<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>114227</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 13:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 13:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปรเมษฐ์&#039;ลุ้นมติ&#039;ก.ต.&#039;นั่งผู้พิพากษาอาวุโสต่อ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค. 64 - นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ช่วยทำงานผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 กล่าวถึงกรณีที่วันนี้คณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) จะมีการประชุมพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการศาลยุติธรรมประจำปี 2564 ในส่วนที่ยังค้าง และอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ที่จะมีผลในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีวาระพิจารณาให้นายปรเมษฐ์ ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสต่อหรือไม่ว่า&amp;nbsp; หวังจะได้รับความเป็นธรรม ในการพิจารณาจาก ก.ต. ในครั้งนี้ เพื่อเป็นแนวบรรทัดฐาน และมาตรฐานของผู้พิพากษาของศาลยุติธรรม ในอนาคตต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งที่ผ่านมาเคยยื่นคำร้องไว้ว่าการพิจารณาแต่งตั้งดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส ต้องพิจารณาตามพ.ร.บ.หลักเกณฑ์การแต่งตั้ง และการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสฉบับที่ 4 พศ 256 มาตรา 6/1 บัญญัติว่า&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้าราชการตุลาการซึ่งมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ในปีงบประมาณใดให้พ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ เมื่อสิ้นงบประมาณนั้น และให้ไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส จนกว่าจะพ้นจากราชการตามมาตรา 8/1 และมาตรา 9 บัญญัติว่าข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมซึ่งจะมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ในปีงบประมาณใด ให้ ก.ต. จัดให้มีการประเมินสมรรถภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตุลาการ แล้วเสนอผลการประเมินให้ ก.ต. พิจารณาประกอบการแต่งตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายจะได้รับการแต่งตั้งดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสแล้ว ก.ต. ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญของสถาบันศาลยุติธรรมในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายและพิจารณาวินัยข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม จะต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมายโดยให้ความเป็นธรรมแก่ผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหากใน ก.ต. มีมติ ว่า ไม่ให้ตนดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส&amp;nbsp; &amp;nbsp; จะมีผลทำให้พ้นจากตำแหน่งและเป็นการลงโทษทางวินัยล่วงหน้า ก็จะต่อสู้ว่า เป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย น่าจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนวินัยยังสอบสวนไม่แล้วเสร็จ เป็นแนวบรรทัดฐานและมาตรฐานที่ไม่ถูกต้องของผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมและสถาบันศาลยุติธรรมในอนาคต เกิดความเสียหายยากที่จะเยียวยาได้ในภายหลัง การกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายเช่นนี้มีผลทำให้ผู้ได้รับความเสียหายมีสิทธิทางศาลฟ้องร้อง ทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อไป ตามบทบัญญัติของกฎหมายและตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมในฐานะประชาชนชาวไทยมีสิทธิได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญอย่างเสมอภาคเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายปรเมษฐ์ ถูกตั้งกรรมการสอบสวนร้ายเเรง ถูกกล่าวหาว่าเเทรกเเซงคดีในศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบภาค1 ซึ่งก่อนหน้านี้ ก.ต. มีมติให้อนุกรรมการตุลาการไปพิจารณากลั่นกรองก่อนเสนอ ก.ต. เห็นชอบอีกครั้ง ว่าจะผ่านเป็นผู้พิพากษาอาวุโสหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้นายปรเมษฐ์เคยยื่นฟ้อง 3 กรรมการสอบข้อเท็จจริง เเละปธ.ศาลฎีกาต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯโดยศาลยกฟ้องในสำนวนประธานศาลฎีกาไปเเล้ว โดยโจทก์เตรียมยื่นอุทธรณ์คดีต่อ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114227</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ต., ปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์, ผู้พิพากษาอาวุโส, ฟ้อง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_612339a1d50af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114226</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2021 13:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2021 13:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปรเมษฐ์&#039;ลุ้นมติ&#039;ก.ต.&#039;นั่งผู้่พิพากษาอาวุโสต่อ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค. 64 - นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ช่วยทำงานผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 กล่าวถึงกรณีที่วันนี้คณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) จะมีการประชุมพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการศาลยุติธรรมประจำปี 2564 ในส่วนที่ยังค้าง และอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ที่จะมีผลในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีวาระพิจารณาให้นายปรเมษฐ์ ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสต่อหรือไม่ว่า&amp;nbsp; หวังจะได้รับความเป็นธรรม ในการพิจารณาจาก ก.ต. ในครั้งนี้ เพื่อเป็นแนวบรรทัดฐาน และมาตรฐานของผู้พิพากษาของศาลยุติธรรม ในอนาคตต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งที่ผ่านมาเคยยื่นคำร้องไว้ว่าการพิจารณาแต่งตั้งดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส ต้องพิจารณาตามพ.ร.บ.หลักเกณฑ์การแต่งตั้ง และการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสฉบับที่ 4 พศ 256 มาตรา 6/1 บัญญัติว่า&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้าราชการตุลาการซึ่งมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ในปีงบประมาณใดให้พ้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ เมื่อสิ้นงบประมาณนั้น และให้ไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส จนกว่าจะพ้นจากราชการตามมาตรา 8/1 และมาตรา 9 บัญญัติว่าข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมซึ่งจะมีอายุครบ 65 ปีบริบูรณ์ในปีงบประมาณใด ให้ ก.ต. จัดให้มีการประเมินสมรรถภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตุลาการ แล้วเสนอผลการประเมินให้ ก.ต. พิจารณาประกอบการแต่งตั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายจะได้รับการแต่งตั้งดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสแล้ว ก.ต. ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญของสถาบันศาลยุติธรรมในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายและพิจารณาวินัยข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม จะต้องพิจารณาตามบทบัญญัติของกฎหมายโดยให้ความเป็นธรรมแก่ผู้พิพากษาในศาลยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหากใน ก.ต. มีมติ ว่า ไม่ให้ตนดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโส&amp;nbsp; &amp;nbsp; จะมีผลทำให้พ้นจากตำแหน่งและเป็นการลงโทษทางวินัยล่วงหน้า ก็จะต่อสู้ว่า เป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมาย น่าจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนวินัยยังสอบสวนไม่แล้วเสร็จ เป็นแนวบรรทัดฐานและมาตรฐานที่ไม่ถูกต้องของผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมและสถาบันศาลยุติธรรมในอนาคต เกิดความเสียหายยากที่จะเยียวยาได้ในภายหลัง การกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายเช่นนี้มีผลทำให้ผู้ได้รับความเสียหายมีสิทธิทางศาลฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อไป ตามบทบัญญัติของกฎหมายและตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมในฐานะประชาชนชาวไทยมีสิทธิได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญอย่างเสมอภาคเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายปรเมษฐ์ ถูกตั้งกรรมการสอบสวนร้ายเเรง ถูกกล่าวหาว่าเเทรกเเซงคดีในศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบภาค1 ซึ่งก่อนหน้านี้ ก.ต. มีมติให้อนุกรรมการตุลาการไปพิจารณากลั่นกรองก่อนเสนอ ก.ต. เห็นชอบอีกครั้ง ว่าจะผ่านเป็นผู้พิพากษาอาวุโสหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้นายปรเมษฐ์เคยยื่นฟ้อง 3 กรรมการสอบข้อเท็จจริง เเละปธ.ศาลฎีกาต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯโดยศาลยกฟ้องในสำนวนประธานศาลฎีกาไปเเล้ว โดยโจทก์เตรียมยื่นอุทธรณ์คดีต่อ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114226</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ต., ปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์, ผู้พิพากษาอาวุโส, ฟ้องศาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210823/image_big_612339a1d50af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>106022</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/06/2021 20:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/06/2021 12:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชำนาญ&#039;อดีตปธ.แผนกคดีศาลฎีการ้องปปช.เอาผิด&#039;ก.ต.ศาลอุทธรณ์&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มิ.ย. 64 - นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์&amp;nbsp;อดีตประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ยื่นคำร้องถึงประธานคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตเเห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร้องเรียนการกระทำของเจ้าพนักงานรัฐหนังสือ ลงวันที่ 9 มิ.ย. 64 ความว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเท็จจริงคดีนี้สำนักงานศาลยุติธรรมได้ประกาศรับสมัครบุคคลเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.คนนอก) ตามมาตรา 36 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 ลงวันที่ 23 ธ.ค.63 โดยกำหนดระยะเวลาการรับสมัครระหว่างวันที่ 24 ธ.ค.63 - 4 ม.ค.64 ซึ่งมีผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกและผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจำนวน 4 คน&amp;nbsp; ได้แก่ หมายเลข 1.นายวรสิทธิ์ โรจนพานิช 2.นายบุญศักดิ์ เจียมปรีชา 3.ศ.ดร. ไผทชิต เอกจริยกรและ 4.นายจำนง เฉลิมฉัตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งต่อมาผลการลงคะแนนปรากฏว่า หมายเลข 3 ศ.ดร.ไผทชิต เอกจริยกร และหมายเลข 4 นายจำนง เฉลิมฉัตร เป็นผู้ได้รับการเลือกในการเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒินั้น ห้ามมิให้มีการหาเสียง โดย พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2553มาตรา 17 วรรคสี่บัญญัติว่า
&amp;ldquo;ให้ถือว่าการกระทำใดๆ อันมีลักษณะเป็นการหาเสียงเพื่อให้ข้าราชการตุลาการลงคะแนนหรืองดเว้นลงคะแนนเลือกบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นกรรมการหรืออนุกรรมการใดๆ เป็นการไม่ถือและปฏิบัติตามจริยธรรมของข้าราชการตุลาการ&amp;rdquo; อันมีผลกระทบต่อการพิจารณาโยกย้ายแต่งตั้งการเลื่อนตำแหน่งและวินัยของข้าราชการตุลาการตามมาตรา 17และมาตรา 62&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีประกาศกำหนดให้ในการดำเนินการเลือก ก.ต.นั้น สำนักงานศาลยุติธรรมเท่านั้นที่เป็นหน่วยงานกลางในการแนะนำตัวมีหน้าที่เผยแพร่ประวัติการรับราชการ ผลงานและวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของผู้มีสิทธิรับเลือกที่มีความประสงค์ให้เผยแพร่ข้อมูลแก่ผู้มีสิทธิอย่างเสมอภาครวดเร็วและเป็นธรรม ดังนั้นการกระทำใดๆ ของข้าราชการตุลาการอันมีลักษณะเป็นการหาเสียงตามประกาศนี้ เพื่อให้ข้าราชการตุลาการอื่นลงคะแนนหรืองดเว้นลงคะแนนเลือกบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นกรรมการหรืออนุกรรมการใดๆ จึงเป็นการไม่ถือและปฏิบัติตามจริยธรรมของข้าราชการตุลาการและเป็นการกระทำผิดวินัยข้าราชการตุลาการตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2553 มาตรา 13 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 62 นอกจากนี้ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ.2561 ข้อ 29 อันเป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการเลือก ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิในครั้งนี้ ยังได้เน้นย้ำหลักการห้ามหาเสียงไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามผู้สมัครกระทำการใดๆ หรืออาศัยผู้ใดกระทำการอันมีลักษณะเป็นการหาเสียงเพื่อให้ข้าราชการตุลาการลงคะแนนหรืองดเว้นลงคะแนนเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนี้ให้นำหลักเกณฑ์การห้ามหาเสียงเลือกกรรมการหรืออนุกรรมการใดๆ ตามมาตรา 17วรรคสี่มาใช้บังคับโดยอนุโลม หากผู้สมัครฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่งให้ถือว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติเข้ารับการรับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความหมายว่าการเลือก ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิในครั้งนี้ไม่อาจมีการหาเสียงเพื่อให้ลงคะแนนหรืองดเว้นลงคะแนนใดๆ ให้แก่ผู้มีสิทธิรับเลือกได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ปรากฏว่าในการเลือก ก.ต. บุคคลภายนอกครั้งนี้ มีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าวโดยการโพสต์ข้อความลงในแอปพลิเคชันไลน์กลุ่มต่างๆ ซึ่งเข้าข่ายเป็นการกระทำใดๆ อันมีลักษณะเป็นการจูงใจให้ผู้ใดลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรายใดรายหนึ่งและงดเว้นลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรายใดรายหนึ่ง โดยปรากฏว่ามีแอปพลิเคชั่นไลน์หนึ่งซึ่งมีผู้พิพากษาเป็นสมาชิกมากกว่าหนึ่งพันคนชื่อ &amp;ldquo;สภาตุลาการ&amp;rdquo; มีผู้ใช้ชื่อโปรไฟล์ว่า&amp;ldquo; j29 Anuruk&amp;rdquo; อยู่ในกลุ่มไลน์ดังกล่าวด้วยและมีการกระทำในลักษณะเป็นการหาเสียงอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายและเป็นการไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมของข้าราชการตุลาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยผู้ใช้ไลน์ดังกล่าวเป็น ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิขั้นศาลอุทธรณ์ มีหน้าที่ควบคุมดูแลและลงโทษผู้กระทำผิดข้อห้ามของกฎหมายหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมของข้าราชการตุลาการแล้วในการเลือก ก.ต.ศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดหน้าที่และอำนาจโดยตรงของตุลาการท่านนั้น ซึ่งเป็น ก.ต. ในขณะนั้นในการที่จะดูแลกระบวนการในการเลือกก.ต.คนนอก ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยบริสุทธิ์ยุติธรรมแก่ผู้สมัครทุกคนและวินิจฉัยชี้ขาดคุณสมบัติของผู้สมัคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 มาตรา 17 วรรคสี่ บัญญัติ ให้ถือว่าการกระทำใดๆ อันมีลักษณะเป็นการหาเสียงเพื่อให้ข้าราชการตุลาการลงคะแนนหรืองดเว้นลงคะแนนเลือกบุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นกรรมการหรืออนุกรรมการใดๆ เป็นการไม่ถือและปฏิบัติตามจริยธรรมของข้าราชการตุลาการ และข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ.2561ข้อ 24บัญญัติว่าห้ามผู้สมัครกระทำการใดๆ หรืออาศัยผู้ใดกระทำการอันมีลักษณะเป็นการหาเสียงเพื่อให้ข้าราชการตุลาการลงคะแนนหรืองดเว้นลงคะแนนเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิทั้งนี้ให้นำหลักเกณฑ์การห้ามหาเสียงเลือกกรรมการหรืออนุกรรมการใดๆ ตามมาตรา 17 วรรคสี่มาใช้บังคับโดยอนุโลม และวรรคสองบัญญัติว่า หากผู้สมัครฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่งให้ถือว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติเข้ารับการรับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นการห้ามหาเสียงหรืออาศัยผู้อื่นหาเสียงย่อมอาจมีผลทำให้ผู้สมัครขาดคุณสมบัติและอาจทำให้กระบวนการในการเลือก ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิในครั้งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ หากพิจารณาได้ความว่ามีการหาเสียงในการเลือกครั้งนั้นซึ่งเป็นข้อห้ามตามกฎหมาย และบุคคลที่จะต้องทำการวินิจฉัยว่ากระบวนการในการเลือก ก.ต. และคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับเลือกขัดต่อข้อ 29 วรรคสองของข้อบังคับของประธานศาลฎีกาก็คือ ก.ต. ตามที่ พ.ร
บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม มาตรา 37วรรคสามกำหนดหน้าที่และอำนาจไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นตุลาการท่านดังกล่าวซึ่งเป็น ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นศาลอุทธรณ์อยู่ในขณะนั้นย่อมมีหน้าที่และอำนาจโดยตรงที่กฎหมายกำหนดให้เป็นผู้ใช้อำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดคุณสมบัติและกระบวนการในการเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิในครั้งนี้ แต่กลับปรากฏว่าตุลาการท่านดังกล่าว พบเห็นว่ามีผู้โพสต์ข้อความหรือเอกสารหาเสียงเพื่อให้ลงคะแนนให้ผู้สมัครรายหนึ่งรายใดหรือโพสต์ข้อความในลักษณะที่เป็นผลเสียหายแก่ผู้สมัครรายใดในไลน์กลุ่มดังกล่าวอันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายและจริยธรรมข้าราชการตุลาการ
นอกจากจะไม่ห้ามปรามมิให้กระทำ หรือดำเนินการทางวินัยข้าราชการตุลาการดังกล่าว ทั้งที่เป็น ก.ต.และมีอาวุโสสูงอยู่ในไลน์กลุ่ม กลับกระทำการอันมีลักษณะเป็นการหาเสียงให้แก่ผู้สมัครหมายเลข 3 เเละ4&amp;nbsp; เสียเอง หลายครั้งตามเอกสารหน้าจอไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำของบุคคลดังกล่าวซึ่งนอกจากจะเป็นผู้พิพากษาที่จะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมแล้วยังเป็น ก.ต. ซึ่งเป็น &amp;ldquo;เจ้าหน้าที่ของรัฐ&amp;rdquo; และเป็น&amp;ldquo; เจ้าพนักงานของรัฐ&amp;rdquo; ตามบทนิยามมาตรา 4 แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561&amp;nbsp; การกระทำเป็นการไม่ถือและปฏิบัติตามจริยธรรมของข้าราชการตุลาการ ที่บัญญัติให้ข้าราชการตุลาการต้องยึดถือและปฏิบัติตามการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ย่อมเป็นการกระทำความผิดวินัยประการสำคัญ&amp;nbsp;
บุคคลดังกล่าวรู้ดีว่าตนซึ่งเป็น ก.ต. มีหน้าที่และอำนาจที่จะต้องวินิจฉัยชี้ขาดคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือก ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิและกระบวนการในการเลือก ก.ต. ผู้ทรงคุณวุฒิครั้งนี้ ตามพรบ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม แต่กลับปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยไม่ตักเตือนหรือดำเนินการทางวินัยแก่บุคคลในไลน์กลุ่มดังกล่าว และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยกระทำผิดวินัยเสียเองโดยการหาเสียงให้แก่ผู้สมัครหมายเลข 3และหมายเลข 4 ซึ่งเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้สมัครรายอื่นเพราะจะเป็นการทำให้ผู้สมัครหมายเลข 1และหมายเลข 2เสียเปรียบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำดังกล่าวอาจเข้าลักษณะเป็นความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ที่บัญญัติว่า&amp;ldquo; เจ้าพนักงานของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ... &amp;rdquo; กฎหมายและประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมที่ห้ามข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมกระทำการใดอันเป็นการหาเสียงต่อข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมอื่นนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและบริสุทธิ์โปร่งใสในการเลือกก.ต.เนื่องจากคณะก.ต.มีอำนาจในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายและลงโทษทางวินัยของข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 36(3 ) ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สมัครซึ่งเป็นบุคคลภายนอกย่อมไม่มีโอกาสเข้ามาหาเสียงหรือโต้แย้งแสดงเหตุผลในกรณีที่มีการให้ข้อมูลที่เป็นผลเสียหายแก่ตนหากยอมให้ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรมคนใดคนหนึ่งหาเสียงให้แก่ผู้มีสิทธิรับเลือกคนใดได้ย่อมเป็นการได้เปรียบเสียเปรียบแก่ผู้สมัครอื่นที่ไม่มีข้าราชการตุลาการสนับสนุน นอกจากนี้รัฐธรรมนูญมาตรา 198 บัญญัติให้ การบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับผู้พิพากษาศาลยุติธรรมต้องมีความเป็นอิสระและดำเนินการโดยคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม&amp;rdquo; ก็เพื่อคุ้มครองหลักความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ เนื่องจากอำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีมีผลต่อสิทธิหน้าที่และเสรีภาพของบุคคลการแต่งตั้งโยกย้ายและการลงโทษทางวินัยข้าราชการตุลาการจึงต้องกระทำโดยคณะกรรมการที่มีความเป็นอิสระซึ่งนอกจากจะเป็นอิสระจากการแทรกแซงจากภายนอก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ ก.ต. ซึ่งอยู่ในตำแหน่งกระทำผิดวินัยหาเสียงให้แก่ผู้สมัครรายใดรายหนึ่งเพื่อให้บุคคลที่ตนประสงค์จะให้เข้ามาเป็น ก.ต. นั้นได้รับเลือกเป็น ก.ต. เสียเองทั้งที่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้กระทำยิ่งอาจมีปัญหาเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์. เนื่องจาก ก.ต. ต้องเป็นผู้วินิจฉัยเรื่องกระบวนการในการเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิและคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่ามีบุคคลอื่นในไลน์กลุ่มอื่นโพสต์ข้อความในลักษณะเดียวกันอันเข้าลักษณะเป็นการหาเสียงเพื่อให้ข้าราชการตุลาการลงคะแนนให้ผู้สมัครหมายเลข 3 เเละ 4 ให้เป็น ก.ต. บุคคลภายนอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งหากยอมให้มีการกระทำในลักษณะหาเสียงช่วยผู้สมัคร ก.ต. บางรายในไลน์กลุ่มต่างๆ ได้ย่อมจะเป็นการส่งเสริมให้มีการสร้างเครือข่ายอิทธิพลและทำลายระบบการบริหารงานบุคคลของศาลยุติธรรมที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายมีเจตนารมณ์ที่จะให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงด้วยเหตุสำคัญดังกล่าวจึงจำเป็นต้องป้องกันและปราบปรามมิให้มีการกระทำเช่นนี้จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและดำเนินการตามกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชำนาญยังได้เเนบเอกสารหลักฐานเป็น สำเนาหนังสือสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมหลักเกณฑ์การห้ามหาเสียงเลือกกรรมการหรืออนุกรรมการใด ๆ , สำเนาหนังสือสำนักงานศาลยุติธรรมพร้อมสำเนาประกาศ ก.ต. เรื่องแนวทางพิจารณาเกี่ยวกับจริยธรรมในการหาเสียง,เอกสารจากหน้าจอไลน์จำนวน 69 เเผ่น , เอกสารจากหน้าจอไลน์แสดงการโพสต์ข้อความของผู้ใช้ชื่อโปรไฟล์ไลน์ว่า j29 Anuruk จำนวน 11แผ่น ,เอกสารจากหน้าจอไลน์กลุ่มต่างๆที่มีบุคคลอื่นโพสต์ข้อความอันเข้าลักษณะเป็นการหาเสียงให้แก่ผู้สมัคร ก.ต. จำนวน 19 แผ่น ประกอบคำร้องด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/106022</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ต., ก.ต.ศาลอุทธรณ์, ชำนาญ  รวิวรรณพงษ์, ป.ป.ช., อดีตปธ.แผนกคดีศาลฎีกา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210611/image_big_60c2f813ea99e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76081</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2020 18:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2020 18:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ก.ต.เคาะโยกย้าย 91 ผู้พิพากษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค.63 - ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 13/2563 มีวาระการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายผู้พิพากษาตามบัญชีรายชื่อของสำนักงานศาลยุติธรรม โดย ก.ต.เห็นชอบแต่งตั้งโยกย้ายระดับชั้น 4 สับเปลี่ยนตำแหน่งบัญชี 3 เพิ่มเติม (พ.ฎีกา-อธิบดีผู้พิพากษา-ปธ.แผนกในศาลอุทธรณ์-ปธ.ศาลอุทธรณ์ภาค-หัวหน้าอุทธรณ์-ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์) จำนวน 7 ตำแหน่ง มีตำแหน่งและบุคคลที่น่าสนใจ อาทิ นายสันติ วงศ์รัตนานนท์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง, นายสรศักดิ์ จันเกษม ผู้พิพากษาศาลฎีกา ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาค 2 และนายวิชาญ ศิริเศรษฐ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ระดับชั้น 4 สับเปลี่ยนตำแหน่งบัญชี 3 จำนวน 84 ตำแหน่ง&amp;nbsp;มีตำแหน่งและบุคคลที่น่าสนใจ อาทิ&amp;nbsp;นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค 6 อดีตเลขานุการศาลฎีกา ไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าศาลอุทธรณ์, นายธวัชชัย สุรักขกะ ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ไปดำรงตำแหน่งเลขานุการศาลฎีกา และนายธนรัตน์ ทั่งทอง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็น ก.ต.ชั้นศาลอุทธรณ์ ไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าศาลอุทธรณ์ ทั้งหมดให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บัญชีโยกย้ายชั้น 4 สับเปลี่ยนตำแหน่งบัญชี 3 ทางสำนักงานศาลยุติธรรมเสนอบัญชีมี 161 รายชื่อ โดยที่ประชุม ก.ต.เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา พิจารณาไป 50 รายชื่อ วันนี้มีการพิจารณารวมทั้งหมดอีก 91 รายชื่อ ยังเหลืออีก 20 รายชื่อ คาดว่าจะพิจารณาในการประชุม ก.ต.ครั้งต่อไป สามารถดูบัญชีรายชื่อผลการประชุม ก.ต. ครั้งที่ 13/2563 ได้ตามลิงก์&amp;nbsp;https://bit.ly/2EJ9zBV&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76081</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ต., คณะกรรมการตุลาคม, แต่งตั้งโยกย้าย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181218/image_big_5c18bef6dfaa0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76079</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2020 18:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2020 18:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ไสลเกษ&#039; หัวโต๊ะก.ต.ไฟเขียวโยกย้าย 91 ผู้พิพากษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไสลเกษ วัฒนพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค. 63 - ที่ศาลฎีกา สนามหลวง นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 13/2563 มีวาระการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายผู้พิพากษาตามบัญชีรายชื่อของสำนักงานศาลยุติธรรม โดย ก.ต.เห็นชอบแต่งตั้งโยกย้ายระดับชั้น 4 สับเปลี่ยนตำแหน่งบัญชี 3 เพิ่มเติม (พ.ฎีกา-อธิบดีผู้พิพากษา-ปธ.แผนกในศาลอุทธรณ์-ปธ.ศาลอุทธรณ์ภาค-หัวหน้าอุทธรณ์-ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์) จำนวน 7 ตำแหน่ง มีตำแหน่งและบุคคลที่น่าสนใจ อาทิ นายสันติ วงศ์รัตนานนท์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง, นายสรศักดิ์ จันเกษม ผู้พิพากษาศาลฎีกา ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาค 2 และนายวิชาญ ศิริเศรษฐ์ รองประธานศาลอุทธรณ์ ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ระดับชั้น 4 สับเปลี่ยนตำแหน่งบัญชี 3 จำนวน 84 ตำแหน่ง มีตำแหน่งและบุคคลที่น่าสนใจ อาทิ นายจีระพัฒน์ พันธุ์ทวี อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค 6 อดีตเลขานุการศาลฎีกา ไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าศาลอุทธรณ์, นายธวัชชัย สุรักขกะ ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ไปดำรงตำแหน่งเลขานุการศาลฎีกา และนายธนรัตน์ ทั่งทอง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็น ก.ต.ชั้นศาลอุทธรณ์ ไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าศาลอุทธรณ์ ทั้งหมดให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2563 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บัญชีโยกย้ายชั้น 4 สับเปลี่ยนตำแหน่งบัญชี 3 ทางสำนักงานศาลยุติธรรมเสนอบัญชีมี 161 รายชื่อ โดยที่ประชุม ก.ต.เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา พิจารณาไป 50 รายชื่อ วันนี้มีการพิจารณารวมทั้งหมดอีก 91 รายชื่อ ยังเหลืออีก 20 รายชื่อ คาดว่าจะพิจารณาในการประชุม ก.ต.ครั้งต่อไป สามารถดูบัญชีรายชื่อผลการประชุม ก.ต. ครั้งที่ 13/2563 ได้ตามลิงก์ https://bit.ly/2EJ9zBV&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76079</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ต., ศาลยุติธรรม, โยกย้าย91ผู้พิพากษา, ไสลเกษ วัฒนพันธุ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190731/image_big_5d41aa7a0d195.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56474</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/02/2020 15:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/02/2020 15:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เลือกตั้งกรรมการตุลาการ 4 มี.ค.นี้  เปิดรายชื่อผู้พิพากษาโดดเด่นเข้าชิง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางเมทินี ชโลธร ,นายบุญชู ทัศนประพันธ์,นายสุวิชา สุขเกษมหทัย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.พ.63 - นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ในฐานะประธานกรรมการดำเนินการเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) ได้กล่าวถึงการเลือกตั้ง ก.ต. ใน 3 ชั้นศาล แทน ก.ต.ชุดเก่า ที่จะหมดวาระลงในวันที่ 21 มี.ค. 2563 ว่า ตามที่ประธานศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ดำเนินการเลือก ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา 36 (2) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 และสำนักงานศาลยุติธรรมได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ไปยังข้าราชการตุลาการผู้มีสิทธิรับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้แสดงความประสงค์รับเลือกมายังสำนักงานศาลยุติธรรม ตั้งแต่วันที่ 21-27 ม.ค. 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปรากฏว่า มีผู้แสดงความประสงค์รับเลือกเป็น ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิในชั้นศาลฎีกา 9 คน (เลือกเอา 6 คน) ประกอบด้วย 1.นางเมทินี ชโลธร รองประธานศาลฎีกา 2.น.ส.ปิยกุล บุญเพิ่ม ปธ. แผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา 3.นางวาสนา หงส์เจริญ ปธ. แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา 4.นายพศวัจณ์ กนกนาก ปธ. แผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา 5.นางนุจรินทร์ จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา 6.นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา 7.นายกิจชัย จิตธารารักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา 8.นายชาติชาย กริชชาญชัย ผู้พิพากษาศาลฎีกา 9.นายสมเกียรติ ตั้งสกุล ผู้พิพากษาศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชั้นศาลอุทธรณ์ 12 คน (เลือกเอา 4 คน) ประกอบด้วย 1.นายทวีศักดิ์ ทองภักดี ปธ.ศาลอุทธรณ์ภาค 8 2.นายบุญชู ทัศนประพันธ์ ปธ.อุทธรณ์ภาค 6 3.นายเศกสิทธิ์ สุขใจ ปธ.แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบในศาลอุทธรณ์ 4.นางจรรยา จีระเรืองรัตนา รอง ปธ.แผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์ 5.นายมานิตย์ สุขอนันต์ ปธ.แผนกคดีเลือกตั้งในศาลอุทธรณ์ภาค 6 6.นายสมชาย อุดมศรีสำราญ รอง ปธ.แผนกคดียาเสพติดในศาลอุทธรณ์ 7.นายจุมพล ชูวงษ์ &amp;nbsp;ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ 8.นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ 9.นายพรหมมาศ ภูแส่ ผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ 10.นายธนรัตน์ ทั่งทอง ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ 11.นายพงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ 12.นายเจริญ ดวงสุวรรณ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชั้นศาลชั้นต้น 7 คน (เลือกเอา 2 คน) ประกอบด้วย 1.นายกีรติ วรพุทธพงศ์ อธ.แรงงานภาค 4 2.นายณรัช อิ่มสุขศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสมุทรปราการ 3.นายสุวิชา สุขเกษมหทัย ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา 4.นายอิทธิพล โสขุมา เลขานุการศาลอุทธรณ์ภาค 1 ช่วยทำงานชั่วคราว ในตำแหน่งเลขานุการศาลอุทธรณ์ภาค 6 5.นายจรัล เตชะวิจิตรา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแพ่ง 6.นายกำพล รุ่งรัตน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลล้มละลายกลาง 7.นายวรกฤต วรรณรัตน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ ในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำนวนผู้พิพากษาผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก.ต.ทั้งหมดจำนวน 4,724 คน แบ่งเป็นชั้นศาลฎีกาจำนวน 175 คน (แบ่งเป็น ผู้พิพากษาศาลฎีกา จำนวน 123 คน ผู้พิพากษาอาวุโสจำนวน 52 คน) ชั้นศาลอุทธรณ์จำนวน 901 คน (แบ่งเป็น ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์จำนวน 720 คน ผู้พิพากษาอาวุโสจำนวน 181 คน) ชั้นศาลชั้นต้นจำนวน 3,648 คน (แบ่งเป็น ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นจำนวน 3,344 คน ผู้พิพากษาอาวุโสจำนวน 169 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้พิพากษาประจำศาลจำนวน 135 คน) สำหรับผู้มีสิทธิรับเลือก (แม้ไม่แสดงความประสงค์จะรับเลือก) จะมีชั้นศาลฎีกาจำนวน 121 คน ชั้นศาลชั้นอุทธรณ์จำนวน 719 คน ชั้นศาลชั้นต้นจำนวน 951 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสราวุธ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกำหนดการส่งบัตรเลือกให้ผู้มีสิทธิเลือก ทางสำนักงานศาลยุติธรรมจะจัดส่งบัตรเลือกพร้อมบัญชีรายชื่อและหมายเลขบุคคลผู้มีสิทธิรับเลือกไปยังข้าราชการตุลาการผู้มีสิทธิเลือก จำนวน 4,724 ราย ในวันที่ 17 ก.พ. 2563 โดยกำหนดส่งบัตรคืนวันสุดท้ายคือวันที่ 3 มี.ค. 2563 เวลา 16.30 น. ตรวจนับคะแนนในวันที่ 4 มี.ค. 2563 ตั้งแต่เวลา 8.30 น. การดำเนินการในวันตรวจนับคะแนนเริ่มตั้งแต่เวลา 07.30 น.โดยคณะอนุกรรมการรับและเก็บรักษาบัตรเลือก จะนำส่งบัตรเลือกทั้งหมดให้คณะอนุกรรมการตรวจนับคะแนน คณะอนุกรรมการตรวจนับคะแนนจะตรวจนับจำนวนบัตรเลือกที่ได้รับจากคณะอนุกรรมการรับและเก็บรักษาบัตรเลือก แล้วลงนามรับมอบบัตรเลือกและดำเนินการตรวจนับคะแนนโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อนับคะแนนแล้วเสร็จ ประธานอนุกรรมการตรวจนับคะแนนจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือก และรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการดำเนินการเลือกต่อไป โดยจะเชิญกรรมการทุกคนมาประชุมในวันตรวจนับคะแนนวันที่ 4 มี.ค. ตั้งแต่เวลา 08.00 น.ที่ห้องรับรองสำนักงานศาลยุติธรรมชั้น 12 เพื่อวินิจฉัยบัตร กรณีคณะอนุกรรมการตรวจนับคะแนนไม่อาจหาข้อยุติได้ และรับทราบรายงานผลการตรวจนับคะแนนจากคณะอนุกรรมการตรวจนับคะแนน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้สมัคร ก.ต.ในครั้งนี้มีรายชื่อผู้สมัครที่น่าสนใจเเละมีบทบาทโดดเด่น ได้แก่ 1.นางเมทินี ชโลธร รองประธานศาลฎีกา ซึ่งจะมีคิวลำดับที่จะถูกเสนอชื่อขึ้นเป็นประธานศาลฎีกาคนที่ 46 ต่อจาก นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ มีบทบาทในการดำเนินงานตามนโยบายของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับเรื่องคุ้มครองสิทธิประชาชนในเรื่องการประกันตัวอย่างโดดเด่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังมี น.ส.ปิยกุล บุญเพิ่ม ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ซึ่งนับตามลำดับอาวุโสแล้วจะมีคิวถูกเสนอชื่อดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกาในสมัยต่อจากนางเมทินี และยังเป็นทีมทำงานเดียวกัน รวมถึง นางวาสนา หงส์เจริญ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา ที่ร่วมเดินทางเข้าเรือนจำ นำใบปล่อยชั่วคราวไปแจ้งผู้ต้องหาทราบในเรื่องสิทธิการประกันตัวตามนโยบายคุ้มครองสิทธิ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนอีกคนที่มาแรงน่าจับตามอง คือนางนุจรินทร์ จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการลงสมัคร ก.ต.หรือ คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (กบศ.) ที่นางนุจรินทร์ลงสมัครจะได้รับเลือกทุกครั้ง จึงน่าสนใจว่าการเลือกตั้ง ก.ต.ระดับศาลฎีกา ถือเป็นช่วงปีที่ผู้พิพากษาหญิงมีความโดดเด่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วน นายกิจชัย จิตธารารักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ก็น่าสนใจในเรื่องฐานเสียงเรื่องจากผู้พิพากษาในรุ่นเดียวกับนายกิจชัย ปัจจุบันรับราชการสังกัดในศาลฎีกาจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระดับชั้นอุทธรณ์ที่โดดเด่นได้แก่ นายบุญชู ทัศนประพันธ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก่อนที่จะมาดำรงตำแหน่งในศาลอุทธรณ์ เคยนั่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ซึ่งเป็นศาลใหญ่และมีบทบาทสำคัญ ทั้งเคยนั่งอธิบดีศาลชั้นต้นมาหลายศาล &amp;nbsp;อีกทั้งยังเคยได้รับเลือกเป็น ก.ต.มาแล้ว 2 สมัย เมื่อครบวาระในการว่างเว้น จึงอาสาเข้ารับการคัดเลือกในชั้นอุทธรณ์นี้ อีกคนที่เด่น คือ นายเจริญ ดวงสุวรรณ์ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ภาค 1 ซึ่งเป็นอดีต ก.ต.ในศาลชั้นต้นมา 2 สมัย เมื่อครบวาระที่สามารสมัครเข้ารับคัดเลือกจึงอาสาตัวมาในชั้นศาลอุทธรณ์ และมีนายทวีศักดิ์ ทองภักดี ประธานศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งเป็นที่รู้จักกว้างขวางในหมู่ผู้พิพากษา รวมถึงนายมานิตย์ สุขอนันต์ ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่เคยได้รับเลือกเป็น ก.ต.เก่าก็มีลุ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระดับศาลชั้นต้นที่โดดเด่น ได้แก่ นายสุวิชา สุขเกษมหทัย ซึ่งเป็น ก.ต.ในปัจจุบันนี้ จากการที่ได้รับเลือกคะแนนมาเป็นลำดับที่ 1 ของศาลชั้นต้นในครั้งที่แล้ว เนื่องจากเป็นวิทยากรผู้บรรยายหลักสูตรอบรมของผู้พิพากษา ตั้งแต่ระดับหัวหน้าศาลจนกระทั่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ซึ่งที่ผ่านมามีผลงานร่วมผลักดันให้ขยายวาระในการดำรงตำแหน่งของศาลชั้นต้นจาก 5 ปีเป็น 6 ปี และคัดถ่ายคำพิพากษาเป็น 10 วันทำการ จึงได้คะแนนนิยมมาก เนื่องจากผลักดันเพื่อศาลชั้นต้นหลายประการ ยังได้รับความไว้วางใจจาก ก.ต. ให้เป็นคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงในกรณีผู้พิพากษายิงตัวเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่คลาดสายตาไม่ได้ คือนายณรัช อิ่มสุขศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสมุทรปราการ อดีต ก.ต.ศาลชั้นต้น 2 สมัยซ้อน ซึ่งครบกำหนดวาระสามารถสมัคร ก.ต.ได้อีก และนายกำพล รุ่งรัตน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลล้มละลายกลาง ซึ่งปัจจุบันเป็น ก.ต.ศาลชั้นต้น ที่นั่งคู่กับนายสุวิชาในปัจจุบัน ส่วนนายอิทธิพล โสขุมา เลขานุการศาลอุทธรณ์ภาค 1, นายจรัล เตชะวิจิตรา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลแพ่ง ก็นับว่าน่าจับตามองไม่น้อย ซึ่งตามปกติแล้ววิสัยการเลือก ก.ต.ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษาส่วนมากจะเลือกผู้พิพากษาที่ประจำอยู่ในศาลชั้นต้นด้วยกัน จะไม่นิยมเลือกผู้พิพากษาจากศาลสูงที่มานั่งผู้บริหาร เนื่องจากสัดส่วน ก.ต.ของศาลชั้นต้นน้อยกว่าชั้นศาลอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ ก.ต. นั้น เป็นองค์กรทำหน้าที่ในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม มีมีหน้าที่ในการพิจารณาแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนชั้น มีอำนาจให้คุณให้โทษ ผู้พิพากษาที่กระทำความผิดรวมถึงคุ้มครองความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี โดย ก.ต. ทั้งคณะจะมีทั้งหมด 15 คน ประกอบด้วยประธานศาลฎีกา เป็นประธาน ก.ต.โดยตำแหน่ง มี ก.ต.ชั้นศาลฎีกา 6 คน ชั้นศาลอุทธรณ์ 4 คน ศาลชั้นต้น 2 คน และ ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากบุคคลภายนอกอีก 2 คน ที่มาจากการเลือกของผู้พิพากษา มีกำหนดอยู่ในตำแหน่งวาระละ 2 ปี ติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 วาระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สามารถตรวจสอบบัญชีรายชื่อและหมายเลขบุคคลผู้มีสิทธิรับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิพร้อมวิสัยทัศน์ได้ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;✅ ชั้นศาลฎีกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; บัญชีรายชื่อ : http://gg.gg/giuks&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ประวัติและวิสัยทัศน์ : http://gg.gg/giukv&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;✅ &amp;nbsp;ชั้นศาลอุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัญชีรายชื่อ : http://gg.gg/giukw&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประวัติและวิสัยทัศน์ : http://gg.gg/giul1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;✅ ชั้นศาลชั้นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บัญชีรายชื่อ : http://gg.gg/giul9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประวัติและวิสัยทัศน์ :&amp;nbsp;http://gg.gg/giulb&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56474</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ต., กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ, กระบวนการยุติธรรม, ตุลาการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200206/image_big_5e3bcb777488e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52944</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ศาล’สะเทือน ข้องใจไอโหวต ก.ต.ถก24ธ.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;วงการศาลสะเทือนอีกรอบ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ข้องใจผลเลือกตั้ง ก.บ.ศ.ชั้นอุทธรณ์ ร่อนสารถึง &amp;ldquo;ไสลเกษ&amp;rdquo; วอนเช็กระบบไอโหวต งงทำไมรวมคะแนนล่าช้าถึง 2 ชั่วโมง ที่สำคัญผลไม่ตรงตามพยานบุคคลที่แจ้ง ก.ต.เตรียมนำเรื่องเข้าที่ประชุม 24 ธ.ค.นี้ &amp;ldquo;สราวุธ&amp;rdquo; ลั่นระบบโปร่งใสตรวจสอบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. มีความเคลื่อนไหวจากกรณีเมื่อช่วงต้นเดือน ธ.ค. นายบุญเขตร์ พุ่มทิพย์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ลงสมัครรับเลือกเป็นกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ชั้นอุทธรณ์ (เลือกซ่อม 1 ตำแหน่ง) ได้ยื่นหนังสือถึงนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา, คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) และ ก.บ.ศ.ตรวจสอบระบบประมวลผลการลงคะแนนเลือก ก.บ.ศ. ชั้นอุทธรณ์ 1 คน เมื่อวันที่ 24 ต.ค.2562 ซึ่งเปลี่ยนวิธีลงคะแนนด้วยบัตรกระดาษ มาใช้วิธีการลงผลคะแนนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ลงคะแนนผ่านมือถือในแอปพลิเคชัน i-Vote และเก็บข้อมูลการลงคะแนนด้วยระบบบล็อกเชน โดยนายบุญเขตร์มีข้อสงสัยในการประมวลผลนับคะแนนว่าจะผิดปกติ ทำให้ผลการเลือกตั้งไม่ตรงตามความจริงหรือไม่ &amp;nbsp;
ทั้งนี้ หนังสือร้องเรียนของนายบุญเขตร์มีเนื้อหาสรุปว่า ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดให้เลือกตั้ง ก.ต. และ ก.บ.ศ. เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ลงคะแนนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และเก็บข้อมูลในระบบบล็อกเชน ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถลงคะแนนจากโทรศัพท์มือถือตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. และทราบผลในทันทีเมื่อสิ้นสุดเวลาดำเนินการเลือกตั้ง ขณะที่ในวันดังกล่าวเมื่อทราบผลการลงคะแนนเลือกตั้ง ก.ต. ที่สำนักงานศาลยุติธรรมประกาศในเวลาประมาณ 16.26 น.แล้ว ในเวลา 16.34 น. ซึ่งเป็นเวลาหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาเลือกตั้ง 34 นาที ได้รับแจ้งทางแอปพลิเคชันไลน์จากเจ้าหน้าที่ของสำนักงานศาลยุติธรรม สรุปได้ว่าทราบผลการลงคะแนนเลือกตั้ง ก.บ.ศ.แล้ว กระทั่งเวลา 18.00 น.เศษ หลังสิ้นสุดการเลือกตั้ง 2 ชั่วโมงเศษ สำนักงานศาลยุติธรรมประกาศผลการลงคะแนนเลือกตั้ง ก.บ.ศ. ซึ่งแตกต่างจากผลการลงคะแนนเลือกตั้งที่ได้รับทราบจากพยานบุคคลดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ปกติการประมวลผลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์หลักและสำรองหลายเครื่อง เพื่อช่วยประมวลผล และเพื่อป้องกันระบบล่มในกรณีฉุกเฉิน จึงทำให้การประมวลผลรวดเร็ว แต่การประกาศผลการลงคะแนนที่ล่าช้าถึง 2 ชั่วโมงเศษ ย่อมไม่ใช่การประกาศผลการลงคะแนนในทันที และเมื่อพิจารณาประกอบกับผลการเลือกตั้งที่แตกต่างจากที่ได้รับแจ้งจากพยานบุคคล ทำให้มีเหตุให้สงสัยว่าอาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นในการประมวลผลการลงคะแนนเลือกตั้ง อันอาจมีผลถึงความถูกต้องของผลการเลือกตั้ง&amp;rdquo;&amp;nbsp;
หนังสือระบุด้วยว่า หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นจริงในการประมวลผลการลงคะแนนเลือกตั้งดังกล่าว ไม่ว่าอาจเกิดจากระบบประมวลผลอิเล็กทรอนิกส์ หรืออาจเกิดจากการกระทำของบุคคล ย่อมทำให้ผลการเลือกตั้งไม่ตรงตามความเป็นจริง ซึ่งนอกจากทำให้ผู้มีสิทธิได้รับเลือกตั้งเสียสิทธิที่อาจได้รับการเลือกตั้งตามความเป็นจริงแล้ว ยังทำให้ผลการเลือกตั้งไม่ตรงกับเจตนาผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง และอาจทำให้ผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งที่สำคัญที่สุดคือกระทบถึงความน่าเชื่อถือของสถาบันตุลาการศาลยุติธรรม จึงขอเสนอให้ตรวจสอบเพื่อให้ทราบว่าผลการเลือกตั้งที่แท้จริงเป็นอย่างไร เพราะหลักฐานการลงคะแนนต้องเก็บไว้ 90 วันนับแต่วันประกาศผล จึงจำเป็นต้องตรวจสอบด้วยความรวดเร็ว&amp;nbsp;
สำหรับการเลือก ก.บ.ศ.ดังกล่าว ตามผลที่ได้ประกาศโดยสำนักงานศาลยุติธรรม มีผู้พิพากษาใช้สิทธิลงคะแนน 2,878 คน คิดเป็น 62.28% จากจำนวนผู้มีสิทธิลงคะแนน 4,621 คน โดยผู้ที่ได้รับเลือก ก.บ.ศ.ชั้นอุทธรณ์ 1 คน ได้คะแนนสูงสุด 1,465 คะแนน ส่วนที่ 2 ได้ 602 คะแนน และนายบุญเขตร์ ได้คะแนนลำดับที่สาม 231 คะแนน&amp;nbsp;
รายงานแจ้งว่า ในส่วนของการร้องเรียนนั้นไม่ได้โต้แย้งในคุณสมบัติผู้ลงสมัครคนอื่นๆ แต่ต้องการให้มีการตรวจสอบระบบนับคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถือเป็นขอตรวจสอบระบบครั้งแรกจากที่สำนักงานศาลยุติธรรมได้เริ่มนำระบบ i-Vote มาใช้กับการเลือกคณะกรรมการชุดต่างๆ ตั้งแต่เดือน พ.ค.2562&amp;nbsp;
นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีการขอตรวจสอบระบบว่า ระบบลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์นี้ จะมีเอาต์ซอร์สเอกชนภายนอกดูแลระบบบล็อกเชน สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมดที่ทำด้วยความโปร่งใส ซึ่งในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินการคัดเลือก ก.ต./ก.บ.ศ./ก.ศ.นั้น ก็ได้มีหนังสือแจ้งไปยังเอาต์ซอร์สให้ตรวจสอบระบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเทคนิคแล้ว ในการประชุม ก.ต. วันที่ 24 ธ.ค.นี้ หากสอบถามในรายละเอียดก็มีข้อมูลพร้อมนำเสนอทั้งหมดที่ตรวจสอบมาแล้ว&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ที่เรานำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ลงคะแนนและประมวลคะแนนนั้น สร้างความสะดวกจากที่ต้องส่งบัตรคะแนนทางไปรษณีย์จากทั่วประเทศมานับยังสำนักงานศาลยุติธรรมนี้ ซึ่งช่วยลดแรงงานคนนับบัตร และลดเวลาที่ปกติใช้เวลานานเป็นวันๆ โดยตามการประเมินผลระบบพบว่า จากการเลือกคณะกรรมการทั้ง 3 ก.ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ใช้คนลดลง 279 คน และเวลาทำงานลดลง 47 วัน ประหยัดค่าใช้จ่ายลง 347,420.17 บาท&amp;rdquo;
นายสราวุธยืนยันว่า การลงคะแนนระบบอิเล็กทรอนิกส์ของผู้พิพากษาแต่ละคนผ่านมือถือก็ต้องมีรหัส OTP เฉพาะไม่เหมือนกัน หากจะมองว่าเป็นการทุจริตจึงเป็นไปได้ยาก โดยขอย้ำว่าการนำระบบมาใช้นั้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ได้มีประโยชน์กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเพื่อประโยชน์ของใคร ขณะที่ไม่ว่าจะระบบใดก็พร้อมตรวจสอบได้ตรงไปตรงมา ไม่มีเรื่องการช่วยเหลือใคร.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52944</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.ต., ก.บ.ศ., ก.บ.ศ.ชั้นอุทธรณ์, รวมคะแนนล่าช้า, ระบบไอโหวต, ศาลอุทธรณ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191220/image_big_5dfcc14371fa7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
