<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>47007</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/10/2019 08:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/10/2019 08:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาถามคนไทยจะเอาอย่างไรกับการนั่งหลังรถกระบะ หรือจะด่ารัฐบาลอย่างเดียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ต.ค.62- &amp;nbsp;นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng ระบุว่า. .....เมื่อเดือนเมษายน 2560 ก่อนเทศกาลสงกรานต์รัฐบาลจะให้มีการบังคับกฎหมายจราจรในเรื่องที่ห้ามไม่ให้ผู้โดยสารนั่งหลังรถกระบะ แต่ถูกประชาชนและสื่อมวลชนด่าและต่อต้านกันเต็มที่ จนรัฐบาลต้องหยุดการบังคับใช้กฎหมายเรื่องนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ในฐานะเป็นผู้ที่สนับสนุนให้ใช้บังคับกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่นั่งรถยนต์กระบะ ก็ถูกด่าอย่างสาดเสียเทเสียด้วยถ้อยคำที่ หยาบคายเช่นเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;..... เมื่อสองวันก่อนนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิค จากจังหวัดศรีสะเกษ ที่จบจากการฝึกงานนั่งรถกระบะด้านหลังเพื่อกลับจังหวัดศรีสะเกษ แต่รถเกิดพลิกคว่ำ นักศึกษาเสียชีวิตรวม 13 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....ผู้คนบางกลุ่มและสื่อมวลชนบางรายก็ด่ารัฐบาลกันอีกว่าปล่อยปละละเลยในการบังคับใช้กฎหมายทำให้นักศึกษาที่เรียนจบแล้วต้องเสียชีวิตถึง 13 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;.....อยากถามว่าคนไทยจะเอาอย่างไร หรือว่าขอด่ารัฐบาลอย่างเดียวไม่ว่าจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47007</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายจราจร, นั่งหลังรถกระบะ, นายชูชาติ ศรีแสง, อดีตผู้พิพากษาศาลฎีก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180111/5a5754d98ee5a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18536</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/09/2018 10:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/09/2018 10:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลชี้ปชช.รู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาข้ามถนน คนขับละเมิดกฎ-ไร้น้ำใจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.ย.61 - นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ ได้ทำสำรวจโพล เรื่อง กฎหมายจราจร กับ ความปลอดภัย กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนคนใช้รถใช้ถนนทุกสาขาอาชีพ จำนวนทั้งสิ้น 1,135 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 10 - 26 กันยายน ที่ผ่านมา พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 86.3 รู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาข้ามถนนบนทางข้าม (ทางม้าลายตามกฎจราจร) ขณะมีรถยนต์ขับไปมา เพราะรถไม่ยอมจอดให้คนข้าม ในขณะที่ร้อยละ 13.7 รู้สึกปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ส่วนใหญ่เช่นกันหรือร้อยละ 65.1 รู้สึกไม่ปลอดภัยเวลาข้ามถนนบนทางข้าม ทั้งที่มีสัญญาไฟแดงให้รถหยุด เพราะ รถมอเตอร์ไซต์ รถยนต์ไม่ยอมหยุดฝ่าไฟแดงตรงไม่มีกล้อง ไม่มีตำรวจ และเคยมีข่าวคนบาดเจ็บเสียชีวิตมาแล้ว ในขณะที่ ร้อยละ 34.9 รู้สึกปลอดภัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อถามถึงสาเหตุของความไม่ปลอดภัยทางถนน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.1 ระบุเพราะพฤติกรรมแย่ ทำคนไม่ปลอดภัย เช่น ขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด ขับรถไล่บี้จี้ท้ายรถคันอื่น ตำรวจไม่คอยกวดขัน ไม่จัดการคนผิดปล่อยลอยนวล รองลงมาคือ ร้อยละ 69.3 ระบุ คนไม่มีวินัย ไร้จิตสำนึก ไม่ทำตามกฎจราจร ทั้งคนขับและคนเดินถนน ร้อยละ 62.4 ระบุ เมาแล้วขับ สภาพคนขับไม่พร้อม ร้อยละ 60.8 ระบุ ขาดเทคโนโลยี ควบคุมคนขับและคนข้าม ร้อยละ 55.9 ระบุ สภาพรถ มีปัญหา ระบบเบรก ระบบไฟหน้ารถ ไฟขอทาง ร้อยละ 54.6 ระบุ คนฝ่าฝืนกฎหมายจราจรเป็นผู้มีอิทธิพล &amp;nbsp;ร้อยละ 53.7 ระบุ สภาพถนนไม่ปลอดภัย มีก่อสร้าง มีด่าน แจ้งล่วงหน้ากระชัดชิด ร้อยละ 51.9 ระบุ ไม่จริงจัง ไม่ต่อเนื่อง ในการบังคับใช้กฎหมาย และร้อยละ 24.5 ระบุอื่นๆ เช่น สภาพอากาศ รถจอดในที่มืด มองไม่เห็น ป้ายโฆษณาบัง คนขับมอเตอร์ไซต์เบียดซ้าย เบียดขวา ความไม่มีน้ำใจของคน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าเป็นห่วงเช่นกันคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.5 เคยพบเห็น พวกขับรถเร็วเกินกำหนดแล้ว ไล่บี้จี้ท้ายรถนคันอื่น ขับรถประมาทหวาดเสียว ไม่ถูกจับกุม ไม่ถูกลงโทษ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.5 ไม่รู้แน่ชัด ถึง ไม่รู้เลยเกี่ยวกับ ค่าปรับ โทษปรับ พวกขับรถเร็วเกินกำหนด &amp;nbsp;ในขณะที่ ร้อยละ 36.5 รู้ว่า โทษปรับพวกขับรถเร็วเกินกำหนด จ่ายแค่ 500 ถึงหลักพัน และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.2 ไม่รู้แน่ชัด ถึง ไม่รู้เลยว่า โทษปรับพวกเมาแล้วขับ เท่าไหร่ ในขณะที่ ร้อยละ 23.8 รู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าพิจารณา คือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.4 เห็นด้วยต่อการแก้ไขกฎหมายเพิ่มค่าปรับสูงสุดหลักหมื่นบาท จัดการพวกขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด และบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดติดตามจับกุมถึงที่สุด และส่วนใหญ่เช่นกันหรือร้อยละ 80.7 ระบุ ควรลงโทษสูงสุด กับพวกขับรถเร็วเกินกำหนด เมาแล้วขับ เพราะทำให้คนอื่นไม่ปลอดภัย สร้างความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น ทำให้เกิดการลอกเลียนแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 95.8 ระบุเห็นด้วยต่อ การแก้ไขกฎหมายจราจร ให้นำเงินค่าปรับไปพัฒนาด้านต่าง ๆ มากกว่าให้ตำรวจอย่างเดียว เช่น เพิ่มความปลอดภัยบนถนน พัฒนาห้องสมุดประชาชน พัฒนาท้องถิ่นที่คนทำผิด และพัฒนาประเทศโดยรวม เป็นต้น มีเพียงร้อยละ 4.2 ไม่เห็นด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18536</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายจราจร, ความปลอดภัยบนถนน, ซุปเปอร์โพล, ดร.นพดล กรรณิกา, มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180927/image_big_5bac48d094404.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16338</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/08/2018 15:17</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/08/2018 15:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ยะใส&#039; ยก 5 เหตุผลควรทบทวนร่างกม.ลงโทษหนักลืมพกใบขับขี่!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ส.ค.61 - นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย โพสต์ข้อความ &amp;quot;5 เหตุผล ที่ควรทบทวนและประชาพิจารณ์ ร่าง กม.เพิ่มโทษใบขับขี่ 10,000-50,000 บาท&amp;quot; ลงในเฟซบุ๊กว่า &amp;quot;กรณีที่กรมการขนส่งทางบก เสนอ ครม.ปรับแก้ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 โดยเพิ่มโทษผู้ที่ขับรถ แต่ไม่พกและไม่มีใบขับขี่ ในอัตราเพดาน 10,000-50,000 เป็นปรับสูงสุด 50,000 บาทนั้นจำคุกไม่เกิน 3 เดือนนั้น แม้จะเข้าใจว่าเป็นความพยายามเพื่อลดอุบัติเหตุหรือแก้ปัญหาจราจรก็ตาม แต่ผมมีข้อสังเกตกับร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ใน 5 ประเด็นดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ตรรกะของการเพิ่มอัตราโทษให้แรงขึ้นเพื่อแก้ปัญหานั้นเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้วหรือ เพราะปัญหาจราจรมีปัจจัยเกี่ยวเนื่องที่ไม่ใช่แค่เรื่องของใบขับขี่เท่านั้น และผลกระทบต่อคนหาเช้ากินค่ำอาจรุนแรงกว่าที่คิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. แม้ว่าค่าปรับและโทษจำคุกจะเป็นดุลยพินิจของศาลคล้ายๆโทษเมาแล้วปรับจึงไม่ต้องห่วงว่าตำรวจจะมาหาประโยชน์นั้นไม่น่าจะเป็นความจริง เพราะเอาเข้าจริงๆแล้วไม่มีใครอยากขึ้นโรงขึ้นศาล การใช้วิธียัดเงินเคลียร์ปัญหาในขั้นตำรวจก็จะเกิดขึ้นตามมาแล้ว ยิ่งจะทำให้ระบบศาลเตี้ยขยายใหญ่ขึ้นจากอัตราโทษที่เพิ่มขึ้นหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การอ้างว่าหลายประเทศก็ใช้อัตราโทษปรับสูงและรุนแรงแบบเป็นข้ออ้างที่มองข้ามบริบทของแต่ละสังคม โดยเฉพาะประเทศเหล่านั้น มีอัตราค่าครองชีพที่สูงกว่าประเทศไทยค่อนข้างมาก จึงไม่เป็นปัญหาในการกำหนดอัตราโทษในลักษณะที่สูงเช่นนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้หารือกันเฉพาะในองค์กรที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ได้สอบถามหรือรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างจริงจัง จึงอาจซ้ำรอยของพระราชกำหนดแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวหรือร่างกฎหมายที่ห้ามนั่งท้ายรถกระบะ ซึ่งในที่สุดก็ถูกต่อต้านและไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาอย่างแท้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ร่างกฎหมายฉบับนี้มีประเด็นที่ควรทำประชาพิจารณ์ หรือรับฟังความเห็นสาธารณะหลายประเด็นด้วยกัน เช่น กรณีมีใบขับขี่ แต่ลืมจะมีความผิดด้วยหรือไม่ ปัญหาอุบัติเหตุกับเยาวชนที่ไม่มีใบขับขี่เกี่ยวเนื่องกับปัญหาครอบครัวและปัญหาเยาวชนในมิติอื่นหรือไม่ หรือโทษที่เพิ่มขึ้นถ้าต้องเพิ่มควรอยู่ในอัตราเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม หรืออาจเป็นการเปิดช่องให้ตำรวจบางนายรีดไถประชาชนเพิ่มขึ้นหรือไม่ จึงเห็นควรชะลอร่างกฏหมายฉบับนี้ไว้ก่อนแล้วรับฟังความคิดเห็นประชาชนทุกกลุ่มอย่างกว้างขวาง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16338</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายจราจร, นายสุริยะใส กตะศิลา, ลืมใบขับขี่, โทษหนักลืมพกใบขับขี่</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b18f8dd650.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11198</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/06/2018 14:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/06/2018 14:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โฆษกศาลวอนอย่าแชร์ข้อความ&#039;เมาขับติดคุกไม่รอลงอาญา&#039;ยันเป็นดุลพินิจของผู้พิพากษา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 มิ.ย.61-การแชร์ข้อความในโลกโซเชียลว่า &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้เป็นวันแรกของการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับ ปรับ 1 หมื่น คุก 1 เดือน ไม่รอลงอาญาไม่บำเพ็ญประโยชน์ แปลว่า... เป่าเจอ ไปติดคุกเลย โปรดทราบแจ้งเพื่อนๆ ในกลุ่มประชาสัมพันธ์ด้วยนะครับหากรับราชการโดนไล่ออกเลยครับ&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า การรณรงค์สร้างจิตสำนึกสาธารณะกรณีเมาแล้วขับถือเป็นสิ่งดี แต่ในแง่ของตัวกฎหมายจราจรที่บังคับใช้ในปัจจุบัน จากการตรวจสอบพบว่า การเเก้ไข พ.ร.บ.จราจรทางบก ล่าสุดในปี 2560 แก้ไขเรื่องเกี่ยวกับปริมาณแอลกฮอล์สำหรับผู้ขับขี่บางประเภท หรือคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็เป็นเรื่องมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษในชั้นศาล ดังนั้น ส่วนที่บอกว่าหากโดนข้อหานี้แล้วบทลงโทษจะต้องถูกจำคุกสถานเดียวนั้น จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริง การสั่งลงโทษหรือให้รอการลงโทษหรือไม่นั้น ยังคงเป็นดุลพินิจของผู้พิพากษาตามบทบัญญัติของกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริยัณห์ กล่าวต่อไปว่า ข้อความที่ระบุว่าหากผู้ที่เมาแล้วขับเป็นข้าราชการจะต้องโดนโทษวินัยไล่ออกนั้น ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ว่าหากศาลสั่งลงโทษจำคุกแล้วไม่ได้รับการรอลงอาญา เมื่อเป็นข้าราชการก็อาจเป็นการผิดวินัยร้ายแรงได้ ตรงนี้ถือว่าเป็นผลต่อเนื่องจากคำพิพากษา ซึ่งการเผยแพร่หรือแชร์ข้อความลักษณะดังกล่าวนั้นแม้เป็นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ แต่ก็อาจมองได้สองทางคือทำให้ตื่นตระหนก หรือ เป็นลักษณะป้องปรามที่ไม่ได้มีเจตนาร้าย อย่างไรก็ตาม การเผยแพร่และแชร์เรื่องราวใดต่อนั้น ประชาชนจะต้องพึงระวังว่าอาจจะทำให้สังคมตื่นตระหนกจนกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะได้.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11198</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายจราจร, บิดเบือนสร้างความเข้าใจผิด, สุริยันห์ หงษ์วิลัย, หยุดแชร์, โฆษกศาลยุติธรรม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180612/image_big_5b1f6ef145613.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6743</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2018 13:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2018 13:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สั่งบังคับใช้กม.จริงจังแก้ปัญหาจราจรรับเปิดเทอม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 &amp;nbsp;เม.ย. 61-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม สั่งการให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประสาน กทม.และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ปัญหาระบบงานจราจรในกทม.และปริมณฑลอย่างจริงจัง ให้พร้อมรับมือก่อนเปิดภาคการศึกษา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาการจราจร ที่ปัจจุบันมีปริมาณรถมากขึ้นต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยให้เร่งสำรวจและจัดลำดับความเร่งด่วน แก้ปัญหาสาเหตุสำคัญของการจราจรติดขัดและชะลอตัว ทั้งด้านกายภาพ เช่น สภาพถนนที่ชำรุด จุดกลับรถและคอขวด การขอคืนพื้นผิวจราจรในส่วนที่ไม่มีความจำเป็นในการก่อสร้างทั้งอาคาร ระบบขนส่งและระบบสาธารณูปโภค &amp;nbsp;รวมทั้งความพร้อมของระบบระบายน้ำ &amp;nbsp;..ด้านบริหารจัดการจราจร ขอให้พิจารณาผังเมืองรวม &amp;nbsp;ข้อมูลสถิติเปรียบเทียบ และนำเทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้น เพื่อให้มีการเชื่อมโยงทั้งระบบไฟสัญญาณและเครื่องหมายจราจร &amp;nbsp;ระบบกล้องวงจรปิดและใบสั่ง รวมทั้งระบบการแก้ปัญหาเร่งด่วนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ &amp;nbsp;ควบคู่กับการทำงานของเจ้าหน้าที่จราจรในช่วงเวลาเร่งด่วน &amp;nbsp;สำหรับด้านกฏหมายและวินัยจราจร &amp;nbsp;ให้พิจารณาแก้กฎหมายจราจรให้เหมาะสม โดยต้องกวดขันวินัยจราจรอย่างจริงจังในทุกพื้นที่ ควบคู่กับการรณรงค์สร้างวินัยจราจร เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมกันนี้ ขอให้นำเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนเข้ามาจำนวนมากจากพฤติกรรมของผู้ขับขี่ อันได้แก่ &amp;nbsp;การขับขี่จักรยานยนต์ย้อนศรและบนทางเท้า &amp;nbsp;การไม่หยุดให้คนข้ามถนนในพื้นที่ข้าม รถแท๊กซี่ที่ไม่จอดรับผู้โดยสาร รถสาธารณะที่ขับขี่ด้วยความเร็ว ปาดหน้าและไม่จอดเข้าป้าย เป็นต้น &amp;nbsp; โดยขอให้กำหนดมาตรการเร่งด่วน เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ขับขี่ดังกล่าวให้มีผลเป็นรูปธรรมระยะยาว &amp;nbsp; พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์และขอความร่วมมือประชาชนร่วมสร้างวินัยจราจรอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากพบเห็นการกระทำผิด ขอให้ร่วมกันบันทึกภาพเป็นหลักฐาน หรือแจ้งศูนย์รับแจ้งเหตุ 1197 เพื่อรักษาและปกป้องสิทธิบนท้องถนนร่วมกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6743</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายจราจร, กทม., การจัดการจราจร, ตำรวจ, พล.อ.ประวิตร, รถติด, รถยนต์ รถจักรยานยนต์, เปิดเทอม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180409/image_big_5acb0d5158845.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
