<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>61914</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2020 13:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2020 11:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุคลากรทางการแพทย์เฮ!ครม.เห็นชอบหลักการบรรจุข้าราชการสธ.45,242ตำแหน่งเป็นกำลังใจให้สู้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 เม.ย. 63 - เมื่อวันศุกร์ มีรายงานว่า ในการคณะรัฐมนตรี(ครม.)นัดพิเศษที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมฯ ได้อนุมัติหลักการบรรจุพนักงาน ลูกจ้าง สาธารณสุข เป็นข้าราชการ ตามที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นำเสนอเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับระบบสาธารณสุขไทย อย่างยั่งยืน และ สร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน ต่อสู้กับโรค covid-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยครม. มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข หารือ กับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และทำเรื่องเสนอครม.อนุมัติ อีกครั้งในวันที่ 7เมย.เพื่อนำสู่การปฏิบัติโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้เสนอวาระขอบรรจุข้าราชการเพิ่มเติมที่ดูแลผู้ป่วย COVID-19 จำนวน 45,242 ตำแหน่ง ประกอบด้วยพยาบาลที่ยังไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชราช และ นักวิชาการสาธารณสุข หรือ หมออนามัย ที่ทำงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล&amp;nbsp; ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของระบบสาธารณสุขไทย ในการควบคุมโรคต่างจังหวัดและพื้นที่ชนบท และเป็นกำลังสำคัญในการทำระบบ กักตัวโดยรัฐ หรือ State Quarantine&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61914</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.พ.ร., การระบาดของไวรัสโควิด-19, นายอนุทิน ชาญวีรกุล, บรรจุข้าราชการสธ., บุคลากรทางการแพทย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200403/image_big_5e86c0f8c76db.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31232</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/03/2019 15:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/03/2019 14:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;หมออุดม&quot;เชิญสกอ. วท.,ก.พ.ร.และสภาพัฒน์ฯ หารือขับเคลื่อนก่อร่างกระทรวงอุดมฯ หลังพ.ร.บ.ประกาศใช้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
13มี.ค.62-นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวว่า ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีมติเห็นชอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในวาระ 3 แล้วนั้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเสนอโปรดเกล้า และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยในส่วนคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมนั้น ได้มีการตั้งแต่งให้พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ทั้งนี้สำหรับโครงการภายในของกระทรวงใหม่นั้น ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ได้มีการเตรียมการในเรื่องนี้แล้ว ซึ่งจะยึดภารกิจของกระทรวงอุดมฯ เป็นหลัก ส่วนในรายละเอียดว่าจะต้องมีการปรับลดหน่วยงานใด หรือรวมหน่วยงานไหนให้ทำงานด้วยกัน จะมีการหารือในภายหลัง เพราะคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปกระทรวงการอุดมฯ จะเป็นผู้ที่กำหนดว่าโครงสร้างภายในจะเป็นอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นในวันที่ 14 มีนาคมนี้ ผมได้เชิญตัวแทนจาก วท. สกอ. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มาประชุมอย่างไม่เป็นทางการเพื่อชี้แจงสิ่งที่เราได้คิดไว้สำหรับกระทรวงใหม่ในส่วนของ ศธ. และจากนั้นก็จะฟังทาง วท. เพื่อที่จะหาข้อสรุปในการบูรณาการการทำงาน ภารกิจใหม่ และโครงสร้างภายในของกระทรวงใหม่ เตรียมความพร้อมให้ทางคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปกระทรวงการอุดมฯ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนและสามารถขับเคลื่อนงานไปได้อย่างเร็วขึ้น&amp;rdquo;รมช.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อุดม กล่าวต่อว่า การที่รวม วท. สกอ. และหน่วยงานที่ดูแลเรื่องงานวิจัยเข้าด้วยกันนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะจะทำให้เกิดการบูรณาการในการทำงานร่วมกัน และทุกอย่างจะขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้เกิดพลังในการขับเคลื่อน การพัฒนาสร้างคนที่มีคุณภาพมากขึ้น ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมและการเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะเป้าหมายสำคัญของกระทรวงใหม่นี้ คือ การเป็นหัวรถจักรในการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เศรษฐกิจของประเทศ เพราะอุดมศึกษาถือเป็นฐานในการผลิตคนที่มีคุณภาพ และต้องทำงานวิจัยและนวัตกรรมด้วย ทั้งนี้ วท.ก็เป็นหน่วยงานที่สำคัญ ที่จะต้องนำงานวิจัยแนะนวัตกรรมต่างๆ มาเชื่อมต่อกับภาคอุตสาหกรรม และในหน่วยงานที่ให้ทุนวิจัยก็เข้ามาร่วมตรงนี้ ซึ่งจะทำให้ทุกหน่วยงานเห็นภาพเดียวกันไม่ใช่ต่างคนต่างคิด และจะทำให้การทำงานเกิดการบูรณาการระหว่างมหาวิทยาลัยมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31232</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.พ.ร., กระทรวงอุดมศึกษาฯ, นพ.อุดม คชินทร, วท., สกอ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190302/image_big_5c7a7e93c624a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>8266</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2018 16:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2018 16:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘บิ๊กตู่’ ตีกลับข้อเสนอผุด31หน่วยงานใหม่รองรับปฏิรูป</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;01 พ.ค.2561 - &amp;nbsp;ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติในเรื่องที่ 5 ว่าด้วยการขอจัดตั้งหน่วยงานตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ว่า ครม.เห็นชอบในส่วนราชการดำเนินการตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2561 ในการรองรับการขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปประเทศตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เสนอ &amp;nbsp;โดยต้องพิจารณาการปรับปรุงบทบาท ภารกิจ &amp;nbsp;และโครงสร้างของหน่วยงานที่มีอยู่เดิมเป็นลำดับแรกก่อน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อเสนอการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ไม่ควรมีผลผูกพันกับส่วนราชการในทันที &amp;nbsp;และหากยังมีความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่ ควรจัดตั้งเฉพาะที่มีเหตุผลความจำเป็นและคำนึงถึงค่าใช้จ่าย &amp;nbsp;ทั้งนี้ &amp;nbsp;มอบหมายให้สำนักงาน ก.พ.ร. ศึกษาเรื่องดังกล่าวในรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลตามความจำเป็นและความคุ้มค่าในการจัดตั้งให้ชัดเจนควบคู่ไปด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาระสำคัญของเรื่อง สำนักงาน ก.พ.ร. รายงานว่า แผนการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน มีข้อเสนอการปรับบทบาทภารกิจและโครงสร้างส่วนราชการเพื่อรองรับการขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปประเทศ ดังนี้ 1.การขอจัดตั้งหน่วยงานใหม่ จำนวน 31 หน่วยงาน โดยจำแนกตามประเภทที่ขอจัดตั้งได้ คือ การขอจัดตั้งหน่วยงานระดับกรม จำนวน 9 หน่วยงาน, การขอจัดตั้งหน่วยงานภายใต้กรม 13 หน่วยงาน, อื่น ๆ เช่น องค์การมหาชน หรือองค์กรอิสระ เป็นต้น &amp;nbsp;9 หน่วยงาน, การขอปรับบทบาทภารกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ 24 หน่วยงาน และการขอจัดตั้งหน่วยงานที่ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ก.พ.ร. 21 หน่วยงาน ซึ่งการขอจัดตั้งหน่วยงานใหม่ตามร่างแผนการปฏิรูปประเทศดังกล่าวไม่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ &amp;nbsp;ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐที่มีเป้าหมายให้ภาครัฐมีขนาดที่เล็กลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ก.พ.ร.ในการประชุมครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 5 เม.ย.2561 ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้พิจารณาเรื่องการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มี.ค.ในประเด็นการรองรับการขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปประเทศ โดยที่ประชุมมีมติให้ส่วนราชการที่ต้องจัดตั้งหน่วยงานตามแผนการปฏิรูปประเทศพิจารณาการปรับปรุงบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างของหน่วยงานที่มีอยู่เดิมเป็นลำดับแรกก่อน &amp;nbsp;สำหรับข้อเสนอการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ &amp;nbsp;ไม่ควรมีผลผูกพันกับส่วนราชการในทันที และหากยังมีความจำเป็นที่ต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่เพิ่มควรจัดตั้งเฉพาะที่มีเหตุผลความจำเป็นและคำนึงถึงค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังมอบหมายให้ สำนักงาน ก.พ.ร. ศึกษาเรื่องดังกล่าวในรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลความจำเป็นและความคุ้มค่าในการจัดตั้งให้ชัดเจนควบคู่ไปด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน ประกอบด้วย ด้านการเมือง, ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน, ด้านกฎหมาย, ด้านกระบวนการยุติธรรม, ด้านเศรษฐกิจ, ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ด้านสาธารณสุข, ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ, ด้านสังคม, ด้านพลังงาน, และด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8266</URL_LINK>
                <HASHTAG>ก.พ.ร., ครม., ค่าใช้จ่าย, ปฏิรูป 11 ด้าน, มติคณะรัฐมนตรี, รองนายกรัฐมนตรี, วิษณุ เครืองาม, หน่วยงานใหม่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae836371755d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4565</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2018 17:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2018 16:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลจ่อยกเลิกขอใบอนุญาตทำธุรกิจหลายพันฉบับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐบาลเร่งปฏิรูปกฎหมาย จ่อโละการขอใบอนุญาตทิ้งเกือบ 5,000 ฉบับ หวังลดขั้นตอน และเชฟต้นทุนในการทำธุรกิจ ฟาก กพร. เตรียมเปิดให้ขอใบอนุญาตผ่านออนไลน์กว่า 300 ฉบับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มี.ค. 2561 นายกอบศักดิ์ &amp;nbsp;ภูตระกูล &amp;nbsp;รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงานสัมมนา executive forum on competitiveness 2018 จัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ ทีเอ็มเอ ว่า &amp;nbsp;รัฐบาลให้ความสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันในไทย ติด 20 อันดับแรกของประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุด &amp;nbsp;จากปัจจุบันไทยอยู่ในอันดับ &amp;nbsp;27 จากการจัดของ international Institute for Management Development หรือ ไอเอ็มดี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวทางการดำเนินงาน &amp;nbsp;จะเน้นไปที่การปฏิรูปกฎหมายที่จะช่วยอำนวยความสะดวกและลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ &amp;nbsp;โดยรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะ ยกเลิกใบอนุญาตต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพของประชาชนที่ในปัจจุบันมีอยู่กว่า 5,000 เรื่อง แต่ในอนาคต จะลดให้เหลือไม่เกิน 1,000 ฉบับ ซึ่งเชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าว จะช่วยลดขั้นตอน และลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; หากต้องการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน เราจำเป็นต้องปฏิรูปกฎหมายครั้งใหญ่ เพราะกฎหมายหลายฉบับของไทย ค่อนข้างล้าสมัย บางเรื่องประกาศใช้มากว่า 70ปี และยังเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการขออนุญาตประกอบธุรกิจที่ซับซ้อน หลายขั้นตอน ซึ่งมีต้นทุนที่สูง เราต้องดูแนวทางของประเทศเหมือนเกาหลีใต้ ที่สะสางกฎหมายลดลงไปได้ถึง 50% ทำให้ลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้ประมาณปีหนึ่งถึงหลายแสนล้านบาทต่อปี แน่นอนมันทำให้ภาครัฐเสียรายได้บ้าง แต่จะส่งผลดีต่อการแข่งขันในระยะยาว&amp;quot; นายกอบศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางอารีย์พันธ์ เจริญสุข &amp;nbsp;รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) &amp;nbsp;เปิดเผยว่า รัฐบาลมีเป้าหมายที่ยกระดับความยากง่ายในการทำธุรกิจ (doing Business) ให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ในอันดับที่ 26 &amp;nbsp; ซึ่งยังตามหลังมาเลเชียที่อยู่ในอันดับที่ 24 &amp;nbsp;โดยรัฐบาลไทยคาดหวังว่า จะสามารถแซงมาเลเชียได้ในปีนี้ โดยสิ่งที่รัฐบาล ดำเนินการก็คือ การปฏิรูปกระบวนการทำงานของราชการ ที่จะต้องอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;โดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับการขอใบอนุญาตการประกอบธุรกิจ ซึ่งรัฐบาลเตรียมรวบรวมการขอใบอนุญาตที่สำคัญกว่า 300 ฉบับ มาให้บริการในอินเทอร์เน็ตภายในปี 2562 &amp;nbsp;เพื่อลดเวลา และลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4565</URL_LINK>
                <HASHTAG>doing Business, ก.พ.ร., กอบศักดิ์ ภูตระกูล, ขีดความสามารถในการแข่งขัน, ปฏิรูปกฎหมาย, รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ใบอนุญาต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180308/image_big_5aa101c3066dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
