<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119444</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2021 18:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2021 18:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกร.หวังรัฐอัดฉีดมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อช่วงปลายปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ต.ค. 2564 นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่าที่ประชุม กกร. ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจปลายปีนี้น่าจะดีขึ้นจากมาตรการที่รัฐบาลได้ออกมาในช่วงนี้ เช่น โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 ที่จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 3 ที่ขยายสิทธิเพิ่มอีก 2 ล้านสิทธิ จะเป็นแรงเสริมภาคการท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว(ไฮ ซีซั่น)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นรัฐบาลควรมีมาตรการเสริม ทั้งช้อปดีมีคืน และเติมเงินให้คนละครึ่ง เพื่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น ควบคู่กับแผนการเปิดประเทศที่รัฐบาลประกาศไว้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว และนักลงทุนต่างประเทศ แม้เวลา 2 เดือนที่เหลือของปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวอาจจะมีไม่มาก แต่จะส่งผลดีและสร้างความเชื่อมั่นในระยะต่อไป ซึ่ง กกร. กำลังรวบรวมประเด็นข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับมาตรการการเงิน การคลัง และภาษี และส่งหนังสือเพื่อขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีภายในสัปดาห์นี้&amp;rdquo;นายสนั่น กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ที่ประชุม กกร.ประจำเดือนต.ค.2564 มีมติเห็นชอบปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2564 ดีขึ้นมาอยู่ในกรอบ 0.0-1.0% จากก่อนหน้านี้คาดไว้ติดลบ 0.5% ถึงโต 1% แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและตัวเลขการติดเชื้อโควิด-19 หลังผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ไปอีกระยะ&amp;nbsp;ส่วนการส่งออก กกร. ยังคงคาดการณ์อัตราการขยายตัวไว้ที่ 12-14% จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดี ภายใต้เงื่อนไขค่าระวางเรือที่ไม่สูงจนเกินไป สามารถควบคุมการระบาดในกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรมได้ และการฉีดวัคซีนให้แรงงานได้ทั่วถึง เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ยังคงคาดการณ์อยู่ในกรอบ 1-1.2%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กกร.มองว่าสถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิ-19 ในปัจจุบันทรงตัวถึงลดลง หลังมีการจัดหาและจัดสรรวัคซีนกระจายวัคซีนไปต่างจังหวัดมากขึ้น ภาครัฐจึงเริ่มผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทยอยเปิดดำเนินการได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังต้องจับตามองมาตรการผ่อนคลายที่จะออกมากลางเดือน ต.ค.ถึงต้นเดือนพ.ย.ต่อไป&amp;rdquo;นายสนั่น กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาปัจจัยลบเรื่องสถานการณ์น้ำท่วมของประเทศ แม้หลายพื้นที่จะเริ่มมีระดับน้ำ&amp;nbsp;ที่ลดลงบ้าง แต่ยังคงมีพื้นที่เฝ้าระวังหลายแห่ง ซึ่งสร้างความเสียหายต่อภาคการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานและภาคกลาง โดยเบื้องต้นประเมินว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะกระทบเศรษฐกิจประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 0.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่ายังต้องติดตามปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 ปี ยังกระทบต้นทุนการผลิต การขนส่ง การเดินทางของภาคธุรกิจ และประชาชนในวงกว้าง ประกอบกับเงินบาทอ่อนค่าลง ทำให้ต้นทุนนำเข้าพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซพุ่งขึ้นในอัตราที่เร่งตัวขึ้น แม้การอ่อนค่าของเงินบาทจะส่งผลดีต่อธุรกิจส่งออก แต่ธุรกิจและอุตสาหกรรมหลายสาขาได้รับผลกระทบตามมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้คณะกรรมการนโยบายพลังงาน(กบง.) จะมีมติลดเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนน้ำมันดีเซล เพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บ./ลิตร แต่ก็เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และคาดว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังอยู่ในขาขึ้น ซึ่งรัฐต้องวางแผนบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมและกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ&amp;rdquo;นายสุพันธุ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119444</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกร., อัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_60619470d70cc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/06/2021 15:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2021 15:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกร.กระทุ้งรัฐเพิ่ม&#039;คนละครึ่ง&#039;เป็น 6 พันบาท หนุนเงินสะพัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มิ.ย. 2564 นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน&amp;nbsp;3&amp;nbsp;สถาบัน (กกร.) เปิดเผยผลการประชุมว่าแนวโน้มการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังยังสดใสตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก รวมถึงการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะการส่งออกไปยังตลาดที่มีความคืบหน้าด้านการกระจายวัคซีนอย่างสหรัฐฯ ยุโรป และจีน ซึ่งเป็นเกือบ&amp;nbsp;40%&amp;nbsp;ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด ต่อเนื่องจากในช่วง&amp;nbsp;4&amp;nbsp;เดือนแรกของปีที่มูลค่าการส่งออกไปยังตลาดดังกล่าวขยายตัวได้มากกว่า&amp;nbsp;10%&amp;nbsp;นอกจากนี้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงก่อนเกิดวิกฤตค่อนข้างมาก ยังเป็นแรงหนุนสำคัญให้มูลค่าส่งออกไทยในปีนี้ขยายตัวได้ดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เชื่อว่าความรวดเร็วในการกระจายวัคซีนและนโยบายสนับสนุนที่เหมาะสมจะเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป การเร่งกระจายวัคซีนในประเทศที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ภาคการผลิตและส่งออกไทยยังคงรักษาการเป็นฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจในภาวะวิกฤตเช่นนี้ และยังจะสร้างเสริมความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน ทำให้อุปสงค์ในประเทศกลับมาฟื้นตัวได้ ทั้งนี้ ที่ประชุม กกร. คงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;เป็นขยายตัวในกรอบ&amp;nbsp;0.5%&amp;nbsp;ถึง&amp;nbsp;2.0%&amp;nbsp;ด้านการส่งออก กกร. คาดว่าจะขยายตัว&amp;nbsp;5.0%&amp;nbsp;ถึง&amp;nbsp;7.0%&amp;nbsp;ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในกรอบ&amp;nbsp;1.0%&amp;nbsp;ถึง&amp;nbsp;1.2%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการในภาคท่องเที่ยวระบุผลกระทบจากการระบาดคราวนี้มีแนวโน้มรุนแรงมากกว่าทั้ง 2 ระลอกก่อนหน้า เพราะมีแนวโน้มยืดเยื้อและเข้ามาซ้ำเติมกิจกรรมทางธุรกิจให้แย่ลงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการค้าที่สะท้อนว่าได้รับผลกระทบมากกว่า 2 ระลอกก่อนหน้าจากกำลังซื้อที่ลดลง ส่วนสถานการณ์การระบาดในภาคการผลิตนั้น เบื้องต้นแม้จะมีบางโรงงานปิดชั่วคราวแต่ยังไม่กระทบซัพพลายเชน และการส่งออกภาพรวม แต่กกร.มีความเป็นห่วง จึงอยากให้เร่งกระจายวัคซีนในพื้นที่เสี่ยงโดยเร็ว&amp;quot;นายผยง กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม&amp;nbsp;กกร. ขอให้ภาครัฐดำเนินการเร่งฉีดวัคซีนให้ได้ตามเป้าหมายและบริหารจัดการมาตรการควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว ไปพร้อมกับการเร่งออกแผนสนับสนุนการท่องเที่ยวตามรูปแบบของภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับวัคซีน และทยอยขยายขอบเขตไปยังจังหวัดท่องเที่ยวอื่นต่อไป ซึ่งหากสำเร็จเชื่อว่าจะช่วยให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเกิดขึ้นได้ในช่วงไตรมาสที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;ของปีนี้ แทนที่จะเป็นไตรมาสที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ของปีหน้าตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเพิ่มมาตรการช่วยเหลือด้านกำลังซื้อภาคประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง ให้เข้ามาพยุงกำลังซื้อได้ในช่วงไตรมาสที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;โดยพิจารณาเพิ่มวงเงินสนับสนุนการใช้จ่ายจาก&amp;nbsp;3,000&amp;nbsp;บาทเป็น&amp;nbsp;6,000&amp;nbsp;บาท ซึ่งจะช่วยให้มีเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจาก&amp;nbsp;9&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท เป็น&amp;nbsp;1.8&amp;nbsp;แสนล้านบาท เมื่อรวมเม็ดเงินของประชาชนที่นำออกมาใช้จ่ายคู่กับเม็ดเงินจากโครงการคนละครึ่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รวมถึงพิจารณาแนวทางมาตรการยิ่งใช้ยิ่งได้ (E-voucher)&amp;nbsp;ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นจะช่วยผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ให้ผู้บริโภคสามารถนำเงินที่ใช้จ่ายสำหรับซื้อสินค้าและบริการ มาใช้เพื่อลดหย่อนภาษีเงินได้โดยตรง ซึ่งเชื่อว่าจะอำนวยความสะดวกและดึงดูดกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงมากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กกร. รวมทั้งสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย มองว่าต้นทุนค่าระวางเรือที่คาดว่าจะยังในระดับสูงต่อไปตลอดปีนี้ และการขาดแคลนตู้ส่งสินค้า เป็นปัญหาด้านโลจิสติกส์ที่สำคัญ ซึ่งต้องการความช่วยเหลือจากรัฐ ดังเช่น การอนุญาตให้เรือขนาดใหญ่ (ความยาว&amp;nbsp;300&amp;nbsp;เมตรแต่ไม่เกิน400&amp;nbsp;เมตร) เข้ามาในท่าเรือแหลมฉบัง ที่ช่วยบรรเทาการขาดแคลนตู้ส่งสินค้าได้ระดับหนึ่งไปแล้วก่อนหน้านี้ เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105801</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกร., จีดีพี, ส่งออก, เพิ่มวงเงินคนละครึ่ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210324/image_big_605aabd0e13f9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102175</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2021 10:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2021 10:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่องแผนเอกชนร่วมรัฐ   ฟอร์มทีมลุยฉีดวัคซีนสู้โควิด </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โควิดระลอก 3 ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยอยู่นี้ ถือว่ามีความรุนแรงและกระจายตัวเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็วไม่ยิ่งกว่าการระบาดระยะแรก ซึ่งปัจจุบันภาครัฐหรือทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอง จำเป็นที่จะต้องออกมาตรการที่รัดกุมมากยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่สามารถที่จะล็อคดาวน์หรือปิดกั้นกิจกรรมทางสังคมได้เหมือนครั้งก่อน ๆ เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้นรุนแรงและยังไม่สามารถเยียวยาได้ทั้งหมดด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งกับเหตุการณ์ครั้งนี้เองทุกกลุ่ม จำเป็นต้องมีการวางแผนและดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยผ่านการวิเคราะห์และไตร่ตรองมาเป็นอย่างดี แต่ใช่ว่าวิกฤติที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นั้นจะหาทางออกไม่ได้ เพราะปัจจุบันที่ความหวังของคนทั้งโลกก็คือความสำเร็จของวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสโควิด ที่ล่าสุดได้ถูกนำออกมาใช้อย่างเป็นทางการแล้ว และกำลังกระจายให้กับหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือประเทศไทย ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่เข้ามาช่วงวิกฤติและเพียงพอที่จะเยียวยาพิษร้ายที่เกิดขึ้นได้บ้างในอนาคตอันใกล้นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือระบบการจัดการที่ดี โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ ช่วยบรรเทาความรุนแรงของการแพร่ระบาด และการผลักดันให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าในการฟื้นฟูประเทศได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้การทำงานที่เกิดจากความร่วมมือกันในสังคมจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด...&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อเสนอแนะของเอกชนถึงมาตรการแก้ไขปัญหาโควิด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ได้มีการประชุมกรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) โดย นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท.ได้ออกมาเปิดเผยว่าการฉีควัคซีนให้รวดเร็วและครอบคลุมจะช่วยป้องกันและลดจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศได้ แต่การขับเคลื่อนการฉีดวัคซีนยังคงประสบปัญหาคอขวดด้วยกัน 4 ประการ ได้แก่ 1. จำนวนวัคซีนที่ไม่พอเพียงต่อจำนวนประชากรในประเทศ 2. การฉีดวัคซีนที่ค่อนข้างล่าช้าเนื่องจากบุคคลากรที่สามารถฉีดได้ไม่พอเพียง (บุคคลากร และสถานที่) ปัจจุบันมีเพียงแพทย์และพยาบาลเท่านั้นที่สามารถฉีดวัคซีนได้ &amp;nbsp;3. ปัญหาเรื่องการกระจายวัคซีน และ4. การสร้างความเชื่อมั่นหลังการฉีดวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และจากข้อสรุปของการประชุมครั้งนั้น ได้เสนอแนวทางการแก้ปัญหาต่อภาครัฐ แบ่งเป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1.เสนอให้ภาครัฐเปิดกว้างให้ภาคเอกชนสามารถนำเข้าวัคซีนได้ภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐ 2.ให้ภาครัฐเร่งผลิตบุคคลากรที่สามารถดูแลการฉีดวัคซีนได้เฉพาะกิจ และเพิ่มสถานที่ในการบริการการฉีดวัคซีน โดยส.อ.ท.จะเป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่มีพื้นที่สำหรับจัดเป็นจุดฉีดวัคซีนเพิ่มเติม &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.เสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาแผนการกระจายวัคซีนเพื่อช่วยภาครัฐในการวางแผนการกระจายวัคซีนให้อย่างรวมเร็วและมีประสิทธิภาพ และ 4.เสนอให้จัดทำแพลตฟอร์มวัคซีนพาสปอร์ตเพื่อใช้สำหรับการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ก็ได้จัดทำข้อเสนอต่อรัฐบาล โดยได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา 4 คณะ ได้แก่ 1.คณะแก้ไขปัญหาการกระจายและฉีดวัคซีน โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในเรื่องโลจิสติกส์ การขนส่งและสถานที่ในการฉีด เช่น ห้างสรรพสินค้า ธนาคาร นิคมอุตสาหกรรม ปั๊มน้ำมัน เป็นต้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.คณะสร้างความเชื่อมั่นและประชาสัมพันธ์ โดยประสานข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน 3.คณะสนับสนุนระบบอำนวยความสะดวกระบบงานต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการฉีด จนถึงการออกใบรับรอง และการจัดทำระบบ Vaccine Passport เพื่อใช้แสดงในการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ 4.คณะจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม ที่ผ่านมาได้รวบรวมความต้องการภาคเอกชนในการซื้อวัคซีนเพื่อเร่งการฉีดให้เร็วขึ้น โดยมีผู้ซื้อแสดงความจำนงมาแล้วกว่า 5 ล้านโดส และขอให้ อย. ผ่อนคลายระเบียบเพื่อให้มีการซื้อวัคซีนได้มากขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตั้งทีมช่วยรัฐบาลจัดการวัคซีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อเสนอต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ล่าสุดรัฐบาลได้ยินดีให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมทำงานเป็นทีมประเทศไทยด้วยกัน และสั่งการตั้งคณะทำงานร่วมกัน 4 คณะ คือ 1. ทีมสนับสนุนการกระจายและฉีดวัคซีนระยะแรก โดยเตรียมพื้นที่นำร่องเสนอกรุงเทพมหานคร 66 แห่ง ผ่านการคัดเลือก 14 แห่ง แบ่งเป็น 5 โซน คือ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรุงเทพฯ เหนือ 2 จุด กรุงเทพฯ ใต้ 4 จุด กรุงเทพฯ ตะวันออก 3 จุด กรุงธนเหนือ 2 จุด และกรุงธนใต้ 3 จุด ซึ่งมีทั้งศูนย์การค้า สำนักงาน และสถานีบริการน้ำมัน รองรับประชาชนได้ 1,000-2,000 คนต่อวัน รวมแล้วให้บริการได้วันละ 20,500 คน ซึ่งจะเป็นส่วนเสริมการให้บริการของกรุงเทพมหานคร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ทีมการสื่อสาร ซึ่งจะสนับสนุนการสื่อสารของภาครัฐเพื่อสร้างความเข้าใจและส่งเสริมให้ประชาชนฉีดวัคซีน ซึ่งเน้นความสำคัญการฉีดวัคซีน และอัพเดทข้อมูลที่ถูกต้องจากแหล่งข้อมูลภาครัฐ โดยตั้งทีมคณะทำงาน 20 บริษัท ระดมทรัพยากรและช่องทางสื่อสาร เช่น ไลน์ , กูเกิ้ล , เฟซบุ๊ค , วีจีไอ และซีพี เพื่อสื่อสารทั้งออนไลน์และออฟไลน์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ทีมเทคโนโลยีและระบบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการลงทะเบียนและลดความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ ในศูนย์ปฏิบัติการของภาคเอกชน โดยนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนหารือโซลูชั่นที่ควรจะเป็น เพื่อลดขั้นตอนระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพหลังจากการสำรวจพื้นที่ศึกษา &amp;ldquo;หมอพร้อม&amp;rdquo; เบื้องต้น และทำความเข้าใจขั้นตอนการฉีดวัคซีนได้เสนอแนวทางการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ เพิ่มความรวดเร็ว แม่นยำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;และ4.ทีมจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม โดยสำรวจความต้องการภาคเอกชนผ่านทางการทำแบบสอบถาม โดยให้บริษัทเอกชนแสดงความประสงค์ในการได้วัคซีน ซึ่งนายจ้างจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แผนงานต่อไป...ฟื้นฟูเศรษฐกิจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสนั่น &amp;nbsp;อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ทางหอการค้าไทยมีแนวทางที่จะสนับสนุนทำงานร่วมกับรัฐบาล ภายใต้นโยบาย Connect the dots ที่จะไปหาแนวทางในการเชื่อมโยงกับจุดต่าง ๆ เพื่อมาทำงานร่วมกัน ทั้งในส่วนของหอการค้าไทย ภาคเอกชนและส.อ.ท. ตลอดจนสมาคมธนาคารไทย โดยแนวทางของหอการค้าฯ มีแนวทางหลัก คือการเร่งรัดในการหาวัคซีนให้มีจำนวนมากที่สุด และสามารถที่จะกระจายและฉีดวัคซีนให้กับประชาชนคนไทยได้อย่างทั่วถึงมากที่สุด โดยนอกเหนือจากนี้คือการสนับสนุนเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีแผนจะใช้ดิจิทัล แพลตฟอร์ม เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อและแหล่งเงินทุน โดยภาคเอกชนและสถาบันการเงินรวมทั้งคู่ค้า จะมีการจัดระบบในการเชื่อมโยงเพื่อทำให้การกู้และการปล่อยเงินกู้ให้กับเอสเอ็มอีของธนาคาร ได้เกิดผลอย่างเต็มที่ โดยเริ่มคลัสเตอร์แรกคือกลุ่มค้าปลีก และจะมีการขยายผลไปสู่กลุ่มอื่น ๆ เช่น กลุ่มชิ้นส่วนประกอบยานยนต์และไฟฟ้า ขณะเดียวกันจะมีการผลักดันเร่งรัดแก้ไขกฎระเบียบหรือกฎหมายต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้สะดวกยิ่งขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีของสมาคมค้าปลีกว่า ขณะนี้ได้เริ่มต้นทำแซนด์บ็อกซ์ขึ้นมา โดยมีข้อมูลลูกค้าประมาณ 6,000 ราย ซึ่งทางธนาคารพาณิชย์กำลังเร่งพิจารณาอยู่ คาดว่ามี 3,000 รายที่รอการอนุมัติภายในสัปดาห์นี้ และอีก 1,000 ราย จะอนุมัติภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเป็นตัวอย่าง หากแซนด์บ็อกซ์นี้ประสบความสำเร็จจะกระจายไปยังธุรกิจอื่น ๆ และธนาคารพาณิชย์อีกด้วยโดยจากการสุ่มทำตัวอย่างในเฟสแรกพบว่าประมาณ 70% จะเป็นเอสเอ็มอีซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยได้รับการเข้าถึงสินเชื่อ ทั้งนี้ มีเป้าหมายว่าในช่วง 99 วันแรกจะดำเนินการให้ได้ถึง 1 แสนราย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอจากเอกชน โดยรวมที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งรัดการทำงานนอกเหนือจากเรื่องวัคซีนคือ &amp;nbsp;การเข้าช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ถูกจุด ถูกกลุ่ม โดยเฉพาะที่ได้รับผลกระทบโดยตรงซึ่งกลุ่มเหล่านั้นมีความต้องการที่จะเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นอย่างแรกซึ่งรัฐจะต้องเข้ามาค้ำประกันมากขึ้น ให้ธนาคารยอมปล่อยเงิน เพื่อนำมาหมุนเวียนและประคองการจ้างงานให้ได้โดยเร็ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังต้องเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่ยังเป็นปัญหาต่อเนื่องเพื่อช่วยเหลือผู้ส่งออก เพื่อเป็นปัจจัยที่จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ และสิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจให้ได้ประมาณ 2 แสนล้านบาทต่อเดือน เพื่อให้ความหวังที่จะดันตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจ(จีดีพี) ของปี 2564 นี้ สามารถเติบโตไปได้มากกว่า 3% ตามที่เคยหวังไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102175</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกร., ฉีดวัคซีน, ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.), สมาคมธนาคารไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210508/image_big_609606a5c0f5e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100279</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/04/2021 08:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/04/2021 08:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนคาดเศรษฐกิจซบอีก3เดือนจากการระบาดของโควิดระลอกใหม่ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
22 เมษายน 2564 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยผลประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ว่าที่ประชุมมีมติปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดีพี) ไทยปี 2564 ลงเหลือ 1.5-3% จากเดิมคาดไว้เติบโต 1.5-3.5% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงค่อนข้างมากจากการระบาดระลอกใหม่ที่รวดเร็วและรุนแรง กระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการฉีดวัคซีน รวมถึงมาตรการเยียวยากว่า 2 แสนล้านบาทของรัฐบาล หากไม่มีเม็ดเงินเยียวยาเข้ามาอัดฉีดในระบบและการฉีดวัคซีนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย อาจทำให้เศรษฐกิจไทยไม่ขยายตัวหรือมีจีดีพีเติบโตในอัตรา 0% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดการณ์อยู่ที่ 1-1.2% จากเดิมคาดไว้ที่ 0.8-1%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กกร.ประเมินว่าการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ในเดือนเม.ย.นี้ คาดว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศอย่างน้อย 3 เดือน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและกำลังซื้อ เพราะแรงงานในภาคบริการต้องหยุดหรือลดชั่วโมงการทำงาน ดังนั้นรัฐจำเป็นต้องใช้เม็ดเงินที่มีกว่า 2 แสนล้านบาทเข้ามาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประคับประคองกำลังซื้อในประเทศโดยรวม และขยายระยะเวลามาตรการเยียยาผู้ประกอบการ/แรงงานที่ยังคงได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมโรค&amp;rdquo; นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมองแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวชัดเจนขึ้นมาก กกร.จึงปรับประมาณการณ์การส่งออกปีนี้อยู่ที่ 4-6% เพิ่มขึ้นจากเดิมคาดเติบโต 3-5% เพราะมองว่าไทยจะได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจคู่ค้าที่ขยายตัวดีขึ้น ตามรายงานขององค์การการค้าโลก(ดับเบิ้ลยูทีโอ) ที่ประเมินปริมาณการค้าโลกปีนี้จะขยายตัวได้ถึง 8% เทียบกับประมาณการครั้งก่อนคาดเติบโต 7.2% ส่งผลดีต่อการผลิตและการส่งออกของไทยที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีกว่าเดิมที่คาดไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายสุพันธุ์ กล่าวว่ากกร.มองการขยายตัวทางเศรษฐกิจและมูลค่าการนำเข้าของคู่ค้าหลักของไทยปีนี้มีทิศทางดีขึ้นกว่าการประเมินครั้งก่อน โดยเฉพาะสหรัฐ จีน และญี่ปุ่นที่ขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ปัญหาขาดแคลนตู้ขนส่งสินค้าและค่าระวางเรือที่ทรงตัวในระดับสูง รวมถึงต้นทุนราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูง ยังเป็นแรงกดดันสำคัญต่อความสามารถของผู้ส่งออกของไทยในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเป็นห่วงเรื่องการกระจายวัคซีนของรัฐบาลที่ยังล่าช้าและแผนงานยังไม่ชัดเจน จึงได้ร่วมกันจัดตั้งคณะทำงานใน 4 ด้าน เพื่อจัดทำข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรี แบ่งการทำงานออกเป็น 4 คณะ ได้แก่ 1.คณะแก้ไขปัญหาการกระจายและฉีดวัคซีน โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในเรื่องโลจิสติกส์ &amp;nbsp; การขนส่งและสถานที่ในการฉีด เช่น ห้างสรรพสินค้า ธนาคาร นิคมอุตสาหกรรม ปั๊มน้ำมัน เป็นต้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;
2.คณะสร้างความเชื่อมั่นและประชาสัมพันธ์ โดยประสานข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน 3.คณะสนับสนุนระบบอำนวยความสะดวกระบบงานต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการฉีด จนถึงการออกใบรับรอง และการจัดทำระบบ Vaccine Passport เพื่อใช้แสดงในการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ 4.คณะจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม ที่ผ่านมาได้รวบรวมความต้องการภาคเอกชนในการซื้อวัคซีนเพื่อเร่งการฉีดให้เร็วขึ้น โดยมีผู้ซื้อแสดงความจำนงมาแล้วกว่า 5 ล้านโดส และขอให้ อย. ผ่อนคลายระเบียบเพื่อให้มีการซื้อวัคซีนได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามคณะสร้างความเชื่อมั่นและประชาสัมพันธ์ โดยประสานข้อมูลกับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน คณะสนับสนุนระบบอำนวยความสะดวกระบบงานต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการฉีด จนถึงการออกใบรับรอง และการจัดทำระบบวัคซีนพาสปอร์ต เพื่อใช้แสดงในการเดินทางไปสถานที่ต่างๆ และคณะจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม ที่ผ่านมาได้รวบรวมความต้องการภาคเอกชนในการซื้อวัคซีนเพื่อเร่งการฉีดให้เร็วขึ้น โดยมีผู้ซื้อแสดงความจำนงมาแล้วกว่า 5 ล้านโดส และขอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ผ่อนคลายระเบียบเพื่อให้มีการซื้อวัคซีนได้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;การที่มีการประชุมของภาคเอกชน และได้ส่งข้อมูลไปให้ภาครัฐนั้น ทางภาคเอกชน ต้องขอขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรี และ &amp;nbsp;คณะทำงานพิจารณาการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคคิด-19 ที่ตอบรับข้อเสนออย่างรวดเร็วในการเร่งหาวัคซีนทางเลือก โดยได้อำนวยความสะดวกในการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม พร้อมกับ จะจัดหาวัคซีนโควิด-19 อีก 2-3 ยี่ห้อ เพิ่มเติม 35 ล้านโดส นอกเหนือจากที่ ภาครัฐดำเนินการไว้แล้ว ซึ่งภาคเอกชนนำโดย กกร. จะช่วยรัฐบาลจัดหาให้กับพนักงานลูกจ้างเองด้วย เพื่อช่วยลดงบประมาณของรัฐบาล&amp;quot;นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ส.อ.ท.และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เสนอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขยายเวลา พรก.กำหนดหน่วยงานและกิจการที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่ได้ขยายระยะเวลามา 1 ปีและจะครบกำหนดเดือน พ.ค.นี้ออกไปก่อน เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนเรื่องรายละเอียดการบังคับใช้ ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปฎิบัติตามได้ นอกจากนี้ จะขอให้กระทรวงฯทบทวนพรบ. PDPA ที่มีรายละเอียดและบทลงโทษเข้มงวดเกินไปให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100279</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกร., จีดีพี, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.), สุพันธุ์ มงคลสุธี, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607eac7470389.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94906</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2021 17:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2021 17:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกร.ลุยถกรัฐคลอดมาตรการต่อลมหายใจธุรกิจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 มี.ค.2564 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) เตรียมเสนอมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;ปรับปรุง ฟื้นฟู เปลี่ยนแปลง&amp;rdquo; เพื่อประคองและรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจ ตามข้อเสนอที่สมาคมธนาคารไทยได้ประสานการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) และกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิด คาดว่าจะได้ข้อสรุปและมีผลบังคับใช้ภายใน 2 เดือนนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในส่วนของการ &amp;ldquo;ปรับปรุง&amp;rdquo; จะดำเนินการผ่าน &amp;ldquo;โครงการพักทรัพย์ พักหนี้&amp;rdquo; ซึ่งเป็นโครงการภาคสมัครใจที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ แต่ยังมีศักยภาพที่จะฟื้นตัวอยู่รอดได้ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถลดภาระทางการเงินได้ชั่วคราว ด้วยการโอนทรัพย์ไว้กับธนาคารโดยมีสัญญาซื้อคืน เพื่อรอการฟื้นตัวของธุรกิจโดยไม่สูญเสียกิจการไป สำหรับการ &amp;ldquo;ฟื้นฟู&amp;rdquo; สำหรับธุรกิจที่ฟื้นตัวและมีความต้องการวงเงินสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติมนั้น เป็นการเพิ่มวงเงินสินเชื่อที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งการเสริมสภาพคล่อง เพื่อรองรับการกลับมาดำเนินธุรกิจแบบปกติ โดยเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเข้าถึง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่การ &amp;ldquo;เปลี่ยนแปลง&amp;rdquo; จะใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์(e-Invoicing) บนแพลตฟอร์ม โดยให้มีมาตรฐานกลางทั้งในเรื่องรูปแบบของใบกำกับภาษี ระยะเวลาที่เหมาะสมของระยะเวลาการให้สินเชื่อระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย(Credit terms) ซึ่งจะรวมถึงการร้องเรียนและการคืนสินทรัพย์ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินเพื่อการค้าที่โปร่งใสและเป็นธรรมกับผู้ประกอบการทุกรายและจะทำให้ระบบเครดิตทางการค้าเชื่อมโยงอย่างเต็มประสิทธิภาพสามารถแข่งขันได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการเร่งรัดแก้ไขกฎหมาย ระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ และเร่งตั้งหน่วยงานเพื่อทำงานตั้งต่างๆ ของภาครัฐและเอกชนในการแก้ไข ซึ่งหากประเทศไทยมีการแก้ไขได้รวดเร็วจะช่วยเพิ่มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมาก&amp;rdquo;นายสุพันธุ์ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เสนอให้ภาครัฐเร่งเปิดมาตรการจับคู่ท่องเที่ยว(Travel Bubble) กับประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลางเพื่อเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยว นักธุรกิจที่มีวัคซีนพาสปอร์ตเข้ามาในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเร่งรัดให้ภาครัฐจัดซื้อวัคซีนให้มากขึ้นจากหลายแหล่งทั่วโลก ให้ครอบคลุมประชาชนคนไทยทั้งหมด แรงงานต่างด้าว นักธุรกิจต่างประเทศที่อยู่ในไทย และให้องค์การอาหารและยา(อย.) อนุมัติวัคซีนที่มีนำเข้าแล้วให้ผ่านเกณฑ์เร็วขึ้น และขอให้ภาครัฐอนุญาตให้ภาคเอกชนซื้อวัคซีนเองแบ่งเบาภาระภาครัฐและช่วยให้การฉีดวัคซีนเร็วขึ้น ช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศฟื้นตัวได้รวดเร็ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กกร.จึงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 2564 จะขยายตัวได้ในกรอบ 1.5-3.5% การส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 3-5% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดอยู่ในกรอบ 0.8-1% เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวชัดเจนขึ้น สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศเริ่มดีขึ้น ขณะเดียวกันทางการก็เริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคพร้อมกับความคาดหวังต่อการกระจายที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมถึงมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจและผู้ได้รับผลกระทบอย่างตรงจุดจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94906</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกร., ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.), สุพันธุ์ มงคลสุธี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f633318bf6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>91946</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/02/2021 10:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/02/2021 10:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอกชนเสนอรัฐยกเรื่องฉีดวัคซีนเป็นวาระแห่งชาติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 ก.พ. 2564 นายสุพันธ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือกกร.ขอเสนอให้รัฐบาลตั้งคณะทำงานเตรียมการฉีดวัคซีนให้ประชาชนในประเทศเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อจัดทำกระบวนการและวิธีการในการฉีดและกระจายวัคซีนให้ชัดเจนทั่วถึงเพียงพอต่อคนไทยที่จะเข้ารับวัคซีนซึ่งจะมาถึงไทยช่วงเดือนก.ค.2564 พร้อมมีการออกหนังสือรับรองบุคคลที่ได้รับวัคซีนแล้ว นำร่องกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น ซึ่งนายจ้างพร้อมรับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีนแก่ลูกจ้างทั้งคนไทยและต่างด้าว ขณะที่รัฐควรมีมาตรการลดหย่อนภาษีเรื่องวัคซีนให้กับนายจ้าง เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่ภาคธุรกิจอีกทางหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กกร.ขอให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับเรื่องวัคซีน โดยให้กำหนดเป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากการฉีดวัคซีนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจสามารถกลับมาดำเนินได้อย่างต่อเนื่องในปี 2564 ทำให้คาดการณ์ว่าจะสามารถกลับมาผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคได้ในระยะถัดไป กิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น แต่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีน และความสามารถในการส่งมอบวัคซีนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กกร.จึงยังคงอัตราการขยายของเศรษฐกิจไทยจะยังคงเติบโตได้อยู่ในกรอบ 1.5-3.5% ตามที่ประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ การส่งออกคาดจะขยายตัวได้ 3-5% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดจะขยายตัว 0.8-1% เพราะไทยหากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้อยู่ในวงจำกัดได้ และนำไปสู่การผ่อนคลายมาตรการควบคุมที่จำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในไตรมาส 1/2564 ควบคู่กับรัฐมีมาตรการเยียวยาบรรเทาผลกระทบของภาคธุรกิจ รวมถึงกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างตรงจุด&amp;rdquo;นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือเงิน 3,500-4,500 บาท แก่ผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 ที่มีประมาณ 9 ล้านคนนั้น เห็นว่าเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการบริโภค ทำให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจได้หลายรอบ และคนหลายกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ เห็นได้จากโครงการคนละครึ่งที่ผ่านมามีเงินเข้าระบบประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท เกิดการหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจถึง 8 หมื่นล้านบาท ดีกว่าให้เป็นเงินสดแล้วอาจนำเงินไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เหล้า บุหรี่ ลอตเตอรี่ ยาเสพติด ไม่เกิดประโยชน์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91946</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกร., วัคซีนโควิด, สุพันธ์ มงคลสุธี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201217/image_big_5fdb13054d6fb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>89036</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/01/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/01/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บี้ใช้งบ2แสนล้านพยุงศก. กกร.หั่นจีดีพีโต1.5-3.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กกร.หั่นจีดีพีปี 64 โตเหลือ 1.5-3.5% เหตุเจอพิษโควิดรอบใหม่ บี้รัฐเร่งใช้งบ 2 แสนล้านกู้วิกฤติเศรษฐกิจ ต่ออายุโครงการคนละครึ่งเพิ่มเป็น 5 พันบาท ลดค่าไฟ 5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 6 มกราคม นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กกร.ว่า ที่ประชุมมีความเห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มว่าจะช้ากว่าที่คาดไว้เดิม รวมถึงปัจจัยเสี่ยงและผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศ ที่ประชุม กกร.จึงคาดการณ์ว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ของปี 2564 จะขยายตัวได้ในกรอบ 1.5%-3.5% ลดลงจากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัวที่ 2.0-4.0%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายในระยะเวลา 3 เดือน เช่นเดียวกับประมาณการการส่งออกในปี 2564 ที่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 3.0% ถึง 5.0% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 4.0-6.0% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในกรอบ 0.8% ถึง 1.0% ลดลงจากเดิมเล็กน้อยจาก 0.8-1.2%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยหยุดชะงัก การท่องเที่ยวในประเทศซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจตลอดครึ่งหลังของปี 2563 ไม่สามารถเดินต่อได้ชั่วคราว หลังจากมีมาตรการเข้มงวดจำกัดการเดินทางในหลายจังหวัดที่มีประชากรมากหรือเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวในประเทศ คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 เดือน และยังส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน สำหรับกิจกรรมการผลิตในภาคอุตสาหกรรม จะได้รับผลกระทบทางอ้อมจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ เนื่องจากประเทศสำคัญ ๆ อย่างจีนและไต้หวันยังควบคุมการระบาดได้ดี ทั้งนี้ ภาคการส่งออกในช่วงต้นปี 2564 อยู่ภายใต้ข้อจำกัดจากปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ในการส่งออก รวมถึงค่าเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มแข็งค่า&amp;rdquo; นายกลินท์ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธาน กกร.กล่าวว่า ที่ประชุมยังต้องการให้ภาครัฐควรเร่งหามาตรการควบคุมโรคระบาด และช่วยเหลือผู้ประกอบการและแรงงานที่ได้รับผลกระทบ ดังนี้ ประการแรก ต้องเร่งควบคุมการแพร่ระบาดและบังคับใช้มาตรการต่างๆ ที่ประกาศออกมาอย่างเคร่งครัด ควรจะโฟกัสแม่นยำ ตรงจุด ถึงต้นตอการแพร่กระจาย ทั้งนี้ขอให้ควบคุมดูแลที่อยู่ของคนงานต่างด้าวให้เหมาะสมเพื่อระงับการแพร่ระบาด และเร่งจับผู้กระทำผิดทั้งบ่อนการพนันและการนำเข้าแรงงานต่างด้าวอย่างผิดกฎหมาย รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าของประเทศว่าปัญหาการแพร่ระบาดส่วนใหญ่มาจากคนสู่คน ไม่ใช่จากอาหารหรือสินค้าสู่คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประการที่สอง ขอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการเรื่องงบประมาณช่วยเหลือ 200,000 ล้านบาท โดยให้กำหนดวิธีการให้ชัดเจน ปฏิบัติได้เร็ว และให้ส่งผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะสามารถช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ โดยอาจเป็นการต่ออายุโครงการคนละครึ่ง และเพิ่มงบประมาณการใช้จ่ายต่อบุคคลเป็น 5,000 บาท มาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ เช่น ลดค่าไฟ 5% รวมถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประการที่สาม เร่งรัดเรื่องวัคซีนให้สามารถได้มาตามกำหนดเวลาและมีปริมาณที่เพียงพอ รวมถึงกำหนดวิธีการและหลักเกณฑ์ในการกระจาย การขนส่ง และฉีดวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยจัดลำดับผู้ที่ได้รับวัคซีนก่อนหลังอย่างเหมาะสม และประการที่สี่ เร่งรัดการใช้และการเจรจาการค้าทวิภาคี รวมถึงการให้สัตยาบันลงนามข้อตกลง RCEP ในการประชุมรัฐสภา เพื่อให้ข้อตกลงที่ลงนามไปเมื่อเดือน พ.ย.63 มีผลบังคับใช้กลางปีนี้ เพื่อให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมีแรงส่งเพิ่มในช่วงครึ่งปีหลัง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89036</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกร., จีดีพี, จีดีพีปี 64, พิษโควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เร่งใช้งบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210106/image_big_5ff5cb5046cf9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
