<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116866</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 22:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 22:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิด 3 รายชื่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานคนใหม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 กันยายน 2564 นายณอคุณ สิทธิพงศ์ ประธานกรรมการสรรหากรรมการกำกับกิจการพลังงาน ได้ออกประกาศรายชื่อบุคคลที่ได้รับการคัดเลือกเสนอชื่อเป็นกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)ตามมาตรา 15 พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน ปี 2550 จำนวน 3 คน จากผู้สมัคร 31 คน&amp;nbsp; ซึ่งจะมาทำหน้าที่แทนกรรมการคนเก่าที่ถูกจับสลากออก 3 คน(พ้นวาระ 1 ต.ค. 2564)​&amp;nbsp;ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.นายนรินทร์ โอภามุรธาวงศ์ ซึ่งเป็นกรรมการอิสระ ธนาคารอาคารสงเคราะห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.นายพิทักษ์ จรรยพงษ์ เป็นอดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่วางแผนธุรกิจก๊าซธรรมชาติ/ท่อจัดจำหน่ายหน่วยก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาบริษัท กัลฟ์เอ็นเนอร์จีดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ และเคยเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเตรียมเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และคณะรัฐมนตรีในลำดับต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116866</URL_LINK>
                <HASHTAG>1.นายพิทักษ์ จรรยพงษ์ 2.นายนรินทร์ โอภามุรธาวงศ์ และ 3.นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา, กกพ., กรรมการคนใหม่, บอร์ดชุดใหม่, ประกาศรายชื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_61420b8f511b7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109131</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 11:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 11:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> &#039;กกพ.&#039;ตรึงเอฟทีตลอดปี 64 ช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค. 2564 นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2564 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้ตรึงค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือนกันยายน &amp;ndash; ธันวาคม 2564 โดยให้เรียกเก็บที่ -15.32 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้ายังคงจ่ายค่าไฟฟ้าเท่าเดิมในอัตรา 3.61 บาทต่อหน่วย ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2564 ตามแนวทางการพิจารณาที่จะเกลี่ยค่าเอฟทีให้คงที่ตลอดปี 2564 นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาวการณ์ฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตามภาวะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นตามปริมาณความต้องการการใช้น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์การเริ่มฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ภาคเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในภาวะเปราะบาง และได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ที่ยังคงรุนแรงและขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง &amp;nbsp;การตรึงค่าเอฟทีจึงเป็นการประคับประคองเศรษฐกิจ และไม่เป็นการซ้ำเติมผู้ใช้ไฟฟ้าจากค่าเอฟทีที่ปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปี&amp;rdquo; นายคมกฤช กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กกพ. พิจารณาแนวโน้มราคาน้ำมันดิบที่ได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในระดับ 66.3 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล และแนวโน้มการอ่อนตัวของค่าเงินบาทมาอยู่ในระดับ 31.3 บาทต่อเหรียญสหรัฐในเดือนพฤษภาคม 2564
ซึ่งมีผลโดยตรงต่อค่าเอฟทีในช่วงปลายปี หากพิจารณาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2565 จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกแล้ว ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะราคาพลังงานขาขึ้น ทำให้ค่าเอฟทีใน
ปี 2565 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น &amp;nbsp;ดังนั้นการบริหารค่าเอฟทีในปี 2565 จะเป็นไปในทิศทางเพื่อสร้างให้ค่าไฟฟ้ามีเสถียรภาพ มีความมั่นคง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายต่างๆ ของภาครัฐ ในการดูแลผู้ใช้ไฟฟ้าในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปสู่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยในการพิจารณาค่าเอฟทีในรอบเดือน ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2564 ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1. ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในช่วงเดือน ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2564 เท่ากับประมาณ 64,510 ล้านหน่วย ปรับตัวลดลงจากประมาณการงวดก่อนหน้า (เดือน พ.ค. &amp;ndash; ส.ค. 2564) ที่คาดว่าจะมีความต้องการพลังงานไฟฟ้าเท่ากับ 67,885 ล้านหน่วย หรือลดลงร้อยละ 4.97 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2. สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2564 ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ร้อยละ 53.90 ของเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด นอกจากนี้เป็นการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ (ลาวและมาเลเซีย) รวมร้อยละ 20.13 และค่าเชื้อเพลิงลิกไนต์ของ กฟผ. ร้อยละ 9.45 ถ่านหินนำเข้าโรงไฟฟ้าเอกชน ร้อยละ 7.43 และอื่นๆ อีก ร้อยละ 6.90&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. ราคาเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ใช้ในการคำนวณค่าเอฟทีเดือน ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2564 เปลี่ยนแปลงจากการประมาณการในเดือน พ.ค. &amp;ndash; ส.ค. 2564 โดยราคาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า และราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นจากประมาณในรอบเดือน พ.ค. &amp;ndash; ส.ค. 2564 โดยที่เชื้อเพลิงอื่นๆ ปรับตัวลดลงและคงที่ ดังที่แสดงในตาราง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109131</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., คมกฤช ตันตระวาณิชย์, ค่าไฟฟ้า, ตรึงค่าเอฟที</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_6041e3d30d5eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102172</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2021 10:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2021 10:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดกระทบแผนโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 พ.ค. 2564 นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษกของ กกพ. เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) วันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา กกพ. มีมติเห็นชอบให้ปรับเปลี่ยนระยะเวลาในการดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) พ.ศ. 2564 ตามที่ กฟภ. เสนอ โดยสำนักงาน กกพ. จะประกาศผลรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ เป็นภายในวันที่ 26 ส.ค. 2564 จากกำหนดเดิมภายในวันที่ 15 ก.ค. 2564&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) รอบใหม่ที่ค่อนข้างรุนแรง และขยายตัวเป็นพื้นที่วงกว้างทั่วประเทศไทย ประกอบกับมีข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 22) กำหนดการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งให้หัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐ เจ้าของกิจการหรือผู้ประกอบการภาคเอกชน พิจารณาดำเนินมาตรการขั้นสูงสุดเพื่อลดจำนวนการเดินทางของเจ้าหน้าที่และบุคลากรในความรับผิดชอบในการป้องกันและลดโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จึงเสนอ กกพ. ขอปรับเปลี่ยนการดำเนินการโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) ออกไปก่อน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป&amp;rdquo; นายคมกฤช กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมติ กกพ. ที่พิจารณาเห็นชอบกรอบระยะเวลาในการดำเนินการโครงการใหม่ ประกอบด้วย กรอบระยะเวลา (ใหม่) การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายประกาศผลการพิจารณาคุณสมบัติและ คำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค 21 พ.ค. 64 - 2 ก.ค. 64 , ผู้ที่ไม่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติและคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิคยื่นอุทธรณ์ต่อ กกพ. (ภายใน 15 วัน) ภายในวันที่ 4 มิ.ย. 64 ภายในวันที่ 16 ก.ค. 64 และคณะอนุกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ พิจารณาอุทธรณ์ (ภายใน 30 วัน) ภายในวันที่ 3 ก.ค. 64 ภายในวันที่ 14 ส.ค. 64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน กกพ. พิจารณาผลอุทธรณ์ ภายในวันที่ 7 ก.ค. 64 ภายในวันที่ 18 ส.ค. 64&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะอนุกรรมการพิจารณาคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านราคาพิจารณาคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านราคา และเสนอ กกพ. พิจารณา ภายในวันที่ 14 ก.ค. 64 ภายในวันที่ 25 ส.ค. 64 , สำนักงาน กกพ. ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ภายในวันที่ 15 ก.ค. 64 ภายในวันที่ 26 ส.ค. 64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายแจ้งผู้ที่ผ่านการคัดเลือกทราบและยอมรับเงื่อนไขการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (ภายใน 7 วันนับจากวันประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ) ภายในวันที่ 22 ก.ค. 64 ภายในวันที่ 2 ก.ย. 64 รวมถึงลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (ภายใน 120 วันนับจากวันประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ) ภายในวันที่ 12 พ.ย. 64 ภายในวันที่ 24 ธ.ค. 64 &amp;nbsp;กำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ ภายในวันที่ 12 พ.ย. 67 ภายในวันที่ 24 ธ.ค. 67&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผลสรุปจำนวนผู้ยื่นเสนอขอขายไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง) &amp;nbsp;ในเขตพื้นที่การไฟฟ้านครหลวง ไม่มีผู้ยื่นคำขอเสนอขายไฟฟ้า สำหรับ กฟภ. ซึ่งได้เปิดรับข้อเสนอ โดยหมดเขตรับยื่นไปเมื่อวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา มีผู้ยื่นคำขอเสนอขายไฟฟ้าจำนวนทั้งสิ้น 246 ราย แบ่งตามประเภทเชื้อเพลิงได้เป็น ประเภทชีวมวล จำนวน 143 ราย และประเภทก๊าซชีวภาพ (พืชพลังงานผสมน้ำเสีย/ของเสีย) จำนวน 103 ราย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านเทคนิค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมกฤช กล่าวว่า หลังจากกระบวนการพิจารณาคำเสนอขอขายไฟฟ้าเทคนิคเสร็จสิ้นแล้ว กกพ. จะพิจารณาคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านราคา โดยมีคณะอนุกรรมการพิจารณาคำเสนอขอขายไฟฟ้าด้านราคาด้วยวิธีการแข่งขันด้านราคา ซึ่งจะเรียงลำดับคำเสนอขอขายไฟฟ้าที่เสนออัตราส่วนลด (ร้อยละ) จากมากไปหาน้อย โดยผู้ยื่นคำเสนอขอขายไฟฟ้าที่เสนออัตราส่วนลดมากจะได้รับการพิจารณาคัดเลือกเข้าบรรจุในสายป้อน ที่ว่างก่อนจนกว่าจะครบเป้าหมายการรับซื้อโดยจะต้องคำนึงถึงศักยภาพระบบไฟฟ้าที่จะรองรับได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กกพ. จะสามารถประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการได้ภายในวันที่ 26 ส.ค. 2564 เพื่อให้ทันกำหนดวันลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายภายใน 120 วัน นับจากวันที่ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือก และสามารถดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ภายใน 36 เดือน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102172</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., กฟภ., โครงการโรงไฟฟ้าชุมชนเพื่อเศรษฐกิจฐานราก (โครงการนำร่อง)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_6041e3d30d5eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95096</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2021 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2021 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ข่าวดี กกพ. เคาะตรึงเอฟทีงวด พ.ค.-ส.ค. 64 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกพ. มีมติให้ตรึงค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(เอฟที)สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือนพ.ค.-ส.ค.อยู่ที่ -15.32 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บกับประชาชนเท่าเดิมที่ 3.61 บาทต่อหน่วยต่อไปอีก 4 เดือน โดยนำเงินส่งคืนจากการลงทุนที่ไม่เป็นไปตามแผนมาอุดหนุน 2,610 ล้านบาท จากที่เงินเก็บไว้ 4,129 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการค่าเอฟทีให้มีศักยภาพในการรักษาเสถียรภาพค่าไฟฟ้าตลอดทั้งปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ความจริงค่าเอฟทีงวดเดือนพ.ค.-ส.ค.64 ถ้าอ้างอิงต้นทุนราคาเชื้อเพลิงย้อนหลัง 6 เดือน จะมีอัตราที่ลดลง ส่งผลให้ค่าเอฟทีที่ควรจะเป็นอยู่ที่ -18.02 สตางค์ต่อหน่วย หรือจะเรียกเก็บจาค่าไฟฟ้าลดลง -2.7 สตางต์ต่อหน่วย ซึ่งประชาชนจะต้องจ่ายไฟลดลงอยู่ในอัตรา 3.58 บาทต่อหน่วย แต่ กกพ. ได้ประเมินแล้วว่าต้นทุนช่วงปลายปีนี้จะสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าเอฟทีงวดเดือนก.ย.-ธ.ค.64 จะ เพิ่มขึ้น 10.07 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าเอฟทีอยู่ที่ -7.95 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บกับประชาชนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 3.68 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะเพิ่มจากเดิมอยู่มาก กกพ.จึงตัดสินใจตรึงค่าเอฟทีงวดนี้ไว้ และนำเงินที่เหลือไปอุดหนุนในงวดสิ้นปีไว้เพื่อบรรเทาภาระความเดือนร้อนให้กับประชาชน&amp;rdquo;นายคมกฤช กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย กกพ.ประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมอยู่ที่ 54.8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินบาทอ่อนค่าลงอยู่ที่ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จาก 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เพื่อใช้ในการคำนวณค่าเอฟที โดยได้คาดการณ์ราคาค่าไฟห้าจะอยู่ที่ประมาณ 67,885.43 ล้านหน่วย นอกจากนี้ คาดการณ์ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายในครึ่งปีหลัง ส่งผลต่อความต้องการใช้เชื้อเพลิงในตลาดโลกอย่างรุนแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคมกฤช กล่าวถึงกรณีความคืบหน้าของการเปิดซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) ปัจจุบันดำเนินการอยู่ในเฟสที่ 2 ซึ่งเป็นการร่างกฎระเบียบให้เกิดชัดเจนในการซื้อขาย โดยเบื้องต้นจะเปิดให้กับรายใหญ่เป็นผู้เข้ามาก่อน ขณะที่บริษัทเล็ก จะต้องรอกฎระเบียบให้เรียบร้อยก่อน เพื่อสร้างความเท่าเทียม และไม่ทำให้เสียเปรียบเอกชนรายใหญ่ โดยจะมีการนำเสนอให้กับคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) พิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขนี้ ในวันที่ 9 มี.ค. นี้ ก่อนที่จะมีการเสนอเข้าที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ซึ่งปัจจุบันมีเอกชนยื่นเสนอขอเป็นผู้นำเข้า(ชิปปิ้ง) ประมาณ 3-4 รายแล้ว โดยหนึ่งในนั้นเป็นบริษัทลูกของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) อย่าง บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) (เอกโก้)
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95096</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., คมกฤช ตันตระวาณิชย์, ตรึงค่าเอฟที</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_6041e3d30d5eb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>90931</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/01/2021 12:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/01/2021 12:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กกพ.หนุน77รพ.ทั่วประเทศ ใช้พลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;กองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (&amp;nbsp;กกพ.) ให้การสนันสนุนเทลสกอร์ และภาคีจากภาครัฐและเอกชนรวม 25 องค์กร จัดทำโครงการด้านการส่งเสริมพลังงานสะอาด 26 โครงการ &amp;nbsp;ภายใต้แนวคิด Clean Energy for Life ใช้พลังงานสะอาด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมให้สังคมและประชาชนมีความรู้ ตระหนัก มีส่วนร่วมด้านไฟฟ้า เข้าใจถูกต้องเกี่ยวกับพลังงานสะอาด (Clean Energy) โดยประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยสนับสนุนการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ให้โรงพยาบาล 77 แห่งทั่วประเทศ ผ่าน &amp;ldquo;มูลนิธิแพทย์ชนบทเพื่อไฟจากฟ้า&amp;rdquo;

ดร.บัณฑูร &amp;nbsp;เศรษฐศิโรตม์ กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) &amp;nbsp;กล่าวว่า พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ (Affordable and Clean Energy) เป็นหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ที่กำหนดโดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations) ดังนั้น กกพ. ในฐานะองค์กรกำกับดูแลกิจการพลังงานด้านกิจการไฟฟ้าและกิจการก๊าซธรรมชาติ จึงต้องการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ ตลอดจนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ผ่านการสื่อสาร จากความสำเร็จของโครงการในปีที่แล้ว ที่สามารถสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ &amp;nbsp;ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมทางสังคม สู่การปรับใช้จริงในชีวิตประจำวัน โดยในปี 2563-2564 จึงเดินหน้าต่อยอดไปสู่กลยุทธ์การสื่อสารอย่างเต็มรูปแบบ &amp;nbsp;ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรม และเกิดการสร้างเครือข่ายใหม่ด้านพลังงานหมุนเวียน &amp;nbsp;ภายใต้แนวคิด Clean Energy for Life ที่เป็นพลังงานสะอาด หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของโครงการสื่อสารในปีนี้คือการดึงอินฟลูเอนเซอร์จากหลากหลายวงการเข้ามาช่วยเผยแพร่เนื้อหาผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มในวงกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;โครงการ &amp;nbsp;Clean Energy for Life &amp;nbsp;จะสร้างประโยชน์เรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ไม่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม &amp;nbsp;นำไปสู่การเข้าถึงพลังงานสะอาดในราคาที่เข้าถึงได้ &amp;nbsp;ท้ายสุดแล้ว การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกนี้ จะช่วยพัฒนาสังคมให้เกิดสมดุลในทุกมิติ เชื่อมโยงไปถึงทุกระดับ จากครัวเรือนสู่ชุมชน สู่สังคมประเทศ และสู่ระดับโลก &amp;quot;
&amp;nbsp;
โครงการ &amp;nbsp;Clean Energy for Life ใช้พลังงานสะอาด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทุกคน ได้ดำเนินการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ผ่านโครงการสนับสนุนการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ให้โรงพยาบาล 77 แห่งทั่วประเทศ ผ่าน &amp;ldquo;มูลนิธิแพทย์ชนบทเพื่อไฟจากฟ้า&amp;rdquo; ซึ่งต้นทุนสำหรับการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์กำลังผลิต 100 กิโลวัตต์นั้น สามารถช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของโรงพยาบาลได้เดือนละประมาณ 60,000 บาท หรือในระยะเวลา 1 ปี โรงพยาบาล จะลดภาระค่าไฟฟ้าได้ราว 720,000 บาท ต่อ 1 โรงพยาบาล และใช้งบประมาณไม่เกิน 4 ล้านบาทในการติดตั้ง เนื่องจากแผงโซลาร์เซลล์มีอายุการใช้งาน 25 ปี หรือช่วยโรงพยาบาลลดภาระค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 18 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาการใช้งาน &amp;nbsp;โดยส่วนต่างจากการจ่ายค่าไฟที่น้อยลง สามารถนำไปจัดหาอุปกรณ์ และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนได้เพิ่มมากขึ้น นับเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับการสื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์ ทางกกพ.ได้เลือกเทลสกอร์ (Tellscore) หนึ่งในผู้นำด้านอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งแพลตฟอร์ม ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) &amp;nbsp;มาดำเนินการ สุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Tellscore กล่าวว่า แคมเปญการสื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์ดังกล่าวมี 3 ระยะด้วยกัน คือ &amp;nbsp;1 การสร้างการตระหนักรู้เบื้องต้นด้านพลังงานสะอาด และแนะนำภาพรวมแนวคิด Clean Energy for Life &amp;nbsp;ผ่านการสร้างคอนเทนต์ที่จะถูกเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ระยะที่ 2 เน้นการสื่อสารเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power) ซึ่งจะถูกจะถ่ายทอดผ่านโครงการ &amp;ldquo;สร้างการตระหนักรู้และมีส่วนร่วมในเรื่องของการใช้พลังงานสะอาด&amp;rdquo; เพื่อ 77 โรงพยาบาลทั่วไทย ผ่าน &amp;ldquo;มูลนิธิแพทย์ชนบทเพื่อไฟจากฟ้า&amp;rdquo; และระยะที่ 3 &amp;ldquo;Waste Journey การเดินทางของขยะ ที่ทุกคนต้องรู้&amp;rdquo; เป็นการสื่อสารเกี่ยวกับพลังงานขยะ (Waste to Energy) &amp;nbsp;เพื่อสร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีลดการสร้างขยะด้วยแนวคิด 3R และการแยกขยะอย่างถูกวิธี เปลี่ยนขยะเป็นพลังงานไฟฟ้า &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อินฟลูเอนเซอร์ที่เข้าร่วมสร้างพลังด้านการสื่อสาร อาทิ อเล็กซ์ เรนเดลล์, เรย์ แมคโดนัล, แพนเค้ก เขมนิจ จามิกรณ์, ศรราม น้ำเพชร, โต้ง Twopee, โตโน่ ภาคิน, สิงห์ วรรณสิงห์, รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น เป็นต้น โดยอินลูเอนเซอร์แต่ละท่านจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดเรื่องราวและความรู้เกี่ยวกับพลังงานสะอาดตามแนวทางการสร้างคอนเทนต์ของตน &amp;quot;สุวิตา กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/90931</URL_LINK>
                <HASHTAG>77โรงพยาบาล, Clean Energy for Life, กกพ., บัณฑูรย์ เศรษฐศิโรตม์, พลังงานแสงอาทิตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210125/image_big_600e506b427f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>86188</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/12/2020 15:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2020 15:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮ!! กกพ. ลดค่า Ft เดือน ม.ค.-เม.ย. 64 เป็นของขวัญปีใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติลดอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2564 ลงอีก -2.89 สตางค์ต่อหน่วย หรือเรียกเก็บค่า Ft ที่ -15.32 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งลดลงจากเดิมที่เรียกเก็บที่ -12.43 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยลดลงเหลือ 3.61 บาทต่อหน่วย จากค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปัจจุบันที่ 3.63 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ในการบรรเทาค่าครองชีพให้กับประชาชน นั้น การไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทย จำหน่ายพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ มุ่งมั่นขับเคลื่อนพลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร จึงพร้อมตอบสนองนโยบายดังกล่าว โดยสามารถติดตามอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ล่าสุดได้ที่ https://www.mea.or.th/download/2985/3195&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/86188</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., ค่า Ft, ลดอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201207/image_big_5fcde565ce0ae.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>82864</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/11/2020 10:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/11/2020 10:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เฮ&#039;กกพ.&#039;มอบของขวัญหั่นเอฟทีลงเหลือ -15.32 สต. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 พ.ย.2563 นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้ปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในช่วงเดือน ม.ค. &amp;ndash; เม.ย. 2564 เหลือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-15.32 สตางค์ต่อหน่วย ลดลงจากการเรียกเก็บงวดก่อนหน้า (ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2563) ที่ -12.43 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าจ่ายค่าไฟฟ้าถูกลงอีก 2.89 สตางค์ต่อหน่วย หรืออยู่ที่ 3.61 บาทต่อหน่วย จากที่ก่อนหน้านี้ กกพ. ได้บริหารจัดการ และตรึงค่าเอฟที เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพให้กับประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถึงแม้ว่าราคาก๊าซธรรมชาติจะมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากแนวโน้มความต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นในตลาดโลก แต่ด้วยการบริหารจัดการ การนำเข้า LNG Spot ซึ่งมีราคาถูกกว่าราคาก๊าซในอ่าวในช่วงที่ผ่านมา และสามารถทดแทนก๊าซในอ่าวได้บางส่วน ทำให้ราคา Pool Gas มีราคาถูกลง ส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซมีราคาถูกลงกว่าที่ได้เคยประมาณการไว้ อย่างไรก็ตาม กกพ. ได้คำนึงถึงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น ราคาเชื้อเพลิงที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้น &amp;nbsp;สภาวะเศรษฐกิจที่อาจยังไม่ฟื้นตัวในระยะสั้น &amp;nbsp;ปัจจัยเสี่ยงใน เรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งศักยภาพในการตรึงเอฟทีตลอดทั้งปี 2564 แล้ว จึงมีมติให้เรียกเก็บค่าเอฟทีในอัตรา -15.32 สตางค์ ในรอบ ม.ค &amp;ndash; เม.ย. 2564&amp;rdquo; นายคมกฤช กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยในการพิจารณาค่าเอฟที ในงวด ม.ค. &amp;ndash; เม.ย. 2564 ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ความต้องการพลังงานไฟฟ้าในช่วงเดือน ม.ค. &amp;ndash; เม.ย. 2564 เท่ากับประมาณ 60,685 ล้านหน่วย ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดือน ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2563 ที่คาดว่าจะมีความต้องการพลังงานไฟฟ้าเท่ากับ 58,910 ล้านหน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 3&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงการผลิตไฟฟ้าในช่วงเดือน ม.ค. &amp;ndash; เม.ย. 2564 ยังคงใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ร้อยละ 55.32 นอกจากนี้เป็นการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ร้อยละ 14.92 ลิกไนต์ของ กฟผ. ร้อยละ 9.47 ถ่านหินนำเข้า ร้อยละ 8.31 และอื่นๆ อีก ร้อยละ 8.14&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. สถานการณ์ราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า โดยรวมราคาเชื้อเพลิงเฉลี่ยแต่ละประเภทเพิ่มขึ้นจากงวดที่ผ่านมา ยกเว้นราคาถ่านหินนำเข้าที่ปรับตัวลดลงจากงวด ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2563 ดังแสดงในตาราง (ตามรูป)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยที่ใช้ในการประมาณการ (วันที่ 1 &amp;ndash; 31 ก.ย. 2563) เท่ากับ 31.4 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากประมาณการในงวดเดือน ก.ย. &amp;ndash; ธ.ค. 2563 ที่ผ่านมา ที่ประมาณการไว้ที่ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ &amp;nbsp;
สำนักงาน กกพ. จะดำเนินการรับฟังความคิดเห็นค่าเอฟทีสำหรับการเรียกเก็บประจำเดือน มกราคม &amp;ndash; เมษายน 2564 ทางเว็บไซต์สำนักงาน กกพ. ตั้งแต่วันที่ 5 &amp;ndash; 19 พฤศจิกายน 2563 ก่อนที่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82864</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกพ., คมกฤช ตันตระวาณิชย์, ลดค่าเอฟที, เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201105/image_big_5fa377c87e357.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
