<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116373</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2021 15:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2021 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลประกาศกฎกระทรวง 3 ฉบับ คุ้มครองปชช.เมื่อรัฐใช้ที่ดิน-สิ่งก่อสร้างแก้น้ำท่วม-ภัยแล้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ก.ย.64 - น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ได้ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ กรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งและภาวะน้ำท่วม ในการใช้ที่ดินหรือสิ่งก่อสร้างของประชาชน เพื่อก่อสร้าง วางสิ่งของ สูบน้ำ หรือระบายน้ำผ่านเข้าไปในที่ดินได้ โดยต้องกำหนดค่าทดแทนและค่าชดเชยความเสียหายดังกล่าวแก่ประชาชนด้วยนั้น ล่าสุดวันที่ 10 ก.ย. ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ กฎกระทรวง 3 ฉบับ ให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองตามข้อกฎหมายดังกล่าว ประกอบด้วย 1) กฎกระทรวงค่าทดแทนและค่าชดเชยความเสียหาย จากการใช้ที่ดินหรือสิ่งก่อสร้างเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งและภาวะน้ำท่วม &amp;nbsp;โดยสาระสำคัญของกฎหมายนี้ เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชน กำหนดให้หน่วยงานรัฐ มีหน้าที่จ่ายค่าทดแทนและค่าชดเชยความเสียหาย แก่ผู้ครอบครองหรือเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลุกสร้าง ที่ได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม โดยให้คำนึงถึงความเสียหายตามความเป็นจริงของสภาพของทรัพย์สินนั้น พิจารณาราคาที่ซื้อขายกันปกติในท้องตลาด หรือเทียบราคาที่อ้างอิงจากราคากลาง ที่ทางราชการกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2)กฎกระทรวง ค่าชดเชยความเสียหายจากการดำเนินการเพื่อป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม โดยคุ้มครองประชาชนกรณีพนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม เนื่องจาก พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 ได้ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ในการทำลายสิ่งกีดขวาง ตัดฟันต้นไม้ ขุดดิน ปิดกั้นแนวเขตที่ดิน รื้อถอนสิ่งก่อสร้างซึ่งมิใช่เป็นบ้านเรือนที่อยู่อาศัยหรือดำเนินการอื่นใดเท่าที่จำเป็นแก่การป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วมได้ โดยให้ชดเชยความเสียหายแก่ประชาชนเจ้าของที่กินและสิ่งปลูกสร้างตามเกณฑ์ที่กำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3)กฎกระทรวง กำหนดค่าทดแทนให้แก่บุคคลซึ่งต้องเฉลี่ยน้ำที่กักเก็บไว้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่เขตภาวะน้ำแล้งอย่างรุนแรง โดย พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 &amp;nbsp; ยังบัญญัติในกรณีที่เกิดภาวะน้ำแล้งอย่างรุนแรงในพื้นที่ใด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้บุคคลซึ่งกักเก็บน้ำไว้ ต้องเฉลี่ยน้ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในการอุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่ โดยให้บุคคลดังกล่างมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากการที่ต้องสูญเสียน้ำที่กักเก็บไว้ โดยพิจารณาทั้ง ราคาต้นทุนของน้ำในแหล่งกักเก็บน้ำ , สภาพและทำเลที่ตั้งของแหล่งกักเก็บน้ำ , ขนาดและลักษณะของความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการสูญเสียน้ำที่กักเก็บไว้ , ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้น้ำเพื่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจหรือวิถีชีวิตประจำวัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กฎกระทรวงทั้ง 3 ฉบับ เพื่อคุ้มครองปกป้องสิทธิของประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ในการป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งและน้ำท่วม ทั้งยังเป็นการส่งเสริมการมีส่วนเริ่มของประชาชนในการช่วยกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี&amp;rdquo; น.ส.ไตรศุลี กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116373</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎกระทรวง, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_61374f5140958.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104541</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2021 07:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2021 07:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศแล้ว!กฎกระทรวงลักษณะของงานที่ห้ามผู้จ้างงานจ้างผู้รับงานไปทำที่บ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 พ.ค.64 - เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่กฎกระทรวงกำหนดลักษณะของงานที่ห้ามผู้จ้างงานจ้างผู้รับงานไปทำที่บ้านพ.ศ. ๒๕๖๔&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ วรรคหนึ่ง และมาตรา๒๑ วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. ๒๕๕๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๑ ลักษณะของงานเกี่ยวกับความร้อนจัดอันอาจเป็นอันตรายที่ห้ามผู้จ้างงานจ้างผู้รับงานไปทำที่บ้าน ได้แก่ งานเกี่ยวกับความร้อนซึ่งทำให้ระดับความร้อนภายในสถานที่ทำงานที่มีผู้รับงานไปทำที่บ้านทำงานอยู่เกินค่าเฉลี่ยอุณหภูมิเวตบัลบ์โกลบสามสิบสี่องศาเซลเซียสในช่วงเวลาสองชั่วโมงของการทำงานติดต่อกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๒ ลักษณะของงานที่อาจกระทบต่อสุขภาพ ความปลอดภัย หรือคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ห้ามผู้จ้างงานจ้างผู้รับงานไปทำที่บ้าน ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๑) งานเกี่ยวกับเลื่อยสายพาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๒) งานที่ก่อให้เกิดเสียงดังที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องสัมผัสระดับเสียงเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงานแปดชั่วโมงเกินกว่าแปดสิบห้าเดซิเบลเอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ เมษำยน พ.ศ. ๒๕๖๔
สุชาติ ชมกลิ่น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๒๑ วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน พ.ศ. ๒๕๕๓ บัญญัติให้ลักษณะหรือประเภทของงาน ตามมาตรา ๒๑ (๓) หรือ (๔) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104541</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎกระทรวง, ลักษณะงานห้ามรับไปทำที่บ้าน, แรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210307/image_big_60449eb034253.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>98671</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/04/2021 16:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/04/2021 16:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เห็นชอบร่างกฎกระทรวงแรงงาน เอื้อผู้ประกันตน ม.39 กว่า 2 แสนคนใช้สิทธิประกันสังคมต่อเนื่อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 เม.ย.64 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. เห็นชอบร่างกฎกระทรวงแรงงาน เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการแสดงความจำนงเป็นผู้ประกันตนและการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 39 พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 เป็นต้นไป ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.กำหนดให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่สิ้นสุดการเป็นลูกจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 หากประสงค์อยู่ในระบบประสังคมต่อไป ให้แสดงความจำนงเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ขยายกำหนดเวลานำส่งเงินสมทบเข้ากองทุน สำหรับเงินสมทบที่ต้องนำส่งประจำงวดเดือนมีนาคม 2563 ถึงงวดเดือนพฤษภาคม 2564 ให้นำส่งภายในวันที่ 15 มิถุนายน 256&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรัชดา กล่าวด้วยว่า ร่างกฎกระทรวงฉบับนี้จะทำให้สามารถรักษาสถานภาพการเป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 39 พ.ร.บ.ประกันสังคมได้ประมาณ 207,700 คน ทำให้มีหลักประกันด้านสุขภาพผ่านสิทธิประโยชน์ประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/98671</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎกระทรวง, กระทรวงแรงงาน, ประกันสังคม, ผู้ประกันตนมาตรา 33, ผู้ประกันตนมาตรา 39, มติครม., รัชดา ธนาดิเรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210407/image_big_606d7a8132468.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95780</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2021 22:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฎกระทรวงใหม่ ซิ่งได้120กม./ชม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; คมนาคมออกกฎกระทรวงปรับความเร็วสูงสุด 120 กม./ชม. นำร่องถนนสายเอเชีย &amp;ldquo;ช่วงทางหลวงบางปะอิน-ทางต่างระดับอ่างทอง&amp;rdquo; ระยะทาง 50 กม. เร่งติดตั้งป้าย-ตีเส้นจราจร สั่ง ทล.-ทช.สแกนถนน 4 เลน มีเกาะกลางทั่วประเทศก่อนขยายเพิ่ม ถก สตช.วางบทลงโทษ ด้านขนส่งฯ เล็งออกประกาศความผิดถ้าฝ่าฝืน มีผลต่ออายุใบขับขี่ เผยสถิติใบสั่งจับความเร็ว 17 ล้านใบต่อปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 11 มี.ค. นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงกฎกระทรวงกำหนดอัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางหลวงแผ่นดินหรือทางหลวงชนบทที่กำหนด พ.ศ.2564 หลังจากเมื่อวันที่ 10 มี.ค.2564 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่กฎกระทรวงดังกล่าวว่า การประกาศกฎกระทรวงดังกล่าวถือเป็นนโยบายของกระทรวงคมนาคม (คค.) ในการดำเนินการให้สอดคล้องกับสภาพการจราจร และการเดินทางของประชาชนในปัจจุบันให้มีความสะดวก รวดเร็ว โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ทั้งนี้ คค.ได้บูรณาการร่วมกับกรมทางหลวง (ทล.), กรมทางหลวงชนบท (ทช.), สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.), กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อดำเนินการนโยบายนี้ให้เป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม แม้กฎกระทรวงประกาศแล้ว แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ทันที จะต้องรอผู้อำนวยการกรมทางหลวงออกประกาศว่าถนนเส้นใดให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตามกฎกระทรวงนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศักดิ์สยามกล่าวต่อว่า เบื้องต้นจะทดลองนำร่องให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กิโลเมตร (กม.) ต่อชั่วโมง (ชม.) ตามที่กฎกระทรวงกำหนด ในเส้นทางทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32 (ถนนสายเอเชีย) ช่วงบริเวณหมวดทางหลวงบางปะอิน-ทางต่างระดับอ่างทอง กม.ที่ 4+100-50+000 ระยะทางประมาณ 50 กม. โดยจะเริ่มดำเนินการภายใน มี.ค.นี้ พร้อมกันนี้ได้เตรียมจ้างบริษัทที่ปรึกษาหรือสถาบันการศึกษาเพื่อประเมินผลการดำเนินงานภายในปีนี้ด้วย ตนสั่งการให้นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัด คค. บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสำรวจเส้นทางถนนของแขวงทางหลวงและแขวงทางหลวงชนบททั่วประเทศกว่า 12,000 กม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เส้นทางใดบ้างที่แบ่งช่องทางเดินรถ 4 ช่องจราจร มีเกาะกลางถนนแบบกำแพง และไม่มีจุดกลับรถเสมอระดับถนน ซึ่งถือเป็นสภาพถนนที่เหมาะสมสามารถใช้ความเร็วตามกฎกระทรวง โดยให้สรุปข้อมูลให้กระทรวงภายในวันที่ 12 มี.ค.นี้ ก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่วันที่ 15 มี.ค.นี้ เพื่อประกาศอย่างเป็นทางการต่อไป ซึ่งการประชุมดังกล่าว สตช.จะร่วมพิจารณาการกำหนดบทลงโทษตามกฎหมาย ประกอบกับการออกประกาศ ขบ. ในความผิดไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร ซึ่งมีผลต่อการต่อใบอนุญาต นอกจากนี้จะเร่งทำความเข้าใจและขอความร่วมมือประชาชนให้เคารพกฎจราจร เครื่องหมายจราจร รวมถึงติดตั้งป้ายจราจรบอกความเร็วในเส้นทางที่ประกาศตามกฎกระทรวง ตลอดจนเพิ่มเติมสะพานลอยคนข้าม สะพานกลับรถสำหรับรถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์&amp;quot; นายศักดิ์สยามกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รอง ผบช.ภาค 6 ในฐานะคณะทำงานแก้ไขกฎหมายจราจร สตช. กล่าวว่า แม้จะมีกฎกระทรวงประกาศปรับอัตราความเร็วให้สูงขึ้น แต่ทางหลวงต้องไปออกแบบถนนเพื่อให้รถขับในอัตราความเร็วที่สูงด้วยความปลอดภัย จะต้องไปคิดแก้ไขปัญหาจุดกลับรถ เกาะกลางถนนต้องปรับให้สูงขึ้น ถ้าปรับความเร็วสูงขึ้น 120 กม. เพื่อป้องกันกระเด็น กระแทก เมื่อเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงปิดจุดตัด จุดกลับรถ ซึ่งจะนำร่องถนนสายเอเชียเป็นสายแรก ส่วนข้อกำหนดของกฎกระทรวงให้รถอยู่ในช่องเดินรถขวาสุดต้องใช้ความเร็วไม่ต่ำกว่า 100 กม./ชม. เพื่อไม่ให้มีความแตกต่างอัตราความเร็วมากเกินไป ลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุ ตามหลักการความปลอดภัยทางถนน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กฎหมายเดิมบังคับให้ขับ 90 กม./ชม. ในทางปฏิบัติไม่สามารถบังคับได้จริง มีรายงานคนไทยฝ่าฝืนความเร็วตามกำหนด 10 ล้านคนต่อปี สถิติใบสั่งจราจร 17 ล้านใบต่อปี จับไม่ไหว ไม่รวมยอดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 20,000 คนต่อปี กฎกระทรวงใหม่ปรับให้เข้ากับสภาพความเป็นจริง อยากให้ผู้ใช้รถใช้ถนนขีบขี่ในอัตราความเร็วที่กำหนด หากสถิติอุบัติเหตุลดลงจะขยายผลสู่เส้นทางอื่น&amp;quot; พล.ต.ต.เอกรักษ์กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับรายละเอียดของกฎกระทรวงดังกล่าว ได้กำหนดอัตราความเร็วของยานพาหนะบนทางหลวงแผ่นดินหรือทางหลวงชนบทไว้ดังนี้ 1.รถบรรทุกที่มีน้ำหนักรถเกิน 2,200 กิโลกรัม หรือรถโดยสารมีที่นั่งคนโดยสารเกิน 15 คน ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม., รถขณะที่ลากจูงรถอื่น รถยนต์สี่ล้อเล็ก หรือรถยนต์สามล้อ ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 65 กม./ชม., รถจักรยานยนต์ ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. เว้นแต่รถจักรยานยนต์ที่มีกำลังเครื่องยนต์ตั้งแต่ 35 กิโลวัตต์ขึ้นไป หรือมีขนาดความจุของกระบอกสูบรวมกันตั้งแต่ 400 ลูกบาศก์เซนติเมตรขึ้นไป ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 110 กม./ชม.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่รถโรงเรียน หรือรถรับ-ส่งนักเรียน ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม., รถโดยสารที่มีที่นั่งโดยสารเกิน 7 คนแต่ไม่เกิน 15 คน ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กม./ชม., รถแทรกเตอร์ รถบดถนน หรือรถใช้งานเกษตรกรรม ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม. และรถอื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น ให้ใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม. ทั้งนี้ หากรถอยู่ในช่องเดินรถขวาสุดต้องใช้ความเร็วไม่ต่ำกว่า 100 กม./ชม. เว้นแต่ในกรณีที่ช่องเดินรถนั้นมีข้อจำกัดด้านการจราจรหรือทัศนวิสัย มีสิ่งกีดขวาง หรือมีเหตุขัดข้องอื่น ทั้งนี้ หากในทางเดินรถมีเครื่องหมายจราจรแสดงว่าเป็นเขตอันตราย หรือเขตให้ขับรถช้าๆ ให้ลดความเร็วลง และเพิ่มความระมัดระวังขึ้นตามสมควร และในกรณีที่ทางเดินรถหรือช่องเดินรถใดมีเครื่องหมายจราจรกำหนดอัตราความเร็วต่ำกว่าอัตราที่กำหนด ให้ใช้ความเร็วไม่เกินอัตราความเร็วที่กำหนดไว้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95780</URL_LINK>
                <HASHTAG>120 กม./ชม., กฎกระทรวง, คมนาคม, ปรับความเร็วสูงสุด 120 กม./ชม., หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เร่งติดตั้งป้าย, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_604a1e3c2369d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84814</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/11/2020 20:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/11/2020 20:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดประเภทอาคารรับมือ &#039;แผ่นดินไหว&#039; พบ 12 จังหวัดเสี่ยงสูง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 พ.ย.63 - น.ส.ไตรศุลี&amp;nbsp;ไตรสรณกุล&amp;nbsp;รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคาร และพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว&amp;nbsp;ซึ่งสาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงดังกล่าว เป็นการกำหนดพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหวและกำหนดประเภทอาคารที่การออกแบบและคำนวณโครงสร้างอาคารให้มีการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวเพิ่มเติม รวมทั้งปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน และความคงทนของอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวใหม่ให้มีความทันสมัยและมีความปลอดภัยแก่ประชาชนในการเข้าใช้อาคารมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการกำหนดพื้นที่เสี่ยงภัยได้แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามดังนี้คือ &amp;ldquo;บริเวณที่ 1&amp;rdquo; หมายความว่า บริเวณหรือพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่า อาคารอาจได้รับผลกระทบทางด้านความมั่นคงแข็งแรงและเสถียรภาพเมื่อมีแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้แก่ จ.กระบี่, ชุมพร, ตรัง, นครพนม, นครศรีธรรมราช, บึงกาฬ, ประจวบคีรีขันธ์, พิษณุโลก, เพชรบุรี, เลย, สงขลา, สตูล, สุราษฎร์ธานี, และหนองคาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริเวณที่ 2&amp;rdquo; หมายความว่า บริเวณหรือพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้ว่าอาคารอาจได้รับผลกระทบทางด้านความมั่นคงแข็งแรงและเสถียรภาพในระดับปานกลางเมื่อมีแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้แก่ กรุงเทพมหานคร,กำแพงเพชร, ชัยนาท, นครปฐม, นครสวรรค์, นนทบุรี, ปทุมธานี, พระนครศรีอยุธยา, พังงา, ภูเก็ต, ระนอง, ราชบุรี, สมุทรปราการ, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร, สุพรรณบุรี และอุทัยธานี
ขณะเดียวกันได้เพิ่มบทนิยาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บริเวณที่ 3&amp;rdquo; หมายความว่า&amp;nbsp; บริเวณพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้ว่าอาคารอาจได้รับผลกระทบทางด้านความมั่นคงแข็งแรงและเสถียรภาพในระดับสูงเมื่อมีแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ได้แก่ จ.กาญจนบุรี, เชียงราย, เชียงใหม่, ตาก, น่าน, พะเยา, แพร่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลำพูน, สุโขทัย และจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งการกำหนดพื้นที่ดังกล่าวทั้ง 3 บริเวณ จะมีผลต่อการกำหนดการออกแบบ โดยได้กำหนดให้ผู้ออกแบบคำนึงถึงการจัดรูปแบบเรขาคณิตของโครงสร้างอาคารเพื่อให้มีเสถียรภาพในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวสำหรับอาคารที่ตั้งอยู่ในบริเวณที่ 2 ซึ่งเป็นอาคารสูง และบริเวณที่ 3 ให้ผู้ออกแบบคำนึงถึงส่วนประกอบของอาคารด้านสถาปัตยกรรมให้มีความมั่นคง ไม่พังทลาย หรือไม่ร่วงหล่นได้โดยง่าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84814</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎกระทรวง, พื้นที่เสี่ยงภัย, แผ่นดินไหว, โครงสร้างอาคาร, ไตรศุลี ไตรสรณกุล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201123/image_big_5fbbb54d5b648.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83395</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/11/2020 17:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/11/2020 17:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ.แก้กฎกระทรวง ลดจำนวนคกก.รร.จาก 15 เหลือ 7 คน เพื่อให้สอดคล้องกับรร.ขนาดเล็ก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10 พ.ย.63-นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ตนได้รายงานให้ที่ประชุม ครม.รับทราบถึงการปรับแก้ไขกฎกระทรวง กำหนดจำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์วิธีการสรรหาการเลือกประธานกรรมการและกรรมการวาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2546 โดยการปรับปรุงแก้ไขกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว เพื่อให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันและรองรับกฎหมายใหม่ที่เกิดขึ้น ซึ่งมีประเด็นต่างๆ ที่ต้องปรับปรุงแก้ไขที่พบจากการปฏิบัติตามกฎกระทรวงฉบับนี้ คือ &amp;nbsp;สถานศึกษาขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ห่างไกลบางแห่งไม่สามารถหาองค์กรชุมชนที่มีประชาชนรวมตัวกันไม่น้อยกว่า 15 คนได้ โดยมีการปรับใหม่กำหนดองค์ประชุมชุมชนที่มีประชาชนรวมตัวกันไม่น้อยกว่า 7 คน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีสถานศึกษาตั้งใหม่หลายแห่งยังไม่มีศิษย์เก่าจึงไม่สามารถสรรหากรรมการที่เป็นผู้แทนศิษย์เก่าได้ โดยเฉพาะสถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครงส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีการปรับใหม่ กำหนดให้สรรหากรรมการอื่นๆ จนกว่าจะมีศิษย์เก่าที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสามารถทำหน้าที่เป็นกรรมการเป็นผู้แทนศิษย์เก่าได้ และสถานศึกษาขนาดเล็กบางแห่ง มีครูเพียงคนเดียวและครูดังกล่าวเป็นกรรมการผู้แทนครูติดต่อกันครบ 2 วาระแล้วจึงไม่สามารถสรรหาผู้ที่จะมาเป็นกรรมการที่เป็นผู้แทนครูในวาระต่อไปได้ ดังนั้นจึงมีการปรับใหม่ให้สถานศึกษาที่มีข้าราชการครูเพียงคนเดียวให้ดำรงตำแหน่งกรรมการที่เป็นผู้แทนครูเกิน 2 วาระได้ ทั้งนี้ที่ประชุมครม.ไม่ได้มีการทักท้วงการแก้ไขกฎกระทรวงฉบับนี้แต่อย่างใดจึงสามารถประกาศใช้ได้ทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในการประชุม ครม.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำให้ทุกกระทรวงรณรงค์ลดการใช้พลาสติก ซึ่งในส่วนของ ศธ.จะนำมาดำเนินการให้สถานศึกษาปลูกฝังให้นักเรียนลดการใช้พลาสติกให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม&amp;rdquo;รมว.ศธ. กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83395</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎกระทรวง, คณะกรรมการสถานศึกษา, ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201001/image_big_5f758359aed8e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80103</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฯพณฯสมศักดิ์ แก้กม.ลดโทษ คดียาเสพติด!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;สมศักดิ์&amp;rdquo; เผย 15 ต.ค. ใช้ศูนย์อีเอ็มดูแลนักโทษนอกเรือนจำ จ่อแก้กฎกระทรวง พิทักษ์สิทธิ์ผู้ต้องขัง ดันร่างกฎหมายลดโทษจำคุกคดียาเสพติด ให้เป็นไปตามดุลยพินิจของศาล ยันนักโทษได้อานิสงส์ วอนญาตินักโทษอย่าประท้วงไล่รัฐบาล ถ้าสภาอยู่ไม่ได้จะยุ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันที่ 15 ต.ค.นี้ ศูนย์ควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อติดตามตัว หรือกำไลอีเอ็ม จะเปิดใช้งาน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ทดสอบระบบไปแล้ว ซึ่งกระทรวงยุติธรรม ภายใต้ศูนย์เฉพาะกิจเฝ้าระวังความปลอดภัยของประชาชน หรือศูนย์ JSOC (Safety Observation Ad hoc Center, Ministry of Justice) เพื่อติดตามผู้ต้องขังที่กระทำผิดซ้ำ หรือคดีที่มีโทษร้ายแรง จะเป็นหน่วยงานเพื่อประสานกับสังคมภายนอก ภายใต้กระบวนการยุติธรรมชุมชน ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ เป็นเครือข่ายดูแลเฝ้าระวัง โดยผู้ต้องขังต้องปรับตัวในสังคม เพราะการพักโทษนั้นคือการปล่อยให้กลับไปทำความดี ไม่ใช่ทำผิดซ้ำ หรือหากกระทำผิดซ้ำจะถูกติดตามตัวนำตัวกลับเข้าสู่เรือนจำ ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะทำให้การปล่อยตัว พักโทษผู้ต้องขังได้จำนวนมากขึ้น และช่วยลดความแออัดในเรือนจำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์กล่าวด้วยว่า สำหรับการพิจารณาพักโทษนั้น ตามเงื่อนไขคือ เป็นผู้ต้องขังที่ได้รับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 ของจำนวนโทษที่ได้รับ และการพิจารณาพักโทษจะพิจารณาโดยคณะกรรมการพักโทษ โดยปกติแล้วจะผ่านพิจารณายาก เพราะกรรมการไม่มั่นใจว่าผู้ที่ถูกพักโทษจะไม่กระทำผิดซ้ำ ดังนั้นผู้ต้องขังที่จะได้รับการพักโทษต้องมีผู้ที่น่าเชื่อถือรับรอง กล่าวคือเป็นสิทธิของกรรมการพิจารณา ไม่ใช่สิทธิของผู้ต้องขัง ดังนั้นการนำกำไลอีเอ็มมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามตัวจะทำให้การพิจารณาพักโทษง่ายขึ้น อีกทั้งตนเตรียมเสนอแก้ไขกฎกระทรวงผู้ที่ได้รับการพักโทษ หากกระทำผิดซ้ำ จะได้รับโทษที่เหลืออยู่ ไม่ใช่เริ่มต้นรับโทษเต็มจำนวน เช่น ผู้ที่พักโทษไปใช้ชีวิตในสังคม 1 ปี แต่เดือนที่ 6 ทำผิดซ้ำ ต้องกลับมารับโทษในเรือนจำ 1 ปี ดังนั้นต้องแก้ไขเพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้ต้องขังด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ตามอำนาจของผม ที่มีสิทธิ์พิจารณาปล่อยตัวผู้ต้องขัง ผมอาจจะพิจารณาปล่อยตัว หากจำคุกมาแล้ว 1 ใน 2 ของโทษที่ถูกตัดสิน หากผู้ต้องขังนั้นมีความประพฤติ ปฏิบัติดี และทำให้เกิดความมั่นใจว่าออกไปแล้วไม่ทำผิดซ้ำอีก โดยที่ผ่านมากระทรวงยุติธรรมมีแนวทางพัฒนาศักยภาพของผู้ต้องขัง ส่งเสริมและฝึกอาชีพ ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี สนับสนุนและพร้อมผลักดัน ทั้งนี้ แนวทางฝึกอาชีพกระทรวงยุติธรรมเตรียมสร้างนิคมเพื่อฝึกงานนักโทษ ให้มีอาชีพ มีรายได้ และสร้างคนดีคืนสู่สังคม&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันนักโทษในเรือนจำกว่า 3.8 แสนคนนั้น พบว่าเป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติดกว่า 80% และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาต้องออกเป็นกฎหมาย โดยขณะนี้มีร่างกฎหมาย 2 ฉบับที่ผลักดันในสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภา และฉบับสำคัญคือร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญร่วมของรัฐสภา ซึ่งเนื้อหานั้นจะทำให้ผู้ต้องขังคดียาเสพติดในปัจจุบันได้รับอานิสงส์เรื่องจำนวนปีที่ติดคุก หรือได้รับการลดโทษ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกันผู้ที่ค้ายาเสพติดจะถูกยึดทรัพย์ตามมูลค่าสินทรัพย์ที่ได้จากการค้ายาเสพติด และผลักดันร่างกฎหมายให้ปลดล็อกกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติด โดยมีเงื่อนไขใช้ใบกระท่อมเป็นพืชสมุนไพรและเป็นพืชทางเศรษฐกิจเท่านั้น ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เบื้องต้นคาดว่า 3-4 เดือนจะผลักดันสำเร็จ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมศักดิ์เผยว่า เนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ประมวลกฎหมายยาเสพติดนั้น จะแก้ไขการลงโทษจำคุก จากเดิมที่กำหนดช่วงเวลา เช่น มียาบ้า 1 เม็ดจากประเทศลาว โทษคือ 10 ปีถึงตลอดชีวิต ร่างกฎหมายใหม่แก้ไข ไม่เกิน 15 ปี, การครอบครองเพื่อเสพไม่เกิน 15 เม็ด โทษเดิมคือจำคุก 6 เดือนถึง 3 ปี ของใหม่คือไม่เกิน 2ปี คือเปิดโอกาสให้ศาลได้ใช้ดุลยพินิจการตัดสินลงโทษตามเหตุและผล ซึ่งผู้ต้องขังปัจจุบันจะได้รับอานิสงส์ด้วย แต่การผลักดันร่างกฎหมายนี้จำเป็นต้องใช้เวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้นผู้ต้องขังต้องบอกญาติข้างนอกว่า อย่าเดินขบวนให้รุนแรง เพราะรัฐบาลหรือรัฐสภาอยู่ไม่ได้ หากกฎหมายไม่ผ่านจะยุ่งกันใหญ่ หรือหากสะดุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนต่อไปไม่ทราบว่าจะทำให้หรือไม่ ทั้งนี้ สมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรีพร้อมจะผลักดัน ภายในปีงบประมาณ 2564 ทำให้สำเร็จให้ได้&amp;rdquo; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าว.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80103</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎกระทรวง, นักโทษนอกเรือนจำ, พิทักษ์สิทธิ์ผู้ต้องขัง, ศูนย์อีเอ็ม, สมศักดิ์ เทพสุทิน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201010/image_big_5f8151e625f62.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
