<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116933</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/09/2021 17:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/09/2021 17:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สภาฯ โหวตเอกฉันท์รับหลักการ &#039;กม.อุ้มหาย&#039; ดึง &#039;ลายจุด-อังคณา&#039; นั่งกมธ.สัดส่วนฝ่ายค้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ย.64 -&amp;nbsp;เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯคนที่สอง เป็นประธานการประชุม มีวาระลงมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ... ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ&amp;nbsp;ในวาระที่หนึ่ง โดยที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์รับหลักกร่างกฎหมายดังกล่าว ด้วยคะแนน 368 ต่อ 0 งดออกเสียง 1 ไม่ลงคะแนน 1 เสียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้ตั้งคณะกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ... จำนวน 25 คน&amp;nbsp;โดยมีรายชื่อกมธ.ที่น่าสนใจ อาทิ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด สัดส่วนพรรคเพื่อไทย นายสมชาย หอมลออ&amp;nbsp;ประธานมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา&amp;nbsp;ในสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ นางอังคณา นิลไพจิตร อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สัดส่วนพรรคเสรีรวมไทย เป็นต้น และกำหนดแปรญัตติเป็นเวลา 7 วัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116933</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายอุ้มหาย, ศุภชัย โพธิ์สุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210916/image_big_61431b89f098e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116826</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 19:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 19:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่อฉลุย! สภาฯ ถกกฎหมายป้องกันอุ้มหาย &#039;ก้าวไกล&#039; โหนคดีแค่ช่วง คสช. &#039;ชวน&#039; สั่งลงมติ 16 ก.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.64 - ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม มีวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ... ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ นอกจากนี้ ยังมีร่างกฎหมายเนื้อหาทำนองเดียวกันจากพรรคการเมืองเสนอประกบด้วย ดังนี้ ฉบับพรรคประชาธิปัตย์ ฉบับพรรคประชาชาติ และฉบับพรรคพลังประชารัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ได้กล่าวรายงานหลักการและเหตุผลว่า สำหรับเนื้อหาสำคัญคือมุ่งเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิดฐานทรมาน ในฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย &amp;nbsp;โดยกำหนดการกระทำที่เข้าข่ายความผิดไว้ในทำนองเดียวกัน คือ เป็นการกระทำให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ และต้องมีวัตถุประสงค์อย่างอย่างใดอย่างหนึ่ง คือเพื่อให้ได้ข้อมูลหรือคำรับสารภาพจากบุคคลที่ถูกทรมานหรือบุคคลที่สาม เพื่อลงโทษบุคคลที่ถูกทรมานอันเนื่องมาจากการกระทำของบุคคลนั้น หรือสงสัยว่าบุคคลนั้นได้กระทำการสิ่งใด เพื่อข่มขู่หรือขู่เข็ญผู้ถูกทรมานหรือบุคคลที่สาม และเพราะเหตุผลอื่นๆ บนพื้นฐานของการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ทั้งนี้ ในร่างกฎหมายยังกำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย โดยมีรมว.ยุติธรรม เป็นประธาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กฎหมายฉบับนี้ยังมีการกำหนดอัตราโทษสำหรับความผิดฐานกระทำการทรมานและฐานกระทำให้บุคคลสูญหายไว้เท่ากัน และหากผลของการกระทำความผิดนั้นร้ายแรงขึ้น ผู้กระทำความผิดก็ต้องรับโทษหนักขึ้นด้วย คือ ผู้ทำผิดฐานกระทำการทรมานหรือความผิดฐานทำให้บุคคลสูญหาย มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5-15 ปี และปรับตั้งแต่ 1-3 แสนบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายสาหัส จะต้องรับโทษหนักขึ้นจำคุกตั้งแต่ 10-25 ปี และปรับตั้งแต่ 2-5 แสนบาท หากกระทำความผิดเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายต้องวางโทษจำคุกตั้งแต่ 15 ถึง 30 ปีหรือจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่ 3แสนบาท-1ล้านบาท และหากผู้ถูกกระทำเป็นบุคคลที่อายุไม่เกิน 18 ปี หญิงมีครรภ์ ผู้พิการทางร่างกายหรือจิตใจ หรือผู้ที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ โทษก็จะหนักขึ้นกึ่งหนึ่ง&amp;rdquo; รมว.ยุติธรรม ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนผู้บังคับบัญชาหากทราบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของตนกระทำหรือได้กระทำความผิดตามมาตราดังกล่าว และไม่ดำเนินการที่จำเป็นเหมาะสม เพื่อป้องกันหรือระงับการกระทำความผิด หรือไม่ดำเนินการ หรือส่งเรื่องให้ดำเนินการสอบสวน และดำเนินคดีตามกฎหมาย ต้องระหว่างโทษครึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นส.ส.ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยกล่าวถึงการที่บุคคลสูญหายและมีการซ้อมทรมาน อาทิ คดีบิลลี่ คดีอุ้มหายทนายสมชาย นีละไพจิตร คดีอุ้มหายวันเฉลิม คดีอุ้มฆ่าแม่ลูกศรีธนขันธุ์ คดีกรือเซะ คดีตากใบ คดีพ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล (ผู้กำกับโจ้) ใช้ถุงดำคลุมหัวผู้ต้องหา เป็นต้น ซึ่งส.ส.ทุกคนต่างลุกขึ้นมาสนับสนุนร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว โดยนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวตอนหนึ่งว่า พบว่ามีบุคคลอุ้มหายหลายคน หากนับเฉพาะในช่วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมเป็น 9 คน ฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่จะต้องออกกฎหมายนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวตอนหนึ่งถึงสมัยที่ครอบครัวของตนเองหาศพหะยีสุหลง โต๊ะมีนา ผู้นำของชาวไทยเชื้อสายมลายูมุสลิมโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นปู่ของนางเพชรดาว ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ซึ่งต่อมาศาลสั่งให้เป็นบุคคลสาบสูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระทั่งเวลา 18.48 น. นายชวน หลีกภัย ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้สั่งยุติการอภิปราย และให้ลงมติในวันที่ 16 ก.ย. จากนั้นได้สั่งปิดการประชุม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116826</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายอุ้มหาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_6141e2af21747.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78816</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> กระทุ้งรัฐคลอด กฎหมายอุม้ หาย มึนทำไมเตะถ่วง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กระทุ้งรัฐกฎหมายอุ้มหายต้องเร่งคลอด อังคณา-พี่สาววันเฉลิม-นักสิทธิมนุษยชนร่วมวง ชี้เป็นภัยอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ข้องใจนักการเมืองกลัว กม.ไม่มีอายุความหวั่นสาวถึงเหตุมีส่วนได้ส่วนเสีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนา &amp;ldquo;รัฐสภากับการพัฒนาระบบกฎหมายอำนวยความยุติธรรมและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน&amp;rdquo; โดย นายโคทม อารียา ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ บรรยายพิเศษ เรื่อง &amp;ldquo;คณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ กับความหวังในการอำนวยความยุติธรรม และพิทักษ์สิทธิมนุษยชน&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า ตนเองเชื่อว่า ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.... (ฉบับประชาชน) ที่ กมธ.ศึกษาร่างที่เสนอโดยภาคประชาสังคมและขับเคลื่อนเข้าสู่สภาเพื่อพิจารณานั้น หากออกมาก็จะเป็นประโยชน์มากในการป้องกันการทรมาน หรือทำให้สูญหายเมื่อมีการควบคุมตัว ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นเวลา 10.00 น. เป็นการเสวนา &amp;ldquo;ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการอุ้มหาย ความก้าวหน้าครั้งใหม่ของสิทธิมนุษยชนไทย&amp;rdquo; โดย นางสิตานันท์ สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ถูกบังคับให้สูญหาย นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นางพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผอ.มูลนิธิผสานวัฒนธรรม และนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นางอังคณากล่าวว่า จากประสบการณ์ในประเทศไทย คนที่ถูกอุ้มหาย ขอย้ำว่าการอุ้มหายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ เชื่อว่ามีการวางแผนมาล่วงหน้า ทำเป็นกระบวนการ นี่ไม่ใช่อาชญากรรมธรรมดา แต่เป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ดังนั้นต้องเป็นคดีอาญา ไม่มีการนิรโทษกรรม ไม่มีอายุความ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;สิ่งสำคัญที่สุดคือมีเจตจำนงทางการเมือง อย่าให้กฎหมายนี้เป็นเหมือนรัฐธรรมนูญ ที่ไปตั้งกรรมาธิการวิสามัญศึกษา เชื่อว่าภายใต้รัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน จะออกกฎหมายที่ดีต่อประชาชนได้ เข้าใจว่า ส.ว.หรือรัฐบาลบางคนกังวลกับกฎหมายที่ไม่มีอายุความ กังวลว่าจะสาวมาถึงตัวเองหรือไม่&amp;quot; นางอังคณาระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายรังสิมันต์กล่าวว่า ที่ผ่านมา กมธ.มีการปรับปรุงร่างประชาชนหลายเรื่องและเปิดรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว แต่ยังไม่มีการบรรจุวาระการพิจารณาในสภา ซึ่งเป็นเรื่องที่ตนเองกังวลอยู่ เพราะภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ กฎหมายที่ ส.ส.ร่างนั้นไม่ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สภาต้องเร่งพิจารณา หากได้รับการบรรจุก็ต้องไปต่อแถวท้ายสุด กว่าสภาจะพิจารณาต้องใช้เวลานาน ตนเองไม่มั่นใจว่าต่อให้รัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี กฎหมายนี้จะได้รับการพิจารณาเมื่อไหร่ ทางแก้ไขคือ ส.ส.ต้องเข้าชื่อขอเลื่อนเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาก่อน หลังจากนั้นต้องตั้ง กมธ.มาพิจารณาใช้เวลา 60-90 วัน ก็เข้าสู่วาระ 2 วาระ 3 คิดว่าการพิจารณาของสภาไม่น่ามีปัญหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;แต่ที่น่ากังวลคือชั้นของ ส.ว. ซึ่งเข้าใจว่าอาจจะมี ส.ว.หลายคนมีส่วนได้เสียกับการป้องกันการอุ้มหาย และซ้อมทรมานหรือไม่ โดยเฉพาะสถานที่ที่มักมีปัญหามายาวนานคือ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะมีการใช้กฎหมายพิเศษ เช่น กฎอัยการศึกที่ให้มีการควบคุมบุคคลได้ 7 วัน มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คุมตัวได้ 30 วัน รวม 2 ฉบับ ควบคุมตัวได้ 37 วัน ซึ่งเราไม่รู้ว่าช่วงเวลานี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ที่ได้ยินมาเป็นระยะคือมีการซ้อมทรมาน สิ่งที่กังวลคือ เมื่อไหร่เราจะเป็นรายต่อไปที่จะถูกอุ้มหาย สภาวะแบบนี้ไม่ใช่คำตอบของสังคมไทย กฎหมายป้องกันการอุ้มหายไม่ใช่การเยียวยาคนไม่กี่คน แต่คือการสร้างความปลอดภัยให้คนทั้งประเทศ ดังนั้นนี่คือสิ่งที่เราต้องผลักดัน&amp;rdquo; นายรังสิมันต์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน น.ส.สิตานันท์กล่าวว่า หลังจากที่นายวันเฉลิมถูกอุ้มหายไป ทางญาติต่อสู้มาตลอดอีก 8 วันก็จะครบ 4 เดือน ที่ผ่านมามีการไปยื่นหนังสือให้กับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ รัฐบาลเพิกเฉยมาก เข้าใจว่าตอนนี้ประเทศไทยมีหลายเรื่องเกิดขึ้น คิดว่ารัฐบาลคงเรียงลำดับความสำคัญของการอุ้มหายเป็นลำดับรอง แต่เนื่องจากเป็นคนไทยควรได้รับการช่วยเหลือบ้าง ครอบครัวลำบาก เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นในไทย เราไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำ แต่ต้นเหตุการลี้ภัยของนายวันเฉลิม เพราะมีการแสดงความเห็นแตกต่างทางการเมืองไทย และอีก 9 รายที่หายไปยังไม่รู้ชะตากรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้มีเด็กนักเรียน นักศึกษาออกมาขึ้นเวทีแสดงความเห็นทางการเมือง ซึ่งกำลังถูกคุกคามรายวัน เพราะเป็นนักเรียนก็ไม่มีเว้น เสี่ยงต่อการถูกอุ้มหาย ดังนั้นจึงขอให้การผลักดันร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการอุ้มหายให้สำเร็จ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อุ้มหายขึ้นอีก และขอประชาชนเป็นหูเป็นตาช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาที่ออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองด้วย ไม่อยากให้เกิดการอุ้มหายขึ้นอีกเป็นกรณีที่ 10 อยากให้รัฐฟังความเห็นประชาชนบ้าง หากเห็นว่าการแสดงออกต่างๆ ไม่ถูกต้อง ควรใช้หลักการพูดคุย แนะนำสิ่งที่ถูกต้องมากกว่า&amp;quot; น.ส.สิตานันท์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ น.ส.พรเพ็ญกล่าวว่า จากข้อมูลของยูเอ็นพบว่ามีการบังคับสูญหายกว่า 87 ราย หลายรายญาติยังตามหาอยู่ตลอด และสะเทือนใจทุกครั้งเมื่อมีรายงานข่าวพบศพไร้ญาติ ดังนั้นการผลักดันให้มีร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการอุ้มหายเป็นเรื่องสำคัญมาก มีการเสนอมานาน แต่ก็ยังไม่สามารถออกมาได้ วันนี้ ส.ส.ในสภากว่า 200 คนเห็นด้วยกับกฎหมายนี้ แต่ที่ยังล่าช้าอยู่เพราะรัฐบาลยื้อด้วยขั้นตอนต่างๆ ตอนนี้อยู่ในมือกฤษฎีกาแก้ไข แต่ไม่มีกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จ ถ้าทำให้กฎหมายเข้าสู่สภาไม่ได้ก็ควรยุบสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากรัฐบาลจริงใจควรเร่งรัดให้กฤษฎีกาแก้ไขฉบับของเราโดยเร็ว และผ่านกระบวนการทุกอย่างเพื่อเสนอเข้าที่ประชุมสภาสมัยหน้า โดยกฎหมายจะต้องกำหนดให้การควบคุมตัวทุกรูปแบบห้ามทรมาน และอุ้มหาย ต้องเป็นคดีอาญา ไม่มีอายุความ มีการฟื้นฟูเยียวยาญาติทุกด้านตามตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม เราปฏิเสธการลงโทษด้วยการประหารชีวิต&amp;quot; น.ส.พรเพ็ญระบุ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78816</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายอุ้มหาย, นักสิทธิมนุษยชน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ, ไม่มีอายุความ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200927/image_big_5f709954a710f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69926</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/06/2020 11:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2020 11:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ช่อ พรรณิการ์&#039;จับตา &#039;กฎหมายอุ้มหาย&#039; หวั่นถูกส.ว.ตีตกเปลี่ยนแปลงเนื้อหา ย้ำ 112 เป็นกม.ที่มีปัญหา ต้องแก้ไข</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 มิ.ย.2563 นางสาวพรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า มาร่วมงานเปิดศูนย์คณะก้าวหน้าชายแดนใต้ ณ.จังหวัดยะลา พร้อมกันนี้ได้ร่วมวงเสวนาในหัวข้อ &amp;ldquo;ความยุติธรรมที่เปลี่ยนไม่ผ่านท่ามกลางผู้คนและหมุดที่สูญหาย&amp;rdquo; โดยมีผู้ร่วมเสวนาคือ อังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน,จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธานสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) ,รอมฎอน ปันจอร์ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW) ดำเนินรายการโดย ประเสริฐ ราชนิยม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวงเสวนา อังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมาการสิทธิมนุษยชน ได้กล่าวว่า &amp;ldquo;จำนวนผู้ถูกอุ้มหายในประเทศไทยสูงมากเป็นอันดับที่ 3 ของอาเซียน รองจาก ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย โดยการอุ้มหายคนหนึ่งคน ผลกระทบจะเกิดในวงกว้างมาก เมื่อเวลาเกิดความรุนแรง เจ้าหน้าที่รัฐสงสัยใครก็จะเอาไปสอบ เอาตัวไปโดยไม่มีหมายค้นเพราะใช้กฎหมายพิเศษ กฎอัยการศึก และเมื่อจับไปก็มักมีการซ้อมทรมาน หรือบางทีเจ้าหน้าที่ก็มักอ้างว่าปล่อยตัวแล้ว แต่ต่อมาก็สูญหายไปกลางทางก็มี หรือมาเอาไปจากบ้าน จากสถานประกอบพิธีทางศาสนา ซึ่งปัญหาคนหายไม่เคยถูกบันทึกมาก่อน หลังจากที่ทนายสมชาย นีละไพจิตร หายตัวไป ตนเองก็พยายามต่อสู้ เพราะอยากให้กรณีสมชาย เป็นกรณีสุดท้าย ซึ่งก็มีคนมาเตือนว่าเราไม่ควรพูด ครอบครัวจะไม่ปลอดภัย สิ่งหนึ่งที่ทำไม่ได้ในฐานะพลเมือง คือหาความเป็นธรรม ซึ่งการก้าวข้ามความกลัวไม่ง่าย รัฐนอกจากไม่คุ้มครองประชาชนแล้ว ยังละเมิดเสียเอง และเรายังอยู่ในรัฐที่ไม่เคยรับผิด จุดนี้นำไปสู่การมุ่งมั่นทำข้อมูล มีการบันทึกข้อมูลของผู้สูญหาย หน้าตาของครอบครัว กว่า 40 กรณี เพื่อทำให้พวกเขามีตัวตน และแสดงให้เห็นว่ามีคนหายไปจริงๆ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธานสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.)เล่าว่า ตนเองได้รับผลกระทบจากการอุ้มหายเพราะมีสมาชิกในครอบครัวคือปู่ทวด เตียง ศิริขันธ์ อดีต ส.ส.ที่ถูกอุ้มหายไป ทำให้ครอบครัวมักจะห้ามปรามหากมาทำกิจกรรมทางการเมือง เพราะกลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ซึ่ง สนท.ก็มีการสร้างความรับรู้เรื่องการอุ้มหาย มีการส่งสารให้สังคมรับทราบ ว่ายังมีคนหายอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งคนในสามจังหวัดชายแดนใต้ คนในการเมือง ซึ่งการอุ้มหายเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องตระหนัก เลยสร้างกิจกรรมค้นหาความจริง แต่กลายเป็นว่าคนมาตามหาความจริงเรียกร้องความเป็นธรรม ถูกดำเนินคดี ฐานชะเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่โชคดีที่เรายังมีตัวตน ยังมีชีวิตอยู่ แต่คนที่สูญหายเราไม่สามารถทราบชะตากรรมได้เลย การที่ผู้มีอำนาจอยากรักษาอำนาจ ไม่ควรลดทอนความเป็นคนของประชาชน ขณะนี้ตนมีคดีอยู่ 3 คดีที่ต้องไปสู้คดี สิ่งที่เป็นห่วงคือแนวโน้มการประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉินยังจะมีอยู่ต่อไป แต่ตนก็ยังมีความหวังกับผู้คน เพราะสังคมมีความรับรู้เป็นวงกว้างในกรณีคุณวันเฉลิม และตระหนักในประเด็นสิทธิมนุษยชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พรรณิการ์ ในฐานะตัวแทนคณะก้าวหน้าและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน และเป็นอดีตรองประธาน กมธ.คณะนี้ มองว่า เรื่องการอุ้มหายซ้อมทรมานเป็นปัญหาใหญ่ เป็นทั้งปัญหาการเมืองของสังคมไทย และเป็นปัญหาสิทธิมนุษยชน ซึ่งแม้ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งในปี 2562 แล้วแต่ก็ไม่มีใครสามารถพูดได้ว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เพราะประเทศไทยยังมีการปกครองโดยความกลัวอยู่ สิ่งที่แสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมคือ กฎหมายแทนที่ใช้ปกป้องประชาชน กลับใช้ในการคุกคามประชาชน และรูปธรรมที่สอง คือการบังคับสูญหาย ทำให้หลายๆครั้งประชาชนจำเป็นต้องเงียบ มีการเซนเซอร์ตัวเองของประชาชนเพราะกลัวความไม่ปลอดภัยในชีวิตของตนเองและครอบครัว ซึ่งการไม่ใช่แค่ให้คนที่ถูกอุ้มเงียบ แต่ต้องการให้สังคมเงียบ ยิ่งไปกว่านั้น เวลาคนหนึ่งถูกอุ้มหาย ทุกคนเงียบเพราะต่างไม่รู้ว่าเมื่อใดจะกลายเป็นเรา เป็นคนในครอบครัวเรา จำเป็นต้องเงียบเพื่อรักษาชีวิต ทำให้เห็นว่าการปกครองด้วยความกลัว ส่งผลว่าประชาชนยังไม่ใช่ผู้ทรงอำนาจที่แท้จริงของประเทศนี้ คนที่ทำให้กลัวคือคนที่มีอำนาจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ประเทศไทยมีกฎหมายมากมายจำเป็นต้องถูกแก้ไข เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กฎหมายอาญามาตรา 116 มาตรา 112 และ กฎหมายอุ้มหาย หรือ&amp;rdquo;กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย โดยกฎหมายป้องกันอุ้มหายและซ้อมทรมาน ภาคประชาชนต่อสู้กันมายาวนาน เคยผ่านสภานิติบัญญัติหรือสภาตรายางของ คสช.มาแล้วแต่กฎหมายได้ตกไป และภายหลังการเลือกตั้งปี 2562 พรรคอนาคตใหม่ในขณะนั้นมองเห็นความสำคัญต่อร่างกฎหมายฉบับนี้จึงพยายามมองหาวิธีการ ซึ่งไม่ใช่แค่ผ่านกฎหมายได้เท่านั้น แต่กฎหมายจะต้องคุ้มครองประชาชนได้จริง จึงผลักดันผ่านกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนที่มี ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เป็นประธานกรรมาธิการ เพราะการผลักดันผ่านกรรมาธิการจะได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ และพรรคการเมืองอื่นๆ มากกว่าทำผ่านพรรคการเมืองเดี่ยวๆ เพราะมีตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆเข้ามาร่วมนั่งใน กมธ. ด้วย ซึ่งการผลักดันกฎหมายในกรรมาธิการก็ได้รับความร่วมมือจากทุกพรรคเป็นอย่างดี ถือเป็นผลงานร่วมกันของพรรคการเมือง แม้ช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การเสนอผลักดันหยุดชะงักไป แต่ขณะนี้ ร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ต้นร่างมาจากภาคประชาสังคม และได้ถูกปรับปรุงโดยกรรมาธิการจนเสร็จเมื่อ 2 วันก่อน และจะยื่นสู่สภาใหญ่ในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แต่สิ่งที่น่ากังวัลคือ ร่างกฎหมายฉบับนี้ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) อาจเข้ามาร่วมโหวตด้วยหากมองว่าเป็นกฎหมายปฏิรูปประเทศ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ากฎหมายฉบับนี้อาจจะไม่สามารถผ่านมติได้หรือหากผ่านอาจถูกแปรญัตติ เปลี่ยนแปลง ตัดหลักการสำคัญจนไม่สามารถปกป้อง คุ้มครองประชาชนได้จริง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันการซ้อมทรมานฯ จะส่งเข้าสู่สภาถึง 4 ร่าง คือร่างจากกระทรวงยุติธรรม ร่างจากกมธ. กฎหมายฯ และร่างจากพรรคการเมืองอื่นๆอีก 2 พรรค แต่ฉบับของกมธ. นี้นับว่าจะมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมากเพราะ คุ้มครอง และจะกำหนดให้คดีไม่มีอายุความ สามารถสืบหาจนกว่าจะได้มาซึ่งความยุติธรรม และจะใช้ระบบไต่สวน ที่จะทำให้ศาลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเรียกหาเอกสารหลักฐานได้เอง อีกทั้งยังกำหนดให้มีคณะกรรมการฯ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญ ในการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน สามารถทำหน้าที่ไปตรวจสอบหน่วยงานภาครัฐให้ปฎิบัติตามกฎหมายฉบับนี้อย่างเคร่งครัด โดยคณะกรรมการจะมาจากตัวแทนภาคประชาชน 6 คน มาจากข้าราชการ 5 คน จะทำให้คณะกรรมการนี้มีเสียงของภาคประชาชนมากกว่าข้าราชการ จะส่งผลให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีความเป็นมนุษย์และสามารถเข้าใจผู้ได้รับผลกระทบได้อย่างแท้จริง&amp;rdquo; พรรณิการ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน จุฑาทิพย์ ประธาน สนท.และเป็นทายาท ส.ส.เตียง ศิริขันธ์ ที่ถูกอุ้มฆ่า กล่าวว่า &amp;ldquo;อยากให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่าน เพราะสังคมในวันข้างหน้า คนรุ่นใหม่ คนที่ยังอายุไม่มาก ยังต้องเติบโตในสังคม จึงอยากอยู่ในสังคมที่ปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นสังคมที่เป็นความมั่นคงของประชาชน ไม่ใช่ความมั่นคงของผู้มีอำนาจเหมือนที่แล้วมา&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รอมฎอน ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW) มองว่า ชายแดนภาคใต้เป็นสนามทดลองการใช้อำนาจควบคุมปกครอง เป็นตัวแบบแล้วนำเอาไปใช้ปกครองที่อื่น นอกจากนี้ การอุ้มหายเป็นกรณีร้ายแรงและได้เป็นหมุดหมายสำคัญวางอยู่ในประวัติศาสตร์ความขัดแย้งชายแดนใต้ เช่น กรณีการถูกอุ้มหายของหะยีสุหลง ผู้นำทางการเมืองคนสำคัญ การหายตัวไปจึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้เกิดการจับอาวุธมาต่อสู้ในพื้นที่ชายแดนใต้ เพราะเป็นเรื่องความทรงจำรวมหมู่ของชุมชนทางการเมือง ซึ่งปัญหาที่สำคัญคือเราไม่มีความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน ดังนั้นความริเริ่มของผ่านกฎหมายของสภา จะเป็นจุดเริ่มต้นในการคลายปม และฟื้นความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ที่ผ่านมา สมาชิกสภานิติบัญญัติ หรือ สนช. ไม่ผ่านกฎหมายฉบับนี้ปล่อยให้กฎหมายตกไป เพราะ สนช.ส่วนใหญ่ หรือ ส.ว. แต่งตั้งในปัจจุบัน ล้วนเป็นอดีตข้าราชการทั้งฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายพลเรือน เป็นการเขียนกฎหมายด้วยความกลัว กลัวว่าตัวเองต้องรับผิด กลัวว่าลูกน้องต้องรับผิด&amp;rdquo; นายรอมฎอนกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แกนนำคณะก้าวหน้ายังทิ้งท้ายด้วยว่า &amp;ldquo;สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยแก้เลยในประเทศไทย คือ อำนาจรัฐล้นเกิน ตัวเลขความสูญเสียจากผู้ก่อการ ลดลงทุกปี แต่มีตัวเลขผู้ที่ถูกจับโดยกฎอัยการศึกมากขึ้นทุกปี คนติดคุกฟรี และเสี่ยงถูกซ้อมทรมาน ดังนั้น สิ่งที่ต้องจัดการคือการละเมิดสิทธิมนุษยชน และอำนาจล้นเกินของรัฐ จำเป็นสร้างความไว้วางใจของประชาชนในพื้นที่&amp;nbsp;
กฎหมายฉบับนี้จะเป็นกลไกที่สำคัญ ในการจัดการอำนาจที่ล้นเกินของรัฐได้ จะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจล้นเกิน และใช้ในการแก้ไขปมความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และคืนความยุติธรรมให้ผู้ถูกอุ้มหายได้รับความเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ถ้าพูดให้ถึงที่สุดร่างกฎหมายไม่ใช่ความหวัง ความหวังจริงๆคือประชาชน เพราะต่อให้ร่างกฎหมายผ่าน แต่อาจมีการแปรญัตติ เปลี่ยนเนื้อหาจนไม่เหลือหลักการที่สำคัญที่ก้าวหน้าในการปกป้องคุ้มครองประชาชน ถ้ากระแสสูง แล้วประชาชนจับตาดู ประชาชนมีความสนใจ อย่างต่อเนื่อง กฎหมายจะผ่านไปได้ และการอุ้มหายเมื่อไม่เงียบ กลายเป็นเรื่องระดับชาติและเป็นเรื่องระดับโลก การอุ้มคนหายเมื่อทำแล้วมีต้นทุนสูง มีราคาที่ต้องจ่ายมาก จะเกิดได้ยากขึ้น กระแสสังคมจะเป็นแรงกดดันไม่ให้เรื่องหายและคนสั่งจะสั่งการได้ยากขึ้น&amp;rdquo;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69926</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย, กฎหมายอุ้มหาย, ช่อ พรรณิการ์, ส.ว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200611/image_big_5ee222abbf9f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
