<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81245</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/10/2020 16:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/10/2020 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ครูตั้น” ชี้กรณี ครู-นักเรียน หยุดสอน เพื่อประท้วงรัฐบาล  ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมด้วย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
20 ต.ค.63-นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มครูและอาจารย์จะหยุดสอนทั่วประเทศ หากนายกรัฐมนตรีไม่ลาออก ว่า เรื่องการนัดหยุดเรียนและหยุดสอนนั้นก็ต้องดูความเหมาะสมคืออะไร ซึ่งหากหยุดการเรียนการสอนแล้วประเทศจะสามารถพัฒนาไปได้หรือไม่ เพราะวันนี้สิ่งที่เราต้องการคืออยากให้เด็กและเยาวชนของไทยมีความรู้ความสามารถมากที่สุด เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กมีศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ ดังนั้นหากเด็กไม่ได้รับความรู้หรือพัฒนาตามทักษะไม่เพียงพอก็อาจจะส่งผลกระทบต่อแผนการพัฒนาเด็กไทยในอนาคตได้ ทั้งนี้หากครูหยุดสอนทั่วประเทศ โรงเรียนจะต้องดูเหตุผลของการหยุดเรียนหยุดการสอนด้วย เพราะในปัจจุบันก็มีนักเรียนที่หยุดเป็นกลุ่มชั้นเรียน โดยตนได้มีการพูดคุยกับผู้อำนายการโรงเรียนให้มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น แต่ยังไม่ได้เป็นการกระจายในวงกว้าง ซึ่งตนคิดว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังคงเห็นความสำคัญของการศึกษา และหารได้รับความรู้ในโรงเรียน ส่วนนอกเวลาเรียนจะไปทำเรื่องอะไรนั้น ตนหวังว่านักเรียนคงมองเห็นเวลาที่ว่างให้หาความรู้ใส่ตัวเอง

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นข้อเสนอแนะของกลุ่มนักเรียนในองค์กรต่างๆ ที่เสนอให้ ศธ.มีการปฏิรูปการศึกษาทั้งเรื่องเครื่องแบบนักเรียน ทรงผมนักเรียน การจัดการเรียนการสอน หลักสูตรการเรียนการสอนนั้น ขณะนี้ ศธ.ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียนของนักเรียน นักศึกษาแล้ว ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วย ผู้แทนจากครูอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา นักวิชาการ และตัวแทนนักเรียน เพื่อรวบรวมปัญหาข้อร้องเรียนทั้งหมดนำไปสู่การแก้ไขให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นข้อเรียกร้องในประเด็นต่างๆ จากการเปิดรับฟังความคิดในทุกช่องทางของ ศธ.นั้นกำลังเดินหน้าแก้ไขปัญหาและหาทางออกให้อย่างแน่นอน โดยคณะกรรมการฯจะแบ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาออกเป็น 2 ส่วน คือ เรื่องที่แก้ไขได้ทันที และ เรื่องที่ต้องรอการดำเนินการ เพราะบางเรื่องต้องเข้าไปแก้ไข&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81245</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎกระทรวงศึกษาธิการ, ครูหยุดสอน, ณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ, ม็อบนักเรียน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201020/image_big_5f8ea7b949587.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45610</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2019 14:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2019 14:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“คุณหญิงกัลยา”ขอนำร่อง ประกาศเลิกใช้ 3 สารเคมีอันตราย ในว.เกษตรและเทคโนโลยี -ว.ประมง47 แห่งหวังเป็นต้นแบบสังคม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12ก.ย.62-คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวว่า ในฐานะที่ตนกำกับและดูแลวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมง ทั้ง 47 แห่งนั้น โดยจากการหารือร่วมกับผู้อำนวยการสถาบันอาชีวศึกษาการเกษตร ทั้ง 4 ภาค และมีความเห็นว่า เราควรที่จะหันมาสนใจเรื่องการผลิตอาหารของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมงทุกแห่งทั่วประเทศ ให้เป็นต้นแบบในการเลิกใช้ 3 สารเคมีอันตราย คือ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส อย่างสิ้นเชิงทั้งการใช้ในการผลิตพืชผล และการใช้กับสนามหญ้า หรือ สวนหย่อมของวิทยาลัย เพื่อเป็นตัวอย่างการผลิตอาหารและกระบวนการการเรียนการสอนที่ถูกต้อง สร้างเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านการเกษตรที่ให้ความสำคัญสูงสุดต่อผู้บริโภคด้วยการผลิตอาหารปลอดภัย และอาหารเพื่อสุขภาพ อีกทั้งยังเป็นการสร้างบุคลากรต้นแบบที่มีมาตรฐานในการทำงานต่อไปในอนาคตด้วย เนื่องจากประเทศไทยซึ่งเป็น 1 ใน 6 ประเทศที่ผลิตอาหารเลี้ยงชาวโลก ซึ่งการดำเนินการในลักษณะนี้จะเป็นการสร้างชื่อเสียง และเป็นที่ประจักษ์ว่าเราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหารที่ผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;ในปัจจุบันมนุษย์เรามีโรคภัยไข้เจ็บจำนวนค่อนข้างมาก ทั้งจากอาหาร อากาศและสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้มีความตื่นตัวของเรื่องการรักษาสุขภาพ ดังนั้นดิฉันจึงขอประกาศว่านับจากนี้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมง ทั้ง 47 แห่ง จะปลอดสารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิดดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้เรายังมีแผนที่จะทำโรงเรียนที่จะเป็นต้นแบบ Green Health School เพราะอาหารกลางวันถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กระทบกับเยาวชน ทั้งเรื่องอาหารไม่ครบ 5 หมู่ อาหารไม่ได้คุณภาพ ซึ่งวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมง จะเป็นต้นแบบในการสร้างการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ที่ปลอดภัยปลอดโลก โดยจะเริ่มที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีนครราชสีมาเป็นแห่งแรก รวมถึงจะมีการต่อยอดไปสู่การให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ และประสบการณ์เกี่ยวกับการผลิตอาหารที่ปลอดภัยให้กับชุมชนด้วย&amp;rdquo;รมช.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45610</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎกระทรวงศึกษาธิการ, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช, ยกเลิกใช้3สารเคมี, ว.ประมง, ว.เกษตร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190730/image_big_5d3fbc5bbc970.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31404</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2019 19:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2019 12:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศูนย์ฝึกอบรมอาชีพประจำอำเภอห่างไกล อีกกลไกขับเคลื่อนการพัฒนายกระดับการศึกษาไทยเขตพื้นที่   จังหวัดชายแดนภาคใต้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศธ. เร่งขยายผลการดำเนินงานพัฒนาการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านศูนย์ฝึกอบรมอาชีพประจำอำเภอห่างไกล เพื่อให้บริการประชาชนเข้าถึงการบริการด้านการศึกษาวิชาชีพได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ตามที่นโยบายของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการยกระดับการศึกษาของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เกิดความ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยกิจกรรมจัดการเรียนการสอนศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพประจำอำเภอห่างไกล&amp;nbsp; นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่เกิดขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อจัดการอาชีวศึกษาเพื่อสร้างเสริมความมั่นคงของรัฐ โดยพัฒนาการจัดการอาชีวศึกษาให้มีความสอดคล้องเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ที่มีความหลากหลายเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ในการพัฒนาอาชีพเพื่อสร้างโอกาสการมีงานทำและยกระดับคุณภาพชีวิต จากการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้วิชาชีพ และขยายพื้นที่บริการด้านวิชาชีพในเขตพื้นที่ห่างไกล ปัจจุบันมีทั้งหมด 23 แห่งซึ่งครอบคลุมพื้นที่อำเภอห่างไกลและการคมนาคมไม่สะดวก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ทั้งนี้เพื่อสร้างโอกาสในการได้รับการศึกษาสายวิชาชีพให้กับนักเรียน นักศึกษา เยาวชน ประชาชนประจำอำเภอห่างไกลและอำเภอหน้าด่านชายแดน&amp;nbsp; ให้ได้รับการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ทำให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนฐานรากในพื้นที่อย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งประกอบด้วย จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสงขลาใน 4 อำเภอ (ประกอบด้วยอำเภอจะนะ&amp;nbsp;&amp;nbsp; อำเภอนาวี&amp;nbsp;&amp;nbsp; อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย) &amp;nbsp;ประชาชนจำนวนมากยังมีความยากจน ไม่มีอาชีพ ไม่มีงานทำ ไม่สามารถเข้าถึงการบริการด้านการศึกษาอาชีพได้อย่างทั่วถึง ประกอบกับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการให้บริการทางวิชาชีพมีเพียง 18 แห่งเท่านั้น ซึ่งยังไม่ครอบคลุมพื้นที่การให้บริการแก่ประชาชน โดยเฉพาะอำเภอรอบนอกที่ห่างไกล รวมถึงพื้นที่หน้าด่านชายแดน ประกอบกับการคมนาคมไม่สะดวกแต่มีประชาชนจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบริการด้านวิชาชีพได้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ดังนั้นการขยายพื้นที่บริการวิชาชีพให้กับประชาชนในเขตอำเภอรอบนอกที่ห่างไกลให้มีโอกาสได้เข้าถึงการบริการด้านการศึกษาสายวิชาชีพ ผ่านการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมอาชีพประจำอำเภอที่ห่างไกล โดยเน้นให้สถานศึกษาอาชีวะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน&amp;nbsp; ก็เพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสในการเรียนสายอาชีพให้มากขึ้น ส่วนในหลักสูตรการเรียนการสอนนั้นได้เปิดสอนตั้งแต่ระดับ ปวช. ปวส. และหลักสูตรระยะสั้น ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเลือกเรียนได้ตามความเหมาะสม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31404</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศธ., กฎกระทรวงศึกษาธิการ, พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190315/image_big_5c8b2d511e4bb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>22247</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/11/2018 09:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/11/2018 09:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ.ฉาวอีก ประมูล&quot;ยูนิเน็ต&quot;ส่อล็อกสเป็กบริษัท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19พ.ย.61-&amp;quot;โกศล&amp;quot;เผยการประกวดราคาโครงการยูนิเน็ตกลิ่นไม่ดี &amp;nbsp;เขียน&amp;quot;ทีโออาร์&amp;quot;เจาะจงเกินไป &amp;nbsp;ส่อมีการล็อคคุณสมบัติของบริษัทเช้าประมูล ทำให้เหลือผู้เข้าประมูลแค่3ราย จากทั้งหมดที่สนใจ 13 ราย มอบ&amp;ldquo;สุภัทร&amp;rdquo; ส่งหนังสือสอบถามกรมบัญชีกลาง &amp;nbsp; ชี้หากเข้าข่ายล็อคสเป๊กจริง จะต้องสั่งยกเลิกการประมูล และตั้ง คกก.สืบสวนข้อเท็จจริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ที่ปรึกษา รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ. ได้รับการร้องเรียนเรื่องการประกวดราคาจ้างบำรุงรักษาโครงการเครือข่ายสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา หรือ ยูนิเน็ต (UniNet) ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) โดยมีบริษัทมาร้องเรียนว่า การจัดประกวดราคาของโครงการยูนิเน็ตมีบริษัทเข้ารับการประมูล จำนวน 13 ราย แต่มีผู้มายื่นคุณสมบัติเพื่อขอประกวดราคาเพียง จำนวน 3 ราย และในจำนวนนี้เมื่อมีการประกวดราคาอิเลกทรอนิกส์ หรือ E-bidding แล้วพบว่า มีราคาต่ำกว่าราคากลางที่กรมบัญกลางกำหนดเพียง 100,000 บาท ทั้งที่งบประมาณของโครงการนี้มากถึง 200 ล้านบาท ซึ่ง รมว.ศธ. มอบหมายให้คณะทำงานของตนมาตรวจสอบเรื่องนี้ &amp;nbsp;ตนมองว่ามีบางจุดที่อาจจะมีความผิดปกติเหมือนมีการล็อคคุณสมบัติของบริษัทเกิดขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ตนจึงได้เรียกนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาฯ กกอ.) มาหารือถึงข้อมูลที่เกิดขึ้น และให้นำการเขียนข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR) มาตรวจสอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.โกศล กล่าวต่อว่า เบื้องต้นฝ่ายกฎหมายของตนได้ตรวจสอบข้อกำหนด TOR พบว่า บางข้อเขียนเฉพาะเจาะจงเกินไป เช่น บริษัทที่เข้ามาประมูลจะต้องมีสำนักงานอยู่ในรัศมี 1 กิโลเมตร จาก สกอ. เป็นต้น ซึ่งคุณสมบัติข้อนี้อาจมองว่าเป็นการล็อคคุณสมบัติได้ เพราะบริษัทที่ไม่มีสำนักงานอยู่ในรัศมีที่กำหนดก็ไม่สามารถประมูลได้เนื่องจากคุณสมบัติไม่ครบถ้วน ดังนั้นฝ่ายกฎหมายของตนจึงแนะนำให้ นายสุภัทร ทำหนังสือถึงกรมบัญชีกลาง เพื่อสอบถามว่าข้อกำหนด TOR ดังกล่าวเป็นการล็อคคุณสมบัติหรือไม่ ซึ่งหากกรมบัญชีกลางตอบกลับมาว่า การเขียน TOR ดังกล่าวเป็นการล็อคคุณสมบัติ ก็คงมอบให้ สกอ.กลับไปดูว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะได้มีการประมูลไปแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการประกาศผู้ชนะการประมูล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากกรมบัญชีกลางแสดงความเห็นว่าการเขียนข้อกำหนดนี้เป็นการล็อคคุณสมบัติ ผมคิดว่าคงต้องมีการสั่งยกเลิกการประมูล และคงต้องมีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง และไปดูว่าใครเป็นผู้เขียน TOR นี้ให้มีการล็อคคุณสมบัติ รวมถึงมีใครเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ เพราะเท่าที่ทราบก็มีบริษัทเดียวที่ได้มาตลอด ซึ่งหากเป็นการล็อคคุณสมบัติจริงจึงเท่ากับว่ามีการล็อคมาเป็นสิบๆ ปี&amp;rdquo;ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าว
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/22247</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎกระทรวงศึกษาธิการ, กรมบัญชีกลาง, ประมูลยูนิเน็ตล็อกสเป็ก, พล.อ.โกศล ประทุมชาติ, สุภัทร จำปาทอง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180719/image_big_5b50626d55a53.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19801</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2018 23:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2018 23:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศธ.ออกกฎห้ามไล่&#039;นร.-นศ.&#039;ออกจากสถานศึกษา ต้องหาวิธีดูแลและอนุญาตให้ลาคลอด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค.61- เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ กฎกระทรวงกำหนดประเภทของสถานศึกษาและการดำเนินการของสถานศึกษาในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. ๒๕๖๑&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อำศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. ๒๕๕๙ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๑ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๒ ให้สถานศึกษาแต่ละประเภทดังต่อไปนี้ ดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๑) สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับ ดังต่อไปนี้
(ก) ระดับประถมศึกษา
(ข) ระดับมัธยมศึกษา
(๒) สถานศึกษาที่จัดการอาชีวศึกษาตามหลักสูตร ดังต่อไปนี้
(ก) ประกาศนียบัตรวิชาชีพ
(ข) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง
(ค) ปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ
(๓) สถานศึกษาที่จัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๓ ให้สถานศึกษาตามข้อ ๒ (๑) (ก) และ (ข) และ (๒) (ก) จัดให้มีการเรียนการสอน เรื่องเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตให้เหมาะสมกับช่วงวัยของนักเรียน โดยมีเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ ในเรื่องเพศที่ครอบคลุมถึงพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย การมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล พฤติกรรมทางเพศ สุขภาวะทางเพศ และมิติทางสังคมและวัฒนธรรมที่ส่งผลกระทบต่อเรื่องเพศ รวมทั้งสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและความรู้เกี่ยวกับอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายและความเสมอภาคทางเพศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้สถำนศึกษาตามข้อ ๒ (๑) (ก) และ (ข) และ (๒) (ก) จัดให้มีการติดตามและประเมินผล เกี่ยวกับประสิทธิผลของการเรียนการสอนตามวรรคหนึ่งอย่างเป็นระบบ และให้เป็นส่วนหนึ่งของการวัดผลการศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๔ ให้สถานศึกษาตามข้อ ๒ (๒) (ข) และ (ค) และ (๓) จัดให้มีการเรียนการสอน เรื่องเพศวิถีศึกษาและทักษะชีวิตให้เหมาะสมกับช่วงวัยของนักศึกษาโดยสอดคล้องกับเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ในเรื่องเพศตามข้อ ๓ วรรคหนึ่ง และจัดให้มีการติดตามและประเมินผลการเรียนกรสอนดังกล่าวอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ตามที่สถานศึกษาดังกล่าวกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๕ ให้สถำนศึกษาตามข้อ ๒ จัดหาและพัฒนาผู้สอนให้มีความรู้ความสามารถ มีทัศนคติที่ดีและมีทักษะการสอนที่เหมาะสม รวมทั้งเข้าใจจิตวิทยาการเรียนรู้ของนักเรียนหรือนักศึกษาแต่ละระดับที่สอดคล้องกับการจัดการศึกษาของสถานศึกษานั้น ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถสอนเพศวิถีศึกษาทักษะชีวิตและให้คำปรึกษาในเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นแก่นักเรียนหรือนักศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในกรณีที่สถานศึกษาตามข้อ ๒ มีผู้สอนเพศวิถีศึกษา ทักษะชีวิต และให้คำปรึกษาไม่เพียงพอ ให้สถานศึกษานั้นประสานงานกับหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานของเอกชนที่เกี่ยวข้อง หรือผู้ซึ่งมีความรู้ความสามารถในการสอนเพศวิถีศึกษา ทักษะชีวิต และให้คำปรึกษาตามวรรคหนึ่ง เพื่อขอรับการสนับสนุนหรือทำหน้าที่เป็นผู้สอนเพศวิถีศึกษา ทักษะชีวิต และให้คำปรึกษาดังกล่าวให้เหมาะสมและเพียงพอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๖ ให้สถานศึกษาตามข้อ ๒ (๓) พัฒนาการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาในคณะศึกษาศาสตร์ คณะครุศาสตร์ หรือคณะหรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ให้มีความรู้และสามารถสอนเพศวิถีศึกษา ทักษะชีวิต และให้คำปรึกษาในเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นตามข้อ๕ วรรคหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๗ สถานศึกษาตามข้อ ๒ ที่มีนักเรียนหรือนักศึกษาซึ่งตั้งครรภ์อยู่ในสถานศึกษาต้องไม่ให้นักเรียนหรือนักศึกษานั้นออกจากสถานศึกษาดังกล่าว เว้นแต่เป็นการย้ายสถานศึกษาให้สถานศึกษาตามวรรคหนึ่ง จัดให้มีระบบการดูแล ช่วยเหลือ และคุ้มครองนักเรียนหรือนักศึกษาซึ่งตั้งครรภ์ให้ได้รับการศึกษาด้วยรูปแบบที่เหมาะสมและต่อเนื่อง ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๑)อนุญาตให้นักเรียนหรือนักศึกษาดังกล่าวหยุดพักการศึกษาในระหว่างการตั้งครรภ์ การคลอดและหลังคลอดเพื่อดูแลบุตร ตามความเหมาะสม และจัดการเรียนการสอนให้เกิดความยืดหยุ่นตามศักยภาพอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;(๒) จัดให้มีผู้ให้คำปรึกษาตามข้อ๕ โดยร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ซึ่งปกครองดูแลนักเรียนหรือนักศึกษาซึ่งตั้งครรภ์ในการให้ความช่วยเหลือและสร้างความเข้าใจสำหรับการอยู่ร่วมกับสังคม ทั้งนี้ ให้สถานศึกษาอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสมกับนักเรียนหรือนักศึกษาซึ่งตั้งครรภ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อประโยชน์ในการจัดระบบตามวรรคสอง ให้สถานศึกษาจัดให้มีช่องทางหรือวิธีการที่หลากหลายในการดูแล ช่วยเหลือ และคุ้มครองนักเรียนหรือนักศึกษาซึ่งตั้งครรภ์ รวมทั้งประสานงานและร่วมมือกับแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระบวนการยุติธรรม หรือผู้ซึ่งเกี่ยวข้องเพื่อให้การดูแล ช่วยเหลือ และคุ้มครองนักเรียนหรือนักศึกษาซึ่งตั้งครรภ์นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อ ๘ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องส่งต่อนักเรียนหรือนักศึกษาซึ่งตั้งครรภ์ให้ได้รับบริการอนามัยการเจริญพันธุ์หรือการจัดสวัสดิการสังคม ให้สถานศึกษาตามข้อ ๒ จัดให้มีระบบการส่งต่อโดยประสานกับสถานบริการหรือหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานของเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นักเรียนหรือนักศึกษาซึ่งตั้งครรภ์นั้นได้รับบริการอนามัยการเจริญพันธุ์และการจัดสวัสดิการสังคมอย่างเหมาะสมให้ไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณ วันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19801</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎกระทรวงศึกษาธิการ, ประกาศราชกิจจา, ห้ามไล่นักเรียน-นักศึกษาตั้งครรภ์ออก, เพศศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56fb8616ee0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
