<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115602</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2021 15:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2021 15:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ไม้ วฤษฎิ์’ลั่นคนบางคนโกงจนชิน ใช้อำนาจให้ตัวเองอยู่เหนือกฎ!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นพระเอกอีกคนที่มักจะออกมา &amp;nbsp;call out ผ่านอินสตาแกรมและทวิตเตอร์อยู่ตลอด สำหรับ ไม้-วฤษฎิ์ ศิริสันธนะ ล่าสุดเจ้าตัวโพสต์ถึงคนโกงที่ไม่สนกฎกติกาของสังคม ใช้กำลังใช้อำนาจให้ตัวเองอยู่เหนือกฎ!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;คนบางกลุ่มเค้าน่าจะโกงมันทุกอย่างในชีวิต โกงจนเคยชินเห็นเป็นเรื่องปกติ จนหลังๆไม่สนกฎกติกาของสังคมแล้ว เลยใช้กำลังใช้อำนาจให้ตัวเองอยู่เหนือกฎซะเลยจะได้ไม่ต้องทำตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางคนนี่ถึงขั้นน่าสงสัยว่าที่หายใจแรงๆอาจเป็นการพยายามโกงด้วยการสูดอากาศให้ได้มากกว่าคนอื่น เดี๋ยวไม่ได้เอาเปรียบ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม  maiwarit&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115602</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมาย, คนโกง, อำนาจ, ไม้ วฤษฎิ์, ไม้-วฤษฎิ์ ศิริสันธนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210904/image_big_613328ad810fe.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115493</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/09/2021 19:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2021 06:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การดำเนินการตาม พ.ร.บ. 77 กับบทบาทการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;การพัฒนานักกฎหมายภาครัฐถือเป็นภารกิจที่สำคัญอีกประการหนึ่งของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยมุ่งเน้นการพัฒนานักกฎหมายให้มีความรู้ทั้งในด้านงานกฎหมาย คุณธรรม และจริยธรรม และทันต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ซึ่งจะส่งผลดีต่อการปฏิบัติงานทั้งในด้านการร่างกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้กฎหมายถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง เป็นธรรม และเป็นที่พึ่งให้แก่ประชาชน ตามที่ได้กำหนดวิสัยทัศน์ไว้นั่นก็คือ &amp;ldquo;Better Regulation for Better Life&amp;rdquo; หรือพัฒนากฎหมายให้ดีเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;พระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 หรือที่นักกฎหมายเรียกกันว่า &amp;ldquo;พ.ร.บ.77&amp;rdquo; ซึ่งเป็นกฎหมายที่มุ่งปฏิรูประบบกฎหมายให้ทันสมัย มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นมา มีสาระสำคัญ 6 เรื่อง ได้แก่ (1) กำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมาย ตั้งแต่การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง และการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายหรือที่เรียกว่า RIA (2) กำหนดหลักเกณฑ์การตรวจสอบเนื้อหาของร่างกฎหมาย (3) กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย (4) กำหนดกลไกเกี่ยวกับการเข้าถึงบทบัญญัติของกฎหมาย (5) กำหนดกลไกการโต้แย้งหรือตรวจสอบบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีโทษอาญาโทษทางปกครอง หรือสภาพบังคับที่มีผลร้ายอื่น และ (6) กำหนดกลไกเร่งรัดให้หน่วยงานของรัฐต้องออกกฎหรือดำเนินการอื่นใดโดยเร็ว ดังนั้น การเรียนรู้และทำความเข้าใจในแนวทางการดำเนินการเพื่อรองรับและขับเคลื่อนการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าว เช่น แนวทางการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย แนวทางการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย จึงเป็นสิ่งสำคัญที่นักกฎหมายภาครัฐของกระทรวง และกรมต่าง ๆ จะต้องนำไปดำเนินการตามภารกิจที่เกี่ยวข้องได้ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt; text-align:justify&quot;&gt;สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงได้จัดโครง&amp;shy;&amp;shy;&amp;shy;การฝึกอบรมวิทยากรการดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายขึ้น เมื่อวันศุกร์ ที่ 27 สิงหาคม 2564 ผู้เข้าอบรมฯ ประกอบด้วย นิติกรระดับชำนาญการหรือชำนาญการพิเศษ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายในกระทรวง และกรมต่าง ๆ จำนวน 100 คน โครงการฝึกอบรมฯ ในครั้งนี้ จัดในรูปแบบออนไลน์ ผ่านโปรแกรม Microsoft Teams เพื่อเป็นการป้องกันและช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมฯ ได้รับความรู้เกี่ยวกับเจตนารมณ์และสาระสำคัญของพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ทั้งในส่วนการดำเนินการตามกระบวนการจัดทำร่างกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบความจำเป็นในการตรากฎหมาย การรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมาย การเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบนั้นต่อประชาชน และการตรวจสอบเนื้อหาของร่างกฎหมายทั้งระบบอนุญาต ระบบคณะกรรมการ การใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และระยะเวลาในการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย และหลักเกณฑ์การกำหนดโทษอาญา และกระบวนการภายหลังเมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับแล้วในส่วนของการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย รวมทั้งการจัดทำข้อมูลกฎหมายเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบทบัญญัติของกฎหมายได้ และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในดำเนินการตามภารกิจที่เกี่ยวข้องและสามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐซึ่งวิทยากรนั้นสังกัดอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป โดยได้รับความร่วมมือจากผู้เข้าอบรมฯ ทุกท่านเป็นอย่างดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115493</URL_LINK>
                <HASHTAG>Better Regulation for Better Life, กฎหมาย, การบังคับใช้กฎหมาย, การพัฒนานักกฎหมายภาครัฐ, การร่างกฎหมาย, คุณธรรม, จริยธรรม, พ.ร.บ. 77, วิสัยทัศน์, สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, โครง­­­การฝึกอบรมวิทยากรการดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210903/image_big_6131c1ab46363.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110559</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 12:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 12:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้องอ่านอยากรู้ใครต้องรับผิดชอบศพกลางถนน‘โกศลวัฒน์’กางกฎหมายอธิบาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค. 2564 - นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองอธิบดี และโฆษกอัยการปราบปรามทุจริตภาค 9 ให้ความเห็นข้อกฎหมายกรณีพบศพบุคคลเสียชีวิตอยู่กลางถนนนานนับ 10 ชั่วโมง ว่ากรณีดังกล่าว ทราบว่า ประชาชนแจ้งเจ้าหน้าที่แล้วก็ไม่มีใครมาเก็บศพหรือไม่มีใครมาตรวจสอบทำให้เกิดความสะเทือนใจ เกิดความไม่สบายใจและไม่รู้ว่าเป็นหน้าที่ของใคร ประชาชนผู้พบเห็น หรือบ้านอยู่แถวนั้นควรต้องทำอย่างไร มีกฎหมายให้ต้องปฏิบัติอย่างไร ซึ่งตามกฎหมาย ป.วิอาญา มาตรา 149 ความตายผิดธรรมชาติเกิดมีขึ้น ณ ที่ใด ให้เป็นหน้าที่ของสามี ภริยา ญาติ มิตร สหายหรือผู้ปกครองของผู้ตายที่รู้เรื่องการตายเช่นนั้นจัดการ ดังต่อไปนี้ 1.เก็บศพไว้ ณ ที่ซึ่งพบนั้นเองเพียงเท่าที่จะทำได้ 2.ไปแจ้งความแก่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจโดยเร็วที่สุด หน้าที่ดังกล่าวในวรรคต้นนั้นมีตลอดถึงผู้อื่น ซึ่งได้พบศพในที่ซึ่งไม่มีสามีภริยา ญาติ มิตร สหาย หรือผู้ปกครองของผู้ตายอยู่ในที่นั้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมาตรา 149 วรรค 2 &amp;nbsp;บัญญัติว่าให้เป็นหน้าที่ของบุคคลใดก็ได้ที่พบศพหรือประชาชนทั่วไปให้แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ก่อน คือแจ้งไปยังสถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อตรวจดูศพเบื้องต้น โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาการชันสูตรพลิกศพ ผู้ใดละเลยไม่กระทำหน้าที่ดังบัญญัติไว้ในมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 148 เมื่อปรากฏแน่ชัด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดตายโดยผิดธรรมชาติ หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ให้มีการชันสูตรพลิกศพ ซึ่งสำหรับการตายผิดธรรมชาติ ได้เเก่ 1.ฆ่าตัวตาย 2.ถูกผู้อื่นทำให้ตาย 3.ถูกสัตว์ทำร้ายตาย 4.ตายโดยอุบัติเหตุ และ 5.ตายโดยยังมิปรากฏเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เเละมาตรา 150 ในกรณีที่จะต้องมีการชันสูตรพลิกศพ ให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ กับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ซึ่งได้รับวุฒิบัตรหรือได้รับหนังสืออนุมัติจากแพทยสภา ทำการชันสูตรพลิกศพโดยเร็ว เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้ ให้พนักงาน สอบสวนและแพทย์ดังกล่าวทำบันทึกรายละเอียดแห่งการชันสูตรพลิกศพส่งไปยังพนักงานอัยการโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหากมีการพบว่าศพดังกล่าวสงสัยจะติดเชื้อโควิด-19 ทางกระทรวงสาธารณสุขออกแนวทางปฏิบัติการจัดการศพว่า การติดเชื้อไวรัสโคโรนาแล้วเสียชีวิต ถือเป็นการตายโดยธรรมชาติ เจ็บป่วยตายไม่จําเป็นต้องมีการชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เว้นแต่หากเป็นการเสียชีวิตระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงาน เช่น การเสียชีวิตในห้องขัง ให้มีการชันสูตรพลิกศพ แต่อาจไม่จําเป็นต้องมีการผ่าชันสูตรศพ เพราะตายจากการติดเชื้อโควิด ถ้าผลแห่งการตายไม่ได้ตายเพราะถูกฆาตกรรมก็ต้องแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทราบเพื่อยุติคดีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการจัดการศพเบื้องต้นในสถานที่พบศพ (ก่อนยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา) นิยามศพที่ต้องทําการสอบสวนโรค 1. เสียชีวิตโดยมิปรากฎเหตุ และมีประวัติมาจากพื้นที่เสี่ยง (นอกสถานพยาบาล) 2. เสียชีวิตด้วยโรคปอดอักเสบรุนแรงเฉียบพลันโดยไม่ทราบเชื้อสาเหตุ (ในสถานพยาบาล) กรณีพบศพนอกสถานพยาบาล หากสงสัยว่าศพอาจมีการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ให้ผู้พบศพแจ้งไปยังแพทย์นิติเวช ซึ่งแพทย์นิติเวชออกชันสูตรเบื้องต้น ใส่ PPE สอบถามประวัติและบันทึกภาพ สถานที่พบศพโดยละเอียด เมื่อพิจารณาแล้วว่าเข้านิยามศพที่ต้องทําการสอบสวนโรค ประสานเจ้าหน้าที่ เคลื่อนย้ายศพมา ณ สถานพยาบาลที่สามารถเก็บตัวอย่างจากศพได้ โดยให้ทีมสอบสวนโรคลงพื้นที่ที่สถานพยาบาลเพื่อทําการเก็บตัวอย่าง พร้อมให้ปิดกั้นพื้นที่สถานที่พบศพ ห้ามบุคคลอื่นเข้าไปโดยเด็ดขาด จนกว่าจะได้รับผลการตรวจยืนยันเชื้อ &amp;nbsp;กรณีตรวจยืนยันเชื้อ พบว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนา ให้งดการผ่าตรวจศพหรือสัมผัสศพ ติดป้ายสีแดงระบุชื่อหรือหมายเลขศพพร้อมระบุว่าติดเชื้อกลุ่มโคโรนา สามารถเคลื่อนย้ายประกอบพิธีทางศาสนากําจัดศพโดยการเผาศพและการฝังศพได้โดยห้ามเปิดถุงเก็บศพโดยเด็ดขาด เเต่กรณีตรวจยืนยันเชื้อ พบว่าไม่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา การเก็บศพ การทําความสะอาดหรือการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ให้ดําเนินการเหมือนศพปกติทั่วไป โดยยึดหลักการควบคุม และป้องกันการแพร่กระจายของโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มีผู้ถามว่าเป็นหน้าที่ใครที่ต้องไปเก็บศพ ม.149 (2) ให้ไปแจ้งความแก่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจโดยเร็วที่สุด จึงเห็นได้ว่ากฎหมายประสงค์ให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นเจ้าภาพหรือแม่งานในการดูแลศพ ให้เป็นไปตามกฏหมายต่อไป หากมีการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยปกติก็จะประสานมูลนิธิต่างๆ เข้ามาช่วยเก็บ และนำส่งโรงพยาบาลเพื่อชันสูตร ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงควรตระหนักรู้ และสนับสนุนการเก็บศพให้กับพนักงานฝ่ายปกครองท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จะต้องรับภาระแจ้งเหตุพบผู้ตายตามถนนสาธารณะมากขึ้น หน้าที่ต้องมากับการสนับสนุนทั้งบุคลากร ชุดป้องกันโรค และงบประมาณ ให้พร้อมปฎิบัติหน้าที่กันด้วย&amp;quot; รองอธิบดีอัยการ ระบุ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110559</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมาย, นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง, เสียชีวิต, โฆษกอัยการปราบปรามทุจริตภาค 9</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afeb0b572a43.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110558</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/07/2021 12:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/07/2021 12:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ต้องอ่านอยากรู้ใครต้องรับผิดชอบศพกลางถนนน‘โกศลวัฒน์’กางกฎหมายอธิบาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ค. 2564 - นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองอธิบดี และโฆษกอัยการปราบปรามทุจริตภาค 9 ให้ความเห็นข้อกฎหมายกรณีพบศพบุคคลเสียชีวิตอยู่กลางถนนนานนับ 10 ชั่วโมง ว่ากรณีดังกล่าว ทราบว่า ประชาชนแจ้งเจ้าหน้าที่แล้วก็ไม่มีใครมาเก็บศพหรือไม่มีใครมาตรวจสอบทำให้เกิดความสะเทือนใจ เกิดความไม่สบายใจและไม่รู้ว่าเป็นหน้าที่ของใคร ประชาชนผู้พบเห็น หรือบ้านอยู่แถวนั้นควรต้องทำอย่างไร มีกฎหมายให้ต้องปฏิบัติอย่างไร ซึ่งตามกฎหมาย ป.วิอาญา มาตรา 149 ความตายผิดธรรมชาติเกิดมีขึ้น ณ ที่ใด ให้เป็นหน้าที่ของสามี ภริยา ญาติ มิตร สหายหรือผู้ปกครองของผู้ตายที่รู้เรื่องการตายเช่นนั้นจัดการ ดังต่อไปนี้ 1.เก็บศพไว้ ณ ที่ซึ่งพบนั้นเองเพียงเท่าที่จะทำได้ 2.ไปแจ้งความแก่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจโดยเร็วที่สุด หน้าที่ดังกล่าวในวรรคต้นนั้นมีตลอดถึงผู้อื่น ซึ่งได้พบศพในที่ซึ่งไม่มีสามีภริยา ญาติ มิตร สหาย หรือผู้ปกครองของผู้ตายอยู่ในที่นั้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมาตรา 149 วรรค 2 &amp;nbsp;บัญญัติว่าให้เป็นหน้าที่ของบุคคลใดก็ได้ที่พบศพหรือประชาชนทั่วไปให้แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ก่อน คือแจ้งไปยังสถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อตรวจดูศพเบื้องต้น โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาการชันสูตรพลิกศพ ผู้ใดละเลยไม่กระทำหน้าที่ดังบัญญัติไว้ในมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรา 148 เมื่อปรากฏแน่ชัด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดตายโดยผิดธรรมชาติ หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ให้มีการชันสูตรพลิกศพ ซึ่งสำหรับการตายผิดธรรมชาติ ได้เเก่ 1.ฆ่าตัวตาย 2.ถูกผู้อื่นทำให้ตาย 3.ถูกสัตว์ทำร้ายตาย 4.ตายโดยอุบัติเหตุ และ 5.ตายโดยยังมิปรากฏเหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เเละมาตรา 150 ในกรณีที่จะต้องมีการชันสูตรพลิกศพ ให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ กับแพทย์ทางนิติเวชศาสตร์ซึ่งได้รับวุฒิบัตรหรือได้รับหนังสืออนุมัติจากแพทยสภา ทำการชันสูตรพลิกศพโดยเร็ว เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ทั้งนี้ ให้พนักงาน สอบสวนและแพทย์ดังกล่าวทำบันทึกรายละเอียดแห่งการชันสูตรพลิกศพส่งไปยังพนักงานอัยการโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหากมีการพบว่าศพดังกล่าวสงสัยจะติดเชื้อโควิด-19 ทางกระทรวงสาธารณสุขออกแนวทางปฏิบัติการจัดการศพว่า การติดเชื้อไวรัสโคโรนาแล้วเสียชีวิต ถือเป็นการตายโดยธรรมชาติ เจ็บป่วยตายไม่จําเป็นต้องมีการชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เว้นแต่หากเป็นการเสียชีวิตระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงาน เช่น การเสียชีวิตในห้องขัง ให้มีการชันสูตรพลิกศพ แต่อาจไม่จําเป็นต้องมีการผ่าชันสูตรศพ เพราะตายจากการติดเชื้อโควิด ถ้าผลแห่งการตายไม่ได้ตายเพราะถูกฆาตกรรมก็ต้องแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทราบเพื่อยุติคดีต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการจัดการศพเบื้องต้นในสถานที่พบศพ (ก่อนยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา) นิยามศพที่ต้องทําการสอบสวนโรค 1. เสียชีวิตโดยมิปรากฎเหตุ และมีประวัติมาจากพื้นที่เสี่ยง (นอกสถานพยาบาล) 2. เสียชีวิตด้วยโรคปอดอักเสบรุนแรงเฉียบพลันโดยไม่ทราบเชื้อสาเหตุ (ในสถานพยาบาล) กรณีพบศพนอกสถานพยาบาล หากสงสัยว่าศพอาจมีการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ให้ผู้พบศพแจ้งไปยังแพทย์นิติเวช ซึ่งแพทย์นิติเวชออกชันสูตรเบื้องต้น ใส่ PPE สอบถามประวัติและบันทึกภาพ สถานที่พบศพโดยละเอียด เมื่อพิจารณาแล้วว่าเข้านิยามศพที่ต้องทําการสอบสวนโรค ประสานเจ้าหน้าที่ เคลื่อนย้ายศพมา ณ สถานพยาบาลที่สามารถเก็บตัวอย่างจากศพได้ โดยให้ทีมสอบสวนโรคลงพื้นที่ที่สถานพยาบาลเพื่อทําการเก็บตัวอย่าง พร้อมให้ปิดกั้นพื้นที่สถานที่พบศพ ห้ามบุคคลอื่นเข้าไปโดยเด็ดขาด จนกว่าจะได้รับผลการตรวจยืนยันเชื้อ &amp;nbsp;กรณีตรวจยืนยันเชื้อ พบว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนา ให้งดการผ่าตรวจศพหรือสัมผัสศพ ติดป้ายสีแดงระบุชื่อหรือหมายเลขศพพร้อมระบุว่าติดเชื้อกลุ่มโคโรนา สามารถเคลื่อนย้ายประกอบพิธีทางศาสนากําจัดศพโดยการเผาศพและการฝังศพได้โดยห้ามเปิดถุงเก็บศพโดยเด็ดขาด เเต่กรณีตรวจยืนยันเชื้อ พบว่าไม่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา การเก็บศพ การทําความสะอาดหรือการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ให้ดําเนินการเหมือนศพปกติทั่วไป โดยยึดหลักการควบคุม และป้องกันการแพร่กระจายของโรค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;มีผู้ถามว่าเป็นหน้าที่ใครที่ต้องไปเก็บศพ ม.149 (2) ให้ไปแจ้งความแก่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจโดยเร็วที่สุด จึงเห็นได้ว่ากฎหมายประสงค์ให้เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นเจ้าภาพหรือแม่งานในการดูแลศพ ให้เป็นไปตามกฏหมายต่อไป หากมีการแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยปกติก็จะประสานมูลนิธิต่างๆ เข้ามาช่วยเก็บ และนำส่งโรงพยาบาลเพื่อชันสูตร ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงควรตระหนักรู้ และสนับสนุนการเก็บศพให้กับพนักงานฝ่ายปกครองท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จะต้องรับภาระแจ้งเหตุพบผู้ตายตามถนนสาธารณะมากขึ้น หน้าที่ต้องมากับการสนับสนุนทั้งบุคลากร ชุดป้องกันโรค และงบประมาณ ให้พร้อมปฎิบัติหน้าที่กันด้วย&amp;quot; รองอธิบดีอัยการ ระบุ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110558</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมาย, นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง, เสียชีวิต, โฆษกอัยการปราบปรามทุจริตภาค 9</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180518/image_big_5afeb0b572a43.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>104763</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/05/2021 11:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/05/2021 10:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>การรับฟังความคิดเห็นประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป็นที่ทราบกันว่า &amp;ldquo;กฎหมาย&amp;rdquo; มีผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม การฝ่าฝืนจะได้รับผลร้ายหรือถูกลงโทษ กฎหมายจึงมีผลกระทบต่อสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลในสังคมเพื่อแลกกับประโยชน์สาธารณะอย่างหนึ่งอย่างใด&amp;nbsp; มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้วางหลักการสำคัญเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทยให้มีการรับฟังความคิดเห็นในการจัดทำร่างกฎหมาย และเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นนั้นต่อประชาชน เพื่อให้ภาระที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชนเป็นไปเท่าที่จำเป็น เพื่อสร้างหลักประกันให้ประชาชนได้รับรู้และมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำร่างกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง และที่สำคัญที่สุด คือ เพื่อตรวจสอบความคิดอีกรอบว่าสิ่งที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเห็นว่าเป็นปัญหานั้น เป็นปัญหาจริงหรือไม่? หรือประชาชนได้แก้ปัญหาไปแล้ว หรือมีวิธีแก้ปัญหาอื่นที่ดีกว่าหรือไม่?&amp;nbsp; ทั้งนี้ เพื่อให้กฎหมายที่จะออกมาใช้บังคับนั้นเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในฐานะหน่วยงานกลางด้านกฎหมายของประเทศ ได้ดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้เป็นไปตามหลักการที่กำหนดไว้ในมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (1) จัดทำกฎหมายกลางว่าด้วยการจัดทำร่างกฎหมาย คือ &amp;ldquo;พระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562&amp;rdquo; (หรือที่เรียกกันในหมู่นักกฎหมายภาครัฐว่า &amp;ldquo;พ.ร.บ. 77&amp;rdquo;) โดยกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการรับฟังความคิดเห็น (มาตรา 13 ถึงมาตรา 19) และกำหนดให้มีการจัดทำ &amp;ldquo;ระบบกลาง&amp;rdquo; ทางกฎหมายขึ้น เพื่อใช้ในการรับฟังความคิดเห็นประกอบการจัดทำร่างกฎหมาย ตลอดจนเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็น (มาตรา 11) &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในระหว่างที่การจัดทำระบบกลางยังไม่แล้วเสร็จ ให้ถือว่าการดำเนินการผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงานของรัฐเป็นการดำเนินการผ่านระบบกลางแล้ว (มาตรา 38)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (2) ร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร. หรือ DGA) จัดทำ platform ระบบกลางทางกฎหมาย ตามที่พระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายฯ กำหนด โดยปัจจุบันเว็บไซต์ระบบกลาง (lawtest.egov.go.th) อยู่ระหว่างการจัดทำและทดลองระบบให้แล้วเสร็จตามกรอบระยะที่แผนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (3) กรณีร่างกฎหมายของกระทรวง กรม หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะตรวจสอบรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นที่หน่วยงานของรัฐเจ้าของร่างกฎหมายจัดทำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อประกอบการพิจารณาให้ความเห็นชอบหลักการของร่างกฎหมายนั้น ว่าสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและ พระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายฯ แล้วหรือไม่? &amp;nbsp;นอกจากนั้น สำนักงานฯ จะดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับร่างกฎหมายซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเพิ่มเติมด้วยเพื่อความรอบคอบยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (4) กรณีร่างกฎหมายที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือคณะกรรมการพัฒนากฎหมายพิจารณาจัดทำขึ้นตามหน้าที่และอำนาจที่กฎหมายกำหนด สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะนำร่างกฎหมายดังกล่าวขึ้นรับฟังความคิดเห็นในเว็บไซต์ของสำนักงานฯ (www.krisdika.go.th) และเว็บไซต์ระบบกลางที่อยู่ระหว่างการทดลองระบบ (lawtest.egov.go.th) &amp;nbsp;นอกจากนั้น จะประชาสัมพันธ์การรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว
ในเว็บไซต์ของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย (www.lawreform.go.th) ตลอดจนเพจ facebook ของสำนักงานฯ (เพจ &amp;ldquo;สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา&amp;rdquo;) และเพจ facebook ของคณะกรรมการพัฒนากฎหมายด้วย
(เพจ &amp;ldquo;Thai Law Reform Commission&amp;rdquo;) เพื่อให้ได้รับความคิดเห็นจากประชาชนมากที่สุด &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โดยในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ร่างกฎหมายที่จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการพัฒนากฎหมายจำนวนมากได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องและประชาชนทั่วไปตามช่องทางต่าง ๆ ดังกล่าว ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้นำความคิดเห็น ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์เหล่านั้นมาประมวลสรุปเสนอคณะกรรมการพัฒนากฎหมายพิจารณาประกอบการจัดทำร่างกฎหมายให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เช่น พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 (แก้ไขปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจ) ร่างพระราชบัญญัติการปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... และการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย กยศ. ให้สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:12.0pt; margin-right:0in; margin-bottom:0in; margin-left:0in&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; การรับฟังความคิดเห็นประกอบการจัดทำร่างกฎหมายเป็นกระบวนการที่ออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมกับร่างกฎหมายที่จะมีผลกระทบต่อตน&amp;nbsp; ดังนั้น ยิ่งประชาชนให้ความสนใจและให้ความร่วมมือมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นหรือมีข้อเสนอแนะต่อร่างกฎหมายที่หน่วยงานของรัฐนำออกรับฟังความคิดเห็นมากขึ้นเท่าใด ร่างกฎหมายนั้น ๆ ก็จะมีผลกระทบต่อประชาชนเพียงเท่าที่จำเป็นและสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้นเท่านั้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/104763</URL_LINK>
                <HASHTAG>DGA, lawtest.egov.go.th, platform, กฎหมาย, กฎหมายของประเทศ, การจัดทำร่างกฎหมาย, การรับฟังความคิดเห็น, ด้านเศรษฐกิจและสังคม, ระบบกลางทางกฎหมาย, สพร., สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน), สิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210531/image_big_60b45bd035f9f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94863</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/03/2021 18:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2021 12:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ประยุทธ์’ ลั่นอยากให้บ้านเมืองสงบโดยเร็วชี้ถ้าไม่เคารพกฎหมายอยู่กันไม่ได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 มี.ค.2564 - &amp;nbsp; ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการบูรณาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางรายครัวเรือน ระหว่าง 12 กระทรวง 1 หน่วยงานว่า วันนี้มีการประชุมในเรื่องของการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบาง เป็นการบูรณาการกันของทุกกระทรวง นี้คือการทำงานของรัฐบาลตลอดเวลาที่ผ่านมา เพราะเป็นภารกิจที่ต้องช่วยกัน ไม่ว่าจะดูแลผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง คนพิการ ผู้สูงวัย รัฐบาลไม่เคยทอดทิ้ง แต่ต้องมีแผนงานดำเนินการ เพราะทุกอย่างเกี่ยวข้องกับงบประมาณทั้งสิ้น ทำอย่างไรไม่ให้เป็นภาระในวันข้างหน้า เราจึงต้องไปเสริมในเรื่องของอาชีพ เพื่อสร้างรายได้ เศรษฐกิจใหม่ อุตสาหกรรมใหม่ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ. ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์การเมืองภายในและภายนอกประเทศว่า ส่วนหนึ่งก็ห่วงใยในสถานการณ์ของเรา อยากให้ทุกอย่างสงบได้โดยเร็ว เราจำเป็นต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่ทำงาน และต้องเข้าใจถึงมาตรการต่างๆของรัฐ เจ้าหน้าที่ และกฎหมายที่มีอยู่ ถ้าเราไม่เคารพกฎหมายกันมันอยู่กันไม่ได้ ทุกประเทศก็เป็นแบบนี้ ในส่วนของประเทศที่เป็นประชาธิปไตยของเราอาจเป็นแบบตะวันตก เราจึงต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะประชาชนของเรามีความผูกพัน และใกล้ชิดซึ่งกันและกันกับประเทศรอบบ้าน แต่ในส่วนอื่นๆ ก็เป็นเรื่องของการบริการที่เราต้องส่งเสริมให้กลับไปสู่สถานการณ์ปกติได้โดยเร็ว ก็เป็นห่วงเท่านั้นเอง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94863</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมาย, นายกรัฐมนตรี, บ้านเมือง, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รมว.กลาโหม, สงบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f1709b7891.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92828</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/02/2021 17:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/02/2021 17:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>126 คณาจารย์-นักกฎหมาย โต้แย้งคำสั่งศาล ไม่อนุญาตให้ประกันตัว 4 แกนนำสามนิ้ว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ก.พ.64 - คณาจารย์ด้านนิติศาสตร์ &amp;nbsp;เครือข่ายนักกฎหมาย และนักกฎหมาย ได้ออกแถลงการณ์ &amp;quot;ข้อโต้แย้งต่อคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวแกนนำราษฎร 4 คน&amp;quot; โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สืบเนื่องจากกรณีที่ศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวแกนนำ &amp;ldquo;ราษฎร&amp;rdquo; 4 ราย ในคดีการชุมนุม &amp;ldquo;#19กันยายนทวงอำนาจคืนราษฎร&amp;rdquo; นั้น พวกเราในฐานะคณาจารย์ด้านนิติศาสตร์ เครือข่ายนักกฎหมาย และนักกฎหมาย มีความเห็นอันหนักแน่นว่าสิทธิในการได้รับการประกันตัวของประชาชนเป็นหลักการอันสำคัญยิ่งที่สถาบันตุลาการซึ่งมีหน้าที่ทางกฎหมาย ทางสังคม ทางมนุษยธรรม และเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน จักต้องยืนหยัดและยึดมั่นในฐานะที่เป็นสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน แม้สถาบันตุลาการจะถูกแวดล้อมด้วยแรงกดดันทางสังคมและการเมืองมากเพียงใดก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกเรามีเหตุผลในการโต้แย้งต่อคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวแกนนำราษฎร 4 คน ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการแรก กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น นอกจากจะเป็นกฎหมายที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของรัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยแลว ยังเป็นกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ดังนั้น การกระทำของรัฐที่เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐ จะกระทำได้ต่อเมื่อกรณีมีความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การควบคุมตัวตามกฎหมาย มีจุดมุ่งหมายเพื่อประกันว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยจะแสดงตัวต่อศาล และจะไม่ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน โดยหลักแล้วผู้ต้องหาหรือจำเลยทุกคนพึงได้รับการอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 107 แม้ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีจักเป็นหนึ่งในข้อพิจารณาการปล่อยตัวชั่วคราวตามมาตรา 108 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อาทิ ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี จะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือจะเกิดความเสียหายต่อการสอบสวน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หากพิจารณาจากพฤติการณ์ของอานนท์ นำภา พริษฐ์ ชิวารักษ์ สมยศ พฤกษาเกษมสุข และปฏิวัฒน์ สาหร่ายแย้ม ได้แสดงให้สังคมเห็นอย่างต่อเนื่องและหนักแน่นว่าการกระทำของพวกเขาเป็นการกระทำโดยสงบ ปราศจากความรุนแรง และเปิดเผยต่อสาธารณะ ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามทำนองคลองธรรมของระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ ความร้ายแรงของโทษในคดีที่พวกเขาถูกกล่าวหานั้น ยิ่งมีเหตุอันสมควรยิ่งที่ประชาชนทั้งสี่จะต้องมีโอกาสในการต่อสู้คดีและพิสูจน์เจตนาอันบริสุทธิ์แห่งตนด้วยพยานหลักฐานอย่างเต็มที่ โดยการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นมาตรการที่มีขึ้นเพื่อรับประกันว่าประชาชนคนไทยจะไม่ถูกกลั่นแกล้งหรือถูกให้ร้ายในนามของกระบวนการยุติธรรม เพียงเพราะพวกเขาเป็นเห็นแตกต่างจากผู้มีอำนาจรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สอง การที่ศาลระบุในคำสั่งไม่ให้ประกันตัวว่า &amp;ldquo;พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูงพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง อีกทั้งการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำซ้ำๆ ต่างกรรมต่างวาระตามข้อกล่าวหาเดิมหลายครั้งหลายครา กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยอาจไปก่อเหตุลักษณะเดียวกันกับความผิดที่ถูกกล่าวหาอีก จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวให้ยกคำร้องแจ้งคำสั่งให้ทราบ และคืนหลักประกัน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การให้เหตุผลในลักษณะดังกล่าวเป็นการคาดหมายว่าผู้ต้องหาจะไปกระทำการซ้ำในอนาคต แต่เหตุผลดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามเหตุที่กำหนดไว้ในมาตรา 108/1 จึงมีข้อน่ากังวลถึงการใช้อำนาจและการปฏิบัติหน้าที่ของศาลว่าอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายและกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ศาลจะเห็นว่าเป็นกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 108 (3) แต่ศาลย่อมทราบดีว่าประเด็นการกระทำความผิดตามมาตรา 112 และมาตรา 116 ดังที่ปรากฏในคดีนั้น มีข้อกังวลจากทั้งภาคประชาชนในประเทศและองค์กรระหว่างประเทศถึงการบังคับใช้กฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐต่อการริดรอนเสรีภาพในการแสดงออก การแสดงความคิดเห็นเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ความเสมอภาค รวมถึงการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบัน ซึ่งมิใช่เป็นการกระทำอาชญากรรมหากเป็นการใช้สิทธิในเสรีภาพที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ ทั้งยังเป็นสิทธิในเสรีภาพที่ประเทศไทยผูกพันที่จะต้องส่งเสริม เคารพและปกป้องตามพันธกรณีระหว่างประเทศในฐานะรัฐภาคี (กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR ข้อ 14) ดังนั้น การพิเคราะห์ของศาลว่าการแสดงออกของผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นการก่อเหตุอันตรายหรือไม่ จึงจำต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและรอบคอบโดยให้เป็นไปตามหลักวิชาทางกฎหมายเพื่อพิทักษ์สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มิฉะนั้น ศาลก็อาจจะถูกครหาเป็นอื่นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประการที่สาม นอกจากนี้ ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรงหรือไม่ ก็เป็นข้อกล่าวหาที่ทั้งโจทก์และจำเลยต่างจะต้องมีโอกาสอย่างเต็มที่ในการเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน การได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นมาตรการที่สืบเนื่องมาจากหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ถูกกล่าวหานั้นเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด (the principle of presumption of innocence) อันเป็นหลักการทางกฎหมายพื้นฐานที่สำคัญในการดำเนินคดีทางอาญา ศาลต้องไม่ตัดสินล่วงหน้าไปก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ดังที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 29 วรรค 2 ว่า &amp;ldquo;ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจําเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคําพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทําความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทําความผิดมิได้&amp;rdquo; อีกทั้งยังเป็นหลักการสากลดังที่ปรากฏใน &amp;nbsp;ICCPR ข้อ 14 (2) ซึงประเทศไทยเป็นภาคีมีพันธกรณีในการปฏิบัติตามกติการะหว่างประเทศดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การที่ศาลมีคำสั่งโดยระบุว่า &amp;ldquo;การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำซ้ำๆ ต่างกรรมต่างวาระตามข้อกล่าวหาเดิมหลายครั้งหลายครา&amp;rdquo; จึงอาจทำให้เข้าใจได้ว่าศาลมีความเชื่อเสมือนหนึ่งว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยได้กระทำความผิดตามที่พนักงานสอบสวนกล่าวหาจริง ทั้งที่ยังมิได้ดำเนินการสืบพยานและรับฟังข้อเท็จจริงให้สิ้นกระแสความ จนปราศจากข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดดังฟ้องจริง ยิ่งเมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่ายังไม่เคยปรากฏคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีการชุมนุมทางการเมืองของ &amp;ldquo;ราษฎร&amp;rdquo; ว่ามีความผิดตามมาตรา 112 ประกอบกับประเด็นข้อกังวลต่อการริดรอนเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองแล้ว จึงมีข้อสังเกตว่าการไม่ให้ประกันตัวโดยให้เหตุผลดังกล่าวย่อมเสมือนศาลได้ตัดสินพิพากษาผู้ต้องหาในคดีนี้ไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วหรือไม่ รวมทั้งศาลได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนบนพื้นฐานของหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์หรือไม่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ควรต้องตระหนักว่าการแสดงความคิดเห็นเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ความเสมอภาค รวมถึงการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นย่อมมิใช่สิ่งที่เป็นอาชญากรรม หากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะพลเมืองผู้กระตือรือร้นและรักชาติบ้านเมือง ซึ่งเป็นการใช้สิทธิอันชอบธรรมในฐานะมนุษย์ตามธรรมชาติ ในฐานะพลเมืองตามรัฐธรรมนูญ ในฐานะพลเมืองไทยที่เป็นภาคีแห่ง ICCPR ข้อ 14 อันเป็นมาตรฐานที่นานาชาติเคารพและปฏิบัติตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พวกเราอันประกอบด้วย คณาจารย์จากสถาบันการศึกษาด้านนิติศาสตร์ 10 แห่ง เครือข่ายนักกฎหมาย และนักกฎหมาย จำนวน 126 คน ดังปรากฏรายชื่อข้างท้าย ปรารถนาที่จะเห็นฝ่ายตุลาการปฏิบัติหน้าที่โดยเป็นไปตามหลักการและบรรทัดฐานทางกฎหมาย และคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนในฐานะที่เป็นหลักคุณค่าสำคัญในสังคมเสรีประชาธิปไตย มิใช่เพียงแต่การอ้างอิงถึงความมั่นคงของรัฐอันจะนำมาซึ่งความกังขาต่อการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายตุลาการให้เกิดขึ้น ซึ่งจะไม่เป็นผลดีทั้งต่อสถาบันตุลาการและสังคมไทยโดยรวมแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยความยึดมั่นต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและระบอบประชาธิปไตย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายชื่อคณาจารย์ เครือข่ายนักกฎหมาย และนักกฎหมาย ประกอบด้วยดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. กฤษณ์พชร โสมณวัตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
2. กรณ์ณเศรษฐ์ ชินมหาวงศ์&amp;nbsp;
3. กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
4. กิตติศักดิ์ กองทอง ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
5. ไม่เปิดเผยชื่อ
6. กฤษติยากรณ์ แก้วกิริยา
7. กัญญารัตน์ พิณสีทอง Legal and compliance
8. กัณต์พัศฐ์ สิงห์ทอง สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ
9. ขริสา สร้อยศรี
10. เขมชาติ ตนบุญ นักกฎหมาย
11. คงสัจจา สุวรรณเพ็ชร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
12. คอรีเยาะ มานุแช ทนายความ
13. คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ทนายความ
14. คริส โปตระนันทน์&amp;nbsp;
15. จันทร์จิรา จันทร์แผ้ว ทนายความ
16. จารุนันท์ น้าประทานสุข นักกฎหมายอิสระ
17. จิดาภา คงวัฒนกุล ทนายความ (อิสระ)
18. จิระศักดิ์ บุณณะ ทนายความ
19. จิรากิตติ์ แสงลี นักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
20. เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความ
21. ชนกนันทน์ นันตะวัน ศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
22. ชนะจิต รอนใหม่ ทนายความ
23. ญาณิศา รุจิรวัฒน์ -
24. ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง
25. ณรงค์เดช สรุโฆษิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
26. ณัฏฐพร รอดเจริญ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
27. ณัฐสิมา วรินทรเวช -
28. ณัฐาศิริ เบิร์กแมน ทนายความ
29. ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
30. ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
31. ทวีพร คงแก้ว&amp;nbsp;
32. ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
33. ทิวาพร ท้วมจันทร์&amp;nbsp;
34. ธำรง หลักแดน ทนายความ (สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ)
35. ธิติพงษ์ ศรีแสน ทนายความ
36. ธนรัตน์ มังคุด สำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
37. ธนาธร ทนานนท์ ทนายความอิสระ
38..ไม่เปิดเผยชื่อ
39. ธรธรร การมั่งมี นักกฎหมาย
40. ธีรพันธุ์ พันธุ์คีรี ทนายความ
41. ธีรวัฒน์ ขวัญใจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
42. นวพร เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
43. นฤมล กล้าทุกวัน สำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
44. นัทมน คงเจริญ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
45. นันทิชา ภักดิ์ปาน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
46. นายทิตศาสตร์ สุดแสน ทนายความ
47. นิฐิณี ทองแท้ สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
48. นิติกร ค้ำชู ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม
49. บงกช ดารารัตน์ นักกฎหมาย
50. บุษยาภา ศรีสมพงษ์ SHero Thailand
51. บัณฑิต หอมเกษ นักกฎหมาย
52. ปกปัก ทองภักดี&amp;nbsp;
53. ปฏิบัติ ปรียาวงศากุล&amp;nbsp;
54. ปภพ เสียมหาญ นักกฎหมาย มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
55. ปรมินทร์ วาโย นักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
56. ปรีดา ทองชุมนุม นักกฎหมาย
57. ปสุตา ชื้นขจร ทนายความ
58. ปิยากร เลี่ยนกัตวา East China University of Political Science and Law
59. ผจญ คงเมือง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
60. ผรัณดา ปานแก้ว ทนายความ
61. พงค์ศักดิ์ เจ๊ะพงค์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
62. พนิตพิชา ใต้แสงทวีธรรม
63. พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ นักกฎหมายสิทธิมนุษยชน
64. พรศิริ ริมมากุลทรัพย์ เครือข่ายนักกฎหมาย
65. พัชร์ นิยมศิลป
คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
66. พัลลภ รุ่งมิตรจรัสแสง ทนายความ
67. พิฆเนศ ประวัง ทนายความ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
68. พิชญาภา ศักดิ์วิทย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
69. พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความ
70. เพ็ญศรี พานิช สำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
71. ภัทธิยา ภัทรเวสสกุล ทนายความอิสระ
72. ภัทรานิษฐ์ เยาดำ นักกฎหมาย
73. ภีม อุดมบุณยลักษณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
74. เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ ทนายความ
75. รติมา สุระรัตน์ชัย ศิษย์เก่านิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์
76. รัฐศักดิ์ อนันตริยกุล สมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.)
77. รัษฎา มนูรัษฎา ทนายความ
78. ฤทธิภัฏ กัลยาณภัทรศิษฏ์ -
79. ลลิล ก่อวุฒิกุลรังษี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
80. เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ศูนย์กฎหมายสิทธิชุมชน
81. วรภัทร วีรพัฒนคุปต์ ฝ่ายส่งเสริมประชาธิปไตย กลุ่มNon-Binary Thailand
82. วรรณวิสา เห็นอภิธรรม -
83. วรรณา แต้มทอง นักกฎหมาย
84. วรุตม์ ทรงสุจริตกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
85. วราภรณ์ อุทัยรังษี ทนายความ
86. วัลย์นภัสร์ เจนร่วมจิต ทนายความ
87. วริษา องสุพันธ์กุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
88. วศินี บุญที ศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม
89. วัชลาวลี คำบุญเรือง นักกฎหมายอิสระ
90. วุฒิชัย พากดวงใจ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
91. ศรัณย์ จงรักษ์ โปรแกรมวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร
92. ศราวุฒิ ประทุมราช นักกฎหมาย
93. ศราวุธ นาคะปัท ทนายความ
94. ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
95. ศศิประภา ไร่สงวน ทนายความ
96. ศศิภา พฤกษฎาจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
97. ศุชัยวุธ ชาวสวนกล้วย อาชีพอิสระ
98. ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความ
99. สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
100. สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
101. สมชาย หอมลออ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
102. สรพิมพ์ สืบประสิทธิ์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
103. สรรณวรรษ เจนสาริกิจ นักกฎหมาย
104. สรวิศ บุญศรี นักกฎหมาย
105. สัญญา เอียดจงดี ทนายความ
106. สาริศ อัคราธิวัฒน์&amp;nbsp;
107. สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
108. สิทธิพร จึงรุ่งฤทธิ์ นิสิตปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
109. สิริไพลิน สิงห์อินทร์ นักวิจัย
110. สุทธิเกียรติ คชโส ทนายความ
111. สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
112. สุนี ไชยรส วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
113. สุภัทรา นาคะผิว มูลนิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์
114. สุภาภรณ์ มาลัยลอย นักสิทธิมนุษยชน
115. สุมิตรชัย หัตถสาร ทนายความ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชน
116. สุรชัย ตรงงาม ทนายความ
117. สุรพี โพธิสาราช สำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
118. สุรินรัตน์ แก้วทอง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
119. สุวิทย์ ปัญญาวงศ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
120. กรกนก วัฒนภูมิ นักกฎหมาย
121. อจิรวดี เหลาอ่อน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
122. อนุชา วินทะไชย สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)
123. อัญชลี ดิลกวิทยรัตน์ นักกฎหมายอิสระ
124. อัมรินทร์ สายจันทร์ นักกฎหมาย
125. เอกรินทร์ เท่งเจียว&amp;nbsp;
126. ไอลดา อ้นพรม ศิษย์เก่าคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92828</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมาย, มาตรา112, ราษฎร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210209/image_big_60227151db10a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
