<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103190</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2021 13:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2021 13:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฮาร์ทรู้ยัง! อดีตผู้พิพากษากางกฎหมาย ม.112 ถอนแจ้งความไม่ได้ ตร.ต้องสอบต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค.64 -&amp;nbsp;นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กกล่าวถึงกรณีนายสุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล หรือ ฮาร์ท อดีตนักร้องดัง โพสต์คลิปวิดีโอเพื่อขอร้องให้นายเสกสกล อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ถอนฟ้องคดีความผิดข้อหา 112&amp;nbsp;ว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112&amp;nbsp;บัญญัติว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความผิดตามมาตรานี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ผู้ใดไปแจ้งความหรือกล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินคดีแก่บุคคลใดแล้ว จะไปขอถอนแจ้งความหรือถอนการกล่าวโทษไม่ได้ แม้จะขอถอนเจ้าหน้าที่ตำรวจพนักงานสอบสวนก็อนุญาตไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นที่มีผู้ไปกล่าวโทษอดีตนักร้องดังต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีตามมาตรา 112 นั้น พนักงานสอบสวนมีหน้าที่ต้องดำเนินการสอบสวนต่อไป แม้ผู้กล่าวโทษจะขอถอนคำกล่าวโทษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดก็ต้องมีคำสั่งฟ้องและส่งสำนวนไปให้พนักงานอัยการพิจารณา พนักงานอัยการจะสั่งฟ้องหรือไม่ก็เป็นดุลพินิจของพนักงานอัยการที่จะพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103190</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายอาญา, ชูชาติ ศรีแสง, มาตรา 112, หมิ่นสถาบัน, อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา, ฮาร์ท สุทธิพงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210321/image_big_6056d509ca9b0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92579</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 12:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 12:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘หมอวรงค์’หอบแสนชื่อบุกสภาค้านแก้มาตรา112 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ.2564 - &amp;nbsp;นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รักษาการหัวหน้าพรรคไทยภักดี พร้อมประชาชนได้ยื่นรายชื่อประชาชน จำนวน 101,568 คน เพื่อคัดค้านการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 &amp;nbsp;ต่อนายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วรงค์ กล่าวว่า พรรคไทยภักดีได้เป็นตัวแทนประชาชนในการรวบรวมรายชื่อประชาชนจากกลุ่มอาชีพต่างๆเพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการคัดค้านการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พร้อมนำรายชื่อมามอบผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา จำนวน 101,568 รายชื่อ โดยยืนยันว่ามาตราดังกล่าวไม่ได้จำกัดสิทธิเสรีภาพหรือการแสดงออกใดๆ ของประชาชนทุกกลุ่ม ยกเว้นการกระทำที่ส่อเจตนาดูหมิ่น หมิ่นประมาทหรืออาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เท่านั้น เนื่องจากปัจจุบันนี้มีนักการเมืองกลุ่มหนึ่งมีเจตนาร้ายต่อสถาบันเบื้องสูงต้องการล้มล้างสถาบัน แต่ใช้คำกล่าวเลี่ยงว่าปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ คนเหล่านี้มีการจัดกิจกรรมแบบสมรู้ร่วมคิดระหว่างนักการเมือง และผู้ร่วมชุมนุม เพื่อกล่าวเท็จให้ร้ายใช้วาจาหยาบคายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้เกิดความเสื่อมศรัทธาของประชาชน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า การกล่าวให้ร้ายต่อสถาบันของคนเหล่านี้ย่อมมีความผิดตามมาตรา 112 ที่ปกป้องคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ต่างจากกฎหมายหมิ่นประมาทของประชาชนทั่วไป หรือกฎหมายคุ้มครองประมุขแห่งรัฐในต่างประเทศ คนเหล่านี้ไม่เคยเสนอความจริงต่อสังคมหรือชาวโลก เมื่อตนเองถูกดำเนินคดีจะใช้วิธีนำเสนอว่าตนเองถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น ทั้งที่ความเป็นจริงกำลังกล่าวเท็จให้ร้าย และใช้วิธีการเรียกร้องแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเลิกมาตรา 112 ดังนั้น พวกเรายืนยันจุดยืนแน่วแน่และหนักแน่นที่จะคัดค้านการดำเนินการใดๆของพรรคการเมืองที่คิดจะแก้ไขมาตรา 112 ให้ถึงที่สุดเพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92579</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายอาญา, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม, พรรคไทยภักดี, มาตรา 112</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210210/image_big_60236874c511f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87810</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/12/2020 16:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/12/2020 16:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ส.ส.ก้าวไกล&#039; ถกแก้กฎหมาย &#039;ทำแท้ง&#039; เสนออายุครรภ์ไม่เกิน 24 สัปดาห์ ชี้ 12 สัปดาห์ไม่แก้ปัญหา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ธ.ค.63 - เพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;พรรคก้าวไกล&amp;quot; โพสต์ข้อความเนื้อหาการอภิปรายแก้กฎหมายอาญา เปิดทางผู้หญิงเข้าสู่การยุติการตั้งครรภ์ปลอดภัย โดยนายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ระบุว่า&amp;nbsp;ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา มีผู้ป่วยจากการทำแท้งไม่ปลอดภัย 27,000 - 32,000 รายต่อปี ในจำนวนนี้เสียชีวิตเฉลี่ยถึงปีละ 20 - 35 ราย สภาต้องหยิบยกเรื่องนี้มาพูดเพื่อแก้ปัญหา เพื่อไม่ให้มีความคลุมเครือว่า ทำไปแล้วจะผิดหรือจะถูก จะช่วยหรือไม่ช่วย เพราะที่ยิ่งนานวันก็ยิ่งไม่ส่งผลดีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเลย นี่คือเสียงของประชาชน ปัญหาของผู้หญิงและแพทย์ ดังกรณี คุณศรีสมัย เชื้อชาติ ซึ่งเคยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งหนึ่งและเป็นแพทย์ในเครือข่ายแพทย์อาสาเพื่อยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ตามกฎหมาย ได้ถูกดำเนินคดีความผิดฐานทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม &amp;nbsp;จากนั้น เธอจึงได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญาความผิดฐานทำแท้งนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ได้มีการวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญว่า ประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ มันถึงเวลาที่สังคมจะต้องตระหนักร่วมกันว่า เราจะปิดตากับปัญหาดังกล่าวไม่ได้แล้วและนี่คืออำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องแก้ปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ อภิปรายร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่..) พ.ศ... โดยมีสาระสำคัญเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมความผิดอาญาในการยุติการตั้งครรภ์หรือการทำแท้งประกบกับร่างกฎหมายของคณะรัฐมนตรีที่เสนอเข้าสู่สภา&amp;nbsp;โดยหลักการและเหตุผลของร่างคณะรัฐมนตรีนั้น ทางพรรคก้าวไกลเห็นด้วย แต่อาจมีรายละเอียดบางอย่างหายไป ซึ่งเป็นฐานคิดสำคัญที่ไม่ได้อยู่ในตัวอักษร แต่เป็นฐานคิดที่ส่งผลให้การร่างนั้นมีผลลัพท์ที่ไม่ครอบคลุมปัญหา เพราะการยุติการตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่มีอยู่ในสังคมไทย แต่เป็นเรื่องใต้พรมที่ทำให้คนในสังคมรวมถึงผู้หญิงไม่รู้และไม่มีความไม่เข้าใจ เมื่อไม่สามารถหยิบขึ้นมาพูดบนโต๊ะ เราจึงไม่สามารถตั้งคำถามต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธัญวัจน์ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญที่ผ่านมาคือ ความไม่ชัดเจนซึ่งทำให้เมื่อแพทย์เข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้หญิงเพื่อยุติการตั้งครรภ์ สิ่งที่ตามมาคือคดีอาญา ในที่สุดสถานการณ์จึงเปิดทางให้กับการขายยาทำแท้งเถื่อนเกลื่อนออนไลน์ โดยที่ผู้หญิงไม่สามารถทราบว่ายาดังกล่าวปลอดภัยหรือไม่ และข้อเท็จจริงก็คือการเสียชีวิตของผู้หญิงมากถึง 20-35 รายในแต่ละปีจากข้อมูลสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สังคมไทยไม่ควรจะปิดตาและมองข้ามผ่านไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายละเอียดองค์ประกอบของกฎหมาย สิ่งที่พรรคก้าวไกลเห็นแตกต่างจากร่างกฎหมายของคณะรัฐมนตรีคือ เรื่องเงื่อนเวลาปลอดภัยในการยุติการตั้งครรภ์อยู่ที่ภายใน 12 สัปดาห์ จึงจะไม่มีความผิดอาญา ขณะที่พรรคก้าวไกลเสนอว่าเงื่อนเวลาไม่มีความผิดอาญาควรจะอยู่ที่ 24 สัปดาห์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ก่อนที่เราจะถกเถียงเรื่องเวลา สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือไม่มีผู้หญิงคนไหนตั้งใจท้อง เพื่อไปทำแท้ง และไม่มีใคร สนุกกับการทำแท้ง&amp;rdquo;
ทั้งนี้ จากสถิติการยุติการตั้งครรภ์ หลังจาก 12 สัปดาห์คือ &amp;nbsp;
13 - 16 สัปดาห์ 13 %
17 - 22 สัปดาห์ 12 %
23 - 28 สัปดาห์ 4.5 %
และมากกว่านั้น 0.5 %&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งหากประเมินจาก ข้อมูลที่มีว่าผู้หญิงเข้าสู่การยุติการตั้งครรภ์ 3 แสนรายต่อปี ก็จะพบว่าการกำหนดเงื่อนเวลา 12 สัปดาห์ จะยังคงทิ้งปัญหาให้ผู้หญิงอีกจำนวนมากต้องก้าวเข้าสู่การทำแท้งเถื่อน อันตราย และไม่ปลอดภัยอยู่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สาเหตุของการยุติการตั้งครรภ์หลัง 12 สัปดาห์มีหลายสาเหตุ และเป็นสาเหตุที่หลายท่านอาจคาดไม่ถึง เช่น การคุมกำเนิดไม่สำเร็จ ไม่มีเงินทำแท้ง การทำแท้งทานยาเถื่อนและคิดว่าแท้ง แต่ไม่แท้งจนเลย 12 สัปดาห์ หรือแม้กระทั่ง ฝ่ายชายทิ้งไป ชายมีหญิงอื่น ฝ่ายชายแต่งงานแล้ว ฝ่ายชายติดยาเสพติด&amp;nbsp;ฝ่ายชายติดคุก ตกงานไม่มีเงินที่จะเลี้ยงดู การตั้งครรภ์เป็นอุปสรรคในการประกอบวิชาชีพ เป็นต้น ดังนั้นการพูดถึงสิทธิผู้หญิง กับ ตัวอ่อนในครรภ์ คงไม่เพียงพออย่างที่ร่าง ค.ร.ม. ได้นำเสนอมา เพราะหลักคิดของพรรคก้าวไกลสอดคล้องต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงที่เป็นปัญหา ภายใต้แนวคิดสิทธิของผู้หญิง ตัวอ่อนในครรภ์ และ ความปลอดภัยของผู้หญิง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ธัญวัจน์ อภิปรายเพิ่มเติมว่า ในประเด็นตัวอ่อนในครรภ์ ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ระยะเวลาที่ชัดเจนว่า หากเกิดขึ้นก่อน 28 สัปดาห์นั้น ถือว่าเป็นแท้ง ส่วนหลังจาก 28 สัปดาห์ถือว่าเป็นคลอดก่อนกำหนด นอกจากนี้ ส่วนที่ร่างพรรคก้าวไกลมองแตกต่างจากร่างของ ครม.​ คือ ความเสมอภาคทางเพศ&amp;nbsp;เพื่อปลดปล่อยผู้หญิงออกจากการตีตรา จึงแก้ไขเพิ่มเติมร่างดังกล่าวในคำว่า &amp;lsquo;ผู้หญิง&amp;rsquo; เป็น &amp;lsquo;บุคคล&amp;rsquo; เพราะคงเป็นที่รู้กันว่า เมื่อมีเรื่องลักษณะนี้ สังคมจะมีคำพูดสำเร็จรูปอยู่ไม่กี่คำ เช่น &amp;nbsp;&amp;ldquo;ใจแตก ไม่รู้จักรักตัวสงวนตัว&amp;rdquo; &amp;ldquo;คลอดมาแล้ว สงสารเด็กมันจริง ๆ กลายเป็นลูกไม่มีพ่อ&amp;rdquo; และเมื่อผู้หญิงไปทำแท้ง ก็จะมีคำพูดสำเร็จรูปอีกคำหนึ่งคะ &amp;ldquo;อะไรนะ ไปทำแท้ง ยัยแม่ใจยักษ์&amp;rdquo; แต่สิ่งที่หายไปคือ &amp;lsquo;คนที่ทำผู้หญิงท้อง&amp;rsquo; กลับไม่โดนตีตราใด ๆ จากสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พรรคก้าวไกล ไม่ได้สนับสนุนการทำแท้ง แต่เป้าหมายสำคัญคือเราต้องการให้ผู้หญิงปลอดภัย และต้องตั้งคำถามต่อไปว่า เราจะทำอย่างไรให้อันตราการทำแท้งลดลง เราทุกคนในสังคม รวมถึงการออกแบบนโยบายรัฐเกี่ยวกับความเสมอภาค ถ้าไม่ให้ความสำคัญในประเด็น &amp;lsquo;เพศ&amp;rsquo; ก็จะไม่สามารถลดอัตราการทำแท้งของผู้หญิงได้ และยังคงทำให้ผู้หญิงก้าวเข้าสู่การทำแท้งอยู่ดี มีเหตุผลจำนวนมากที่ทำให้ผู้หญิงตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ เช่น ค่าใช้จ่าย ในความเป็นจริง ระดับรายได้ปานกลาง การฝากครรภ์ รวมคลอด &amp;nbsp;5 หมื่น ถึง 1 แสนบาท อุปกรณ์เด็กแรกเกิด 3 หมื่น ถึง 5 หมื่นบาท &amp;nbsp;และภาระค่าใช้จ่ายรายเดือน 5 พัน ถึง 1 หมื่นบาท หรือในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในบริการ สปสช. ค่าคลอด 1 หมื่นบาท เงินอุดหนุนเด็ก 600 บาท แบบไม่ทั่วหน้า เรียนฟรีไม่จริง ยังมีค่าเสื้อผ้า ค่าขนม ค่าเดินทาง หรือแม้วัยรุ่นท้องในวัยเรียน สังคมจะยอมรับหรือไม่ หรือจะซุบซิบนินทา ด่าทอให้อับอาย จนเธอต้องออกจากโรงเรียน เรื่องเหล่านี้อย่าคิดว่าไม่เกี่ยว เพราะนี่คือนานาเหตุผลที่ผู้หญิงตัดสินใจทำแท้ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การที่พรรคก้าวไกลเปลี่ยนคำว่า &amp;lsquo;หญิง&amp;rsquo; เป็น &amp;lsquo;บุคคล&amp;rsquo; ก็เพื่อให้สังคมไม่ตีตราผู้หญิง อย่างที่กล่าวมาเราต้องเข้าใจว่า ผู้หญิงไม่ได้สนุกกับการทำแท้ง แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้พวกเธอต้องตัดสินใจ และการทำแท้งนั้น คือทางออกสุดท้ายที่เลือก หากเราคิดจะช่วยผู้หญิง การกำหนดเงื่อนไขเวลาเพียงแค่ 12 สัปดาห์ไม่แก้ปัญหา เราต้องกำหนดเงื่อนเวลา 24 สัปดาห์ เพราะต้องคำนึงถึงความปลอดภัย และหามาตราการส่งเสริมความเสมอภาคของเพศหญิง เพื่อลดอัตราการทำแท้งต่อไปในอนาคต ให้ผู้หญิงมีทางเลือก ไม่ใช่อยู่อย่างในสถานการณ์ปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในสังคมที่มีชายเป็นใหญ่ที่กำหนดบทบาทและหน้าที่ของผู้หญิงแบบกดขี่ เราต้องเปลี่ยนแปลงสังคมหลายอย่าง การตั้งครรภ์ผู้หญิงต้องเรียนหนังสือได้อย่างไม่อับอาย เราต้องมีเงินอุดหนุนเด็ก 1,800 บาทต่อเดือนแบบทั่วหน้า พรรคก้าวไกลมีนโยบายเพิ่มอัตราการเกิด ที่พูดถึงศูนย์เด็กเล็ก และอัตราการจ้างแรงงาน 2 แสนตำแหน่ง ที่ต้องการให้ผู้หญิงมีลูกได้และมั่นใจในความมั่นคงของพวกเขา หยุดตีตราผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงปลอดภัย มาร่วมใจกันแก้ปัญหาให้พวกเธอกัน&amp;rdquo; ธัญวัจน์ &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87810</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายอาญา, ทำแท้ง, พรรคก้าวไกล, ยุติการตั้งครรภ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201223/image_big_5fe30958a303f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84119</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/11/2020 16:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/11/2020 16:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ครม.เห็นชอบแก้กฎหมาย &#039;ทำแท้ง&#039; กำหนดอายุครรภ์ทำได้ไม่ผิด เร่งส่งสภาฯบังคับใช้ ก.พ.64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ย.63 - เวลา 14.00 น. ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรั,บาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาความผิดฐานทำให้แท้งลูก โดยมีที่มาคือ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 กำหนดให้หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกมีความผิดอาญานั้น เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของหญิงเกินจำเป็น ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 28 บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย และเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ครม.ได้มีมติเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2563 ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และ มาตรา 305 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองโฆษกฯ กล่าวว่า วันนี้ ครม. เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 และ มาตรา 305 ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ โดยมีเหตุผลในการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 301 และ มาตรา 305 คือ 1.กำหนดอายุครรภ์สำหรับความผิดฐานหญิงทำให้ตนเองแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกขณะมีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ มีความผิดและต้องรับโทษ เพื่อคุ้มครองสิทธิของหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ให้เกิดความสมดุลกัน 2.เพิ่มเหตุยกเว้นความผิดฐานทำให้แท้งลูก ให้ครอบคลุมกรณีต่างๆ ที่จำเป็นและสมควรต้องทำแท้งหรือยุติการตั้งครรภ์ให้กับหญิง และกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมต้องทำตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภาเพื่อความปลอดภัยของหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งมีสาระสำคัญคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1)แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 301 ให้หญิงที่มีอายุครรภ์ &amp;ldquo;ไม่เกิน 12 สัปดาห์&amp;rdquo; สามารถทำแท้งได้ จากเดิมที่ห้ามหญิงตั้งครรภ์ทำแท้งโดยเด็ดขาด ซึ่งการกำหนดอายุครรภ์ดังกล่าวเป็นไปตามความเห็นของแพทยสภาและราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ปลอดภัยที่สุดในการทำแท้ง ไม่มีความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ทำแท้งเกิดอาการแทรกซ้อนและเป็นอันตรายแก่ชีวิต นอกจากนี้ ได้มีการแก้ไขลดอัตราโทษ เพื่อให้เหมาะสมกับการที่ผู้ทำแท้งต้องได้รับความเจ็บปวดทางร่างกายอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดโทษสูงอีก โดยมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มาตรา 301 หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูกหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูกขณะมีอายุครรภ์เกิน 12 สัปดาห์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;quot;&amp;nbsp;จากเดิมที่กำหนดให้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรา 305 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเหตุยกเว้นความผิดฐานทำให้แท้งลูก ให้ครอบคลุมกรณีที่จำเป็นและสมควรต้องทำแท้งหรือยุติการตั้งครรภ์ให้กับหญิง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;มาตรา 305 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 301 หรือ มาตรา 302 เป็นการกระทำของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและตามหลักเกณฑ์ของแพทยสภาในกรณีดังต่อไปนี้ ผู้กระทำไม่มีความผิด (1) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากหากหญิงตั้งครรภ์ต่อไปจะเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายต่อสุขภาพทางกาย หรือจิตใจของหญิงนั้น (2) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากหากทารกคลอดออกมาจะมีความเสี่ยงอย่างมากที่จะได้รับผลกระทบจากความผิดปกติทางกายหรือจิตใจถึงขนาดทุพพลภาพอย่างร้ายแรง (3) หญิงมีครรภ์เนื่องจากมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับเพศ (4) หญิงซึ่งมีอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ยืนยันที่จะยุติการตั้งครรภ์&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในลำดับต่อไป จะส่งร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าว ให้คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา แล้วเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาโดยด่วน เพื่อให้มีผลบังคับใช้ก่อนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564 เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลบังคับใช้ 1 ปี หากแก้ไขไม่แล้วเสร็จ มาตรา 301 จะไม่มีผลบังคับใช้โดยปริยาย เพราะกฎหมายจะขัดต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวรัชดา กล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้ง เป็นการส่งเสริมการคุ้มครองสิทธิของผู้หญิงและชีวิตของทารกในครรภ์อย่างมีดุลยภาพ อีกทั้งสร้างความมั่นใจต่อบุคคลากรการทางการแพทย์ในการให้บริการยุติการตั้งครรค์โดยสมัครใจ ลดแรงจูงใจของผู้หญิงในการไปหาหมอเถื่อนเพื่อทำแท้ง ซึ่งผิดกฎหมายและไม่ปลอดภัยต่อชีวิต และในส่วนที่กฎหมายอนุญาตให้ทำแท้งทารกในครรภ์ที่มีความเสี่ยงที่จะคลอดออกมาแล้วพิการแต่กำเนิด จะช่วยลดภาวะตึงเครียดให้กับครอบครัวที่ไม่มีความพร้อมที่จะเลี้ยงดูบุตรที่มีสภาพพิการได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84119</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายอาญา, ทำแท้ง, รัชดา ธนาดิเรก, สิทธิเสรีภาพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201117/image_big_5fb393c9159d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
