<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>54341</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2020 08:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2020 08:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พปชร.ปลื้มงบฯ63 ผ่านสภาฯ ชมนายกฯมีสปิริตรับฟังความเห็นฝ่ายค้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ม.ค. 2563 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ และอดีตผู้สมัครส.ส.กทม. เขตจอมทอง-ธนบุรี กล่าวถึงสภาฯมีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ในวาระที่ 2 ว่า พรรคพลังประชารัฐ ขอขอบคุณส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล &amp;nbsp;และส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ที่ช่วยกันทำหน้าที่ในการพิจารณางบประมาณอย่างเข้มแข็งและเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ในการผ่าน ร่างพ.ร.บ.งบประมาณ เพื่อไปใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน &amp;nbsp;โดยคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นเอกภาพ &amp;nbsp;ที่สำคัญคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่แม้ในวาระนี้ จะไม่มีหน้าที่ต้องชี้แจงต่อสภาฯประกอบกับมีภารกิจมาก แต่ได้แสดงสปิริตในการทำหน้าที่ในสภาฯ ด้วยการเข้าไปขอบคุณสภาฯด้วย และน้อมรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของฝ่ายค้านที่เป็นประโยชน์ เพื่อนำไปประกอบการปรับปรุงการดำเนินงานของส่วนราชการและหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ข้อห่วงใยของฝ่ายค้านที่นายกฯและรัฐบาลรับไปนั้น พรรคพลังประชารัฐหวังว่า หลังจากนี้ฝ่ายค้านจะได้ร่วมกันทำงานในสภาอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป ซึ่งชัดเจนแล้วว่าเสียงของฝ่ายค้านในสภาฯนั้นมีความหมาย ฉะนั้นพรรคหรือบุคคลใดที่อ้างว่าเสียงในสภาฯไม่มีความหมายไปทำการเมืองนอกสภาฯ หรือชวนคนไปลงถนนนั้นเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อหวังประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน&amp;rdquo; น.ส.ทิพานัน กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังขอบคุณไปยังข้อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ที่ให้ข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อให้ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯมีความเหมาะสมสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ อีกทั้งยังเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะใช้จ่ายเงินทุกบาททุกสตางค์ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54341</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายงบประมาณ, ทิพานัน ศิริชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200106/image_big_5e12a8241b50a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47943</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2019 14:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2019 14:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พปชร. เรียกติวเข้มส.ส. เตรียมถกงบ​ 15​ ต.ค.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 13​ ต.​ค.ที่วัดธรรมาภิรตาราม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมทำหน้าที่ในการพิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายพ.ศ. 2563 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 17 -19 ต.ค.นี้ อย่างเต็มที่และไม่มีความน่ากังวลแต่อย่างใด โดยการเตรียมให้สมาชิกส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ทำความเข้าใจในร่างพระราชบัญญัติตั้งกล่าว โดยได้เรียกประชุมส.ส. ของพรรค เตรียมความพร้อม ของตัวบุคคลที่จะเป็นผู้ชี้แจง ทางพรรคจะคัดคนที่มีความเหมาะสม และมีความเข้าใจในรายละเอียด แต่ละเรื่อง แต่ละประเด็น ให้ใช้เวลาที่มีอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีผู้ประสงค์จะอภิปรายเป็นจำนวนมาก &amp;nbsp;และในวันอังคารที่ 15​ ต.ค.นี้ จะมีการประชุมกันที่พรรคพลังประชารัฐ เพื่อเตรียมความพร้อม แล้วจะได้แถลงข่าวให้ทราบต่อไป

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47943</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายงบประมาณ, กรอบงบประมาณปี 63, นายสนธิรัตน์  สนธิจิรวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190924/image_big_5d8a0eedd8c4d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47930</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2019 09:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2019 09:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประชาชนเกาะติดอภิปรายงบฯ63 ชี้วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท สูงเกินห่วงคอรัปชั่น  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 17 ตุลาคมที่กำลังจะถึงนี้ เป็นวันที่สภาผู้แทนราษฎรจะเปิดประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี 2563 &amp;nbsp;และเป็นการอภิปรายวาระแรกเพื่อพิจารณารับหลักการ จึงเป็นที่จับตามองของหลายฝ่ายว่ารัฐบาลจะได้เสียงสนับสนุนให้ผ่านร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวหรือไม่ เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนที่สนใจติดตามข่าวการเมือง &amp;ldquo;สวนดุสิตโพล&amp;rdquo; มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จึงได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,034 คน ระหว่างวันที่ 9-12 ตุลาคม 2562 สรุปผลได้ ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;1. ความสนใจของประชาชน ต่อ การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 17 ต.ค.&amp;nbsp;
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ค่อนข้างสนใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;35.02%
เพราะ &amp;nbsp;เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ น่าติดตาม &amp;nbsp;ประชาชนได้รู้ข้อมูลข้อเท็จจริงมากขึ้น เป็นการพิจารณาเรื่องงบประมาณของทุกหน่วยงานในประเทศ ฯลฯ
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ค่อยสนใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;26.75%
เพราะ &amp;nbsp;ให้ความสนใจในเรื่องการแก้ปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต ปากท้องของประชาชนมากกว่า เป็นเรื่องปกติทางการเมืองที่จะต้องมีการอภิปราย ฯลฯ
อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สนใจมาก&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;21.69%
เพราะ &amp;nbsp;อยากรู้เหตุผลในการนำงบประมาณไปใช้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประชาชน เป็นกฎหมายสำคัญ &amp;nbsp;ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ อยากรู้ว่ารัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำจะสอบผ่านหรือไม่ ฯลฯ
อันดับ 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่สนใจ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;16.54%
เพราะ &amp;nbsp;รู้สึกเบื่อหน่าย ไม่เชื่อถือนักการเมือง มีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง เสียเวลาในการอภิปราย ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2. การติดตามการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ของประชาชน
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ติดตามจากโซเชียลมีเดีย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;43.63%
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ติดตามข่าวจากสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;34.99%
อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ติดตามการถ่ายทอดสด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;21.38%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;3. ตามที่รัฐบาลเสนองบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2563 ซึ่งมีวงเงินอยู่ที่ 3.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปี 2562 จำนวน 2 แสนล้านบาท ประชาชนคิดว่าเป็นจำนวนเงินที่เหมาะสมหรือไม่?
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่เหมาะสม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;58.69%
เพราะ &amp;nbsp;วงเงินงบประมาณมากเกินไป อาจมีการทุจริตคอรัปชั่น ไม่สอดคล้องกับแผนการทำงาน ทำให้ประเทศเป็นหนี้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจไม่ดี ประชาชนต้องแบกรับภาระ ฯลฯ
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหมาะสม&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;41.31%
เพราะ &amp;nbsp;ต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการพัฒนาประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ประชาชนอยากให้รัฐบาลนำงบประมาณไปใช้ในเรื่องใด?
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;53.15%
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;32.38%
อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน เช่น คนจน เกษตรกร อุทกภัย ภัยแล้ง &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;28.73%
อันดับ 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พัฒนาการศึกษาและเทคโนโลยี &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;25.86%
อันดับ 5&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จัดสวัสดิการ รักษาพยาบาลให้กับประชาชน จัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;21.22%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;5. ประชาชนคิดว่าการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ จะผ่านการพิจารณาหรือไม่?
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผ่าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;70.38%
เพราะ &amp;nbsp;รัฐบาลมีเสียงข้างมาก ทุกครั้งก็สามารถโหวตผ่านได้ น่าจะมีการเตรียมตัว เตรียมข้อมูลมาอย่างดี ฯลฯ
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ผ่าน&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;29.62%
เพราะ &amp;nbsp;ที่มาของงบประมาณไม่ชัดเจน แผนการดำเนินงานไม่เหมาะสมกับงบจำนวนมหาศาล มีเสียงปริ่มน้ำ ไม่แน่นอน ฯลฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. สิ่งที่ประชาชนอยากฝากบอกรัฐบาล กรณี การใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 2563 คือ
อันดับ 1&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐบาลจะต้องใช้เงินอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และทำได้จริง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;46.04%
อันดับ 2&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ควรคำนึงถึงประโยชน์ที่ประเทศชาติและประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;31.68%
อันดับ 3&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระจายงบประมาณให้ทั่วถึงทุกพื้นที่ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;16.24%
อันดับ 4&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การจัดสรรงบประมาณต้องเหมาะสม เป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;12.21%
อันดับ 5&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประชาชนจะต้องแบกรับภาระ เป็นหนี้เพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;11.41%&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47930</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายงบประมาณ, สวนดุสิตโพล, อภิปรายงบประมาณ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191013/image_big_5da28caed71f2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47637</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตือนพ่ายโหวตงบ‘บิ๊กตู่’เกม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;ldquo;วิษณุ&amp;rdquo; จี้ 7 พรรคฝ่ายค้านบอกให้ชัดจะแก้รัฐธรรมนูญเรื่องใด ไม่ใช่ปล่อยคลุมเครือแล้วไปแตะเรื่องละเอียดอ่อน &amp;ldquo;วันนอร์&amp;rdquo; ยืดอกไม่ขอใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองที่ถูกฟ้องมาตรา 116 อนุสรณ์ร่าย 7 เหตุผลชำเรา รธน. &amp;ldquo;เนติบริกร&amp;rdquo; แจงยิบกฎหมายงบประมาณสำคัญ หากพ่ายโหวตมีแค่ 2 ทางเลือก ลาออกและยุบสภา กำชับคนนั่ง กมธ.งบฯ ไม่ใช่แค่โก้เก๋ต้องทำงานจริงใน 60 วัน &amp;ldquo;สนธิรัตน์&amp;rdquo; โยนเผือกวิปรัฐบาลแก้ปัญหาเสียงปริ่มน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันอังคาร นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี 7 พรรคฝ่ายค้านเดินสายรณรงค์เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ไม่ทราบ ต้องไปถามที่คนเขาจะแก้รัฐธรรมนูญ เพราะไม่ได้เป็นฝ่ายที่บอกว่าจะให้แก้ว่ามีเหตุผลอะไร มีเรื่องอะไร การที่เปิดประเด็นว่าจะแก้รัฐธรรมนูญยังคลุมเครือ ทางที่ดีควรทำให้ชัด เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าจะแก้ในเรื่องอะไร ซึ่งวันนี้ก็เห็นว่าเริ่มออกมาประเด็นสองประเด็นแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;มาคลุมๆ เครือๆ จะแก้ไม่รู้จะแก้อะไร เลยหลุดออกมาว่าจะไปแก้มาตราที่เซนซิทีฟ ก็เลยเป็นเรื่อง ส่วนข้อเสนอที่ออกมาบ้างแล้วนั้นผมขอไม่ตอบ เพราะเป็นเรื่องของเขา เขาเป็นคนพูด รวมถึงข้อเสนอที่ให้ยุบ ส.ว. ผมก็ขอไม่ตอบด้วย&amp;rdquo; นายวิษณุกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า จุดยืนของพรรคเมื่อใช้รัฐธรรมนูญไประยะหนึ่งแล้วจะตั้งคณะขึ้นมาศึกษาข้อดี-ข้อเสีย ซึ่งเรื่องดังกล่าวต้องตั้งต้นที่สภา ซึ่งหลายพรรคต่างมีจุดยืนของตัวเอง ต้องหารือและรับฟัง โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งระบุว่าจะมีการตั้งคณะศึกษาเร่งด่วนใน 1 ปีก็ยังดำเนินการตามนั้น
ส่วน ?พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีมีการยื่นคำร้องยุบ 7 พรรคฝ่ายค้านกรณีขึ้นเวลาเสวนาแก้รัฐธรรมนูญที่เสนอแก้ไขมาตรา 1 ว่าต้องดูก่อนว่าคำร้องร้องว่าอย่างไร เพราะยังไม่เห็นคำร้อง และในฐานะนายทะเบียน หากเป็นเรื่องของการร้องยุบพรรคถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เราต้องแยกการพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นการกระทำของพรรค หรือการกระทำของตัวบุคคล มีการประชุมพรรคก่อนดำเนินการกระทำดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งการกระทำของตัวบุคคลไม่ใช่จะเอามาเกี่ยว เป็นการกระทำของพรรคโดยอัตโนมัติ ยังมีรายละเอียดอีกมาก และจากที่ดูข้อบังคับ และอุดมการณ์ของพรรคที่ยื่นจัดตั้งพรรคการเมืองต่อ กกต.ก็ไม่มีพรรคการเมืองไหนที่มีนโยบายแบ่งแยกประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ (ปช.) กล่าวว่า สิ่งที่ 7 พรรคฝ่ายค้านถูกกล่าวหาที่ สภ.เมืองปัตตานีก็ต้องรอตำรวจเรียกตัวไปชี้แจง ส่วนตนเองในฐานะที่เป็น ส.ส. ไม่ว่าจะเป็นในสมัยประชุมหรือนอกสมัยประชุม จะไม่ใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.คุ้มครองแน่นอน จะใช้ฐานะประชาชนคนหนึ่ง จะประกันตัวก็ต้องทำ เพราะถือว่าเรื่องนี้ต้องเป็นตัวอย่างกับประชาชน ว่าเรื่องนี้ประชาชนไม่ควรถูกกล่าวหาง่ายๆ โดยการใช้มาตรา 116 จะไม่ใช้เอกสิทธิ์ในการต่อสู้เรื่องนี้ เพื่อความเสมอภาค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่เราฟ้องร้องเอาผิดกับแม่ทัพภาค 4 และ พล.ต.บุรินทร์นั้นก็ต้องดำเนินการต่อไป ไม่ว่าเรื่องจะไปถึงไหน ทั้ง ป.ป.ช.หรือศาล เราต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด ไม่ใช่เพราะเราไม่พอใจ 2 ท่านนี้ แต่เราต้องการให้เป็นคดีตัวอย่าง ว่าคนมีอำนาจไม่ควรใช้อำนาจของตัวเองง่ายๆ ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบว่าประชาชนควรมีสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญอย่างไร&amp;rdquo; นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวและว่า การเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญของ 7 พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ลงสัตยาบันไปแล้ว ไม่อยากพูดซ้ำว่าเราจะไม่แตะต้องหมวดที่ 1 ที่เกี่ยวกับราชอาณาจักร และหมวดที่ 2 ที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ซึ่ง 2 หมวดนี้เป็นสัตยาบันไปแล้ว ไม่ว่าเราจะพูดที่ไหนเราก็ยืนยันกับทุกคนว่า 2 หมวดนี้ดีอยู่แล้ว เราจะไม่แตะต้อง เราจะแก้ไขหมวดที่ว่าด้วยรัฐสภา ครม. องค์กรอิสระ สิทธิ เสรีภาพของประชาชน รวมถึงเรื่องวิธีการเลือกตั้ง และบทบาทของ ส.ส.และ ส.ว. แต่รายละเอียดนั้นเรายังไม่ก้าวไปถึง
ร่าย 7 เหตุผลรื้อรัฐธรรมนูญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่าขอยืนยันทำความเข้าใจในเจตนารมณ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้าน 7 พรรค คือ 1.การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ดำเนินการได้ แม้แต่รัฐบาลก็ได้บรรจุในนโยบายเร่งด่วนข้อ 12 ของนโยบายรัฐบาล 2.จะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามวิถีทางที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ไม่แก้โดยวิธีการอื่นที่กฎหมายไม่รองรับ ไม่แก้ด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย 3.ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 ผู้ไม่ประสงค์ดี หรือมีเจตนาบิดเบือน ควรยุติการกระทำที่ทำให้เกิดความขัดแย้งได้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.แนวทางที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอกับสังคม คือการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากประชาชน จะเป็นผู้มากำหนดเนื้อหาในการแก้เพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนอย่างแท้จริง 5.ชนชั้นใดร่างรัฐธรรมนูญก็เพื่อชนชั้นนั้น การให้ประชาชนมาเป็นกำลังหลักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงจะได้รัฐธรรมนูญของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง 6.จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นทางออกของประเทศ กระบวนการรับฟัง สะท้อนปัญหา สร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการ และ 7.พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่เคยเสนอให้ทั้งประเทศ หยุดทุกอย่าง แล้วมาแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว ทุกๆ ปัญหาสามารถแก้ไขควบคู่ไปได้กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
วันเดียวกัน นายวิษณุกล่าวถึงกรณีที่ชี้แจงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ว่ารัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.สามารถลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ได้ ว่ามีการสงสัยกันในเรื่องดังกล่าว เพราะรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับเขียนไว้ไม่เหมือนกัน แต่ได้ทำความเข้าใจแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันสามารถลงมติได้ แต่โดยมารยาทแล้วในการลงมติไม่ไว้วางใจตัวเอง ไม่ควรลงมติ ส่วนในเรื่องการเสนอกฎหมาย จะเป็นเรื่องงบประมาณหรือกฎหมายอะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่เรื่องมีส่วนได้เสียส่วนตัว เป็นส่วนได้เสียส่วนรวม ดังนั้นรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้าม และโดยสรุปมีรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.มีความสงสัยอยู่ 19 คน สามารถลงมติในเรื่องงบประมาณเช่นเดียวกับลงมติในเรื่องอื่นๆ ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า นายกฯ ได้กำชับรัฐมนตรีอย่างไรบ้าง นายวิษณุกล่าวว่า นายกฯ บอกให้รัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.เข้าประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน ด้วยเหตุว่าในฐานะที่เป็นรัฐมนตรี จะเป็น ส.ส.หรือไม่เป็น ส.ส.ก็ต้องเข้าประชุม เพราะเป็นเรื่องงบประมาณ หากมีการสอบถามเรื่องของกระทรวงใดก็สามารถช่วยอธิบายได้ โดยเฉพาะในวาระที่หนึ่ง ขณะเดียวกันนายกฯ ยังกำชับว่าจะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเอาไว้พิจารณาในชั้นแปรญัตติ จึงขอให้ผู้แทนรัฐบาลที่มีอยู่ 15 คนที่จะไปเป็น กมธ. ควรเป็นคนที่มีเวลาว่างเป็นหลัก ไม่ใช่ไปเป็นโก้ๆ&amp;nbsp;
กมธ.ต้องทำงาน 60 วัน
&amp;ldquo;หลายคนคิดว่าการไปเป็น กมธ.งบประมาณฯ เป็นเกียรติยศ แต่ความจริงต้องนั่งประชุมตลอดเวลาถึง 60 วัน เพราะต้องพิจารณากฎหมายยาวนานที่สุด และแม้ไม่ได้ทำหน้าที่ประธานหรือรองประธาน ก็ถือเป็น กมธ. ซึ่งที่ประชุมต้องดูไปทีละมาตรา ส่วนรายชื่อรัฐมนตรีที่จะมาเป็น กมธ.ในส่วนรัฐบาล ยังได้รายชื่อไม่ครบ แต่ได้ 3 รายชื่อที่จะเป็นตัวแทนหลัก ได้แก่ รมว.การคลัง รมช.การคลัง และปลัดกระทรวงการคลัง ในส่วนที่เหลือจะให้แต่ละพรรคการเมืองไปหาและนำมาเสนอโดยไม่ต้องนำรายชื่อเข้า ครม.อีก แต่ให้แจ้งไปที่ รมว.การคลังและสำนักงบประมาณ เพื่อประสานกับวิปรัฐบาล โดยรายชื่อไม่จำเป็นต้องเป็นรัฐมนตรี เพราะมีจุดอ่อนที่อาจไม่มีเวลาไปนั่งเป็น กมธ.&amp;rdquo; นายวิษณุกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณสภาได้แจ้งมาหรือไม่ว่าจะใช้เวลากี่วัน นายวิษณุกล่าวว่า เรื่องนี้รัฐบาลเป็นฝ่ายเปิดประชุมสมัยวิสามัญในวันที่ 17 ต.ค. และปิดประชุมวิสามัญในวันใดวันหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะมีเวลารวมกันทั้งหมดประมาณ 3-4 วัน ซึ่งต้องไปแบ่งกันเอง ถ้า ส.ว.ไม่เอา ส.ส.ก็ได้ไปทั้งหมด แต่ถ้า ส.ว.เอาก็ต้องเหลือให้ ส.ว.สัก 1 วันหรือครึ่งวัน ขอให้วิปรัฐบาลไปตกลงกันเอง แต่ ส.ว.ขอเวลาไว้แล้ว เพราะเขามีเรื่องต้องทำเหมือนกันไม่มีปัญหาอะไร แต่อย่างน้อยเบื้องต้น 2 วันอยู่แล้ว ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ ถ้าเลยจากนั้นจะเป็นเสาร์และอาทิตย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามต่อว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณถ้าหากไม่ผ่านสภาจะมีผลอย่างไรกับความรับผิดชอบทางการเมืองและทางกฎหมาย นายวิษณุตอบว่า มีอยู่แล้วว่าอะไรก็ตามที่สภาเสียงข้างมากไม่ไว้วางใจรัฐบาล รัฐบาลนั้นก็ไม่พึงอยู่ต่อไป ซึ่งการไม่ไว้วางใจนั้นแสดงออกได้ 2 อย่างคือ 1.ไม่ไว้วางใจโดยเปิดเผย ตรงนี้ทำโดยการลงมติไม่ไว้วางใจ 2.ไม่ไว้วางใจโดยปริยาย จะแสดงออกจากการที่รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายสำคัญเข้าสภา แล้วสภาลงมติให้ไม่ผ่าน ซึ่งแปลว่าสภาไม่ยอมให้เครื่องมือรัฐบาลไปทำงาน รัฐบาลก็ไม่ควรต้องอยู่ แต่วิธีที่จะไม่อยู่นั้น สามารถทำได้ 2 อย่าง คือ 1.ทำโดยรัฐบาลลาออก หรือ 2.ทำโดยออกด้วยกันทั้งคู่ เพราะการที่สภาไม่เห็นชอบนั้นไม่รู้ว่าประชาชนเขาคิดอย่างไรจึงยุบสภาแล้วไปเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ ดังนั้นทางออกสามารถทำได้ 2 อย่าง ซึ่งเป็นเรื่องทั่วไป ไม่ใช่เรื่องแปลก และเราปฏิบัติอย่างนี้ตลอดมา โดยในอดีตเคยมีรัฐบาลที่ลาออก เพราะสภาลงมติไม่ผ่านกฎหมาย แต่ก็มีรัฐบาลที่ไม่ลาออกแม้สภาลงมติไม่ผ่านกฎหมายเช่นกัน เพราะถือว่าไม่ใช่กฎหมายสำคัญ แต่สำหรับกฎหมายงบประมาณนั้นเป็นกฎหมายสำคัญ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวในเรื่องนี้ว่า เชื่อว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย แม้จะมีความเป็นห่วงกันถึงเสียงของรัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำ แต่นายวิษณุได้อธิบายถึงข้อกฎหมายแล้วว่ารัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ลงมติได้ ดังนั้นคิดว่าเสียงของรัฐบาลมีเพียงพอ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า เมื่อช่วงเที่ยงนายพิเชษฐ สถิรชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธรรมไทย ได้ปรากฏตัวที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พร้อมนายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ อดีตหัวหน้าพรรคพลเมืองไทย ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารองนายกฯ ซึ่งนายพิเชษฐระบุว่า มาพบทีมงานของ พล.อ.ประวิตรเท่านั้น ไม่มีอะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานแจ้งว่า การมาปรากฏตัวของนายพิเชษฐครั้งนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ที่มีกระแสข่าวดึงเสียง ส.ส.ฝ่ายค้านให้สนับสนุน เพื่อแก้ไขเรื่องเสียงปริ่มน้ำ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่พรรค พปชร.ได้มีการเรียกประชุม ส.ส.พรรคเพื่อเตรียมความพร้อมในการอภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งเบื้องต้นได้วางผู้อภิปรายไว้ประมาณ 20 คน โดยนายสนธิรัตน์กล่าวภายหลังการประชุม ส.ส. ว่าพรรคได้หารือถึงแนวทางการอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 โดยได้นัดหมาย ส.ส.ให้มาหารือทำความเข้าใจกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า รวมถึงตัวบุคคลที่จะอภิปรายในสภาก็จะหารืออีกครั้งในสัปดาห์หน้าเช่นกัน ส่วนสถานการณ์เสียงปริ่มน้ำเป็นเรื่องที่วิปรัฐบาลต้องทำหน้าที่ต่อไป ตอนนี้ทุกคนทราบกันอยู่แล้วว่าต้องบริหารความเสี่ยงกันอย่างไร แต่เราเชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะดำเนินการให้เป็นไปอย่างราบรื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรค พท. กล่าวว่า จากการศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเบื้องต้น พบว่าไม่ได้ตอบโจทย์ปัญหาด้านเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ รวมถึงงบลงทุน โดยส่วนราชการที่ได้รับอนุมัติการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กลับไม่ได้เป็นกระทรวงที่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เช่น สำนักนายกฯ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47637</URL_LINK>
                <HASHTAG>7 พรรคฝ่ายค้าน, กฎหมายงบประมาณ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, แก้ปัญหาเสียงปริ่มน้ำ, แก้รัฐธรรมนูญเรื่องใด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191008/image_big_5d9ca0f118993.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
