<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>47209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2019 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2019 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กเนมญี่ปุ่นสนร่วมลงทุนฮับขนส่งสินค้าสุวรรณภูมิ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางจตุพร เนียมสุข ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ เปิดภายหลังการประชุมพัฒนาโลจิสติกส์ร่วมกับกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่งและการท่องเที่ยวญี่ปุ่น (MLIT) ว่าได้ประชุมร่วมกันในด้านแนวทางพัฒนาการขนส่งโลจิสติกส์ของประเทศไทยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นที่เข้ามาตั้งบริษัทในไทยมากกว่า 5,000 แห่ง ซึ่งในภาพรวมได้รายงานแผนโลจิสติกส์ของรัฐบาลที่จะช่วยลดระยะเวลาและลดต้นทุนของนักลงทุน ตลอดจนเรื่องโลจิสติกส์เพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Logistic) เพื่อลดมลพิษและต่อสู้กับภัยฝุ่น PM 2.5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางจตุพรกล่าวต่อว่าเริ่มจากเรื่องการขนส่งทางอากาศนั้น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.ได้โครงการศูนย์ตรวจสอบสินค้าเกษตรก่อนส่งออก (Certify Hub) เพื่อส่งเสริมความเป็นฮับการขนส่งสินค้าของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมถึงสินค้าท้องถิ่นที่มาจากเกษตรกร ซึ่งศูนย์แห่งนี้จะเป็นจุดรับรองสินค้าให้ได้มาตรฐานยุโรปทั้งหมด โดยการันตีการตีกลับเป็น 0% ซึ่งคาดว่าจะเปิดบริการได้ในช่วงกลางปี 2563 ขณะนี้ได้ลงนามความร่วมมือกับสนามบินลีแอชในประเทศเบลเยี่ยมเพื่อเป็นเกทเวย์ขนส่งสินค้าไปยุโรป พร้อมไปกับการผลักดันความร่วมมือแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) กับอีกหลายประเทศทั่วโลกเพื่อร่วมกันนำเข้าและส่งออกสินค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามในวันนี้ได้มีการเจรจากับประเทศญี่ปุ่นเพื่อจะร่วมมือกันแบบ G2G ซึ่งบริษัท Yamato Transport บริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นให้ความสนใจเข้าร่วมลงทุนในโครงการดังกล่าวเพื่อเปิดเกทเวย์ที่สนามบินนาริตะและสนามบินคันไซ ในประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ ทอท.ยังได้เจรจากับบริษัทโลจิสติกส์กับประเทศจีนเพื่อร่วมลงทุนในโครงการดังกล่าว โดยมีสนามบิน 2 แห่งในจีนที่เป็นพื้นที่เป้าหมาย คือ สนามบินปักกิ่งและสนามบินเซี่ยงไฮ้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางจตุพรกล่าวต่อว่าสำหรับแนวทางการเตรียมความพร้อมของโครงการ Certify Hub นั้นจะมีการจัดทำช่องพิเศษสำหรับการขนส่งสินค้าเน่าเสียง่าย (Premium Lane) อาทิ ผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตภัณฑ์การเกษตร คล้ายกับช่องทาง VIP ของผู้โดยสารสายการบิน ที่จะช่วยเพิ่มความรวดเร็วของขั้นตอนการขนส่งสินค้าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สอดคล้องกับสภาพผลิตภัณฑ์ที่ต้องการระบบการขนส่งที่รวดเร็วเพื่อส่งต่อสินค้าสดให้ถึงมือผู้บริโภค คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ในช่วงต้นปีหน้า โดยจะมีสินค้าที่ผ่านช่องทางนี้ราว 3 หมื่นตันต่อปี จากปริมาณขนส่งสินค้าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทั้งหมด 1.5 ล้านตันต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับด้านการขนส่งทางบกนั้นได้สร้างความมั่นใจให้กับบุคลากรจากกระทรวง MLIT ของญี่ปุ่นไปว่า ขณะนี้ประเทสไทยอยู่ระหว่างการลงทุนพัฒนาศูนย์ขนส่งสินค้าเต็มรูปแบบหลายแห่งตามแนวชายแดนเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้านและอำนวยความสะดวกให้การขนส่งสินค้าจากทางบกไปยังท่าเรือขนาดใหญ่มีขั้นตอนที่รวดเร็วมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังผลักดันมาตรฐานการขนส่ง Q Mark รับรองโดยกรมการขนส่งทางบก โดยมีข้อกำหนดครอบคลุมกระบวนการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุก 5 ด้าน ได้แก่ ด้านองค์กร ด้านปฏิบัติการขนส่ง ด้านพนักงาน ด้านยานพาหนะ ด้านลูกค้า ส่วนเรื่องความปลอดภัยนั้นกระทรวงคมนาคมได้เข้มงวดเรื่องการติดตั้งระบบ GPS ในรถโดยสารสาธารณะและรถของภาคการขนส่งทั้งหมด ตลอดจนการพัฒนาตำแหน่งผู้จัดการความปลอดภัย (Safety Manager) ซึ่งเป็นเงื่อนไขให้เอกชนทุกบริษัทไปปฏิบัติเพื่อยกระดับความปลอดภัยด้านโลจิสติกส์ของประเทศ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47209</URL_LINK>
                <HASHTAG>Yamato Transport, จตุพร เนียมสุข, ประชุมพัฒนาโลจิสติกส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191003/image_big_5d956308e1f23.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
