<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>33076</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2019 23:43</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2019 23:43</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประกาศแล้ว!พรบ.คุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ ลูกจ้างเฮลั่นสิทธิ-สวัสดิการเพียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 เม.ย. 62 -ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นการแก้ไขพระราชบัญญัติเดิม ซึ่งระบุว่า มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้ เพื่อยกระดับการคุ้มครองลูกจ้างให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะทำให้ลูกจ้าง ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีความมั่นคงในการทำงานและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และจะเป็นประโยชน์แก่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับดังดล่าว จะเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกจ้าง หลักๆ คือ 1.หากนายจ้างไม่คืนเงินหลักประกัน ไม่จ่ายเงินกรณีบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า หรือไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และเงินที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจ่าย หรือไม่จ่ายเงินกรณีนายจ้างหยุดกิจการ ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.กรณีมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง ทั้งบุคคลและนิติบุคคล ทำให้ลูกจ้างต้องไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง และให้สิทธิต่างๆ ที่ลูกจ้างมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมคงมีสิทธิต่อไป โดยนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.กรณีนายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างควรจะได้รับ นับแต่วันที่ให้ลูกจ้างออกจากงานจนถึงวันที่การเลิกสัญญาจ้างมีผล โดยให้จ่ายในวันที่ให้ลูกจ้างออกจากงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นได้ปีละไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน และต้องจ่ายค่าจ้างในวันลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นเท่ากับค่าจ้างในวันทำงาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรครรภ์หนึ่งไม่เกิน 98 แปดวัน โดยหมายความรวมถึงวันลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอดบุตรด้วย โดยยังได้รับค่าจ้างเท่ากับวันทำงาน แต่ไม่เกิน 45 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6.กรณีนายจ้างต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนชั่วคราว ซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7.อัตราค่าชดเชยการเลิกจ้าง เพิ่มเป็น 6 อัตรา คือ อัตราที่ 1 ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ถึง 1 ปี ได้ค่าชดเชย 30 วัน อัตราที่ 2 ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ถึง 3 ปี ได้ค่าชดเชย 90 วัน อัตราที่ 3 ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ค่าชดเชย 180 วัน อัตราที่ 4 ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ได้ค่าชดเชย 240 วัน อัตราที่ 5 ทำงานครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ได้ค่าชดเชย 300 วัน และอัตราที่ 6 ทำงานมากกว่า 20 ปีขึ้นไป ได้รับค่าชดเชย 400 วัน โดยต้องจ่ายไม่ต่ำกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8.นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปแห่งใหม่ ให้ประกาศแจ้งลูกจ้างทราบล่วงหน้า ในที่เปิดเผยที่ลูกจ้างสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนวันย้าย ต้องมีข้อความชัดเจนว่าลูกจ้างคนใดจะต้องถูกย้ายไปสถานที่ใดและเมื่อใด หากไมทำให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างที่ไม่ประสงค์จะไปทำงานที่ใหม่เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน หากลูกจ้างคนใดเห็นว่าการย้ายสถานประกอบกิจการมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิต และไม่ประสงค์จะไปทำงานแห่งใหม่ ต้องแจ้งให้นายจ้างทราบเป็นหนังสือภายใน 30 วันนับแต่วันที่ปิดประกาศ หรือนับแต่วันที่ย้ายสถานประกอบกิจการ และให้ถือว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลงในวันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ โดยลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าอัตราค่าชดเชยที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9.ให้นายจ้างกำหนดค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดในอัตราเท่ากันทั้งลูกจ้างชายและหญิงในงานที่มีค่าเท่าเทียมกันเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พ.ร.บ.ดังกล่าว จะมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 30 วัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33076</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายคุ้มครองแรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180724/image_big_5b56fb8616ee0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14740</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2018 17:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2018 17:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กอู๋&#039; ลงพื้นที่นครพนมเตรียมแผนฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย ฝึกอาชีพเร่งด่วน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค.61 - ที่โรงเรียนบ้านหนองกุดแคน ต.พระกลางทุ่ง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมคณะผู้บริหารลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม โดยมีหน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมสนับสนุนสิ่งของอุปโภคบริโภค ประกอบไปด้วย ส่วนราชการกระทรวงแรงงานจังหวัดนครพนม สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ฯ เหล่ากาชาดจังหวัดฯ และบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จํากัด (มหาชน) จากนั้นได้เดินทางต่อไปเพื่อมอบสิ่งของที่องค์การบริหารส่วนตำบลโนนตาล อ.ท่าอุเทน รวมจำนวน&amp;nbsp;1,000&amp;nbsp;ชุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รมว.แรงงาน เปิดเผยว่าการลงพื้นที่ในครั้งนี้ นอกจากจะมาตรวจเยี่ยมและมอบสิ่งของช่วยเหลือแล้ว ยังได้เตรียมแผนการช่วยเหลือด้านอื่นๆมามอบให้แก่ผู้ใช้แรงงานที่กำลังประสบกับน้ำท่วมในจังหวัดนครพนมด้วย โดยแผนที่ว่านั้น คือทางหน่วยงานได้มีการตรวจสอบข้อมูลแรงงานที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้การช่วยเหลือด้านคุ้มครองและเรียกร้องสิทธิที่พึงได้ตามกฎหมายแรงงาน รวมถึงเตรียมแผนฟื้นฟูผู้ประสบภัยภายใต้งบประมาณกระทรวงแรงงานไว้ประมาณ&amp;nbsp;2.5&amp;nbsp;ล้านบาท ซึ่งสามารถรองรับกิจกรรมฝึกอาชีพได้ประมาณ&amp;nbsp;53&amp;nbsp;กิจกรรม ใน&amp;nbsp;12&amp;nbsp;อำเภอของจังหวัดนครพนม เช่น กิจกรรมจ้างงานเร่งด่วนและพัฒนาทักษะฝีมือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านอาชีพ ฝึกอาชีพเพื่อเสริมอาชีพหลัก ฝึกอาชีพเกี่ยวกับการซ่อมแซม การให้บริการจัดหางานและส่งเสริมการประกอบอาชีพตามความเหมาะสม โดยได้นำอัตราทำงานที่ว่างจำนวน&amp;nbsp;51&amp;nbsp;ตำแหน่ง 412&amp;nbsp;อัตรามาให้ผู้ใช้แรงงานที่สนใจได้สมัครเข้าทำงานด้วย นอกจากนี้ยังจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ให้ความช่วยเหลือซ่อมแซมเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ บ้าน และเครื่องยนต์เล็กเพื่อการเกษตรให้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ข้อมูล ณ วันที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;สิงหาคม&amp;nbsp;2561พบว่าจังหวัดนครพนมได้มีการประกาศเขตพื้นที่ประสบภัยแล้วทั้งสิ้น&amp;nbsp;10&amp;nbsp;อำเภอ มีประชาชนได้รับความเดือดร้อน&amp;nbsp;13,724&amp;nbsp;ราย ใน&amp;nbsp;90&amp;nbsp;ตำบล&amp;nbsp;878&amp;nbsp;หมู่บ้าน โดยมีบ้านเรือนเสียหาย&amp;nbsp;28หลัง โรงเรียนเสียหาย&amp;nbsp;2&amp;nbsp;โรงเรียน วัดเสียหาย&amp;nbsp;2&amp;nbsp;แห่ง ถนน&amp;nbsp;111&amp;nbsp;สาย ท่อ/ฝาย&amp;nbsp;8&amp;nbsp;แห่ง พื้นที่การเกษตร&amp;nbsp;179,704&amp;nbsp;ด้านการประมง&amp;nbsp;248&amp;nbsp;บ่อ ด้านปศุสัตว์&amp;nbsp;603&amp;nbsp;ตัว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14740</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายคุ้มครองแรงงาน, กระทรวงแรงงาน, ช่วยผู้ประสบอุทกภัย, นครพนม, ลูกจ้างเดือดร้อนน้ำท่วม, แผนฟื้นฟูผู้ประสบภัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180805/image_big_5b66cdb22eb71.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/05/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/05/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>องค์กรลูกจ้างฮือ 1มิ.ย.บุกทำเนียบ ต้านระเบียบคลัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; รัฐบาลมีสะดุ้ง! &amp;quot;20 องค์กรลูกจ้าง&amp;quot; พร้อมใจ &amp;quot;ชมรมผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 17 องค์กร&amp;quot; นัด 1 มิ.ย.บุกทำเนียบฯ จี้เลิกระเบียบคลังใหม่ใช้เงินนอกงบประมาณจ้างพนักงาน หวั่นกระทบ &amp;quot;ลูกจ้าง-บุคลากร รพ.&amp;quot; ทั้งระบบ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; สั่งกระทรวงคลังทำความเข้าใจทุกฝ่าย เปิดช่องปรับแก้ไขได้อีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 28 พ.ค. กลุ่มเครือข่ายองค์กรลูกจ้างกว่า 20 องค์กร อาทิ สภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย (สพท.), เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน(คปค.), องค์การแรงงานแห่งประเทศไทย, กลุ่มพลังเพื่อนแรงงาน, เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ, &amp;nbsp;กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ, มูลนิธิอารมณ์พงศ์พงัน, &amp;nbsp;มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย, สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ฯลฯ แถลงข่าวเรื่องขับเคลื่อนการเข้าถึงสิทธิและบริการของกองทุนเงินทดแทนของลูกจ้างหน่วยงานภาครัฐ พร้อมออกแถลงการณ์ขอให้ยกเลิกระเบียบกระทรวงการคลังด้วยการจ้างพนักงานหรือลูกจ้าง โดยใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ พ.ศ.2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย (สพท.) และประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) กล่าวว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เสนอร่าง พ.ร.บ.เงินทดแทน (ฉบับที่...) พ.ศ.... เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 23 มี.ค.2561 ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้ขยายความคุ้มครองแก่ลูกจ้างของส่วนราชการ ที่มิใช่ข้าราชการและลูกจ้างประจำ ซึ่งจากข้อมูลพบว่าลูกจ้างของกระทรวง ทบวง กรม ทุกหน่วยงานมีลูกจ้างที่เข้าสู่ระบบประกันสังคมจำนวน 904,759 ราย จากหน่วยงานรัฐทั้งหมด 9,361 แห่ง และยังมีลูกจ้างเหมาบริการ 475,828 ราย ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยได้รับสิทธิสวัสดิการใดๆ เลย ก็จะเข้ามาอยู่ในกองทุนนี้ด้วย รวมแล้วกว่า 1.4 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายมนัสกล่าวว่า การออกระเบียบกระทรวงการคลังฯ ดังกล่าว ทำให้ลูกจ้างในส่วนนี้ทั้งหมดกว่า 1.4 ล้านคน ถูกลิดรอนสิทธิ โดยลูกจ้างเหมาบริการ เดิมไม่ได้สิทธิสวัสดิการใดๆ อยู่แล้ว และลูกจ้างส่วนราชการที่เข้าประกันสังคม เราไม่รู้ว่ามีสัญญาจ้างแบบใด ปีต่อปี 3 ปี หรือ 4 ปี ซึ่งระเบียบกระทรวงการคลังระบุว่า การว่าจ้างจะต้องสิ้นสุดในปีงบประมาณนั้นๆ และเมื่อพนักงานหรือลูกจ้างลาออก หรือส่วนราชการหมดความจำเป็นในการจ้างให้ยุบเลิกตำแหน่งพนักงานหรือลูกจ้าง ก็จะกลายเป็นมีการตกงานเพิ่มขึ้นอีกใช่หรือไม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่น่าเห็นใจอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เครือข่ายองค์กรลูกจ้างทั้ง 20 องค์กร ได้หารือและมีมติเห็นชอบร่วมกันที่จะเดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในวันศุกร์ที่ 1 มิ.ย.นี้ เพื่อขอให้ลูกจ้างส่วนราชการทั้งหมดต้องได้รับความคุ้มครอง ทั้งจากกองทุนประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน และตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะกองทุนเงินทดแทนที่เมื่อเวลาลูกจ้างภาครัฐประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน ควรได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับลูกจ้างภาคเอกชน รวมทั้งขอให้กระทรวงการคลังยกเลิกระเบียบ และขอให้ลูกจ้างส่วนราชการทุกประเภทที่มีการจ้างงานในปัจจุบันได้มีการว่าจ้างตามระบบถูกต้องและเข้าสู่สิทธิที่ควรได้อย่างเหมาะสม ลดความเหลื่อมล้ำในระบบราชการไทย&amp;quot; นายมนัสกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายองค์กรลูกจ้างรายนี้ระบุว่า จากการประมาณการว่าอัตราการจ่ายต่ำสุดของนายจ้างหรือหน่วยงานภาครัฐต่างๆ คือ 0.2% จากฐานเงินเดือนของลูกจ้างที่ต่ำสุดคือ 9,000 บาท ไม่เกิน 20,000 บาท หน่วยงานรัฐนั้นต้องอุดหนุนงบประมาณเข้ากองทุนประมาณ 18-40 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งจากประมาณการตัวเลขลูกจ้างส่วนราชการกว่า 1.4 ล้านคน หากคิดจากอัตราสูงสุดก็อยู่ที่ประมาณ 56 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำจากการจ้างงานและเพิ่มความเป็นธรรมได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับ นายธนพล ดอกแก้ว ประธานเครือข่ายชมรมผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 17 องค์กร ออกแถลงการณ์สนับสนุนการเคลื่อนไหวของวิชาชีพสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข โดยชมรมแพทย์ชนบทและเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพอื่นๆ ที่คัดค้านระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการรวบอำนาจการจ้างลูกจ้างเงินนอกงบประมาณไปไว้ที่กระทรวงการคลัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนพลกล่าวว่า ระเบียบกระทรวงการคลังฉบับนี้ กระทบต่อผู้ป่วยและผู้รับบริการของโรงพยาบาลต่างๆโดยตรง หากโรงพยาบาลมีกำลังคนไม่เพียงพอหรือการจัดจ้างบุคลากรไม่มีประสิทธิภาพ ต้องรออนุมัติหรือพิจารณาอย่างไม่เข้าใจงานของกระทรวงการคลัง ย่อมสร้างผลกระทบมหาศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขอเรียกร้องให้ยกเลิกระเบียบกระทรวงการคลังฉบับรวบอำนาจนี้ในทันที หากไม่ยกเลิก เราจะไปร่วมการชุมนุมพร้อมบุคลากรทางการแพทย์ในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ด้วย&amp;quot; ปธ.เครือข่ายชมรมผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 17 องค์กรระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ได้นำการเรียกร้องยกเลิกระเบียบกระทรวงการคลัง ห้ามจ้างและขึ้นเงินเดือนลูกจ้าง โดยใช้เงินนอกงบประมาณหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะอาจเกิดจากความไม่เข้าใจกันในระเบียบที่ออกมาโดยกรมบัญชีกลาง ซึ่งจริงๆ แล้วออกมาครอบคลุมการใช้จ่ายงบประมาณต่างๆ ให้คุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อน ประหยัด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีข้อตกลง มีข้อยกเว้นให้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งของกระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในที่ประชุม ครม.วันนี้ไม่ได้มีข้อขัดแย้งอะไร สามารถดำเนินการได้ เพียงแต่ต้องมีแผนงานให้ชัดเจนว่าจะใช้เงินอย่างไร เพราะเงินนอกงบประมาณก็มีความสำคัญ ถึงแม้จะไม่ใช่เงินของรัฐก็ตาม ซึ่งเงินจำนวนนี้มีหลายอย่างด้วยกันที่ต้องนำมาใช้ ทั้งเรื่องการพัฒนาโรงพยาบาล รักษาสภาพ เครื่องมือต่างๆ ใช้ดูแลเรื่องการรักษาพยาบาลประชาชนตามหลักประกันสุขภาพ และการจ้างลูกจ้างพนักงาน ซึ่งมีความขาดแคลนจำนวนมาก เพราะฉะนั้นต้องไปดูสัดส่วนการใช้งบประมาณดังกล่าวให้เหมาะสม ไม่เช่นนั้นจะพากันลากไปทั้งหมด&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า สิ่งสำคัญควรจะเน้นเรื่องการป้องกัน การรักษาพยาบาล การใช้ระบบออนไลน์ แม้กระทั่งการดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่มีหลายเทคโนโลยีออกมา ทางกระทรวงสาธารณสุขก็จัดหมอ แพทย์ชุมชนลงไปข้างล่าง และในเรื่องการใช้ระบบออนไลน์ในการปรึกษาโรค รักษาพยาบาลในขั้นต้น สำหรับผู้มีรายได้สูงก็สามารถใช้อุปกรณ์หุ่นยนต์เฝ้าคนไข้ก็เลือกได้ แต่รัฐบาลก็อยากให้ทุกอย่างมากกว่านี้ เพราะเป็นโครงการที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องทำอย่างไรไม่ให้งบประมาณสิ้นเปลืองมากเกินไปจนทำอย่างอื่นไม่ได้เลย จนพอกหางหมูไปเรื่อยๆ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;รัฐบาลจะลำบาก 5 ปี 10 ปี เป็นสังคมผู้สูงอายุอีก ก็ต้องดู อย่างไรก็ตาม วันนี้กระทรวงการคลังจะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือ เพื่อรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน หาทางการแก้ปัญหาข้อติดขัด ความไม่เข้าใจกันในเรื่องกฎระเบียบตรงนี้ ถ้าจำเป็นก็แก้ไข ก็ไม่ได้หมายความว่าทำให้ทุกอย่างทำไม่ได้ ทำได้ &amp;nbsp;แต่ควรจะทำอย่างไร ไม่ต้องการเพิ่มภาระให้ทุกคน&amp;quot; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ระเบียบกระทรวงการคลัง ห้ามจ้างและขึ้นเงินเดือนลูกจ้าง โดยใช้เงินนอกงบประมาณ ไม่เกี่ยวกับกระทรวงสาธารณสุข เพราะมีข้อตกลงตรงกับกระทรวงการคลังแล้ว ดังนั้นบรรดาหมอ พยาบาล หมอ เภสัชกรทั้งหลาย รวมทั้งผู้บริหารโรงพยาบาล ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10221</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายคุ้มครองแรงงาน, กองทุนเงินทดแทน, ชมรมผู้ป่วยเรื้อรัง, สพท., หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180528/image_big_5b0c192f52b4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
