือนในอดีต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อเสนอดังกล่าว แกนนำองค์กรชุมชนทั่วประเทศ เช่น ครูสน รูปสูง (ปัจจุบันเสียชีวิต) ผู้นำจากตำบลท่านางแนว อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น จินดา บุญจันทร์ ผู้นำจาก อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร ชาติชาย เหลืองเจริญ ผู้นำจาก อ.แกลง จ.ระยอง ฯลฯ จึงได้ร่วมกันจัดตั้ง &amp;lsquo;สมัชชาสภาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย&amp;rsquo; หรือ สอท. ขึ้นมา เพื่อเป็นองค์กรขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย ความเป็นอิสระขององค์กรชุมชน โดยแนวทางที่เห็นร่วมกันคือ &amp;ldquo;องค์กรชุมชนจะต้องมีกฎหมายที่สนับสนุน ส่งเสริม หรือมีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำแผนพัฒนาของตัวเอง เป็นแผนพัฒนาที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐจะต้องนำไปประกอบการจัดทำแผนพัฒนาในทุกระดับ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2550 แกนนำ สอท.ได้ร่วมกันร่าง &amp;lsquo;พระราชบัญญัติสภาองค์กรชุมชน พ.ศ.........&amp;rsquo; ขึ้นมา และนำเสนอต่อรัฐบาลผ่านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่า พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวจะได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายรัฐบาล แต่ก็มีแรงต่อต้านไม่น้อย โดยเฉพาะในซีกของกระทรวงมหาดไทยและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบต. กำนันและผู้ใหญ่บ้าน เพราะกลัวว่าจะไปทับซ้อนและลดทอนอำนาจที่มหาดไทยและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอยู่เดิม ที่รุนแรงถึงขั้นกล่าวหาว่า &amp;ldquo;พ.ร.บ.สภาฯ จะสร้างความขัดแย้งแตกแยกให้กับชุมชนท้องถิ่น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการลดแรงเสียดทานจึงมีการปรับปรุง ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และนำเสนอผ่านทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานสภาฯ โดยมีสมาชิกสภานิติบัญญัติหลายคนร่วมให้การสนับสนุนและผลักดัน เช่น นายบวรศักดิ์ อุวรรณโน นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ นางมุกดา อินต๊ะสาร ฯลฯ รวมทั้งแรงสนับสนุนที่สำคัญจากประธานสภาฯ จึงทำให้ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาองค์กรชุมชน...สร้างประชาธิปไตยฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังจากที่ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนฯ ประกาศใช้แล้ว กลุ่มและองค์กรในตำบลต่างๆ ทั่วประเทศจึงมีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักเพื่อจัดตั้งสภาองค์ชุมชนในตำบลของตนเองขึ้นมา โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มีหน้าที่ในการส่งเสริมกิจการของสภาองค์กรชุมชนฯ ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณในการจัดประชุมของสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กลุ่มและองค์กรต่างๆ ในตำบลที่มีความประสงค์จะจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมา จะต้องจดแจ้งการจัดตั้งกลุ่มกับผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน (ในกรุงเทพฯ ให้จดแจ้งกับผู้อำนวยการเขต) หลังจากนั้นให้ผู้นำทุกกลุ่มที่จดแจ้งการจัดตั้งแล้วทุกหมู่บ้านคัดเลือกตัวแทนชุมชนขึ้นมาหมู่บ้านละ 4 คน ส่วนชุมชนอื่นให้มีผู้แทนได้ชุมชนละ 2 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อได้ผู้แทนชุมชนดังกล่าวแล้ว ผู้แทนชุมชนจะต้องมาประชุมร่วมกันเพื่อจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล ซึ่งการประชุมจัดตั้งสภาฯ จะต้องมีผู้แทนชุมชนเข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของผู้แทนชุมชนทั้งตำบลจึงจะเป็นองค์ประชุม และต้องเห็นสอดคล้องกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ให้จัดตั้งสภาฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลจะมาจากผู้แทนชุมชนกลุ่มต่างๆ ที่ได้จดแจ้งจัดตั้งกลุ่มแล้ว ส่วนจำนวนสมาชิกจะขึ้นอยู่กับที่ประชุมสภาฯ แต่ละตำบลจะกำหนดเอาไว้ ส่วนใหญ่สภาองค์กรชุมชนตำบลแต่ละแห่งจะมีสมาชิกประมาณ 30-40 คน (ขึ้นอยู่กับจำนวนกลุ่มที่จดแจ้งจัดตั้ง) มีการคัดเลือกประธานสภาฯ รองประธาน เลขานุการ ฯลฯ รวมทั้งมีการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิในตำบลให้มาเป็นที่ปรึกษา เช่น ปราชย์ชาวบ้าน ครู พระ ฯลฯ จำนวนไม่เกิน 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนตำบลฯ กำหนดให้สภาฯ แต่ละแห่งจะต้องมีการประชุมอย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง หรือหากมีวาระเร่งด่วน สมาชิกไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดยังสามารถยื่นหนังสือเพื่อให้ประธานสภาฯ เปิดประชุมภายใน 7 วันนับแต่ได้รับคำร้อง เรื่องที่นำมาประชุมหรือปรึกษาหารือในสภาฯ มีตั้งแต่เรื่องปัญหาปากท้อง ข้าวยาก หมากแพง พืชผลราคาตกต่ำ ปัญหาขาดแคลนน้ำกิน น้ำใช้ ปัญหาที่ดิน ที่อยู่อาศัย ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย ยาเสพติด ฯลฯ ซึ่งทุกเรื่องเป็นปัญหาในตำบลท้องถิ่น เพื่อนำปัญหามาพิจารณาและหาทางออกหรือแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน และสามารถเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไขต่อองค์กรปกครองท้องถิ่น หน่วยงานรัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้องได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลในระดับจังหวัดจะมีการจัดประชุมอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยสภาฯ แต่ละตำบลในจังหวัดนั้นๆ จะส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุม ซึ่งมติที่ได้จากการประชุมสภาฯ ในระดับจังหวัดสามารถนำเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด เสนอปัญหาและแนวทางแก้ไข หรือความต้องการของประชาชนในเรื่องการจัดทำบริการสาธารณะ และการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวได้ว่า สภาองค์กรชุมชนคือการสร้างประชาธิปไตยฐานราก ที่ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ทั้งร่วมเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไข รวมถึงเสนอแผนงานในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเองได้ ไม่ใช่รอคอยความช่วยเหลือหรือการพัฒนาจากหน่วยงานภายนอกเหมือนที่ผ่านมา !!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 สภาองค์กรชุมชนฯ จัดตั้งแล้ว 6,200 แห่งทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นับตั้งแต่ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนฯ ประกาศใช้ในช่วงต้นปี 2551 ในเดือนพฤษภาคมถัดมา มีการประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลครั้งแรกของประเทศไทยที่ตำบลศรีสว่าง อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด หลังจากนั้นขบวนองค์กรชุมชนในตำบลต่างๆ ทั่วประเทศจึงได้จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้นมา จากหลักสิบกลายเป็นร้อย จากร้อยเพิ่มเป็นพัน จนถึงปัจจุบันนี้ (ธันวาคม 2560) พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนมีอายุย่างเข้า 10 ปี มีการจัดตั้งสภาฯ แล้วทั่วประเทศประมาณ 6,200 สภาฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ซึ่งมีภารกิจในการส่งเสริมกิจการสภาฯ มีเป้าหมายภายในปี 2562 จะสนับสนุนการจัดตั้งสภาฯ ให้ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ หรือประมาณ 7,255 ตำบล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ผ่านมา สภาองค์กรชุมชนตำบลแต่ละแห่งต่างก็มีภารกิจและหน้าที่แตกต่างกันไปตามสภาพของพื้นที่ ตามสภาพแวดล้อม อาชีพ วิถีชีวิต และวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม สภาองค์กรชุมชนตำบลเหล่านี้ต่างก็ใช้การประชุมสภาฯ เป็นเวทีขับเคลื่อนการพัฒนาและแก้ไขปัญหาในชุมชนท้องถิ่นของตัวเอง เช่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดน่าน ประชาชนส่วนใหญ่มีปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน เนื่องจากชุมชนตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนฯ ป่าต้นน้ำ ฯลฯ สภาองค์กรชุมชนตำบลในจังหวัดน่าน 34 ตำบล ได้ร่วมกับ อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จัดทำข้อมูลเรื่องปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย เพื่อนำไปสู่การวางแผนแก้ไขปัญหาร่วมกันทั้งจังหวัด โดยเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่อทางผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ตำบลป่าร่อน อ.กาญจนดิษฐ์ ชาวบ้านใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนเชื่อมโยงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และทุกหน่วยงานในพื้นที่ นำปัญหาเรื่องปากท้องมาพูดคุยและวางแผนแก้ไขปัญหาร่วมกันทั้งตำบล เช่น การแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำด้วยการปลูกข้าวไร่ในสวนยาง ร่วมกันรับซื้อยางพาราเพื่อนำไปขาย ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมการทำระบบตลาดในหมู่บ้านและตำบล ฯลฯ ไม่ต้องรอให้รัฐช่วยพยุงราคาเพียงอย่างเดียว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดระยอง ที่ตำบลเนินฆ้อ อ.แกลง ใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นเวทีกลางสร้างความร่วมมือกับทุกหน่วยงาน นำไปสู่การวางแผนพัฒนาทั้งตำบล โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เช่น ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ แปรรูปอาหาร ผลไม้ จัดตั้งตลาดในชุมชน และเป็นแหล่งเรียนรู้ &amp;lsquo;มหาวิทยาลัยบ้านนอก&amp;rsquo; รองรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่มาศึกษาดูงานตลอดทั้งปี ประมาณปีละ 1 แสนคน ทำรายได้เข้าชุมชนประมาณปีละ 20 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จังหวัดมุกดาหาร สระแก้ว ตาก ฯลฯ ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ สภาองค์กรชุมชนฯ ในแต่ละจังหวัดได้ร่วมกับเครือข่ายประชาชนในพื้นที่ศึกษาข้อมูลและผลกระทบจากการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมจากโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร แหล่งน้ำ ป่าไม้ ที่ดิน แรงงาน ฯลฯ เพื่อนำข้อมูลต่างๆ มาวางแผน นำไปสู่การหาทางออกร่วมกัน ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอช.ตั้งเป้า 5 ปีส่งเสริมสภาองค์กรชุมชนตำบลเข้มแข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าสภาองค์กรชุมชนตำบลจะมีการจัดตั้งแล้วกว่า 6,200 ตำบลทั่วประเทศ มีกลุ่มและองค์กรต่างๆ เข้าร่วมจัดตั้งกว่า 120,000 กลุ่ม/องค์กร หากมองในเชิงปริมาณแล้วถือว่าประสบผลสำเร็จไม่น้อยเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องคุณภาพย่อมสำคัญกว่าปริมาณ โดยเฉพาะการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุวัฒน์ คงแป้น ในฐานะที่ติดตามการดำเนินงานของสภาองค์กรชุมชนมาตั้งแต่เริ่มต้น ให้ความเห็นว่า หากสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศเกิดความเข้มแข็งก็จะสามารถแก้ไขปัญหาทั้งในระดับตำบล จังหวัด และเชื่อมโยงไปสู่การแก้ไขปัญหาในระดับประเทศได้ เพราะตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนฯ มาตรา 32 กำหนดให้ที่ประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนดำเนินการเรื่องต่างๆ เช่น (2) ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และกฎหมาย รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะของหน่วยงานรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผลต่อพื้นที่มากกว่าหนึ่งจังหวัด ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ในมาตรา 32 (3) กำหนดให้ที่ประชุมสภาฯ ระดับชาติ สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบ และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ ซึ่งหมายความว่า ปัญหาของประชาสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้โดยตรง ทำให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ถือเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของสภาองค์กรชุมชนฯ&amp;rdquo; สุวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสภาองค์กรชุมชนตำบลกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สมชาติ ภาระสุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo; กล่าวว่า แม้ว่าสภาองค์กรชุมชนฯ หลายตำบลจะมีความเข้มแข็ง สามารถแก้ไขปัญหาเองได้ แต่ก็มีอีกหลายแห่งที่จะต้องพัฒนาคุณภาพให้สามารถใช้สภาฯ เป็นเวทีกลางในการแก้ไขปัญหาในทุกๆ มิติของชุมชนท้องถิ่นของตนเองได้สำเร็จ ดังนั้นจากนี้ไป พอช. และขบวนองค์กรชุมชนจังหวัดต่างๆ จะร่วมกันในการส่งเสริมให้สภาองค์กรชุมชนฯ ในพื้นที่ต่างๆ มีความเข้มแข็ง เช่น การพัฒนาศักยภาพผู้นำในด้านต่างๆ ส่งเสริมให้สภาองค์กรชุมชนฯ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายในระดับพื้นที่ จังหวัด และระดับชาติ เพื่อให้เกิดพลังในการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นอกจากนี้ในทิศทางข้างหน้า ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีในการพัฒนาประเทศ ควบคู่ไปกับกระแสการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมถึงการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่สภาองค์กรชุมชนตำบลซึ่งเป็นกลไกของคนรากหญ้า จะได้จัดทำข้อเสนอต่างๆ ในการปฏิรูประเทศ เพื่อเสนอต่อคณะปฏิรูปชุดต่างๆ เช่นคณะปฏิรูปด้านสังคม ก็ได้มีการพูดถึงข้อเสนอของสภาองค์กรชุมชนในแง่ที่จะเข้ามาหนุนเสริมทำให้สภาองค์กรชุมชนเข้มแข็ง และเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ เพื่อนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม&amp;rdquo; ผอ.พอช.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผอ.พอช.กล่าวด้วยว่า การส่งเสริมให้ชุมชน ตำบลท้องถิ่น สามารถพึ่งตนเองได้ในด้านต่างๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ&amp;nbsp;


เว็บแทงบอล สังคม สิ่งแวดล้อม ทรัพยากร ฯลฯ เป็นการพัฒนาเพื่อให้เกิดการสร้างความสมดุล เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมในด้านต่างๆ ซึ่งแนวทางดังกล่าวนี้เชื่อมโยงกับหลักของความพอเพีย


สล็อตออนไลน์&amp;nbsp;ง ตรงกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในอีกห้าปีข้างหน้าสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ จะเน้นในเรื่องของการสร้างคุณภาพให้กับสภาองค์กรชุมชนฯ&amp;nbsp;


ซื้อหวยออนไลน์ ทั้งหมดที่จัดตั้งขึ้นทั่วประเทศไปพร้อมๆ กับความร่วมมือและการบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทิศทางการพัฒนาประเทศเกิดความสมดุลอย่างแท้จริง มีเป้าหมายการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน โดยที่เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ดังนั้น คนเล็กคนน้อยก็จะมีพื้นที่ในการเข้าสู่กระบวนการพัฒนาอย่างแท้จริง เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืน ตามหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 โดยจะน้อมนำเอาศาสตร์ของพระราชา &amp;lsquo;เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา&amp;rsquo; เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนต่อไป&amp;rdquo; ผอ.พอช.กล่าวทิ้งท้าย&amp;nbsp;


สล็อตเว็บตรงทดลอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประชุมสภาฯ ชาติครั้งที่ 10 &amp;lsquo;น้อมนำศาสตร์พระราชา เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย&amp;rsquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประชุมสภาองค์กรชุมชนตำบลระดับชาติจะจัดขึ้นทุกปีๆ ละ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการสรุปและทบทวนการทำงานของสภาฯ ในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งมีการประชุมเพื่อระดมความเห็นและจัดทำข้อเสนอทางนโยบาย เพื่อนำเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะที่เป็น รมว.รักษาการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในปีนี้ จะเป็นการประชุมครั้งที่ 10 ระหว่างวันที่ 14-15 ธันวาคมนี้ ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ ถนนนวมินทร์ กรุงเทพฯ ใช้ชื่อการประชุมครั้งนี้ว่า &amp;lsquo;1 ทศวรรษสภาองค์กรชุมชน น้อมนำศาสตร์พระราชา เดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย&amp;rsquo; การประชุมครั้งนี้จะมีผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลที่มาจากตัวแทนแต่ละจังหวัดๆ ละ 2 คน รวมทั้งตัวแทนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมทั้งหมดประมาณ 200 คน
(รูปประชุมสภา)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประชุมครั้งนี้จะมีการเสวนาเรื่อง &amp;lsquo;ทิศทางสภาองค์กรชุมชนตามศาสตร์พระราชากับการปฏิรูปประเทศไทย&amp;rsquo; โดยจะนำเสนอพื้นที่รูปธรรมของสภาองค์กรชุมชนตำบลที่นำศาสตร์พระราชาหรือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้และประสบผลสำเร็จ และเสนอแนะให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมจากนายไพโรจน์ พลเพชร ผู้ทรงคุณวุฒิ และนายพลากร วงค์กองแก้ว คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีการประชุมกลุ่มย่อยใน 6 หัวข้อที่สำคัญ เช่น สิทธิชุมชนกับการบริหารจัดการน้ำ โดยมี ดร.เสรี ศุภราทิตย์ (ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ) นายสุรจิต ชิรเวทย์ (อดีต สว.) นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา (กลุ่มรักษ์เชียงของ) ฯลฯ การจัดการที่ดินและทรัพยากร ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม โดยรศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง (คณะฐัศาสตร์จุฬาฯ) นายบุญ แซ่จุง (เครือข่ายปฏิรูปที่ดิน) นายประยงค์ ดอกลำไย (มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก โดยนางสาวพรพนา ก๊วยเจริญ (ผู้อำนวยการ กองพัฒนาที่ดิน สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน) นายพลากร วงค์กองแก้ว (คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตรช์าติฯ ) ผศ.ดร.สักรินทร์ แซ่ภู่ (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.มหาสารคาม) อาจารย์ชล บุนนาค (คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์) ความมั่นคงทางอาหารต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยนายสุเมธ ปานจำลอง (เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก) นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ (มูลนิธิชีววิถี) นายวิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี (อุปนายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย) ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ข้อเสนอและความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมดนี้ จะนำมาประมวลและพัฒนาเป็นข้อเสนอทางนโยบายเพื่อนำเสนอต่อพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ที่จะเดินทางมารับฟังผลการประชุมและรับข้อเสนอทางนโยบายของสภาองค์กรชุมชนฯ เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนฯ มาตรา 32 (3) สรุปปัญหาที่ประชาชนในจังหวัดต่างๆ ประสบ และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไข) พิจารณาสั่งการต่อไป&lt;/p&gt;


</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/245</URL_LINK>
                <HASHTAG>X-CITE, ชุมชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171208/5a2abe83ed553.png</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
